ทองเปิดตลาดขึ้น 150 รูปพรรณขายบาทละ 21,150

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ก.พ. 2560 09:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/866035


ราคาทองวันที่ 24 ก.พ. เปิดตลาดขึ้น 150 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,550 ขายออกบาทละ 20,650 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,177.96 ขายออกบาทละ 21,150 บาท

เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 60 สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.28 น. ปรับเพิ่มขึ้น 150 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,550 บาท ขายออกบาทละ 20,650 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,177.96 บาท ขายออกบาทละ 21,150 บาท.

 

จับตาเงินร้อนทำบาทแข็ง “วิรไท” โวไทยขึ้นชั้น Safe Heaven แห่งใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ก.พ. 2560 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/865820


“วิรไท” โปรยยาหอมเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวดีขึ้น เศรษฐกิจชนบทได้อานิสงส์เศรษฐกิจโลก ยันนโยบายการเงินผ่อนคลายกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง โว! นักลงทุนมองไทยเป็น Safe Heaven แห่งใหม่ของโลก ส่งผลเงินร้อนระยะสั้นไหลเข้าทำค่าบาทแข็งเร็วจนเริ่มเป็นห่วง เฟ้นหาเครื่องมือใหม่เตรียมรับมือ

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาพิเศษ เรื่อง “ทิศทางเศรษฐกิจไทย ยุคดิจิตอล” ในโอกาสครบรอบ 11 ปี ธนาคาร แลนด์ แอนด์ เฮาส์ ถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยในปีนี้ว่า ปีนี้เศรษฐกิจไทยมีทิศทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่ได้รับอานิสงส์ดีจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ภาวะภัยแล้งที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมาน่าจะไม่เกิดขึ้นซ้ำในปีนี้ ส่งผลให้เศรษฐกิจชนบทของไทยมีรายได้ที่ดีขึ้น

“การส่งออกเป็นอีกภาคส่วนที่ปรับตัวดีขึ้น และที่ดีคือ ปรับตัวดีขึ้นทั้งตัวผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น และจำนวนการส่งออกที่เพิ่มขึ้นในแทบทุกตลาดหลัก ยกเว้นตะวันออกกลาง ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหาราคาน้ำมันที่ตกต่ำ ขณะเดียวกัน แม้การลงทุนภาคเอกชนในปีนี้จะยังไม่เพิ่มขึ้นมาก แต่ในส่วนของการลงทุนภาครัฐนั้น เชื่อว่าโครงการที่มีการประมูลแล้วในปีที่ผ่านมาและที่จะประมูลเพิ่มในปีนี้จะส่งเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบมากขึ้น และไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องกระแสข่าวที่เงินคงคลังลดลง หรือไม่มีเงินลงทุน เพราะถ้าเข้าใจจะรู้ว่า เงินคงคลังก็เหมือนบัญชีกระแสเงินสด เมื่อต้องการใช้เงินก็ระดมทุน หรือกู้เงินได้ ที่ผ่านมากระทรวงการคลังเปลี่ยนนโยบายจากการกู้เงินมาเก็บไว้ในบัญชีเป็นกู้เมื่อต้องการใช้เงิน โดยเหลือเงินค้างไว้ในบัญชีเงินคงคลังไม่เกิน 1 แสนล้านบาท ดังนั้นประชาชนไม่ต้องตกใจเรื่องนี้”

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า ในด้านเสถียรภาพการเงินอัตราเงินเฟ้อของไทยเข้าสู่กรอบเป้าหมายตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา โดยคาดว่า ตลอดทั้งปีนี้จะอยู่ที่ 1.5% ส่วนอัตราดอกเบี้ยไทยนั้น ยอมรับว่าได้รับแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยโลก โดยเฉพาะจากอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาว แต่อย่างไรก็ตาม สภาพคล่องทั่วโลกที่ยังสูงมาก ทำให้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยโลกเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้นโยบายการเงินของไทยในปีนี้ยังอยู่ในภาวะผ่อนคลายต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่สภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจปีนี้ยังอยู่ในระดับสูง เห็นได้จากการปล่อยสินเชื่อที่อยู่ในระดับต่ำกว่าการรับเงินฝาก รวมทั้งมีเงินใหม่ที่เข้ามาเพิ่มขึ้นจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงมาก

“ข้อดีของการมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล และเงินทุนสำรองทางการระหว่างประเทศในระดับสูง โดยทุนสำรองทางการระหว่างประเทศของไทยในขณะนี้สูงเป็นอันดับ 12 ของโลก ซึ่งหากรวมตัวเงิน และสัญญาซื้อดอลลาร์ล่วงหน้าในขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ถือเป็นกันชนที่ทำให้เศรษฐกิจไทยรับมือกับความผันผวนของตลาดเงินตลาดทุนโลกได้ดีขึ้น แต่ขณะเดียวกัน เสถียรภาพต่างประเทศที่ดีมากๆ ของไทยในขณะที่ประเทศอื่นมีเสถียรภาพต่ำกว่า ทำให้นักลงทุนทั่วโลกเริ่มเห็นประเทศไทยเป็นแหล่งลงทุนที่มีความปลอดภัยสูง หรือ Safe Heaven แห่งใหม่ทำให้เมื่อมีเหตุการณ์ความผันผวนในโลก นักลงทุนจะถอนเงินจากสินทรัพย์เสี่ยงและส่วนหนึ่งจะเอามาพักสั้นๆ ในประเทศไทยทั้งในตลาดทุน และตลาดพันธบัตร ส่งผลให้ค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าในบางช่วง ซึ่งไม่ดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย”

นายวิรไทกล่าวด้วยว่า เงินทุนระยะสั้นที่เข้ามานั้น ธปท.จับตาอยู่อย่างใกล้ชิด แต่ยังไม่ถึงขึ้นกังวลนัก แต่ถ้าเป็นเงินทุนที่เข้ามารวดเร็ว และเข้าเร็วออกเร็วก็น่าห่วง เพราะถึงแม้จะมีปริมาณเข้ามาที่ไม่มาก แต่ถ้าเข้ามาพร้อมๆ กันในวันเดียวหรือช่วงเดียว ก็สร้างความผันผวนให้กับค่าเงินบาทเกินกว่าที่ควรได้ ซึ่งในส่วนของ ธปท.นั้น การเข้าไปดูแลค่าเงินบาทที่ผันผวนรวดเร็วเกินไปในบางช่วง เป็นสิ่งที่ ธปท.ดำเนินการเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ซึ่งเรามีขั้นตอนและมาตรการที่จะเข้าไปดูแลเป็นระดับขั้นอยู่แล้ว และในโลกยุคนี้ ธนาคารกลางทุกแห่งย่อมที่จะเตรียมความพร้อมในการหามาตรการและเครื่องมือใหม่ๆ ที่จะนำเข้ามาช่วยในการดูแลด้านนโยบายการเงิน และอัตราแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ล่าสุดอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ณ วันที่ 23 ก.พ.60 อยู่ที่ 34.98 บาท

ส่วนการเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิตอลของไทยนั้น ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า อยากให้คนไทยลองใช้การโอนเงินแบบพร้อมเพย์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของระบบการเงินดิจิตอล ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนว่าสะดวก นอกจากนั้น ต้นทุนในการโอนยังถูกมาก และรายการที่ต่ำกว่า 5,000 บาท เป็นการโอนฟรี โดยในขณะนี้มีคนลงทะเบียนใช้พร้อม-เพย์ 22 ล้านบัญชี และที่ผ่านมาพบว่าคนไทยยังใช้ระบบเงินอิเล็กทรอนิกส์น้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งการเริ่มการใช้เงินอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นนั้น นอกจากจะช่วยพัฒนาระบบธุรกิจเล็กๆอย่างอี-คอมเมิร์ซได้แล้ว ยังช่วยสร้างความโปร่งใสให้กับระบบสวัสดิการของรัฐ และที่สำคัญยังช่วยลดต้นทุนในการบริหารจัดการเงินสดของประเทศ ซึ่งสูงถึง 15,000-16,000 ล้านบาท.

 

“อาคม” ย้ำชัดลอตแรกผลิต 7 ล้านใบ เดือน มิ.ย.ได้ใช้แน่ “ตั๋วแมงมุม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ก.พ. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/865815


นำร่องรถไฟฟ้า-แอร์พอร์ตลิงค์

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “2560 Transport in Action : ทุกโครงข่ายกว้างไกล สุขใจทั่วไทย” ในงาน Thailand Transport 2017 Better Connect, Better Life ว่า กระทรวงคมนาคมกำลังเร่งพัฒนาระบบตั๋วร่วม ภายใต้ชื่อ “บัตรแมงมุม” เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะทุกรูปแบบ และในอนาคตสามารถใช้ซื้อสินค้าได้ด้วยบัตรใบเดียว ขณะนี้มีความคืบหน้าไป 90% แล้ว และอยู่ระหว่างเจรจาเพื่อดึงผู้ประกอบการที่ให้บริการขนส่งสาธารณะมาร่วมจัดตั้งบริษัท จัดการระบบตั๋วร่วม คาดว่าจะสามารถให้บริการ “บัตรแมงมุม” ได้ในเดือน มิ.ย.60 นี้

ด้านนายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า เตรียมตั้งบริษัทจัดการระบบตั๋วร่วม เพื่อเป็นหน่วยงานกลางในการบริหารรายได้ โดยจะเชิญผู้ประกอบการที่ให้บริการขนส่งสาธารณะเข้าร่วมจัดตั้ง โดยระยะแรกจะมีสัดส่วนการลงทุนเป็นภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีเอ็ม และบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส 60% และภาครัฐ ได้แก่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) การรถไฟฟ้า ขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และธนาคารกรุงไทย 40% “เบื้องต้นการเจรจากับบีอีเอ็มและบีทีเอสพร้อมเข้าร่วม จึงให้แต่ละบริษัทไปคำนวณว่า ต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มเท่าไรในการปรับปรุงระบบแตะบัตร เพื่อให้เข้ากับระบบแมงมุม และขอให้สรุปตัวเลขภายใน มี.ค.นี้ เพื่อจะได้ทราบว่า การจัดตั้งบริษัทใช้เงินลงทุนเท่าไร และต้องให้แล้วเสร็จก่อน มิ.ย.นี้ โดยรูปแบบบริษัทจะเป็นการถือหุ้นร่วม แต่ในอนาคตหากมีผู้ประกอบการรายอื่นๆ สนใจขอเข้าร่วมให้บริการบัตรแมงมุมด้วย ต้องมาเคลียร์กันใหม่ว่าจะถือหุ้นกันอย่างไร”

นายชัยวัฒน์กล่าวว่า เรื่องอัตราค่าโดยสารแรกเข้าในแต่ละระบบนั้น โดยหลักการเมื่อเข้าระบบครั้งที่ 2 ไม่ควรให้ผู้ใช้บัตรแมงมุมเสียค่าแรกเข้าอีก เพราะเป็นการเดินทางในระบบรถไฟฟ้าเดียวกัน ซึ่งได้แจ้งให้กับบีอีเอ็ม และบีทีเอสทราบแล้ว แต่เรื่องนี้ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากติดสัญญาสัมปทานของแต่ละบริษัทที่ระบุว่าต้องเก็บค่าโดยสารแรกเข้า แต่อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นจะผลิตบัตรแมงมุมลอตแรก 7 ล้านใบ และการให้บริการเดือน มิ.ย.นี้ จะเริ่มจากรถไฟใต้ดินสายสีน้ำเงิน รถไฟฟ้าสายสีม่วง รถไฟฟ้าสายสีเขียว และแอร์พอร์ตลิงค์ (พญาไท-สุวรรณภูมิ) ก่อน จากนั้นเดือน ก.ย.จะใช้กับรถเมล์ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) บางส่วน และปี 61 ใช้กับทางด่วนมอเตอร์เวย์สาย 7 กรุงเทพฯ-ชลบุรี.

 

ดันใช้ “ตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า” ทั่วประเทศใน 5 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ก.พ. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/865802


นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานกำลังพิจารณาสนับสนุนการซื้อรถสามล้อไฟฟ้า หรือรถตุ๊กตุ๊ก นำร่อง 100 คัน มาบริการเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 ปี และตั้งเป้าหมายจะผลักดันให้รถตุ๊กตุ๊กทั่วประเทศที่มีอยู่ 22,000 คัน เข้าโครงการเปลี่ยนเป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าภายใน 5 ปีข้างหน้า

สำหรับโครงการดังกล่าว กระทรวงพลังงานจะให้งบสนับสนุนผู้ประกอบการผ่านกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานของ สนพ. โดยโครงการเปลี่ยนรถตุ๊กตุ๊กเป็นรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้านั้น ภาครัฐจะจัดซื้อให้ผู้ประกอบการนำร่อง 100 คัน ซึ่งเป็นคนละส่วนกับการจัดซื้อรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าข้างต้น เพื่อนำไปแลกรถตุ๊กตุ๊กจากผู้ประกอบการกลับคืนมา โดยรถตุ๊กตุ๊กที่ภาครัฐรับแลกคืนมานั้นจะนำไปดัดแปลงโดยใช้เครื่องยนต์ไฟฟ้าเพื่อให้สามารถนำกลับมาวิ่งใหม่ได้ เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการหรือเถ้าแก่รถตุ๊กตุ๊กเข้าร่วมโครงการมากขึ้น

ทั้งนี้ รถตุ๊กตุ๊กที่เหลือรัฐจะทยอยเข้าไปช่วยเหลืองบประมาณในการดัดแปลงเครื่องยนต์ผ่านกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานต่อไป อย่างไรก็ตาม การนำรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้ามาใช้จะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวและการขนส่งมวลชนของประเทศไทยในระยะยาว ขณะที่ปัจจุบันรถตุ๊กตุ๊กที่วิ่งให้บริการในพื้นที่กรุงเทพฯ มีประมาณ 9,900 คัน ล่าสุดภาคเอกชนที่ผลิตแบตเตอรี่ไฟฟ้าแสดงความสนใจและแจ้งมายังสนพ.ว่าต้องการลงทุนผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าหลายรายแล้ว ซึ่งกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานจะหามาตรการสนับสนุนต่อไป นอกจากนี้ สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) มีแผนจะก่อสร้างสถานีชาร์จไฟฟ้าสำหรับรถยนต์อีวี 100 สถานีภายในสิ้นปีนี้.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดผสม ดาวโจนส์ พุ่ง! ทำนิวไฮ 10 วันติด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ก.พ. 2560 06:31

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/865925


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นในวันพฤหัสบดี โดยดาวโจนส์ทำนิวไฮเป็นวันที่ 10 ติดต่อกัน ทำลายสถิติเก่า 9 วันที่อยู่มานานถึง 30 ปี ขณะที่แนสแด็กร่วงเป็นวันที่ 2 ส่วนเอสแอนด์พีปิดแคบ…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 23 ก.พ. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 34.72 จุด หรือ 0.17% ปิดที่ 20810.32 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 0.99 จุด หรือ 0.04% ปิดที่ 2363.81 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 25.12 จุด หรือ 0.43% ปิดที่ 5835.51 จุด

ดัชนีหุ้นใหญ่ทั้ง 3 ของสหรัฐฯ ทำนิวไฮอย่างต่อเนื่อง หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ รับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา จากคาดหวังว่ารัฐบาลของเขาจะเปิดเผยเรื่องมาตรการลดภาษีในเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม แนสแด็กถูกฉุดโดยหุ้นของผู้ผลิตรถยนต์ เช่น เทสลา ที่ลดลงถึง 6.4%

 

คนไทยหันพึ่ง “หมอตี๋” ซื้อยากินเอง เสนอทบทวนระบบการรักษาพยาบาลใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ก.พ. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/865801


นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยผลวิจัยการเติบโตธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนในปี 60 ว่า ในปีนี้คนไทยจะหันมาซื้อยารับประทานเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยของตัวเองมากขึ้น เพราะสะดวก และเสียค่าใช้จ่ายไม่สูงนักเมื่อเทียบกับไปโรงพยาบาลเอกชน ไม่ต้องรอคิวยาวนานเพื่อพบแพทย์โรงพยาบาลรัฐ

สอดคล้องกับผลสำรวจที่พบว่า หากมีอาการเจ็บป่วย ไข้หวัด ปวดหัว ท้องเสีย และไม่มีสวัสดิการเบิกค่ารักษาพยาบาล คนไข้ส่วนใหญ่จะหันไปซื้อยาทานเองมาก ส่งผลให้คาดว่าปี 60 ธุรกิจร้านขายยาในประเทศจะมียอดขายสูงถึง 40,000 ล้านบาท ขยายตัว 8-10% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยปัจจุบันทั่วประเทศมีร้านขายยา 16,000 แห่ง แบ่งเป็นร้านขายยาทั่วไป 14,600 แห่ง และร้านขายยาแบบเครือข่าย 1,400 แห่ง

“หากดูจำนวนคนไข้ไทยที่เข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน ปีนี้อาจไม่ได้เติบโตนัก เพราะกำลังซื้อในประเทศยังไม่ฟื้นตัว สวนทางกับค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้คนไข้บางกลุ่มที่มีอาการเจ็บป่วยไม่รุนแรง โดยเฉพาะชนชั้นกลางที่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง และไม่อยากไปใช้บริการโรงพยาบาลรัฐ อาจหันไปเลือกใช้บริการรักษาพยาบาลจากแหล่งอื่นที่มีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าโรงพยาบาลเอกชน อาทิ คลินิกรักษาพยาบาล หรือหันไปซื้อยาทานเองจากร้านขายยา”

ทั้งนี้ พฤติกรรมการรักษาพยาบาลของคนไทยที่หันไปซื้อยาทานเองมากขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นความแออัดของการเข้ารับบริการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลรัฐ รวมถึงค่ารักษาพยาบาลโรงพยาบาลเอกชนที่แพงลิ่ว แม้การซื้อยาทานเองอาจไม่ถูกต้อง รัฐจึงมีความจำเป็นต้องทบทวนระบบสาธารณสุขของไทย หรือพัฒนาโครงสร้างสาธารณสุขทั้งระบบ โดยเฉพาะการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของคนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่มีข้อจำกัดทางด้านเวลา เช่น คนที่ประกอบธุรกิจส่วนตัว ทำมาค้าขาย หรือกลุ่มคนที่มีข้อจำกัดทางด้านรายได้ ทั้งควรมองไปข้างหน้าภายใต้บริบทที่ประ เทศไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ด้วย

นอกจากนี้ รูปแบบการทำธุรกิจร้านขายยาควรมีลักษณะของการเชื่อมโยงระหว่างโรงพยาบาลที่มีแพทย์ทำการรักษา หรือให้คำแนะในการดูแลป้องกันโรค กับร้านขายยาที่จะจำหน่ายยาตามใบสั่งของแพทย์เท่านั้น ซึ่งความร่วมมือนี้เป็นรูปแบบที่เห็นได้ในประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่าง สหรัฐฯ หรือยุโรป ที่ร้านขายยาจะจำหน่ายยาตามใบสั่งแพทย์ในโรงพยาบาลเท่านั้น ส่วนแนวโน้มธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนปี 60 คาดว่า ยังเติบโตในเลข 2 หลัก โดยโรงพยาบาลเอกชนที่จับตลาดคนไข้ต่างชาติจะขยายตัว 10-12% สูงกว่าโรงพยาบาลที่เน้นจับตลาดคนไทยที่น่าจะขยายตัว 7-9% เพราะฐานลูกค้าต่างชาติมีการทำรายได้ค่ารักษาพยาบาลเข้าประเทศปีละไม่ต่ำกว่า 40,000 ล้านบาท แต่ลูกค้าคนไทย อาจเผชิญข้อจำกัดกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัว รวมถึงการขยายสวัสดิการรักษาพยาบาลรัฐที่ครอบคลุมโรคมากขึ้น ส่งผลให้พฤติกรรมการเข้ารับการรักษาของกลุ่มลูกค้าคนไทยเปลี่ยนไป

ดังนั้น ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนอาจจะมีการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ มองหาแหล่งรายได้ใหม่ๆมาเสริม อาทิ ขายอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน สินค้าที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ เช่น ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ ธุรกิจอาหารสำหรับผู้ป่วยในโรงพยาบาล รวมถึงธุรกิจร้านขายยา.

 

“บิ๊กตู่” สั่ง สศช.ตั้งรับสังคมสูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ก.พ. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/865797


นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (กพข.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เห็นชอบให้ สศช.เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศระยะ 20 ปี เพื่อบรรจุไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ โดยมีประเด็นสำคัญ 3 เรื่อง คือ การเตรียมพร้อมรองรับแนวโน้มจำนวนประชากรสูงอายุที่จะมีเพิ่มมากขึ้น โดยเมื่อสิ้นสุดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ในปี 2564 คาดว่าจะมีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 20% ของจำนวนประชากรทั้งหมด และเมื่อสิ้นสุดแผนยุทธศาสตร์ชาติปี 2579 จะมีเพิ่มเป็น 30% ดังนั้น จึงต้องหาแนวทางมารองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งด้านสังคม คือ มาตรการดูแลผู้สูงอายุ และดูแลผู้ประกอบการ ที่จะมีผลกระทบด้านแรงงาน

สำหรับประเด็นที่ 2 คือ การเตรียมการรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งภาคการผลิตและบริการ และสุดท้าย คือ การหาโอกาสในภูมิภาค ที่ไทยจะต้องเร่งสร้างขีดความสามารถด้วยการปรับปรุงภาคการผลิตและบริการ เชื่อมโยงประเทศต่างๆพร้อมพัฒนาไทยไปสู่การเป็นชาติการค้าในอนาคต โดยแผนที่จะทำขึ้นจะกำหนดทิศทางการพัฒนาด้านต่างๆ อย่างเป็นระบบ 27 ก.พ.นี้ ในการประชุมคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าไปหารือด้วย ก่อนจัดทำรายละเอียดเสนอคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดอง (ป.ย.ป.) พิจารณาต่อไป

นอกจากนี้ที่ประชุม กพข.ยังมีข้อเสนอแนะด้านกฎหมาย โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทบทวน ปรับปรุง และยกเลิกข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะด้านการค้าและการลงทุน เพื่อให้การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยดีขึ้น ที่ผ่านมามีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่กำลังศึกษาข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคด้านการเงิน พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอให้หน่วยงานด้านการจัดอันดับขีดความสามารถระดับโลกมาประชุมที่ไทยด้วย.

 

EGATi ยันลงทุนเหมืองอินโดฯ ไม่เกี่ยวโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 24 ก.พ. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/862246


EGATi ย้ำชัดลงทุนในเหมืองถ่านหิน Adaro Indonesia เสริมศักยภาพจัดหาเชื้อเพลิงให้โรงไฟฟ้าที่บริษัทลงทุนในต่างประเทศ ชี้ค่าความร้อนของถ่านหินที่ผลิตได้ไม่ตรงกับค่าความร้อนทางเทคนิคของโรงไฟฟ้ากระบี่ จึงไม่สามารถร่วมประมูลจัดหาถ่านหินให้โรงไฟฟ้ากระบี่ได้

นายวัชรา เหมรัชตานันต์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (EGATi) เปิดเผยว่า ตามที่มีประเด็นข่าว EGATi ไปลงทุนในเหมืองถ่านหินบริษัท Adaro Indonesia ไว้ล่วงหน้า ทำให้ กฟผ. ต้องผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้น ขอยืนยันว่าการลงทุนในเหมืองถ่านหินอินโดนีเซียของ EGATi ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ที่ กพช. เพิ่งมีมติเห็นชอบให้ดำเนินโครงการ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เนื่องจากคุณสมบัติถ่านหินส่วนใหญ่ของเหมืองแห่งนี้มีค่าความร้อนไม่ตรงกับคุณสมบัติถ่านหินที่จะใช้ในโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ดังนั้น เหมืองแห่งนี้จึงไม่มีถ่านหินที่จะสามารถขายให้กับโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ได้

กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGATi กล่าวต่อถึงวัตถุประสงค์หลักในการลงทุนในเหมืองถ่านหินครั้งนี้ว่า เป็นการประกันความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิงให้กับการลงทุนของบริษัทในโรงไฟฟ้าถ่านหินต่างประเทศในอนาคต เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหินกวางจิ 1 ในสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เป็นต้น และเพื่อสร้างความแข็งแกร่งและเจริญเติบโตให้กับบริษัท EGATi โดยบริษัท Adaro Indonesia เป็นเหมืองที่มีการดำเนินการอยู่แล้ว สามารถสร้างผลตอบแทนการลงทุนได้ทันที มีลูกค้าจากถึง 14 ประเทศทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น จีน อินเดีย เกาหลีใต้ สเปน เป็นต้น มารับซื้อถ่านหินที่ผลิตได้ และในช่วงที่บริษัทเข้าไปทำสัญญาจะซื้อจะขายหุ้นกับบริษัท Adaro Indonesia ขณะนั้นเป็นช่วงที่ราคาถ่านหินในตลาดโลกตกต่ำมานาน เหมืองถ่านหินจำนวนมากได้หยุดการผลิต แต่เนื่องจากเหมืองถ่านหิน Adaro มีต้นทุนการผลิตต่ำจึงยังเปิดดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องได้ และเมื่อราคาถ่านหินเพิ่มสูงขึ้นในปลายปี 2559 ทำให้ผลตอบแทนการลงทุนของ EGATi ในโครงการนี้มีมากกว่าที่ประมาณการไว้มาก

“เมื่อ EGATi มีผลประกอบการที่ดีจากการลงทุนนี้ จะลดการพึ่งพาเงินลงทุนของ กฟผ. และสามารถระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจได้ด้วยตัวเอง รวมถึงช่วยส่งเสริมศักยภาพให้บริษัทในการเข้าแข่งขันทางธุรกิจโรงไฟฟ้าในต่างประเทศในอนาคต ซึ่งการลงทุนลักษณะนี้เป็นไปในแนวทางเดียวกันกับธุรกิจด้านพลังงานไฟฟ้าในนานาประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ที่มีการถือหุ้นในธุรกิจต้นน้ำ คือ เหมืองถ่านหิน เพื่อจัดหาเชื้อเพลิงให้กับโรงไฟฟ้าที่บริษัทไปลงทุนเช่นกัน” กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGATi กล่าว

 

ก.ล.ต.ต้องมีธรรมาภิบาล สร้างความแข็งแกร่งให้นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ก.พ. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/865792


นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวในงาน “Institutional Investors Forum : Thailand’s Investment Governance Code (I Code)” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่า หลักธรรมาภิบาลการลงทุนสำหรับนักลงทุนสถาบัน (Investment Governance Code : I Code) ถือเป็นเรื่องสำคัญเมื่อมีการพัฒนาแล้วต้องทำให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน โดยต้องคำนึงถึงหลายเรื่อง ทั้งหลักธรรมาภิบาล สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันนักลงทุนสถาบันมีความเข้มแข็งมากขึ้น โดยหากพิจารณาจากสัดส่วนการซื้อขายในตลาดทุนถือว่าอยู่ในระดับสูงมาก และอยู่ในวิสัยทัศน์ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการเปิดตัวหลักธรรมาภิบาลการลงทุนสำหรับนักลงทุนสถาบัน ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่หลายฝ่ายจะร่วมมือเพื่อทำให้เกิดผลอย่างแท้จริง เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ เพราะเมื่อปฏิบัติให้เกิดผลอย่างแท้จริงแล้ว ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นก็จะตกอยู่กับตัวผู้ปฏิบัตินั่นเอง ถือเป็นการตอบโจทย์ภาพลักษณ์ที่ดีในภาคการลงทุนกับนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยทำให้เกิดแรงจูงใจในการดึงดูดการลงทุนได้เป็นอย่างดี

นายอภิศักดิ์กล่าวต่อว่า นอกจากนั้นในสัปดาห์หน้า วันที่ 28 ก.พ.60 กระทรวงการคลังจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณามาตรการภาษีการลงทุนในโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี โดยจะเปิดโอกาสให้พนักงานบริษัท ลูกจ้าง ที่เป็นคนไทยและต่างชาติ สามารถเลือกที่จะเสียภาษีอัตราแบบคงที่สูงสุดไม่เกิน 17% หรือเลือกเสียภาษีบุคคลธรรมดาแบบอัตราก้าวหน้าตั้งแต่ 5-35% ของรายได้สูงสุด โดยต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข 3 ข้อ คือ 1.บริษัทหรือโรงงานที่ทำงานต้องได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) 2.บริษัท หรือโรงงานต้องเป็นอุตสาหกรรม S-curve หรือ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ที่รัฐบาลสนับสนุนเช่น หุ่นยนต์ ไอโอชีวภาพ และยานยนต์ เป็นต้น และ 3.ต้องตั้งบริษัทหรือโรงงานเป็นสำนักงานใหญ่ หรือ Head Office อยู่ในอีอีซี มีพื้นที่ครอบคลุม 3 จังหวัด คือ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง.

 

เหรียญ 2 รุ่นสุดท้าย ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ก.พ. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/865790


นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมธนารักษ์ได้จัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 100 ปี การสหกรณ์ไทย และเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกการเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ASEAN Economic Community : AEC เพื่อเป็นที่ระลึกและเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อการส่งเสริมงานสหกรณ์ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และเป็นที่ระลึกในโอกาสสำคัญของประเทศไทยและประเทศอาเซียน ซึ่งเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกทั้ง 2 วาระดังกล่าวได้ผ่านการอนุมัติหลักการจากกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.59 และ 20 มิ.ย.59 และเป็นเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 2 โอกาสสุดท้ายในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “จะเปิดให้แลกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกทั้ง 2 วาระได้ตั้งแต่วันที่ 1, 2, 3, 6 และ 7 มี.ค.60 รวม 5 วันทำการ ที่ส่วนกลางหน่วยรับและจ่ายแลกเหรียญกษาปณ์ สำนักบริหารเงินตรา ถนนจักรพงษ์ กรุงเทพฯ หน่วยจ่ายแลกเหรียญกษาปณ์ กรมธนารักษ์ ถนนพระราม 6 กรุงเทพฯ และหน่วยรับและจ่ายแลกเหรียญกษาปณ์ สำนักบริหารเงินตรา ถนนพหลโยธิน จังหวัดปทุมธานี ส่วนภูมิภาค สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ 76 พื้นที่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ”

นายจักรกฤศฏิ์กล่าวว่า สำหรับเหรียญที่ระลึกงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขณะนี้ได้รับพระบรมราชานุญาตจากสำนักพระราชวังเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างแกะแบบ โดยจะผลิต 4 ประเภท คือ เหรียญทองคำราคาเหรียญละ 50,000 บาท, เหรียญเงินราคาเหรียญละ 3,000 บาท, เหรียญทองแดงใหญ่ ราคาเหรียญละ 2,000 บาท และเหรียญนิเกิลจะผลิต 39,999,999 เหรียญ.