เยือนถิ่นวัฒนธรรมล้านนากับ ‘ฟอร์จูนเนอร์ ทริป ซีรีส์’ เส้นทางที่ 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ก.พ. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/865321


คงจะจริงอย่างที่ใครบางคนเคยบอกไว้ “การเดินทาง…ทำให้เราเห็นโลกที่กว้างใหญ่และก็เห็นหัวใจดวงเล็กๆ ของตัวเอง” เมื่อเดินทางเราจึงได้เห็นโลกใบใหญ่ที่เราไม่เคยเห็น เมื่อเห็นเราจึงเข้าใจ เข้าใจถึงสิ่งที่อยู่ข้างใน เมื่อเรามีเวลาได้อยู่กับตัวเอง ก็คงเหมือนกับการเดินทางในครั้งนี้ก็เช่นกัน ที่ทำให้เราได้พบเจอกับประสบการณ์ และช่วงเวลาดีๆ ที่เราไม่เคยสัมผัสมาก่อน

พร้อมออกเดินทางไปกับพวกเราหรือยัง?

หากจะเอ่ยเช่นนี้ก็คงไม่มากเกินไปนัก สำหรับกิจกรรมเยือนถิ่นวัฒนธรรมล้านนาของจังหวัดเชียงใหม่ กับ ฟอร์จูนเนอร์ ทริป ซีรีส์ เส้นทางที่ 1 ภายใต้คอนเซปต์ “The tale of Mystic Lanna” (มนต์เสน่ห์ในการเดินทาง เพื่อสัมผัสตำนานแห่งล้านนาที่ถูกลืมเลือนหายไปตามกาลเวลา)

สถานที่แรกของการเดินทางในทริปนี้ ได้แก่ วัดต้นแกว๋น หรือวัดอินทราวาส ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ที่มีความสำคัญในอดีต โดยเป็นวัดที่ใช้เป็นสถานที่พักขบวนแห่พระบรมสารีริกธาตุ จาก อ.จอมทอง มายังนครพิงค์เชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นประเพณีที่สำคัญของเจ้าหลวงเชียงใหม่ในสมัยก่อน พร้อมด้วยพิธีสืบดวงชะตาตามประเพณีของชาวล้านนาโบราณ

ต่อด้วยการเที่ยวชม พระมหาธาตุเจดีย์นภเมทนีดล และพระมหาธาตุเจดีย์นภพลภูมิศิริ ซึ่งเป็นพระมหาสถูปเจดีย์อันยิ่งใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดดอยอินนนท์ ท่ามกลางอากาศที่เย็นสบายเพียง 18 องศา

จากนั้นไปสัมผัสความงดงามกันต่อที่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงดอยอินทนนท์ หรือ สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ ที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติและหมู่แมกไม้หลากหลายสายพันธุ์ ในช่วงค่ำคืนพบกับการเนรมิตอาหารมื้อค่ำสไตล์ล้านนา ณ หอคำหลวง

ปิดท้ายกิจกรรมดีๆ ด้วยการตักบาตรดอกไม้ ซึ่งเป็นประเพณีของชาวล้านนาโบราณ ที่วัดพระธาตุศรีเมืองปง ทำให้ผู้เข้าร่วมเดินทางในครั้งนี้อิ่มบุญกันถ้วนหน้า ซึ่งตลอดการเดินทางในทริปนี้นั้น ทำให้สัมผัสได้ถึงความสะดวกสบายและสมรรถนะที่ดีเยี่ยมจากรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สมกับสโลแกนที่ว่า “ขับเคลื่อนความสุข” ให้กับเราตลอดการเดินทาง…

…ตะวันดวงกลมโตในยามเย็นค่อยๆ อ่อนแสงและคล้อยต่ำลง
คล้ายเป็นสัญญาณว่าเวลาของวันกำลังจะหมดลง
แต่เรากลับยังคงนึกถึงการเดินทางเมื่อวันก่อนนั้น…
นึกถึงการเดินทางบนโลกอันกว้างใหญ่ที่ทำให้เห็น หัวใจดวงเล็กๆ ของตัวเอง

 

จ่อซื้อ “แอร์พอร์ตลิงค์” เพิ่ม 15 ตู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ก.พ. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/865782


นายวิสุทธิ์ จันมณี กรรมการและรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงค์ เปิดเผยว่า หลังจากรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงค์เปิดให้บริการ มีปริมาณผู้โดยสารใช้บริการมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น จึงมีนโยบายจะจัดซื้อตู้โดยสารเพิ่มเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของประชาชน เบื้องต้นจะจัดซื้อตู้ใหม่ 15 ตู้ เพื่อให้รองรับผู้โดยสารที่เพิ่มได้ 40,000 คนต่อวัน และยังให้บริษัท ซีเมนส์ จำกัด ศึกษาการปรับปรุงตู้ขนส่งสัมภาระ 4 ตู้ของรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงค์ 4 ขบวนให้เป็นตู้โดยสาร คาดว่าจะใช้งบประมาณราว 20 ล้านบาท กำหนดแล้วเสร็จในเดือน ก.ย. นี้ ซึ่งส่งผลให้รองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอีก 8,000-9,000 คนต่อวัน ในช่วงปลายปีนี้ “รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงค์ทั้ง 9 ขบวนจะเริ่มเข้าสู่การซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ (Overhaul) ตั้งแต่เดือน พ.ค.นี้เป็นต้นไป เพื่อดูแลความปลอดภัยให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยแต่ละขบวนจะใช้เวลาซ่อมบำรุงประมาณ 1 เดือน ซึ่งระหว่างนั้นรถที่เหลืออีก 8 ขบวนจะให้บริการตามปกติ”

นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง รักษาการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท.จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 60 คาดว่าจะมีจำนวนผู้โดยสารและรายได้จะเติบโตอัตรา 10% เป็น 23-24 ล้านคนและ 700 ล้านบาทตามลำดับ โดยล่าสุดปริมาณผู้โดยสารวันธรรมดาเฉลี่ยอยู่ที่ 68,000-70,000 คนต่อวัน วันเสาร์-อาทิตย์เฉลี่ยอยู่ที่ 50,000 คนต่อวัน.

 

“นิโอทาร์เก็ต” ขยายธุรกิจพีอาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ก.พ. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/865765


นายวรรณี ลีลาเวชบุตร ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิโอทาร์เก็ต จำกัด เปิดเผยว่า การร่วมมือกันระหว่างนิโอทาร์เก็ตและบริษัทไมล์เลจ คอมมูนิเคชั่น จำกัด ซึ่งเป็นเอเจนซี่พีอาร์ชั้นนำจากประเทศสิงคโปร์ครั้งนี้ จะช่วยผลักดันภาพรวมธุรกิจที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ในเมืองไทยให้โตขึ้น โดยเฉพาะงานด้านการสื่อสารการตลาดและการบริหารชื่อเสียงขององค์กร ให้บริการที่มีอยู่มีประสิทธิภาพและครอบคลุมในต่างประเทศมากยิ่งขึ้น เนื่องจากปัจจุบันนักธุรกิจไทยสนใจขยายตลาดไปยังต่างประเทศ จึงต้องการบริการประชาสัมพันธ์ในการสร้างแบรนด์ผ่านสื่อต่างๆ มากขึ้น ทั้งนี้ จากตัวเลขธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า เงินลงทุนโดยตรงหรือ TDI ของเอกชนไทย โดยเฉพาะกลุ่มซีแอลเอ็มวี ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่นักลงทุนไทยสนใจลงทุนและนิยมรองจากสิงคโปร์ โดยในปี 59 มีมูลค่าสูงถึง 94,900 ล้านบาท

นอกจากนี้บริษัทยังได้เสริมบริการด้าน Digital Communications ด้านการวางกลยุทธ์การสื่อสาร และการเลือกสื่อออนไลน์ ให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในภูมิภาคได้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อรองรับนโยบาย Thailand Digital Economy ของประเทศในปัจจุบัน.

 

ปตท.รั้งส่วนแบ่งธุรกิจน้ำมันอันดับ 1 ใน 9 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/865756


“อรรถพล” พุ่งเป้าดันยอดขายใน-กว่า 37 ปท.

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมา ยอดขายผลิตภัณฑ์หล่อลื่น ปตท. มียอดจำหน่ายรวม 183.15 ล้านลิตร เป็นการเติบโตทั้งยอดขายในประเทศและต่างประเทศ ทั้งภาคยานยนต์และหล่อลื่นอุตสาหกรรม แบ่งเป็นในประเทศ 160.12 ล้านลิตร และต่างประเทศ 23.03 ล้านลิตร ทำให้ ปตท.ยังคงรักษาส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ได้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9

สำหรับการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ ปัจจุบัน ปตท.ได้วางจำหน่ายไปแล้ว 37 ประเทศ และตั้งเป้าว่าจะมียอดขายในต่างประเทศเป็น 1 ใน 3 ของยอดขายทั้งหมดในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาแบรนด์สู่ระดับสากลด้วยกลยุทธ์ 3S ได้แก่ Smart Performance, Smart Technology และ Smart Marketing เพื่อตอกย้ำความเป็นสินค้าที่มีนวัตกรรมเพื่อการขับเคลื่อน ซึ่งเป็นจุดยืนของแบรนด์ PTT

ล่าสุด ปตท.ได้เปิดตัวแคมเปญใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นเพื่อจักรยานยนต์ PTT Challenger ที่ค้นคว้าวิจัยและพัฒนาขึ้นภายใต้แนวความคิดความท้าทายในทุกการขับขี่ ตอบสนองการขับขี่ทุกรูปแบบ ด้วยแนวคิดจิตวิญาณที่ท้าทาย ไม่ได้มีไว้แค่เพื่อตัวเอง ที่ผู้ขับขี่จักรยานยนต์จะได้สัมผัสถึงเทคโนโลยีที่ ปตท.นำมาประยุกต์ใช้ในสูตรการผลิต เพื่อให้ PTT Challenger Synthetic 4T SAE 10W-40 สูตรใหม่ก้าวไปอีกขั้น ครอบคลุมการใช้งานในรถจักรยานยนต์ทุกประเภททั้ง Big Bike ที่ต่ำกว่า 600 ซีซี และจักรยานยนต์ซึ่งมีสมรรถนะสูง ตอบสนองทุกความท้าทายในการขับขี่.

 

พัฒน์กลรุก AEC ลุยตลาดเวียดนาม เป็นผู้นำเครื่องทำความเย็น ผลิตอาหาร เครื่องดื่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 23 ก.พ. 2560 21:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/865587


บริษัท พัฒน์กล จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจด้านวิศวกรรม ในกระบวนการผลิตอาหาร ระบบทำความเย็น และเครื่องทำน้ำแข็งของโลก รุกตลาด AEC อย่างต่อเนื่อง เดินหน้าลุยตลาดเวียดนาม ให้บริการเครื่องจักรโรงงานนมและเครื่องดื่ม

นายแสงชัย โชติช่วงชัชวาล ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พัฒน์กล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันพัฒน์กลได้มีการขยายตลาด และการลงทุนเพื่อการเจริญเติบโตที่ยั่งยืน โดยมีการลงทุนทั้งในด้านเครื่องจักรและบุคลากรเป็นจำนวนมาก เพื่อการขยายไปสู่สมาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยเราใช้เวลาในการฝึกคนเป็นเวลานานถึง 2-3 ปี ซึ่งถือเป็นช่วงที่ต้องลงทุนไปก่อน ในด้านเครื่องจักร เรามีการปรับปรุงโรงงานกิ่งแก้วให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น และจัดเป็นศูนย์กระจายสินค้า งานติดตั้งและบริการ และจัดเป็นศูนย์ฝึกอบรม บนพื้นที่ทำงานขนาด 10,000 ตารางเมตร รวมถึงมีการติดตั้งเครื่องจักรใหม่ๆ ที่โรงงานพัฒน์กลแมนนูแฟคเจอริ่ง จังหวัดเพชรบุรี”

“บริษัทฯ เองมีความเชื่อมั่นในสมาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยในภูมิภาคอาเซียนเองนั้นมีประชากรรวมกันเกือบ 700 ล้านคน เมื่อเทียบกับประชากรในประเทศไทยกว่า 60 ล้านคน จะเห็นได้ว่าเรายังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะเราเป็นผู้นำในตลาดที่มีความชำนาญมากว่า 50 ปี โดยเราเป็นบริษัทไทยที่มีเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพระดับโลก และมีการจดสิทธิบัตรเป็นจำนวนมาก เรามีหน่วยงานพัฒนาเทคนิคและสร้างเครื่องจักรที่ทำงานประจำตลอดเวลา และเรามีวิสัยทัศน์ คือ “พัฒน์กลนำเสนอวิศวกรรมฉันมิตรในกระบวนการผลิตอาหาร เครื่องดื่ม ระบบทำความเย็น และเครื่องทำน้ำแข็งของโลก” ในการบุกตลาดต่างประเทศนั้นพัฒน์กลใช้ Model ทางธุรกิจและผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยนำไปขยายผลในประเทศอื่นๆ เพื่อให้มีมาตรฐานและความชำนาญ แต่สิ่งที่สำคัญคือได้มีการปรับกลยุทธ์ต่างๆ ให้เหมาะกับสภาพเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมของประเทศนั้นๆ ซึ่งเราเองมี Partner เป็นนักธุรกิจในประเทศเหล่านั้นด้วย รวมถึงเราได้เน้นให้มีการบริการทั้งก่อนและหลังการขาย เพื่อให้ลูกค้าได้รับสินค้าและบริการเหมือนกับที่เราทำในประเทศไทย โดยเราเรียกนโยบายนี้ว่า “เอาของดีไปขยายในพื้นที่ใหม่” โดยมีทีมงาน One Team One Country 1 ทีม 1 ประเทศ เพื่อให้มีความชำนาญในแต่ละประเทศ และไม่เพียงแต่การขยายตลาดไปยังภูมิภาคอาเซียนเท่านั้น เรามีสำนักงานตัวแทนดูแลในประเทศอเมริกา ออสเตรเลีย ยุโรป และญี่ปุ่น รวมทั้งตะวันออกกลางและแอฟริกา เรียกว่าเราทำธุรกิจไปทั่วโลกกว่า 50 ประเทศทั่วทุกทวีป”

“ในแถบภูมิภาคอาเซียนเราได้มีการตั้งสำนักงานธุรกิจในประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า เวียดนาม และกำลังเปิดที่กัมพูชาในปีนี้ สำหรับประเทศเวียดนามนั้น พัฒน์กลได้เข้ามาทำธุรกิจหลายปีแล้ว และเริ่มมีสำนักงานธุรกิจมาประมาณ 3 ปี มีทั้งคนไทยและเวียดนามทำงานร่วมกัน เพื่อให้บริการรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมในประเทศเวียดนาม โดยมีพนักงาน และวิศวกรอยู่ประจำ สามารถดำเนินธุรกิจได้เหมือนกับสำนักธุรกิจที่ประเทศไทย ในเวียดนามพัฒน์กลฯ ได้ออกแบบ ผลิต ประกอบ และติดตั้งเครื่องจักรให้กับ “บริษัทหุ้นส่วนนมกู๋จี” (Cu Chi Milk Joint Stock Company Limited) ซึ่งเป็นโรงงานนมสดพาสเจอร์ไรซ์ โยเกิร์ต และชานมบรรจุขวด นับว่าเป็นโรงงานขนาดกลางที่มีความทันสมัยแห่งหนึ่ง ในเมือง โฮจิมินห์ นายแสงชัย กล่าวเสริม”

นางเหงียน ถิ ทู เฮือง ผู้จัดการบริษัทหุ้นส่วนนมกู๋จี (Cu Chi Milk Joint Stock Ltd.) กล่าวว่า “Cu Chi Milk Joint Stock Ltd. เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าประเภทนมสดพาสเจอร์ไรซ์ โยเกิร์ต และชานมบรรจุขวด โดยเราเริ่มทำธุรกิจตั้งแต่ปี 2013 บนพื้นที่ส่วนโรงงาน 1,200 ตารางเมตร พื้นที่รวม 125 ไร่ เราให้ความสำคัญในการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานการผลิตสินค้า ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการผลิต ซึ่งเครื่องจักรของเราสามารถผลิตนมพาสเจอร์ไรซ์ ได้ถึง 2,000 ลิตรต่อชั่วโมง โยเกิร์ต 2,000 ลิตรต่อวัน และชานมบรรจุขวด 2,000 ลิตรต่อชั่วโมง โดยทั้งนี้ บมจ.พัฒน์กล เป็นส่วนสำคัญในการออกแบบและผลิตติดตั้งระบบอัตโนมัติสำหรับกระบวนการผลิตที่ทันสมัย ทำให้ Cu Chi Milk Joint Stock Ltd. เป็นโรงงานนมสดพาสเจอร์ไรซ์ โยเกิร์ต เเละชานมบรรจุขวด ที่ทันสมัยแห่งหนึ่งในโฮจิมินห์ โดยหลังจากที่ได้นำระบบอัตโนมัติสำหรับกระบวนการผลิตอาหารมาใช้ พบว่าปัญหาความยุ่งยากต่างๆ ในกระบวนการผลิตลดน้อยลง ที่สำคัญระบบควบคุมแบบอัตโนมัตินี้มีความแม่นยำสูง ทำให้สินค้ามีคุณภาพและมาตรฐานตามที่ต้องการ”

 

จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน เข้ารับรางวัล “อย. ควอลิตี้ อวอร์ด ประจำปี 2560”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 23 ก.พ. 2560 21:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/865412


บริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ไทย) จำกัด ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมอาหารและยา (อย.) ให้เข้ารับรางวัล “อย. ควอลิตี้ อวอร์ด ประจำปี 2560” (FDA Quality Award 2017) ในประเภทสถานประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพด้านเครื่องสำอาง พิธีมอบรางวัลที่ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมี ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ นพ. ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้มอบรางวัลดังกล่าวให้แก่นายไวบัพ สรัน Country Managing Director กลุ่มบริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ในประเทศไทย บริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ไทย) จำกัด เป็นบริษัทเจ้าของแบรนด์ข้ามชาติบริษัทเดียวในประเภทกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องสำอางที่ได้รับเลือกให้ได้รับรางวัลแห่งชาติ ดังกล่าว

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้จัดให้มีโครงการส่งเสริมจริยธรรมสถานประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพตั้งแต่ปี พศ.2552 โดยมีการมอบรางวัล “อย.ควอลิตี้ อวอร์ด” ให้แก่สถานประกอบการที่มีคุณธรรมและจริยธรรมในการผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพให้ได้มาตรฐานและปลอดภัย เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติและเป็นกำลังใจแก่สถานประกอบการที่มีการดำเนินงานอย่างมีคุณภาพ และเป็นการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพให้ได้มาตรฐานและปลอดภัยต่อผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ รวมทั้งเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สถานประกอบการรายอื่น

บริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ไทย) จำกัด ได้รับรางวัลดังกล่าว ในฐานะที่เป็นบริษัทที่มีการผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าคุณภาพสูงและปลอดภัยแก่ผู้บริโภคชาวไทยและได้ส่งออกสินค้าที่ผลิตจากฐานการผลิตในประเทศไทยไปยังประเทศต่างๆ มาเป็นระยะเวลากว่า 30 ปี

“พวกเรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่สินค้าของเราได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทหน้าที่สำคัญในการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภคเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัฒนธรรมองค์กรของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ซึ่งมีพื้นฐานจากหลัก CREDO เป็นสิ่งที่ทำให้เรายึดถือผู้บริโภค และสังคมเป็นหลักสำคัญในการทำหน้าที่ต่างๆ พวกเรายึดมั่นในการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพดีที่สุด เพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้บริโภค ผู้ที่เป็นพ่อแม่และครอบครัวชาวไทยทุกคน สินค้าคุณภาพของเราเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าส่งออกของประเทศไทย ซึ่งช่วยสนับสนุนให้เกิดการจ้างงานและการพัฒนาบุคลากร ณ สถานประกอบการของเราในเขตลาดกระบัง” นายไวบัพ สรัน, Country Managing Director กลุ่มบริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ในประเทศไทยกล่าว

บริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ไทย) จำกัด ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าเด็กจอห์นสัน เบบี้ น้ำยาบ้วนปากลิสเตอรีน เครื่องสำอางนูโทรจีน่า ผลิตภัณฑ์คลีนแอนด์เคลียร์ ผ้าอนามัยโมเดสและแคร์ฟรี

เกี่ยวกับจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน

ความห่วงใยต่อเพื่อนมนุษย์บนโลก เป็นสิ่งที่ผลักดันให้บุคลากรของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน รวมใจเป็นหนึ่งเดียว เรารับเอางานวิจัยและผลทางวิทยาศาสตร์ เพื่อที่จะนำไปสู่นวัตกรรมความคิดใหม่ๆ ตลอดจนสินค้าและบริการที่จะทำให้ความเป็นอยู่และสุขภาพของประชาชนดียิ่งขึ้น ด้วยพนักงานกว่า 126,900 คน ในสถานประกอบการมากกว่า 250 แห่งทั่วโลกของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรต่างๆ ทางด้านสาธารณสุขเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นของประชาชนกว่าพันล้านคนทั่วโลก

 

เอสโซ่ ร่วมกับน้ำดื่มเซียโล่ บริจาคเงินและน้ำดื่ม ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 23 ก.พ. 2560 20:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/863788


(จากซ้ายไปขวา) คุณยอดพงศ์ สุตธรรม กรรมการและผู้จัดการการตลาดขายปลีก บริษัท เอสโซ่ฯ คุณสุรศักดิ์ จินตนานฤมิตร ผู้อำนวยการฝ่ายพาณิชย์ บริษัท อาเจไทย จำกัด คุณมงคลนิมิตร เอื้อเชิดกุล กรรมการและผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท เอสโซ่ฯ หม่อมราชวงศ์ ปรียางค์ศรี วัฒนกุล ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย และผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ คุณจันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย คุณจิรัฐิ วงษ์ศิริ นายกสโมสรพนักงานเอสโซ่ คุณบุษยา กฤตยารัตน์ ผู้จัดการสโมสรพนักงานเอสโซ่ และ คุณมัทนา สุตธรรม อุปนายกสโมสรพนักงานเอสโซ่

กรุงเทพฯ – บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ร่วมกับบริษัท อาเจไทย จำกัด ผู้ผลิตน้ำดื่ม เซียโล่ มอบน้ำดื่มและเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้หลังสถานการณ์อุทกภัยเริ่มคลี่คลาย รวมมูลค่ากว่า 1,500,000 บาท ผ่านทางสภากาชาดไทย

บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โดย คุณมงคลนิมิตร เอื้อเชิดกุล กรรมการและผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์ คุณยอดพงศ์ สุตธรรม กรรมการและผู้จัดการการตลาดขายปลีก และ คุณจิรัฐิ วงษ์ศิริ นายกสโมสรพนักงานเอสโซ่พร้อมด้วย บริษัท อาเจไทย จำกัด โดย คุณสุรศักดิ์ จินตนานฤมิตร ผู้อำนวยการฝ่ายพาณิชย์ มอบน้ำดื่มเซียโล่ กว่า 60,000 ขวด มูลค่ารวม 860,000 บาท และเงินบริจาคจำนวน 640,892 บาท เพื่อนำไปช่วยเหลือให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ โดยมี หม่อมราชวงศ์ ปรียางค์ศรี วัฒนกุล ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย และผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ เป็นผู้รับมอบ ณ สภากาชาดไทย

 

แหล่งท่องเที่ยวไทยคว้า 8 รางวัล จาก Ctrip.com โอทีเอรายใหญ่ในจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.พ. 2560 18:49

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/865547


ผู้ว่าการ ททท. เผย แหล่งท่องเที่ยวไทยคว้า 8 รางวัล จาก Ctrip.com เอเย่นต์ขายแหล่งท่องเที่ยวออนไลน์ที่ใหญ่-ทรงอิทธิพลที่สุดในจีน ระบุเป็นการช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ที่ดี แสดงถึงความนิยมของแหล่งท่องเที่ยว …

วันที่ 23 ก.พ. 60 นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. เปิดเผยว่า บริษัท Ctrip.com ซึ่งเป็น Online Travel Agents (OTA) รายใหญ่ที่สุดและทรงอิทธิพลสูงสุดของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จัดงานมอบรางวัล Ctrip Best Tourist Destination of the Year Awards Ceremony 2016 โดยมีตัวแทนจากสำนักงานการท่องเที่ยวต่างประเทศ และบุคคลผู้ที่มีชื่อเสียงของจีนเข้าร่วมกว่า 500 ราย โดยในปีน้ี ประเทศไทยได้รับรางวัล 8 ประเภท คือ 1. 2016 Best Overseas Potential Destination Top 10 ได้แก่ จ.กระบี่ 2. 2016 Best Luxury Destination Top 10 ได้แก่ เกาะสมุย 3. 2016 Best Honeymoon Destination Top 10 ได้แก่ เชียงใหม่

4. 2016 The Generation After 80’s Favorite Destination Top 10 ได้แก่ กระบี่ 5. 2016 Best Travel Destination for College Students Top 10 ได้แก่ กรุงเทพฯ 6. 2016 Best Island Destination Top 10 ได้แก่ ภูเก็ต 7. 2016 Best FIT Destination Top 10 ได้แก่ เชียงใหม่ 8. 2016 Best Overseas Short Haul Travel Destination Top 10 ได้แก่ ภูเก็ตและกรุงเทพฯ

“ในปีนี้ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่ได้รับรางวัลจาก Ctrip มากที่สุดในโลก โดยมีนายชูวิทย์ ศิริเวชกุล ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเซี่ยงไฮ้ เป็นผู้รับรางวัลและนับเป็นนิมิตหมายที่ดีที่สอดคล้องกับนโยบายประเทศไทยมุ่งสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ โดยปีน้ีเป็นปีแรกท่ีประเทศไทยได้รับรางวัล Best Luxury Destination Top 10 ได้แก่ เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี”

ทั้งนี้ Ctrip Best Tourist Destination of the Year Awards เร่ิมจัดมาตั้งแต่ปี 2009 เป็นการจัดอันดับ และมอบรางวัลให้กับแหล่งท่องเที่ยวในประเทศจีน และต่างประเทศ ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.Ctrip.com โดยประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่สนใจร่วมลงคะแนน ผ่าน Social media ทุกช่องทาง รวมทั้ง SMS โดยปี 2016 มีผู้ร่วมลงคะแนนกว่า 7 ล้านคน ถือว่าเป็นการโหวตลงคะแนนด้านการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน และการได้รับรางวัลจาก Ctrip ซึ่งเป็น OTA รายใหญ่ที่สุดของจีน มีผู้เลือกใช้บริการมากที่สุด จึงถือเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ท่ีดี และแสดงถึงความนิยมในแหล่งท่องเท่ียวของประเทศไทยในกลุ่มนักท่องเที่ยว รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวจีนที่จะตัดสินใจเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศให้เลือกประเทศไทยเป็นจุดมุ่งหมายต่อไป

 

กกพ. เดินหน้า ‘Demand Response’ รองรับหยุดจ่ายก๊าซฯ 25 มี.ค.-2 เม.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.พ. 2560 18:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/865446


กกพ. เดินหน้า “โครงการ Demand Response” รองรับการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติฝั่งตะวันตก 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ช่วงวันที่ 25 มี.ค.-2 เม.ย. 60 พร้อมมั่นใจ ไม่มีผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าอย่างแน่นอน …

วันที่ 23 ก.พ. 60 นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษกของ กกพ. เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการใช้มาตรการ Demand Response เพื่อรองรับผลกระทบการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติฝั่งตะวันตก 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งทำให้กำลังการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติลดลง 6,400 เมกะวัตต์ ในช่วง 27-31 มีนาคม 2560 ว่า มาตรการที่ กกพ. ใช้เรียกว่า Emergency Demand Response Program (EDRP) ซึ่งเป็นมาตรการในการลดหรือเฉลี่ยความต้องการใช้ไฟฟ้าจากช่วงเวลาที่ระบบมีความต้องการใช้กำลังการผลิตไฟฟ้าสูง ไปสู่ช่วงเวลาอื่น เพื่อลดภาระค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่จะต้องนำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าทดแทนก๊าซธรรมชาติที่หายไป โดยจะให้ค่าตอบแทนแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร่วมมือลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ เป็นเงินค่าชดเชยตามปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่สามารถบริหารจัดการให้มีการใช้ไฟฟ้าลดลงได้ โดยการใช้มาตรการในครั้งนี้ เป็นการใช้มาตรการเฉพาะพื้นที่ใกล้เคียงกับโรงไฟฟ้าที่ต้องใช้น้ำมันดีเซลทดแทนก๊าซฯ และพื้นที่ซึ่งใช้ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าดังกล่าวมาก

ขณะนี้ กกพ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และกระทรวงพลังงาน ได้ร่วมกันกำหนดรายละเอียดการดำเนินงาน โดยมีเป้าหมายการลดใช้ไฟฟ้ารวม 400 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น พื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ 200 เมกะวัตต์ และพื้นที่จังหวัดราชบุรี นครปฐม สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม 200 เมกะวัตต์ ช่วงวันเวลาที่จะขอความร่วมมือให้ลดการใช้ไฟฟ้า คือ ระหว่างวันที่ 27-31 มีนาคม 2560 รวมระยะเวลา 5 วัน โดยมีช่วงเวลาให้เลือกได้ 2 ทางเลือก คือ (1) เลือกวันโดยกำหนดช่วงเวลาลดการใช้ไฟฟ้าในแต่ละวันระหว่างเวลา 09.00-22.00 น.

หรือ (2) เลือกวันและช่วงเวลา โดยกำหนดช่วงเวลาลดการใช้ไฟเป็น 3 ช่วง ช่วงละ 3 ชั่วโมง ดังนี้ 09.00-12.00 น. /13.00-16.00 น. /19.00-22.00 น. ซึ่งในครั้งนี้ กกพ.ได้กำหนดอัตราค่าชดเชยสำหรับผู้เข้าร่วมมาตรการที่สามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ในช่วงเวลาที่กำหนด ที่ 3 บาทต่อหน่วย

สำหรับผู้ที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าของการไฟฟ้าประเภท 4 (กิจการขนาดใหญ่) โดยการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายจะมีการเปิดรับสมัครในวันสัมมนาชี้แจงทำความเข้าใจโครงการ ดังนี้ กฟน. เปิดรับสมัครในวันที่ 1 มีนาคม 2560 เวลา 13.00-17.00 น. ณ โรงแรมเมเปิ้ล จ.สมุทรปราการ และ กฟภ. เปิดรับสมัครในวันที่ 2 มีนาคม 2560 เวลา 13.00-17.00 น. ณ โรงแรมไมด้า จังหวัดนครปฐม และในวันที่ 3 มีนาคม 2560 เวลา 13.00-17.00 น. ณ โรงแรม ณ เวลา จังหวัดราชบุรี

นอกจากนี้ ทางการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายยังเปิดให้สามารถยื่นใบสมัคร และเอกสารเพิ่มเติมได้ ดังนี้ กฟน. เปิดให้ยื่นระหว่างวันที่ 1-7 มีนาคม 2560 (เว้นวันเสาร์-อาทิตย์) และ กฟภ. เปิดให้ยื่นระหว่างวันที่ 2-9 มีนาคม 2560 (เว้นวันเสาร์-อาทิตย์) โดยสำนักงาน กกพ. และการไฟฟ้า จะเผยแพร่ข้อมูลรายละเอียดการเข้าร่วมโครงการ ผ่านทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. http://www.erc.or.th หรือ โทร. 1204 ในเร็วๆ นี้

นายวีระพล กล่าวด้วยว่า เหตุการณ์หยุดจ่ายก๊าซฯ ในครั้งนี้ กกพ. และการไฟฟ้า มีความมั่นใจว่าจะไม่มีผลกระทบต่อระบบไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นกรณีไฟฟ้าตก หรือไฟฟ้าดับในพื้นที่อย่างแน่นอน โดยการที่ กกพ.นำมาตรการ EDRP นี้มาใช้ สามารถช่วยเสริมสร้างในเรื่องของความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด อีกทั้ง ยังสามารถนำมาช่วยลดค่าเอฟทีเพื่อลดภาระให้กับประชาชนได้เช่นกัน

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 4.72 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,567.32 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.พ. 2560 17:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/865500


หุ้นไทยวันที่ 23 ก.พ. ปิดตลาดลดลง 4.72 จุด เปลี่ยนแปลง -0.30% ดัชนีอยู่ที่ 1,567.32 จุด มูลค่าซื้อขาย 47,181.16 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 23 ก.พ. 60 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดลดลง 4.72 จุด เปลี่ยนแปลง -0.30% ดัชนีอยู่ที่ 1,567.32 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 47,181.16 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน).