ดิ เอราวัณ กรุ๊ป ลุยเปิดโรงแรมใหม่ 9 แห่ง ตั้งเป้ารายได้ปีนี้โต 10%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.พ. 2560 17:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/865395


ดิ เอราวัณ กรุ๊ป เผยภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวปี 59 เติบโตอย่างแข็งแกร่ง จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 32.6 ล้านคน ขยายตัวร้อยละ 9 ระบุปีนี้ ลุยเปิดโรงแรมใหม่ 9 แห่งในไทย-ฟิลิปปินส์ ตั้งเป้าสิ้นปี การเติบโตของรายได้ธุรกิจโรงแรมเพิ่มขึ้น ร้อยละ 10 …

วันที่ 23 ก.พ. 60 นางกมลวรรณ วิปุลากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงภาพรวมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในปี 2559 ที่ผ่านมา ว่า แม้ว่าในช่วงไตรมาสที่ 4 การเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะชะลอตัวลงเล็กน้อย จากการที่รัฐบาลกำหนดให้ประชาชนไว้ทุกข์ ขอความร่วมมือสถานประกอบการในการงดงานรื่นเริงเป็นเวลา 30 วัน หรือจากมาตรการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ แต่ยังถือได้ว่า ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 32.6 ล้านคน เพิ่มขึ้นจำนวน 29.9 ล้านคน หรือขยายตัวร้อยละ 9 ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องจากทุกกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักของประเทศไทย

สำหรับไตรมาส 4 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ดำเนินการพัฒนาโรงแรมตามแผนกลยุทธ์ ทั้งการเปิดให้บริการโรงแรมภายใต้แบรนด์ ฮ็อป อินน์ (HOP INN) ในประเทศไทย จำนวน 2 แห่ง ที่หาดใหญ่ และภูเก็ต ส่งผลให้สิ้นปี 2559 บริษัทมีโรงแรมภายใต้แบรนด์ ฮ็อป อินน์ ในประเทศไทย จำนวน 22 แห่ง และการเปิดให้บริการโรงแรมภายใต้แบรนด์ ฮ็อป อินน์ ในประเทศฟิลิปปินส์ จำนวน 1 แห่ง ตั้งอยู่ที่เมืองมะนิลา อีกด้วย

นางกมลวรรณ กล่าวด้วยว่า สำหรับในปี 2560 นี้ บริษัทฯ มีแผนที่จะเปิดดำเนินการโรงแรมภายใต้แบรนด์ ฮ็อป อินน์ ในประเทศไทย 8 แห่ง และประเทศฟิลิปปินส์ 1 แห่ง คาดว่าสิ้นปี 2560 บริษัทฯ จะเป็นเจ้าของโรงแรมทั้งหมด 50 แห่ง และมีห้องพัก 7,153 ห้อง ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ธุรกิจโรงแรมเพิ่มขึ้น ร้อยละ 10

 

แอร์พอร์ต ลิงก์ เผย 6ปี มีผู้โดยสารกว่า 108 ล้านคน อุบัติเหตุเป็นศูนย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.พ. 2560 14:37

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/865187


แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ โชว์ตัวเลขผู้โดยสารหลังเปิดดำเนินการมาครบ 6 ปี มีประชาชนใช้บริการกว่า 108 ล้านคน เผยอุบัติเหตุเป็นศูนย์ เร่งดำเนินงานตามนโยบายระยะสั้นและระยะยาวเน้นให้บริการผู้โดยสารเต็มที่

เมื่อวันที่ 23 ก.พ.60 นายวิสุทธิ์ จันมณี กรรมการ และรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด หรือ ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ กล่าวว่า อัตราการใช้บริการของผู้โดยสารที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เริ่มให้บริการเดินรถในปี 2553 โดยปีดังกล่าวมีผู้โดยสาร 4,740,764 คน

ทั้งนี้ในปี 2554 ซึ่งเป็นปีแรกที่บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ได้ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการนั้นมีผู้โดยสารเพิ่มเป็น 12,421,636 คน ปี 2555 มีผู้โดยสาร 14,932,015 คน ปี 2556 มียอดผู้โดยสาร 15,613,034 คน ปี 2557 ยอดผู้โดยสาร 17,064,149 คน ปี 2558 ยอดผู้โดยสาร 19,308,361 คน และในปี 2559 ที่ผ่านมา มียอดผู้โดยสารจำนวน 21,167,348 คน ทำให้รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ จนถึงปัจจุบันมีผู้โดยสารรวม 108,385,817 คน

ทั้งนี้อัตราการเกิดอุบัติเหตุของรถไฟฟ้าเป็นศูนย์ ซึ่งหมายถึงไม่เกิดอุบัติเหตุเลยนับตั้งแต่เปิดให้บริการมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนั้นบริษัท ยังมีนโยบายด้านการให้บริการ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่มาใช้บริการอีกด้วย

สำหรับนโยบายที่สำคัญในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ การปรับเปลี่ยนภายในขบวนรถไฟฟ้าด่วน 4 ขบวน และการปรับเปลี่ยน ตารางเดินรถทั้งวันจันทร์ – ศุกร์ และวันเสาร์ – อาทิตย์ ให้มีความถี่มากขึ้น สังเกตได้จากยอดจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มมากขึ้นจนทำลายสถิติยอดผู้โดยสารสูงสุด (New High) ไปเมื่อวันที่ 10 ก.พ.60 ที่จำนวน 80,706 คน

ทั้งนี้ในอนาคตบริษัทยังคงเน้นย้ำนโยบายด้านความปลอดภัย และการให้บริการแก่ผู้โดยสาร เพื่อให้ผู้โดยสารมีความมั่นใจ และสะดวกสบายในการใช้บริการ ซึ่งบริษัทฯ ได้ทำการสำรวจและจะดำเนินการย้ายเครื่องจำหน่ายตั๋วโดยสารอัตโนมัติทั้ง 8 สถานีให้เหมาะสม เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายสำหรับผู้โดยสารในการใช้บริการอีกด้วย

 

ผู้นำธุรกิจในประเทศ ร่วมงาน Big C Supplier Conference 2017

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.พ. 2560 14:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/865256


ผู้นำธุรกิจในประเทศ ร่วมงาน Big C Supplier Conference 2017 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมใจร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความเป็นผู้นำในภูมิภาค

เมื่อวันที่ 20 ก.พ. ที่ห้อง Plenary Hall ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายเจริญ และคุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี ประธาน และรองประธานกรรมการ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ห้างค้าปลีกคนไทย ในกลุ่มบริษัท บีเจซี พร้อมด้วย นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล กรรมการ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ร่วมให้การต้อนรับ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ให้เกียรติมาเป็นประธานและกล่าวเปิดงาน Big C Supplier Conference 2017

โดยมีผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก อาทิ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานกรรมการกิตติมศักดิ์ กลุ่มบริษัท สหพัฒน์ นายสันติ ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ซีพีเอฟ นายฤทธิ์ ธีระโกเมน ประธานกรรมการ เอ็มเค เรสโตรองต์ นายพรวุฒิ สารสิน ประธานกรรมการ บริษัท ไทยน้ำทิพย์ นายวิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร เครือเมเจอร์ และนักธุรกิจชั้น แนวหน้าของเมืองไทยอีกมากมาย ซึ่งมี นายเจริญ – คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี พร้อมด้วยผู้บริหาร บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ เปิดบ้านต้อนรับด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นและอบอวลไปด้วยมิตรภาพ ที่ผู้นำองค์กรธุรกิจชั้นนำของประเทศ ที่พร้อมจะร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความเป็นผู้นำในภูมิภาคต่อไป.

 

เตือนใช้ ‘แรงงานเด็ก’ อายุต่ำกว่า 18 ปี มีโทษปรับ สูงสุด 1.2ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.พ. 2560 14:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/865251


กสร.เตือน นายจ้างใช้แรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ระวังอัตราโทษใหม่สูงขึ้น ปรับสูงสุด 8 แสน หากเด็กได้รับอันตรายปรับ 1.2 ล้าน เริ่มบังคับใช้แล้ววันนี้

เมื่อวันที่ 23 ก.พ.60 นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า วันนี้ถือเป็นวันแรกที่ อัตราโทษใหม่ของการใช้แรงงานเด็กมีผลบังคับใช้ คือ หากมีการจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงาน จะมีโทษปรับให้สูงขึ้นตั้งแต่ 400,000-800,000 บาท ต่อการจ้างแรงงานเด็กผิดกฎหมาย 1 ราย

ขณะเดียวกันหากเด็กได้รับอันตราย โทษปรับสูงขึ้น 800,000-1,200,000 บาท จึงอยากเตือนนายจ้างอย่ามีการจ้างเด็กต่ำกว่า 18 ปี ทำงาน หากตรวจพบจะเอาผิดอย่างถึงที่สุด

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ยังได้สั่งการให้ กสร.พิจารณา ในเรื่องของการคุ้มครองแรงงานนอกระบบให้มากยิ่งขึ้น โดยในปี 2560 กสร. จะมีการพิจารณาออก พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานนอกระบบ มาบังคับใช้ ควบคู่กับ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541

อย่างไรก็ตาม การออกกฎหมายจะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะแรงงานในกลุ่มนี้มีการทำงานที่หลากหลาย โดยเฉพาะกลุ่มงานภาคการเกษตร และกลุ่มผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น

 

Bangkok Gems & Jewelry Fair ครั้งที่ 59 เปิดตัวยิ่งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 23 ก.พ. 2560 11:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/864885


เปิดแล้ว! ยิ่งใหญ่ตระการตากับงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ ครั้งที่ 59 หรือ The 59th Bangkok Gems and Jewelry Fair ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “The World’s Gems and Jewelry Destination” โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระหว่างวันที่ 22-26 กุมภาพันธ์ 2560 นี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายในงานซึ่งเป็นเวทีสำคัญของการค้าอัญมณีและเครื่องประดับในเอเชียแปซิฟิกมีผู้ประกอบการไทย-เทศ กว่า 730 บริษัท จาก 18 ประเทศ ร่วมโชว์ศักยภาพ พร้อมอวดโฉมสินค้าและนวัตกรรมต่อสายตานักธุรกิจและผู้นำเข้าจากทั่วโลกกว่า 23,000 ราย โดยคาดว่ามูลค่าซื้อขายรวมจะทะลุเป้า 1.7 หมื่นล้านบาท และยังใช้โอกาสนี้เปิดแคมเปญประชาสัมพันธ์โครงการ World Ruby Forum 2017 ที่ร่วมกับภาคเอกชนเชิดชูทับทิมไทย “ราชาแห่งอัญมณี”

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในพิธีเปิดงานเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม ว่า “อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทยเป็นภาคอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นอุตสาหกรรมครบวงจร ปัจจุบันมีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมกว่า 15,800 ราย ก่อให้เกิดการจ้างแรงงานกว่า 900,000 คน เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจยิ่งที่ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับอันดับ 10 ของโลก โดยในปี 2559 สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับนำรายได้เข้าประเทศจากการส่งออกเป็นมูลค่ากว่า 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และคาดว่าปี 2560 มูลค่าส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับจะขยายตัวร้อยละ 5 คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 7,320 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

รัฐบาลไทยโดยกระทรวงพาณิชย์มีนโยบายในการผลักดันและพัฒนาศักยภาพการผลิตและการค้าสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของโลก โดยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2560 เห็นชอบการลดและยกเว้นอากรศุลกากรอัญมณีและเครื่องประดับ (หมวด 71) เพิ่มเติม 32 ประเภทย่อย ทำให้ภาษี ขาเข้าอัญมณีและเครื่องประดับของไทยทั้งหมวดกลายเป็นศูนย์ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2560

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังได้เห็นชอบมาตรการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ อาทิ มาตรการด้านภาษี ที่ผู้ประกอบการสามารถหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายประเภทเงินเดือนและค่าจ้างของแรงงาน การจัดทำมาตรฐานสินค้า การพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านกระบวนการผลิตแก่ผู้ประกอบการ SMEs มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและประสิทธิภาพการผลิต ตลอดจนการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวในย่านการค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญ

“มาตรการยกเว้นอากรขาเข้าอัญมณีและเครื่องประดับครั้งนี้ เป็นข่าวดีสำหรับการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทย เพราะเป็นการปลดล็อกอุปสรรคใหญ่ทางการค้า โดยช่วยลดต้นทุนการผลิตและเอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต ซึ่งจะทำให้มีสินค้าใหม่ๆ ที่มีนวัตกรรมป้อนสู่ตลาดมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันมากยิ่งขึ้น การลดภาษีจะช่วยลดอุปสรรค และสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของโลก (Jewelry Hub) ได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติร่วมบูรณาการและผลักดัน Jewelry Hub ให้บรรลุผล” นางอภิรดีกล่าวย้ำ

ปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับอันดับ 10 ของโลก และเป็นผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินและพลอยสีอันดับต้นๆ ของโลก ดังนั้นงาน Bangkok Gems and Jewelry Fair จึงนับเป็นเวทีการค้าระดับนานาชาติที่นอกจากจะช่วยให้ผู้ประกอบการได้พบผู้นำเข้าและผู้ซื้อจากทั่วโลกแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ SMEs ไทยที่มีศักยภาพได้ขยายฐานลูกค้าและขยายตลาดไปยังต่างประเทศ รวมทั้งส่งเสริมนักออกแบบและแบรนด์สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยให้มีเวทีเผยแพร่ผลงานสู่ระดับนานาชาติ

ด้านอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นางมาลี โชคล้ำเลิศ กล่าวว่า “งาน Bangkok Gems & Jewelry Fair ครั้งที่ 59 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘The World’s Gems and Jewelry Destination’ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์และศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตและการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของโลก  โดยมีบริษัทเข้าร่วมงานทั้งจากไทยและต่างประเทศ อาทิ ฮ่องกง สิงคโปร์ ตุรกี โปแลนด์ และญี่ปุ่น เป็นต้น”

 ภายในงานยังมีกิจกรรมสัมมนาเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ และเพิ่มขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการ ได้แก่ การสัมมนา Gem ID Rendezvous ซึ่งกรมฯ ได้จัดขึ้นร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สวอ.) กรมทรัพยากรธรณี และภาคเอกชน การประกวดและจัดแสดงทับทิมที่สวยที่สุดในประเทศไทย พร้อมกิจกรรมไฮไลต์ Ruby Heart of Love ที่เป็นการระดมทุนการกุศลที่เชิญชวนร่วมบริจาคทับทิม 700 เม็ดมาเรียงร้อยต่อกันเป็นรูปหัวใจ สื่อถึงความรักและความสามัคคีของคนไทย เพื่อประชาสัมพันธ์เปิดตัวโครงการ World Ruby Forum 2017 ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นปลายปีนี้

โดยรายได้ที่ได้รับจากการบริจาคในครั้งนี้จะนำเข้าสมทบทุนให้แก่มูลนิธิพัฒนาเครื่องมือแพทย์ไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช การสัมมนา Trends of Gems & Jewelry 2017 สัมมนา Export Clinic ซึ่งทูตพาณิชย์จาก 58 แห่งทั่วโลกร่วมให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการแบบรายบุคคล รวมถึงสัมมนา Discovery Gemmiferous Nations ร่วมบรรยายโดยทูตพาณิชย์และวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจาก สวอ.

“นอกจากนี้ เพื่อแนะนำเทรนด์และแนวโน้มตลาดที่มีศักยภาพสูงในต่างประเทศให้แก่ผู้ประกอบการ กรมฯ ได้คัดสรรสินค้าของผู้ประกอบการไทยที่มีความโดดเด่นมาจัดแสดงภายในโซน The Showcases ซึ่งแบ่งเป็น 6 กลุ่มสินค้าหลัก ได้แก่ ‘60+’ จัดแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับสำหรับผู้สูงวัย ‘The Moment’ จัดแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับสำหรับงานแต่งงาน ‘Metro Men’ จัดแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับสำหรับสุภาพบุรุษ ‘Spiritual Power’ จัดแสดงสินค้ากลุ่มเครื่องประดับแนวความเชื่อ/โชคลาง ‘Culture Club’ จัดแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับหัตถศิลป์ร่วมสมัย ‘Pet Parade’ จัดแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับสำหรับสัตว์เลี้ยง” อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกล่าว

Bangkok Gems & Jewelry Fair ครั้งที่ 59 จะจัดถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยเปิดเป็นวันเจรจาธุรกิจ ระหว่างวันที่ 22-24 กุมภาพันธ์ เวลา 10.00-18.00 น. เปิดจำหน่ายปลีก ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ เวลา 10.00-18.00 น. และวันที่ 26 กุมภาพันธ์ เวลา 10.00-17.00 น. ชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.bkkgems.com หรือโทรสายตรงการค้าระหว่างประเทศ 1169

 

ทองเปิดตลาดราคาคงที่ รูปพรรณขายออก บาทละ 21,000 บ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.พ. 2560 10:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/864891


ราคาทองวันที่ 23 ก.พ. เปิดตลาดยังราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,400 ขายออกบาทละ 20,500 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 ขายออกบาทละ 21,000 บาท

เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 60 สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.27 น. ราคาคงที่จากเมื่อวาน ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,400.00 บาท ขายออกบาทละ 20,500.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 บาท ขายออกบาทละ 21,000.00 บาท.

 

ปรับ 3 แสน สคบ.เชือดฟิล์ม บริษัทกับ 4 กรรมการก็โดนเท่ากัน (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.พ. 2560 08:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/864822


โดนอีกดาบ สคบ.เรียก 5 กรรมการบริษัท เพย์ออล กรุ๊ป รวมถึงดาราดัง “ฟิล์ม-รัฐภูมิ” มารับทราบข้อกล่าวหา พร้อมสั่งปรับ รายละ 300,000 บาท รวมทั้งหมด 1.8 ล้านบาทฐานไม่ปฏิบัติตามแผนการจ่ายผลตอบแทนธุรกิจขายตรง โดยทุกคนยินยอมให้เปรียบเทียบความผิดเต็มตามอัตราโทษ พร้อมตรวจสอบข้อมูล ยันยังไม่มีผู้เสียหายร้องทุกข์กล่าวโทษ

หลังจากบริษัท เพย์ออล กรุ๊ป จำกัด ที่มี ฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ดาราดัง เป็นประธานกรรมการบริษัท ถูกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แจ้งความดำเนินคดี ในข้อหาประกอบธุรกิจให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-มันนี่ (e-Money) โดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางการ และยังจะถูกกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเพิกถอนเครื่องหมายรับรองการจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ DBD Registered ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ยังลงดาบสั่งปรับด้วย

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 22 ก.พ.พลตำรวจตรีประสิทธิ์ เฉลิมวุฒิศักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา เวลา 13.30 น. สคบ.ได้เรียกผู้บริหาร เพย์ออล กรุ๊ป ประกอบด้วยกรรมการ 5 คน ได้แก่ นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ นายภูมิพัฒน์ ประเสริฐวิทย์ นายธเนศ จัดวาพรวนิช นางสุภัสฐิณี ศรีสะอาด และนายชนะศักดิ์ ศรีสะอาด มาพบ ที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ พร้อมได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับกับบริษัทและกรรมการ รวม 6 ราย รายละ 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 1.8 ล้านบาท เนื่องจากการประกอบธุรกิจขายตรงของบริษัท เพย์ออล กรุ๊ป จำกัด ไม่ปฏิบัติตามแผนการจ่ายผลตอบแทนที่ได้ยื่นขอจดไว้ต่อ สคบ.ซึ่งเป็นนายทะเบียน อันเป็นความผิดมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2555 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 300,000 บาท


http://www.thairath.co.th/clip/103942

เลขาธิการ สคบ. กล่าวว่า บริษัท เพย์ออล กรุ๊ป จำกัด เดิมชื่อบริษัท นาน่า คอร์เปอร์เรชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจขายตรง เมื่อวันที่ 11 เม.ย.2555 ต่อมาเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2559 บริษัทฯได้ยื่นคำขอแก้ไขเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท เพย์ออล กรุ๊ป จำกัด จำหน่ายเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารรวมจำนวน 6 รายการ

สคบ.ได้ตรวจพบว่าบริษัทฯมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนการจ่ายผลตอบแทนในการประกอบธุรกิจขายตรงโดยไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบ อันเป็นความผิดตามมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2555 ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินคดีกับบริษัทและผู้เกี่ยวข้อง และเมื่อวันที่ 20 ก.พ.2560 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ ดำเนินคดีกับบริษัท เพย์ออล กรุ๊ป จำกัด และบุคคลที่เกี่ยวข้องต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) โดยกล่าวหาว่าให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อี-มันนี่) ในการใช้ชำระค่าสินค้าและบริการโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก ธปท.

ขณะที่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ สคบ. พิจารณาแล้วเห็นว่า การประกอบธุรกิจขายตรงของบริษัท เพย์ออล กรุ๊ป จำกัด ไม่ปฏิบัติตามแผนการจ่ายผลตอบแทนที่ได้ยื่นขอจดไว้ต่อนายทะเบียน จึงดำเนินการเปรียบเทียบความผิดบริษัท เพย์ออล กรุ๊ป จำกัด และกรรมการผู้กระทำความผิด ซึ่งเมื่อวันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้เรียกกรรมการของบริษัททั้ง 5 ราย มารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ทุกคนยินยอมให้เปรียบเทียบความผิดเต็มตามอัตราโทษ และได้จัดทำบันทึกให้กรรมการบริษัทฯ ลงนามเป็นหลักฐานยินยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่สมาชิกทุกคนไว้ส่วนหนึ่งแล้ว

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น ขณะนี้ยังไม่มีผู้เสียหายร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ บก.ปอศ. และกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.)หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ให้ดำเนินคดีกับบริษัท เพย์ออล กรุ๊ป จำกัด กับพวกในข้อหาอื่นแต่อย่างใด ในชั้นนี้ เห็นว่าการกระทำดังกล่าวยังไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งเสริมการทำธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

 

ทอท.ผุดแผนด่วนรถไฟฟ้าดอนเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.พ. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/864651


นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด ทอท.ได้สั่งการให้ ทอท. เร่งจัดทำแผนการบรรเทาปัญหาความแออัดภายในสนามบินทั้ง 6 แห่งของ ทอท. โดยจะเป็นแผนการดำเนินการระยะเร่งด่วน 2 ปี คือระหว่างปี 60-61 ขั้นตอนต่อไป จะต้องเร่งศึกษาความเหมาะสมโครงการ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน จากนั้นจะเสนอให้บอร์ดพิจารณาอนุมัติ

โดยแผนเร่งด่วนเบื้องต้นที่จะดำเนินการที่สนามบินดอนเมือง คือ เร่งรัดให้มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าภายในสนามบิน หรือระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ (Automateed People Moveer) หรือ APM เพื่ออำนวยความสะดวกการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างลานจอดรถ อาคารผู้โดยสารและส่วนต่างๆภายในสนามบิน ซึ่งจะต้องมีสถานีเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีแดงของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่จะสร้างเชื่อมต่อเข้ามายังสนามบินดอนเมืองด้วย คาดว่าจะมีระยะทางประมาณ 6 กม. โดยมีเส้นทางเริ่มจากด้านทิศเหนือบริเวณอาคารผู้โดยสารส่วนบุคคล ลากยาวมาจนถึงสิ้นสุดเขตสนามบินตรงถนนเทวฤทธิ์-พันลึก บริเวณใกล้กับตึกเจ้เล้ง ซึ่งการให้บริการจะให้บริการฟรีสำหรับวงเงินลงทุนนั้น คาดว่าจะอยู่ในหลักพันล้าน แต่จะต้องศึกษาก่อนว่าจะเลือกใช้ระบบอะไร เช่า ระบบล้อยาง ระบบล็อก หรือระบบแม่เหล็กไฟฟ้า ส่วนระยะเวลาการก่อสร้างนั้นคาดว่าจะใช้เวลาสั้นกว่ารถไฟฟ้าของสนามบินสุวรรณภูมิซึ่งจะใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี เพราะเป็นโครงสร้างใต้ดิน ส่วนดอนเมืองเป็นโครงสร้างบนดิน โดยรถไฟฟ้าดอนเมืองอาจจะไม่ต้องจัดทำ อีไอเอ เพราะเป็นโครงการเพื่อแก้ปัญหาภายในสนามบินไม่ใช่โครงการพัฒนาหรือขยายสนามบิน ส่วนสนามบินหาดใหญ่เตรียมก่อสร้างอาคารจอดรถ และอาคารสำนักงานเพิ่ม สนามบินเชียงใหม่เตรียมสร้างอาคารจอดรถ ส่วนสนามบินเชียงรายเตรียมสร้างศูนย์ซ่อม.

 

“อิชิตัน”รุกตลาดต่างประเทศ เหตุตลาดชาเขียวไม่โต 3 ปีซ้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.พ. 2560 05:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/864661


นายตัน ภาสกรนที กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดชาเขียวพร้อมดื่มไม่เติบโตและทรงตัวต่อเนื่องมา 3 ปีแล้ว ทำให้บริษัทต้องปรับแผนการทำธุรกิจใหม่ โดยการหาสินค้าเป้าหมายใหม่ รสชาติใหม่ในกลุ่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพมาทำตลาด พร้อมหาตลาดใหม่ โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ เพื่อหาลูกค้ากลุ่มใหม่ๆเพิ่ม และรักษายอดรายได้ รวมถึงการเติบโตของบริษัท

ทั้งนี้ การรุกขยายตลาดต่างประเทศในปีนี้ เป้าหมายแรก คือ ประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ที่ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ควบคู่กับการออกรสชาติใหม่ในแบรนด์เดิม คือ อิชิตัน และพัฒนาสินค้าใหม่ แบรนด์ใหม่ในกลุ่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เพื่อดันยอดรายได้รวมสิ้นปี 60 เติบโต หรือแตะ 7,450 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 500 ล้านบาท จากปี 59 ที่ทำได้ 100 ล้านบาท และรักษาส่วนแบ่งตลาดที่อิชิตันและเย็นเย็นมีส่วนแบ่งตลาดรวมกันอยู่ที่ 40.4% ไว้ ขณะที่เจ้าตลาดโออิชิและจับใจ มีส่วนแบ่งตลาดรวมกันอยู่ที่ 43.4%

“ในช่วงหน้าร้อนนี้ บริษัทได้ทุ่มงบกว่า 120 ล้านบาท เปิดแคมเปญ “อิชิตัน ทัวร์เจแปนสุดหรู เคียงคู่ 40 ซุปตาร์” รวม 40 รางวัล และโทรศัพท์มือถือไอโฟน 7 อีก 400 เครื่อง ระหว่างวันที่ 1 มี.ค.-2 พ.ค.60 นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งแคมเปญที่ใช้เงินมาก แต่ยังไม่มากเท่ากับแคมเปญแจกรถเบนซ์ที่ใช้มากถึง 150 ล้านบาท แต่เชื่อว่าการรวมคนดังหลากหลายกลุ่มที่มีแฟนคลับรวมกันมากถึง 40 ล้านคน และการกลับมาจัดแคมเปญพาเที่ยวญี่ปุ่นอีกครั้งในรอบ 3 ปีของอิชิตัน น่าจะได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้าคนไทยเป็นจำนวนมาก และสามารถขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆเพิ่มขึ้นและกว้างขึ้น นอกจากนี้ยังจะช่วยเพิ่มยอดขายสินค้าในช่วงหน้าร้อนปีนี้โตกระฉูดถึง 35-40%”.

 

รัฐหนุนสินค้าเกษตรอินทรีย์ พาณิชย์ตั้งเป้าส่งออกทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.พ. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/864640


นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง ผู้ช่วย รมว.พาณิชย์ เปิดเผยหลังเป็นประธานประชุมนานาชาติร่วมกับสภาเศรษฐกิจโลกว่า การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้น เพื่อหาแนวทางส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทย ให้ขยายสู่ตลาดโลก ผ่านความร่วมมือกับภาคธุรกิจชั้นนำ เพื่อช่วยพัฒนาเกษตรกรรายย่อย ให้ผลิตสินค้าเกษตรแบบยั่งยืน สร้างความมั่นคงด้านรายได้ ช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร เพราะผู้บริโภคในโลกปัจจุบัน ใส่ใจอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น ประกอบกับไทยมีจุดแข็งในเรื่องสินค้าเกษตร ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง หากส่งเสริมให้ถูกต้องจะสามารถพัฒนาสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ ขณะนี้รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการปลูกสินค้าเกษตรอินทรีย์ (ออแกนิกส์) 3 ชนิด คือ ข้าว มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน

“ในขณะนี้ หลายๆประเทศ สนใจสินค้าเกษตรของไทย ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะข้าวที่แปรรูปเป็นยา อาหารเสริม เครื่องสำอาง วัสดุและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ เพื่อรองรับโอกาสในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับสินค้าสุขภาพและชีวภาพมากขึ้น กระทรวงฯ ตั้งเป้าหมายว่า หลังการหารือสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการครั้งนี้ จะสามารถผลักดันมูลค่าการค้า สินค้าเกษตรอินทรีย์ ที่มีมูลค่า 2.3 ล้านล้านบาท ให้ขยายตัวได้ 10% รวมทั้งตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทย ในปีนี้ ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 10% จากปีที่ผ่านมา ที่มีมูลค่า 4,000 ล้านบาท”.