ฟ้องคดีรถเมล์เอ็นจีวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.พ. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/864637


นายชัยยุทธ คำคูณ รองอธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรขอยืนยันว่า มีหลักฐานที่เกี่ยวกับการนำเข้ารถโดยสารที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง (เอ็นจีวี) ซึ่งนำเข้าโดย บริษัท ซุปเปอร์ซาร่า จำกัด เป็นการนำรถเมล์เข้ามาจากจีนทั้งคัน โดยไม่ได้นำมาประกอบหรือผลิตเพิ่มเติมในประเทศมาเลเซีย เพื่อขอรับสิทธิ์การลดหย่อนภาษีเหลือ 0% ตามกรอบการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟต้า ส่วนเอกสารและหลักฐานอื่นๆ ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากจะมีผลกระทบต่อรูปคดี ซึ่งขณะนี้ เจ้าหน้าที่ศุลกากรได้แยกประเด็นความผิดกับผู้นำเข้ารถเมล์ทั้งหมด 5 คดี ตามจำนวน ลอตการนำเข้า รถเมล์เอ็นจีวี โดยมีการนำเข้าครั้งแรกจำนวน 1 คัน ครั้งที่ 2 จำนวน 99 คัน ครั้งที่ 3 จำนวน 146 คัน ครั้งที่ 4 จำนวน 145 คันและครั้งที่ 5 อีก 98 คัน รวมเป็นรถเมล์ทั้งหมด 489 คัน ซึ่งขณะนี้ได้สั่งดำเนินคดีไปแล้ว 1 คดีคือ รถเมล์ที่นำเข้ามาจำนวน 1 คัน ส่วนที่เหลืออีก 4 คดี อยู่ระหว่างตรวจสอบ

ส่วนเรื่องการปฏิเสธไม่รับใบกำเนิดสินค้า หรือ ฟอร์ม ดี ที่บริษัท ซุปเปอร์ซาร่า ในฐานะผู้นำเข้า นำมายื่นกรมศุลกากรเพื่อรับสิทธิ์ในการลดอัตราภาษีเหลือ 0% นั้น กรมศุลกากรสามารถปฏิเสธเรื่องดังกล่าวได้ เพราะเป็นอำนาจของประเทศที่นำเข้าไม่ใช่ประเทศผู้ส่งออก ซึ่งล่าสุดกรมศุลกากรได้ส่งหนังสือปฏิเสธรับฟอร์ม ดี ให้ประเทศมาเลเซียไปแล้วตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา หากประเทศมาเลเซียมีข้อโต้แย้งก็สามารถชี้แจงและส่งเอกสารเพิ่มเติมได้ แต่หากไม่มีการชี้แจงกลับมาก็แสดงว่าประเทศมาเลเซียยอมรับการปฏิเสธฟอร์ม ดี ของกรมศุลกากรไทย.

 

“อินทัช” ขอโฟกัสทีวีผ่านมือถือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.พ. 2560 05:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/864665


นายฟิลิป เชียง ชอง แทน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปีนี้ยังเป็นปีที่อินทัชมองหาการลงทุนใหม่ๆ แต่สำหรับธุรกิจทีวีดิจิตอล ที่เคยเข้าร่วมประมูลใบอนุญาตแต่พลาดไปนั้น ยังไม่มีความสนใจ แม้ว่าจะมีหลายช่องดิจิตอลติดต่อเข้ามาเพื่อขอให้อินทัชเข้าไปร่วมลงทุนด้วย “เรายอมรับว่ามีหลายช่องยื่นข้อเสนอมาและกำลังพยายามหาผู้ถือหุ้นใหม่ แต่ขณะนี้บอกเลยว่ายังไม่มีความสนใจ”

โดยความสนใจของอินทัชจะอยู่ที่ธุรกิจทีวีบนหน้าจอมือถือเป็นหลัก รวมทั้งทีวีอินเตอร์เน็ต (IpTV) หลังจากที่บริษัทในเครืออย่างเอไอเอสบรรลุข้อตกลงในการซื้อลิขสิทธิ์หนังช่องเอชบีโอและฟ็อกซ์ ช่องหนังต่างประเทศชั้นนำ เรียบร้อยแล้ว ซึ่งการมีคอนเทนต์หนังระดับโลกจะทำให้ธุรกิจทีวีในเครือมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก”

และต้องยอมรับว่าขณะนี้ความนิยมในการรับชมทีวีระบบภาคพื้นดินแบบเดิม มีแนวโน้มลดลง คนหันมาชมทีวีผ่านจอมือถือกันมากขึ้น เพราะรับชมได้ทุกที่ ทุกเวลา ดูย้อนหลังได้ ซึ่งถือว่าเป็นเทรนด์ที่ดีสำหรับธุรกิจในเครืออินทัช โดยคาดว่าปีนี้จะมีอัตราเติบโตของรายได้ใกล้เคียงกับปี 2559 ที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 12,708 ล้านบาท

นายฟิลิปกล่าวว่า การมองหาโอกาสในธุรกิจใหม่ของกลุ่มอินทัช เป็นไปได้ทั้งการมองหาการลงทุนเองและการลงทุนผ่านสตาร์ทอัพผ่านกองทุนเพื่อการลงทุนหรือ Venture Capital ในนามบริษัทอินเวนท์ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ โดยตั้งงบรวมไว้ที่ 450 ล้านบาท เป็นการลงทุนผ่านบริษัทอินเวนท์ 200 ล้านบาท และอีก 250 ล้านบาทสำหรับการวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) เพื่อมองหาโอกาสในธุรกิจใหม่ๆ.

 

ผลสอบ “โรลส์รอยซ์” ไม่คืบ ปตท.ทุ่มลงทุน 5 ปีรวม 5.3 แสนล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.พ. 2560 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/864656


ปตท.ยกเครื่องกลุ่มปิโตรเคมี ปรับโครงสร้างมุ่งธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมทุ่มงบ 5 ปี รวม 537,461 ล้านบาท แยกเป็น 2 วงเงิน วงเงินแรก 338,849 ล้านบาท เพื่อสร้างความมั่นคงพลังงานไทย อีกก้อน 198,612 ล้านบาท เป็นการสำรองรอการลงทุนโครงการที่เหมาะสม ขณะที่การสอบสวนสินบนโรลส์รอยซ์ไม่คืบหน้า

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า งบลงทุน ปตท. 5 ปี (ปี 2560-2564) ที่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการ (บอร์ด) มีมูลค่ารวม 338,849 ล้านบาท โดยจำนวนดังกล่าว รวมการเพิ่มทุนในบริษัทลูก เพื่อปรับโครงสร้างการลงทุนแล้วโครงการลงทุนหลักๆ มีอาทิ โครงการที่มีมูลค่าสูงเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน อาทิ ท่อส่งก๊าซธรรมชาติเส้นที่ 5 มูลค่า 93,337 ล้านบาท โครงการแอลเอ็นจีเทอร์มินัล แห่งที่ 2 มูลค่า 38,171 ล้านบาท เป็นต้น ล่าสุด ปตท.ได้บรรลุการเจรจาสัญญาระยะยาวการจัดหาแอลเอ็นจีกับบีพี (BP) เชล (Shell) และปิโตรนาส (Petronas) รวม 3 ล้านตันต่อปี โดยผลการเจรจากับบีพีและเชล ทำให้ลดต้นทุนการนำเข้าแอลเอ็นจีตลอดอายุสัญญาได้ 110,000 ล้านบาท พร้อมเร่งดำเนินการขยายคลังรับแอลเอ็นจีแห่งที่ 1 จาก 5 ล้าน เป็น 10 ล้านตันต่อปี เริ่มใช้งานได้ในปีนี้ และได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี อนุมัติขยายเป็น 11.5 ล้านตันต่อปีในปี 2562 รวมถึงอนุมัติการก่อสร้างคลังรับแอลเอ็นจีแห่งที่ 2 อีก 7.5 ล้านตันต่อปี ให้แล้วเสร็จในปี 2565 “ปตท.ยังสนับสนุนนโยบายรัฐในการเปิดเสรี เพื่อส่งเสริมให้เกิดการการแข่งขันในกิจการ ก๊าซหุงต้ม, เอ็นจีวี และแอลเอ็นจี โดยบริหารท่อส่งก๊าซธรรมชาติและคลังปิโตรเลียม พร้อมทั้งวางยุทธศาสตร์การศึกษาการลงทุนในเทคโนโลยีและกิจการใหม่ๆ เพื่อหาโอกาสเติบโตแบบก้าวกระโดดเช่น กิจการในธุรกิจไฟฟ้า รถยนต์ไฟฟ้า”

นอกเหนือจากงบลงทุน 5 ปี มูลค่า 338,849 ล้านบาทแล้ว บอร์ด ปตท. ยังได้อนุมัติงบสำรองลงทุน 198,612 ล้านบาท สำหรับความต่อเนื่องของการผลิตในสัมปทานที่จะหมดอายุ การพัฒนาโครงการแอลเอ็นจี ที่จะส่งมาประเทศไทย และโอกาสลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ที่ปัจจุบันธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกของ ปตท.ได้มีการขยายผลิตภัณฑ์ใหม่ๆเพื่อผู้บริโภค โดยเฉพาะการขยายกิจการในประเทศเพื่อนบ้าน ในขณะที่ธุรกิจเทรดดิ้งก็ได้ขยายธุรกิจผ่านสำนักงานที่ลอนดอน ซึ่งตั้งขึ้นใหม่ เพื่อครอบคลุมตลาดทั่วโลก และเพิ่มประสิทธิภาพการค้าขาย

นายเทวินทร์กล่าวว่า เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการลงทุนบอร์ด ปตท.ได้เห็นชอบการปรับโครงสร้างการถือหุ้นธุรกิจปิโตรเคมี ในสายผลิตภัณฑ์โพรเพน และชีวภาพ และธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องของกลุ่ม ปตท. โดยการจำหน่ายหุ้นที่ ปตท.ถืออยู่ใน 6 บริษัท และ 1 โครงการ ให้กับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือพีทีทีจีซีอาทิ บริษัท เอชเอ็มซี โพลิเมอส์ จำกัด ซึ่งจะส่งผลให้เกิดพลังร่วมในธุรกิจปิโตรเคมีของกลุ่ม ปตท. ที่มีพีทีทีจีซีเป็นแกนนำของกลุ่ม

สำหรับความคืบหน้าในการสืบสวนหาข้อ เท็จจริงกรณีสินบนบริษัท โรลส์รอยซ์ จำกัด โดย ปตท. ได้เร่งรวบรวมข้อมูลเอกสารและสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และประสานสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ด้านข้อมูลที่จำเป็น รวมทั้งติดต่อหน่วยงานภายนอกต่างๆในการขอรายชื่อบุคคล ปตท.ที่เรียกร้องสินบน ขณะนี้ยังไม่ได้รับการแจ้งกลับจากหน่วยงานใดๆ

“ถามว่าวันนี้จะเอาตัวคนผิดมาลงโทษได้เลยหรือไม่ ตอบว่าคงไม่ได้ เพราะไม่มีใครระบุตัวบุคคลได้ชัดเจนว่าใครเป็นคนรับสินบน คนจะพูดได้ต้องเป็นคนที่ยอมรับผิดกับกระทรวงยุติธรรม ของสหรัฐฯเท่านั้น ซึ่ง ปตท.ได้ขอข้อมูลไปแล้ว แต่ยังไม่มีการตอบกลับมา รวมถึงสอบถามไปยังโรลส์รอยซ์ก็ยังไม่ตอบกลับมา”.

 

ดัชนีเชื่อมั่นวูบในรอบ 5 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.พ. 2560 05:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/864671


ส.อ.ท.ระบุกังวลเศรษฐกิจโลกของนโยบาย “ทรัมป์”

นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผลสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมประเทศไทย ประจำเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ 87.2 ปรับตัวลดลงจาก 88.5 ของเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นการปรับตัวลดลงในรอบ 5 เดือน เนื่องจากสมาชิกของ ส.อ.ท.มีความกังวลต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะนโยบายด้านการค้าระหว่างประเทศของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และความผันผวนอัตราแลก เปลี่ยน ราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น การปรับขึ้นของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรม คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 100.4 ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 100 ในเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากผู้ประกอบการเห็นว่า การดำเนินกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจจะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการใช้จ่ายการลงทุนของภาครัฐ ประกอบกับราคาสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นส่งผลดีต่อการบริโภคในประเทศ

สำหรับข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการที่มีต่อภาครัฐ คือต้องการให้รัฐมีมาตรการลดความผันผวนของอัตราแลก เปลี่ยน พร้อมทั้งขยายเส้นทางคมนาคมขนส่ง ให้เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าและการลงทุน อีกทั้งผ่อนปรนเงื่อนไขการค้าเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สำหรับผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม

ทั้งนี้ ในประเด็นความคืบหน้าการส่งเสริมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) คาดว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัปดาห์หน้า จะมีการพิจารณาโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถอีวี หลังจากที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กระทรวงอุตสาหกรรม กรมสรรพสามิตได้หารือกับเอกชนต่อเนื่อง ซึ่งหลักการภาษีดังกล่าว จะลดลงให้มากที่สุด และให้มากกว่ารถยนต์ไฮบริด และมีเงื่อนไขที่ต้องการมุ่งเสริมให้เกิดการผลิตแบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า ระบบคอนโทรล ฯลฯ ภายในประเทศ หาก ครม.อนุมัติในหลักการ ภาคเอกชนคาดว่า จะมีการลงทุนนำร่องในส่วนของรถเมล์ไฟฟ้าก่อน.

 

ธสน.เข็นผลิตภัณฑ์ใหม่สินเชื่อส่งออกพลัส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.พ. 2560 05:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/864667


จูงใจ“เอสเอ็มอี”ประกันความเสี่ยงธุรกิจ

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ ธสน. เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2559 และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในปี 2560 เป็นผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะตลาดใหม่และราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ ในขณะที่ตลาดหลักอย่างยุโรป จีน และญี่ปุ่นยังคงชะลอตัว ส่วนตลาดสหรัฐฯ มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น แต่ยังต้องจับตาความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศ ทำให้โอกาสของผู้ส่งออกไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี จึงยังมีความเป็นไปได้

ดังนั้น ธสน.จึงได้ออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อสนับสนุนและบริหารความเสี่ยงทางการค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะผู้นำเข้าจากประเทศที่มีความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจยังมีโอกาสไม่ชำระค่าสินค้าเมื่อผู้ประกอบการไทยส่งมอบสินค้าไปแล้ว โดยในปี 2558 มีผู้นำเข้าไม่ชำระค่าสินค้าเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 28% ธสน.จึงได้พัฒนาบริการใหม่ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านเงินทุนและการบริหารความเสี่ยงให้แก่ผู้ส่งออกเอสเอ็มอี เรียกว่า “สินเชื่อส่งออกพลัส (EXIM Export Credit Plus)” เพื่อให้ผู้ส่งออกและผู้ผลิตเพื่อผู้ส่งออกใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน สกุลเงินบาทหรือดอลลาร์สหรัฐฯ วงเงินสูงสุด 50 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยปีแรก 4.5% ต่อปี ใช้หลักประกันเพียง 25% พร้อมรับกรมธรรม์ประกันการส่งออกชดเชยสูงสุด 90% ของความเสียหายที่เกิดขึ้นกรณีไม่ได้รับชำระเงินค่าสินค้าจากผู้ซื้อในต่างประเทศ เพื่อช่วยปิดความเสี่ยงของเอสเอ็มอีที่อาจประสบปัญหาเงินทุนหรือธุรกิจหยุดชะงักเนื่องจากผู้ซื้อในต่างประเทศไม่ชำระเงินค่าสินค้า นายพิศิษฐ์กล่าวว่า ธสน.ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อในโครงการดังกล่าว 3,000 ล้านบาท และคาดว่าจะมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าร่วมโครงการประมาณ 10,000 ราย.

 

ลดภาษีเงินได้บุคคลเหลือ 17%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/864626


“สมคิด” จัดหนักกล่อมนักลงทุนญี่ปุ่น-จีนบุกอีอีซี

คลังเล็งชง ครม.สัปดาห์หน้า เคาะ มาตรการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคงที่ 17% ดึงผู้เชี่ยวชาญต่างชาติและคนไทยที่ทำงานในต่างประเทศเข้ามาทำงานในอีอีซี ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรม จ่อชงมาตรการส่งเสริมลงทุนรถอีวี และหุ่นยนต์ “สมคิด” ย้ำอีอีซีเนื้อหอม นักลงทุนญี่ปุ่น-จีน แห่สนใจเพียบ

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “Push Forward ส่องเศรษฐกิจ 4.0 ปีไก่ทอง” ว่า กระทรวงการคลังจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 28 ก.พ.นี้ พิจารณามาตรการจัดเก็บภาษีบุคคลธรรมดาสำหรับบุคคลที่เป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถเข้ามาทำงานในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยให้เลือกได้ว่า จะเสียภาษีตามโครงสร้างปกติ หรือเลือกเสียภาษีแบบคงที่ในอัตรา 17% ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันการลงทุนในพื้นที่อีอีซี และในอีก 1-2 สัปดาห์ นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม จะเสนอให้ ครม.พิจารณาแผนการการลงทุนและแนวทางส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 2 กลุ่มสำคัญ คือ รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ในพื้นที่อีอีซีด้วย

“ที่ผ่านมาประเทศไทยเติบโตได้ด้วยอีสเทิร์นซีบอร์ดแต่ตอนนี้ก็ถือว่าเล็กไปแล้ว ถ้าต่อไปนิคมอุตสาหกรรมโฮจินห์ ของเวียดนาม นิคมอุตสาหกรรมติละวา ของพม่าใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ไทยจะถูกกดดันมากขึ้นให้การลงทุนจะต้องไปที่นั่น รัฐบาลไทยจึงต้องเร่งผลักดันอีอีซีให้เกิดขึ้นเป็นแอ่งรับการลงทุนที่จะเข้ามาทั้งกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) จึงต้องเร่งการลงทุนให้เกิดขึ้นคือ สนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือจุกเสม็ด รถไฟความเร็วสูง เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ และที่จะตามมาอีกคือ มาตรการดึงสถาบันการศึกษาและการวิจัยต่างชาติให้เข้ามาตั้งในอีอีซี”

นายสมคิด กล่าวว่า หลังจากได้มีการประกาศมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้มีนัก ลงทุนต่างชาติหลายรายตัดสินใจมาลงทุนในไทย เช่น กลุ่มคอนติเนนตัล ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลกเข้ามาลงทุนในไทยครบทุกรายและหลังจากที่รัฐบาลได้จัดงานสัมมนา Opportunity Thailand ขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อนมีนักลงทุนต่างประเทศติดต่อแสดงความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในอีอีซีหลายราย ที่น่าสนใจที่สุดคือ คณะผู้บริหารฟูจิฟิล์ม คอร์ปอเรชั่นที่จะร่วมกับเครือซีพี ลงทุนในธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งมั่นใจว่ารายนี้เข้ามาแน่นอน จากที่ก่อนหน้านี้ทางฟูจิฟิล์มคอร์ปอเรชั่น ประสบความสำเร็จจากการพลิกธุรกิจไปสู่เทคโนโลยีใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายเซลล์ ในขณะที่ โกดักฟิลม์ ปรับธุรกิจไม่ทันต้องล้มไปและปัจจุบันกลุ่มฟูจิคอร์ปอเรชั่นเป็นอันดับ 1 ของญี่ปุ่นในเรื่องของเทคโนโลยี ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยาและเป็นผู้นำในเรื่องของปลูกถ่ายเซลล์ด้วย

ขณะเดียวกัน ทางผู้บริหารของธนาคารซีไอบีซี ซึ่งมีลูกค้าเป็นบริษัทจีนจำนวนมากได้เข้าพบเพื่อขอนัดและที่จะนำลูกค้าเข้าไปสำรวจการลงทุนในพื้นที่อีอีซี ตลอดจนทางคณะผู้บริหารบริษัท ไชน่า อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น (ซีไอซี) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของจีน มีหน้าที่แสวงหารูปทางการลงทุนในประเทศต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาได้ลงทุนในหุ้น โครงสร้างพื้นฐานจนทำให้บริษัทมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น จากเริ่มต้นที่ทุนจดทะเบียน 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 800,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ได้แสดงความสนใจที่จะลงทุนในกองทุนรวม โครงสร้างพื้นฐานและลงทุนโดยตรงในโครงสร้างพื้นฐานตลอดจนร่วมลงทุนในบริษัทอุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซีเช่นกัน

“ในภาพรวมมองว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านพ้นช่วงทรุดตัวไปแล้วและมีแต่จะดีขึ้น ปีไก่นี้จะฟักไข่ออกมาเป็นไข่ทองแน่นอน ถ้าคนไทยไม่รุมเชือดไก่หรือรุมถอนขนกันเอง โดยรัฐบาลจะมุ่งรักษาโมเมนตัมของเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับที่ดี โดยการส่งออกจะดีขึ้นตามเศรษฐกิจและการค้าโลกที่คาดว่าจะขยายตัว 3.4% และ 3.6% ตามลำดับ ล่าสุดได้ให้เป้าหมายกับกระทรวงพาณิชย์ว่า ต้องไม่ให้ตลาดโตไปตามภาวะโลกเท่านั้น แต่ต้องมีกลยุทธ์เจาะในแต่ละตลาด เช่น สหรัฐฯ ที่ระยะสั้นนี้ดีขึ้นตามการเปลี่ยนผู้นำใหม่จะต้องเน้นตลาดอาหารแปรรูปมากขึ้น ประเทศญี่ปุ่นที่ความสัมพันธ์ดีอยู่แล้วจะต้องทำให้ดีขึ้น ส่วนจีนแม้จะมีคนบอกว่าไม่ดีแต่เป็นเศรษฐกิจที่มีการปรับตัวเร็วมาก ซึ่งการส่งออกปีนี้จะดีตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่เติบโต 3-4% แต่ก็ให้พาณิชย์ดูว่ามีแนวทางไหนที่จะสามารถทำให้สูงกว่านี้ได้ไหม ซึ่งเขาบอกเองว่าน่าจะได้ 5%”

ด้านนายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า การลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลงเหลืออัตราคงที่ 17% จะให้ใช้กับคนไทยที่ทำงานในต่างประเทศเกิน 180 วัน และคนต่างชาติที่เดินทางมาทำงานที่ประเทศไทย เพื่อจูงใจให้แรงงานที่มีความเชี่ยวชาญเหล่านี้ เดินทางเข้ามาทำงานที่ประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันกรมสรรพากรก็ไม่สามารถจัดเก็บรายได้จากคนกลุ่มนี้ได้อยู่แล้ว ดังนั้นการลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลงจะเท่ากับช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่รัฐบาล มากกว่าเสียผลประโยชน์.

 

เจ๋ง!ว้าวทัวร์สู่อีสาน 1ใน17สุดน่าเที่ยวโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/863873


พอชาวประชาตั้งท่าว่าจะเริงระบำรำฟ้อนต้อนรับศักราชใหม่ด้านการท่องเที่ยว ด้วยรูปแบบ “ท่องเที่ยววิถีไทย สไตล์ลึกซึ้ง” กันตั้งแต่เริ่มต้นปีระกาไก่ แวดวงท่องเที่ยวไทยก็ได้สะท้านแต่ไม่สะเทือน กับข่าวคราวที่สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นออกมาเผยแพร่การจัดอันดับแหล่งน่าเดินทางไปท่องเที่ยวระดับโลกมากสุด 17 แห่งสำหรับปี 2017

เมืองและประเทศที่ได้รับการคัดเลือก อาทิ เกาะปีนัง มาเลเซีย, ภูฏาน, เซเนกัล, แอลเบเนีย, ออสเตรเลีย, ฮิวส์ตัน รัฐเท็กซัส สหรัฐฯ, เฉิงตู มณฑลเสฉวน จีน ที่มีชื่อเสียงในเรื่องหมีแพนด้า, แคว้นบอร์กโดซ์ สำหรับคนชอบดื่มไวน์ฝรั่งเศส และโคลอมเบียที่พระสันตะปาปาฟรานซิสเสด็จในปีนี้…กับอีกหลายเมือง

1 ใน 17 แห่งที่ได้รับการคัดเลือกคราวเดียวกันนี้ น่าดีใจตรงที่มีอู่อารยธรรมอีสานบ้านเฮารวมอยู่ด้วย โดยสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นขยายความตามเหตุผลแห่งการปักธงลงไปว่า ณ ดินแดนแห่งนี้คืออู่อารยธรรม ดั้งเดิมมาแต่โบราณกาลอันยาวนาน อย่างเช่น มรดกโลกบ้านเชียง อันเป็นแหล่งชาติพันธุ์มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ จ.อุดรธานี ปราสาทหิน เขาพนมรุ้งสมัยขอมเรืองอำนาจ จ.บุรีรัมย์

อีกทั้งยังเป็นแหล่งที่มั่งมีธรรมชาติภูผาป่าเขาและแหล่งน้ำที่หลากหลาย เช่น จ.เลย กับวัฒนธรรมประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่นให้ได้สัมผัสตลอดทั้งปี อย่างที่คนอีสานเองเรียกกันว่า “ฮีตสิบสองคองสิบสี่”

นอกจากนี้ อีสานยังมีสิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานรองรับการท่องเที่ยว อันได้แก่ สนามบินที่กระจายตัวอยู่ตามจังหวัดต่างๆ โรงแรมที่พักตั้งแต่ 3-5 ดาว ข้อสำคัญคือราคาถูกเมื่อเทียบกับเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของไทยในภูมิภาคอื่นๆ

ซีเอ็นเอ็นยังบ่งชี้ให้เห็นอีกว่า อีสานเป็นแหล่งต้นกำเนิดของอาหารไทยพื้นบ้านชนิดหนึ่ง ที่คนอเมริกันกำลังนิยมชมชอบบริโภคกันตามภัตตาคารร้านอาหารไทย ในนครนิวยอร์ก และลอสแอนเจลิสอยู่ในขณะนี้

นั่นคือข้าวเหนียว ไก่ย่าง แล้วก็ส้มตำ แต่ซีเอ็นเอ็นก็มีข้อติเตือนเอาไว้ด้วยว่า ให้พึงระวังเรื่องความเผ็ดร้อนสำหรับคนที่ธาตุอ่อน เพราะคนอีสานจะนิยมรับประทานอาหารแบบรสจัดและเผ็ดนำ มันถึงจะแซ่บอีหลี!

สมฤดี จิตรจง ผอ.ภูมิภาคอีสาน ททท. บอกว่า การที่ซีเอ็นเอ็น เลือกจัดอีสานขึ้นชั้นเป็น 1 ใน 17 แห่งของแหล่งท่องเที่ยวโลก นับเป็น ครั้งแรกในแวดวงท่องเที่ยวไทย ที่อีสานได้รับการผลักดันขึ้นสู่เวทีโลก จึงถือเป็นการ “เติมเต็ม” ให้กับศักราชใหม่ทางการท่องเที่ยวของภูมิภาคอีสาน โดยปีนี้นักท่องเที่ยวน่าจะเดินทางเข้าสู่อีสานราวๆ 37.86 ล้านคน สร้างรายได้ประมาณ 74.5 ล้านบาท จากปัจจัยบวกมากมาย อาทิ การเปิดประตูเชื่อมสู่กลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งอีสานมีอยู่หลายแห่งตั้งแต่หนองคาย เลย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ ซึ่งแต่ละแห่งก็ล้วนมีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง กับมีการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกขึ้นมารองรับเป็นเงาตามตัว

“ปีนี้เราจะทำตลาดสู่วิสาหกิจชุมชน กับสร้างพฤติกรรมใหม่ๆ ให้แก่นักท่องเที่ยวด้วยแคมเปญ…WOW เจ๋ง! เพื่อให้เขาเหล่านั้นได้มีส่วนร่วมในการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ชุมชน แล้วนำกลับไปเป็น ของที่ระลึก ก่อให้เกิดรายได้แก่ชุมชนอย่างที่เรียกกันว่า Do it yourself หรือ DIS”

สมฤดี บอกอีกว่า กิจกรรมดังกล่าวมีนิยามว่า Creative Tourism หรือ “การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” คือ เมื่อนักท่องเที่ยวเข้าถึงชุมชนก็จะก่อให้เกิดการกระจายรายได้ กับเสริมสร้างประสบการณ์ แก่ตนเอง อีสานได้เลือกภูมิปัญญาชาวบ้านตามแนวปรัชญาชีวิตเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9

เช่น การผลิตผ้าย้อมคราม จ.สกลนคร ชุมชนบ้านวังน้ำมอก จ.หนองคาย การเขียนไหลายก้นหอยบ้านเชียง จ.อุดรธานี การแกะสลักเทียนพรรษา จ.อุบลราชธานี

สกุณา “นก” สาระนันท์ บัณฑิตสาวดีกรีวิทยาศาสตร์เคมี ผู้ผลิต ผ้าย้อมครามในนาม “ครามสกล” ที่บ้านพะเนาว์ ต.ห้วยยาง อ.เมืองสกลนคร เล่าว่า

“นักท่องเที่ยวสามารถเรียนการทำผ้าย้อมครามได้ด้วยตนเอง เพียงหนึ่งชั่วโมงถึงตลอดวัน เริ่มตั้งแต่การให้ความรู้พื้นฐานครามที่มีมากว่า 6,000 ปี จากต้นกำเนิดในราชสำนัก แล้วกระจายออก สู่ชนชั้นสูง ชั้นกลางถึงชั้นล่างแถบชมพูทวีปและจีน”

สกุณาเล่าอีกว่า บ้านเราครามเข้ามาเมื่อใดไม่มีหลักฐาน แต่ที่ จ.สกลนคร เป็นภูมิปัญญาซึ่งถ่ายทอดกันมานาน การเรียนรู้จะผ่านไปถึงการใช้วัตถุดิบจากต้นครามที่เป็นพืชตระกูลถั่ว และใช้เวลาปลูกนาน 3 เดือนจึงค่อยเก็บมาก่อลงหม้อดินเป็นสีนิลหรือสีครามได้ จากนั้นใช้น้ำด่างจากต้นกล้วยเผา เคล้าน้ำมะขามเปียก ปูนแดง หรือเหล้าขาวต้มผสมน้ำตาลแดงเพื่อใช้ย้อม

ครั้นพอเริ่มการย้อมก็จะแจกผ้าให้นักท่องเที่ยวไปสร้างลาย โดยการมัดผ้าในส่วนที่ไม่ต้องการให้สัมผัสน้ำคราม ผ้าที่ย้อมออกมาจึงจะเกิดเป็นลวดลายต่างๆ และผู้ย้อมสามารถนำกลับไปเป็นของที่ระลึกได้ ค่าเรียนรู้เพียงคนละ 450 บาท…

ที่ชุมชนบ้านวังน้ำมอก ต.พระพุทธบาท อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย อำเภอนี้เคยอู้ฟู่เชิงการค้าแถบชายแดนไทย-สปป.ลาว ด้วยอยู่ฝั่งตรงข้ามนครหลวงเวียงจันทน์ มีเรือยนต์ข้ามฟากเชื่อมผู้คนสองฝั่งโขง

จนเมื่อมีสะพานมิตรภาพไทย-สปป.ลาวแห่งแรกในปี 2537 บทบาทจึงหมดไป ผู้คนต้องลงไปทำการค้าแถบทะเลภูเก็ตแทน แต่ชาวบ้านวังน้ำมอกซึ่งมีครัวเรือนอยู่ 168 ครัวเรือนกลับไม่ได้รับผลกระทบ ด้วยได้มีการรวมตัวในรูปวิสาหกิจชุมชนมานานกว่า 20 ปีจนถึงวันนี้

ติณณภพ สุพันธะ ผู้นำชุมชนวังน้ำมอก บอกว่า ครัวเรือนที่นี่ต่างรวมกลุ่มกันเพื่อรับนักท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ คือพักแรมคืน และกินอยู่เพื่อแลกเปลี่ยนวิถีชีวิตซึ่งกันและกัน

“แต่ละครัวเรือนรับนักท่องเที่ยวได้ 5 คน ทั้งชุมชนรับได้พร้อมกัน 150 คน ระหว่างพำนักนักท่องเที่ยวจะออกไปเก็บพืชผักตามบ้านไหนก็ได้ เพื่อนำมาประกอบอาหารแบบเรียนรู้การปรุงตามวิถีชุมชนคนอีสาน

เช่น ทำอั่วยัดไส้ดอกแค นึ่งปลากับผักสมุนไพรในกระบอกข้าวหลาม ทำไก่กระบอกตามตำรับพื้นบ้าน แกงหัวปลี และการทำอาหารแบบอีสานทุกชนิด”

ติณณภพบอกอีกว่า นักท่องเที่ยวจ่ายคนละ 1,390 บาทต่อ 2 วัน 1 คืน ส่วนสมาชิกครัวเรือนจะได้รับปันผลตอบแทนประจำปี สมาชิกรายใดอาสาบริการก็จะได้รับเพิ่มอีกต่างหาก

ทั้งสกุณาและติณณภพ ยอมรับว่ากิจกรรม WOW เจ๋ง! ที่สมฤดีวาดหวังไว้เป็นสะพานเชื่อมนักท่องเที่ยวกับวิสาหกิจชุมชนนั้น ชัดเจนกว่าการทำซุ้ม “ประชารัฐสุขใจ” ไว้ตามสถานีบริการน้ำมัน 148 แห่ง ที่ขณะนี้ไร้ทั้งคนขายและคนซื้อ

อีสานวันนี้จึงน่าจะได้ชื่อว่าเป็นสินค้าทางการท่องเที่ยวที่จับต้องได้ เรียนรู้เพื่อหาประสบการณ์ระหว่างการท่องเที่ยวได้ และเมื่อซีเอ็นเอ็น ได้เข้ามามีส่วนร่วมโดยไทยไม่ต้องลงทุนแม้แต่บาทเดียว ลองคิดสิว่า…

ระหว่าง 12 เมืองต้องห้ามพลาด พลัส พลัส ที่ทุ่มถมเงินเท่าไร ก็ไม่เต็ม กับ 1 ใน 17 แห่งแหล่งท่องเที่ยวโลก อันไหนมันสูงค่ากว่ากัน!?”

 

ชง ครม.ทุ่มงบ 1.3 หมื่นล้านสู้ภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/864631


พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ภัยแล้งปี 59/60 นี้ กรมอุตุนิยมวิทยาและกรมชลประทานได้คาดการณ์พื้นที่เสี่ยงไว้ทั้งหมด 105 อำเภอ 34 จังหวัด โดยคาดว่าจะรุนแรงมากสุด 3 อำเภอคือ วัฒนานคร อรัญประเทศ โคกสูง ในจังหวัดสระแก้ว ซึ่งปัจจุบันพบพื้นที่ปลูกข้าวเสียหายสิ้นเชิงแล้ว 100,476.50 ไร่ ครอบคลุมเกษตรกร 6,106 ราย ทางกระทรวงเกษตรฯ จึงร่วมกับกระทรวงมหาดไทย หารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อย่างไม่เป็นทางการ เพื่อเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของบประมาณ 13,000 ล้านบาท จากงบกลุ่มจังหวัด เพื่อสร้างระบบบริหารจัดการน้ำ แก้ปัญหาภัยแล้งที่คาดว่าจะรุนแรงและก่อให้เกิดความเสียหาย

สำหรับมาตรการภายใต้แผนเตรียมความพร้อมเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง ด้านการเกษตร มีทั้งหมด 6 มาตรการ 29 โครงการ และเพิ่มเติม 1 โครงการ วงเงิน 17,324.82 ล้านบาท แบ่งเป็น 1.มาตรการส่งเสริมความรู้เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง อาทิ โครงการส่งเสริมความรู้เพื่อลดความเสี่ยงในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำช่วงฤดูแล้ง 2. มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำเพื่อการเกษตร อาทิ โครงการปลูกพืชปุ๋ยสด โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้ง 3.มาตรการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำแก้มลิง อาทิ โครงการก่อสร้างขุดลอกและปรับปรุงแหล่งน้ำในเขต สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)4.มาตรการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่เกษตรที่ประสบภัย อาทิ การช่วยเหลือตามระเบียบ กระทรวงการคลัง การจ้างแรงงานเกษตรกรในพื้นที่ชลประทาน 5.มาตรการสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ อาทิ การประชาสัมพันธ์ป้องกันภัยแล้ง ด้านการเกษตร โครงการสร้างการรับรู้เพื่อลดความเสี่ยง 6.มาตรการจัดทำแผนความต้องการของชุมชนเพื่อบรรเทาผลกระทบภัยแล้งโครงการเพิ่มเติม คือ โครงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อสร้างระบบน้ำในไร่นา

สำหรับสถานการณ์เพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 59/60 ประกอบด้วย ข้าวนาปรัง พืชไร่ พืชผัก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ฯลฯ ทั้งประเทศได้เพาะปลูกแล้ว 9.93 ล้านไร่ จากแผนที่กำหนด 12.76 ล้านไร่ หรือน้อยกว่าแผน 22% แต่ข้าวนาปรัง เพาะปลูกแล้ว 7.93 ล้านไร่ จากแผนที่กำหนด 6.93 ล้านไร่ โดยเฉพาะในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปลูกแล้ว 5.74 ล้านไร่ จากแผนที่กำหนด 4.34 ล้านไร่.

 

พาณิชย์ จับมือ WEF ระดมสมอง ทำแผนดันสินค้าเกษตรอินทรีย์สู่เวทีโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ก.พ. 2560 18:57

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/864305


พาณิชย์ จับมือ World Economic Forum-Grow Asia ระดมสมองพัฒนาสินค้าเกษตรอินทรีย์สู่เวทีโลก หลังพบทั่วโลกใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ตั้งเป้าใน 1-2 ปี ดันสินค้าเจาะกลุ่มเป้าหมาย หนุนมูลค่าส่งออกเกษตรอินทรีย์เพิ่ม 10% จากปัจจุบันส่งออกเฉลี่ยปีละ 4 พันล้านบาท …

วันที่ 22 ก.พ. 60 นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมนานาชาติร่วมกับสภาเศรษฐกิจโลก World Economic Forum-Grow Asia ว่า การประชุมครั้งนี้ เกิดขึ้นเพื่อหาแนวทางส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยให้ขยายสู่ตลาดโลก ผ่านความร่วมมือกับภาคธุรกิจชั้นนำ และภาคีด้านต่างๆ ซึ่งจะช่วยพัฒนาเกษตรกรรายย่อยให้ผลิตสินค้าเกษตรแบบยั่งยืน สร้างความมั่นคงด้านรายได้แก่เกษตรกร และเชื่อมโยงเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าสินค้าส่งออก ซึ่งจะช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทยให้ดีขึ้น

นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้บริโภคในโลกปัจจุบันใส่ใจอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น ประกอบกับ ไทยมีจุดแข็งในเรื่องสินค้าเกษตร ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง หากส่งเสริมให้ถูกต้อง ผู้ประกอบการจะสามารถพัฒนาสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการปลูกสินค้าเกษตรอินทรีย์ (ออร์แกนิกส์) 3 ชนิด คือ ข้าว มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน

“ผลจากการเดินทางไปประชุม WEF 2017 ณ เมืองดาวอส เมื่อช่วงเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา นานาประเทศสนใจสินค้าเกษตรของไทย ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ซึ่งไทยจะมุ่งพัฒนา และส่งออกสินค้าเกษตรที่แปรรูป และมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะข้าวที่แปรรูปเป็นยา อาหารเสริม เครื่องสำอาง วัสดุและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ เพื่อรองรับโอกาสในตลาดโลก ที่ให้ความสำคัญกับสินค้าสุขภาพและชีวภาพมากขึ้น กระทรวงฯ ตั้งเป้าหมายว่า หลังการหารือสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการครั้งนี้ จะสามารถผลักดันมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ ที่มีประมาณ 2.3 ล้านล้านบาท ให้ขยายตัวไม่ต่ำกว่า 10%”

ขณะเดียวกัน กระทรวงฯ ยังตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทยในปีนี้ ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 10% จากปี 59 ที่มีมูลค่า 4,000 ล้านบาท โดยวางแผนเจาะตลาดสำคัญ เช่น ยุโรป สหรัฐฯ อาเซียน ซึ่งสินค้านำร่องผลักดันให้มีการพัฒนา และส่งออกมากขึ้น ได้แก่ ผักและผลไม้แปรรูป รวมทั้งข้าว ที่ปัจจุบันไทยส่งออกเป็นข้าวสารมากถึง 90% และอีก 10% เป็นการส่งออกผลิตภัณฑ์จากข้าว โดยในปีนี้ กระทรวงฯ ตั้งเป้าจะเพิ่มสัดส่วนการส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวเป็น 20% หากดำเนินการได้ จะสร้างมูลค่าการค้าได้กว่า 10,000 ล้านบาท

ด้าน นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า จากผลสำรวจของ Euromonitor International คาดว่าตลาดสินค้าอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ จะเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 6-7% ต่อปี และในปี 60 คาดว่า มูลค่าตลาดจะสูงถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ จึงเป็นโอกาสที่จะเร่งผลักดันการสร้างมูลค่าเพิ่ม และนวัตกรรมให้แก่สินค้าข้าวไทยเป็นลำดับแรก

 

ก.แรงงาน เจรจานำเข้าแรงงานเวียดนาม ป้อนประมง-ก่อสร้าง ทดแทนขาดแคลน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ก.พ. 2560 17:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/864327


กระทรวงแรงงาน ปัดนำเข้าคนเวียดนาม ป้อนงานบริการโรงแรม–ท่องเที่ยว ยันไปเจรจานำเข้าแรงงานประมง-ก่อสร้าง ทดแทนขาดแคลนนับแสน วอนอย่ามองโอ๋ต่างด้าวให้สิทธิหลายกรณี เพราะไทยยังจำเป็นต้องใช้งาน ขอนายจ้างรีบแจ้งหากแรงงานหนีหาย ป้องกันแอบไปทำอาชีพอื่น จี้ตรวจจับคนเวียดนามลักลอบทำงานหลายหมื่นคน …

วันที่ 22 ก.พ. 60 นายวรานนท์ ปีติวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน รักษาการตำแหน่งอธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กล่าวถึงผลการเจรจานำเข้าแรงงานเวียดนาม เพื่อทดแทนความขาดแคลนแรงงานภาคบริการ ว่า การเดินทางไปเวียดนามเมื่อวันที่ 20-21 ก.พ. ที่ผ่านมา เป็นการไปเจรจาตามคำเชิญของทางการเวียดนาม มีการพูดคุยกับอธิบดีกรมการส่งเสริมคนงานไปทำงานต่างประเทศของเวียดนามว่า ไทยต้องการนำเข้าแรงงานภาคประมงและก่อสร้าง เพราะธุรกิจประมงไทยต้องใช้แรงงานประมงประมาณ 1.1 แสนคน ขณะนี้ ยังมีความขาดแคลนมาก ที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอ

ขณะที่ งานก่อสร้างภายใน 2 ปี ก็ต้องมีการใช้แรงงาน 1-2 แสนคน เป็นการไปเจรจาใน 2 อาชีพนี้เท่านั้น ซึ่งจะเป็นการนำเข้าตามเอ็มโอยู ส่วนที่ว่าจะนำเข้าแรงงานเวียดนาม เพื่อมาทำงานภาคบริการทั้งการโรงแรมและด้านท่องเที่ยว เพราะคนไทยหันไปทำอาชีพอิสระมากขึ้นจนขาดแคลนแรงงาน ขอยืนยันว่า ยังไม่มีการนำเข้าภาคบริการในขณะนี้แน่นอน

นายวรานนท์ กล่าวว่า นอกจากสองอาชีพที่เสนอตามความต้องการของไทย ทางเวียดนามยังอยากส่งแรงงานมาทำงานภาคอุตสาหกรรม งานบริการ และการท่องเที่ยว แต่ยังเป็นเรื่องของอนาคต เพราะไทยยังต้องการเพียงงานก่อสร้างและประมงเท่านั้น

ส่วนที่ห่วงว่าแรงงานเวียดนามที่นำเข้าจะลักลอบไปทำอาชีพอื่น เหมือนแรงงานเมียนมา กัมพูชา และลาว ที่ลักลอบไปทำอาชีพค้าขาย หรืออาชีพที่ไม่ได้รับอนุญาต มีการตรวจจับทุกวันอยู่แล้ว และจะตรวจเข้มต่อไป ถ้าผิดก็จับดำเนินคดี ส่งกลับประเทศต้นทาง คนเวียดนามมาเที่ยวไทยปีละ 9 แสนคน ส่วนหนึ่งอยู่เกินกำหนด ลักลอบทำงาน คาดว่าหลายหมื่นคน เจ้าหน้าที่เร่งปราบปรามจับกุมส่งกลับประเทศ เหมือนแรงงาน 3 สัญชาติ ที่ผ่อนผันให้ทำงานในประเทศ หากพบทำงานที่ไม่ได้อนุญาตก็ต้องจับ ให้ไปสู่ระบบที่ถูกต้อง หลังจากนี้ จะเข้ามาทำงานผ่านระบบเอ็มโอยูเท่านั้น ไม่มีการเปิดจดทะเบียนอีก แรงงานจะได้สิทธิคุ้มครองตามกฎหมาย แต่การให้สิทธิหรือการดูแลต่างๆ ทั้งที่อยู่อาศัย สาธารณสุข การศึกษา หรือเข้าระบบประกันสังคม อย่าไปมองว่าเป็นการอุ้มแรงงานต่างด้าว เพราะไทยยังจำเป็นต้องใช้คนกลุ่มนี้

“ปัญหาคนเวียดนามลักลอบทำงานในไทย จะได้รับการแก้ไข ต่อไปจะมีการนำเข้ามาตามระบบเอ็มโอยูเท่านั้น ส่วนที่ลักลอบก็ต้องจับดำเนินคดีส่งกลับไป เช่นเดียวกับแรงงาน เมียนมา กัมพูชา และลาว 1.3 ล้านคน ที่ยังอยู่ระหว่างพิสูจน์สัญชาติ ต่อไปคนที่ทำงานถูกต้อง ก็ต้องได้รับความคุ้มครอง ได้หลักประกันที่ดี เหมือนคนไทย โดยไม่เลือกปฏิบัติ อย่ามองว่าทำไมต้องไปแบกรับคนต่างด้าว เพราะเรายังจำเป็นต้องใช้ทำงาน ก็ต้องดูแลให้ชีวิตมีคุณภาพ ที่ผ่านมาปล่อยปละละเลยมามากแล้ว ต้องไม่ให้เป็นภาระสังคม ส่วนที่หวั่นว่าแรงงานประมงจะลอบขึ้นฝั่งไปทำงานอื่น นายจ้างต้องมีสิ่งดึงดูดใจให้อยู่ทำงาน มีสวัสดิการ ถ้าหายไปก็ต้องรีบแจ้ง อย่าเงียบเฉยแล้วไปหาคนใหม่มาทำงานแทน ปัญหามันจะไม่จบ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการศึกษาของกระทรวงแรงงาน ในหัวข้อทำอย่างไรให้แรงงานต่างด้าวได้รับสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมจากกองทุนประกันสังคม ระบุว่า มีแรงงานต่างด้าวในระบบเอ็มโอยู และผ่านการพิสูจน์สัญชาติกว่า 1.5 ล้านคน และอยู่ระหว่างรอการพิสูจน์สัญชาติเกือบ 1.2 ล้านคน

หากในปี 2560 จะมีแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ ได้สิทธิเข้าสู่ระบบประกันสังคม 2.6 ล้านคน มีการพยากรณ์ โดยตั้งสมมติฐานแรงงานต่างด้าวเข้าระบบ 3 ล้านคน จะได้สิทธิประโยชน์ 7 กรณีเท่าคนไทย มีการประมาณการจำนวนเงิน ที่ต้องจ่ายสิทธิประโยชน์ในปี 2560 จำนวน 32,280 ล้านบาท แบ่งเป็นสิทธิประโยชน์ 6 กรณี 1,680 ล้านบาท โดยบำเหน็จชราภาพ ต้องจ่ายก้อนใหญ่ที่สุด 21,600 ล้านบาท