‘พิชิต’ มอบนโยบายการท่าเรือ เร่งปั้นรายได้เชิงพาณิชย์เพิ่ม 4-5% ต่อปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ก.พ. 2560 17:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/864256


“พิชิต” มอบนโยบายด่วนการท่าเรือ ให้เพิ่มรายได้เชิงพาณิชย์มากขึ้นเป็น 4-5% ภายในปี 2565 หรือราว 2,800-3,000 ล้าน เล็งดันบริหารสินทรัพย์ท่าเรือ เข้ากองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ …

วันที่ 22 ก.พ. 60 นายพิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังประชุมมอบนโยบายให้ การท่าเรือแห่งประเทศไทย หรือ กทท. ว่า ได้ให้ กทท. เพิ่มรายได้จากการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากพบว่าการบริหารสินทรัพย์ของ การท่าเรือ ไม่เป็นไปตามเป้า ในขณะที่ กทท. มีสินทรัพย์มูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาท แต่กลับพบว่า ผลตอบแทนได้ไม่ถึง 2% หรือ มูลค่าไม่เกิน 700 ล้านบาทต่อปี ดังนั้นจึงให้นโยบายให้ กทท. เพิ่มผลตอบแทนในพื้นที่เชิงพาณิชย์เป็น 4-5% ภายในปี 2565 หรือประมาณ 2,800-3,000 ล้านบาท ซึ่งเป้าหมายดังกล่าว เพื่อให้มีผลตอบแทนเทียบเท่ากับองค์กรอื่นๆ เช่น กรมธนารักษ์ และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

นอกจากนั้น ในส่วนของการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันนั้น ตนมองว่า การท่าเรือสามารถเข้าร่วมด้วยได้ เนื่องจากการท่าเรือมีพื้นที่มีศักยภาพสามารถบริหารในเชิงพาณิชย์เพื่อสร้างรายได้ โดยพื้นที่ของการท่าเรือที่มีศักยภาพ สามารถนำมาบริหารจัดการเพิ่มมูลค่าในสินทรัพย์ ประกอบไปด้วย พื้นที่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา พื้นที่คลองเตย พื้นที่ในท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งพื้นที่ที่กล่าวถึง มีศักยภาพที่เพิ่มมูลค่าอย่างมาก โดยรูปแบบนอกจากเข้ากองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์แล้ว ยังสามารถที่จะนำมาบริหารจัดการในลักษณะของการร่วมทุนกับเอกชน ที่สนใจจะเข้ามาร่วมทุนและพัฒนา ซึ่งแนวทางนี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อหนี้สาธารณะ

นอกจากนั้น ให้องค์กรเน้นทำให้ กกท. มีความยั่งยืน โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารมากขึ้น เพื่อสอดคล้องกับยุคไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือ และบุคลากร ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ต้องดูแลให้ดี เพื่อให้เกิดผลดีต่อการเติบโตในระยะยาว เนื่องจากในปัจจุบัน การขนส่งสินค้าที่ท่าเรือให้บริการสามารถรองรับปริมาณตู้สินค้าได้ที่ 8 ล้านตู้ต่อปี และ มีการประเมินว่าในปี 2565 จะสามารถรองรับปริมาณตู้สินค้าได้ถึง 18 ล้านตู้ต่อปี และการขนส่งสินค้าผ่านตู้และถ้าเหลือก็จะเปลี่ยนรูปแบบสินค้าหนักแต่จะเป็นปริมาณสินค้าที่มีราคาสูงแต่มีน้ำหนักที่เบาลง ดังนั้น การท่าเรือต้องเตรียมพร้อมรองรับไว้

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 7.62 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,572.04 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ก.พ. 2560 17:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/864320


หุ้นไทย 22 ก.พ. ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 7.62 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,572.04 จุด มูลค่าซื้อขาย 44,893.08 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 22 ก.พ. 60 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดเพิ่มขึ้น 7.62 จุด เปลี่ยนแปลง +0.49% ดัชนีอยู่ที่ 1,572.04 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 44,893.08 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน).

 

กรุงไทย จัดติวเข้มด้านธุรกิจส่งออก SME เสริมแกร่งบุกตลาด CLMV

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ก.พ. 2560 17:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/864141


ธนาคารกรุงไทย จับมือกระทรวงพาณิชย์-อุตสาหกรรม จัดติวเข้มด้านธุรกิจส่งออกให้ลูกค้า-ผู้ประกอบการ SME รุ่นที่ 2 หวังบุกตลาด CLMV โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย พร้อมสิทธิ์เป็นสมาชิกกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้ร่วมออกบูธในงาน Thailand Industry Expo 2017 …

วันที่ 22 ก.พ. 60 นายปฏิเวช สันตะวานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานธุรกิจขนาดกลาง ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า จากที่ธนาคารได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม จัดหลักสูตร SMEs Genius Exporter รุ่นที่ 1 ตะลุยตลาดจีน โดยนำลูกค้าและผู้ประกอบการ SME ไปสำรวจตลาดสินค้าที่เมืองเซี่ยงไฮ้ และกวางโจว ปรากฏว่า ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ลูกค้าและผู้ประกอบการมีโอกาสเรียนรู้และขยายตลาดส่งออก

ในปีนี้ ธนาคารจึงได้จัดหลักสูตร SMEs Genius Exporter รุ่นที่ 2 โดยมุ่งตลาด CLMV เพราะเป็นตลาดการค้าที่สำคัญและได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก เพื่อพัฒนาศักยภาพในด้านต่างๆ ให้พร้อมแข่งขันในตลาดโลก

สำหรับคุณสมบัติของผู้เข้าอบรม ต้องเป็นนิติบุคคล เจ้าของธุรกิจ หรือทายาทที่มี Brand สินค้าของตนเอง จดทะเบียนธุรกิจไม่ต่ำกว่า 3 ปี มีประสบการณ์ด้านการส่งออกไม่น้อยกว่า 1 ปี โดยหลักอบรมสูตรเน้นให้สอดรับกับทิศทางตลาดการค้าของกลุ่มประเทศเป้าหมายในด้านต่างๆ เช่น กฎหมาย ภาษีการจัดตั้งกิจการ การผลิตเพื่อการส่งออกอย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารอัตราแลกเปลี่ยน กลยุทธ์การทำ Joint Venture อบรมทุกวันศุกร์-เสาร์ วันที่ 3 มีนาคม–1 เมษายน 2560 ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ รัชดาภิเษก โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าอบรม

นอกจากนี้ ผู้เข้ารับการอบรมจะได้เข้าร่วมสำรวจตลาดสินค้าในกลุ่มประเทศ CLMV รวมทั้งได้เป็นสมาชิกและเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และร่วมออกบูธแสดงสินค้า ในงาน Thailand Industry Expo 2017 ของกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมรับคำปรึกษาด้านเอกสารการค้าระหว่างประเทศและการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนจากผู้เชี่ยวชาญของธนาคาร รวมถึงเข้าร่วมงานสัมมนาและกิจกรรมต่างๆ ด้านการส่งออกของธนาคารด้วย

 

แจ้งเบี่ยงจราจร ทล.4 ซ่อมสะพานวังยาว-หนองหญ้าปล้อง พื้นที่ประจวบฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ก.พ. 2560 17:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/864275


กรมทางหลวง แจ้งเบี่ยงจราจร เพื่อดำเนินการซ่อมแซมสะพานวังยาวและสะพานหนองหญ้าปล้อง บนถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4) ในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่วันที่ 25 ก.พ.-1 มี.ค.นี้ หลังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม …

วันที่ 22 ก.พ. 60 นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า ตามที่เกิดน้ำท่วม และเกิดน้ำป่าไหลหลาก ในพื้นที่อำเภอทับสะแก และอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างวันที่ 8-13 มกราคม ที่ผ่านมา ทำให้สะพานวังยาว บนทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ช่วง กม.386+542 ได้รับความเสียหาย และกรมทางหลวงได้ดำเนินการทอดสะพานเบลีย์ เพื่อให้การจราจรผ่านชั่วคราวไปแล้วนั้น ในการนี้ ศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 3 (ปทุมธานี) และศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่ 4 (นครศรีธรรมราช) ได้เข้าดำเนินการรื้อสะพานเบลีย์และปรับปรุงโครงสร้างสะพาน

ในการนี้ จำเป็นต้องปิดการจราจรบนทางหลวงเป็นการชั่วคราว ประกอบด้วย ช่วงที่ 1 ดำเนินการซ่อมแซมสะพานหนองหญ้าปล้อง ในพื้นที่ ตำบลชัยเกษม อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทางหลวงหมายเลข 4 ตอน ห้วยยาง–บางสะพาน ระหว่าง กม.365+250-กม.366+000 (บริเวณจุดกลับรถบ้านหนองหญ้าปล้อง–บริเวณหน้า อบต.ชัยเกษม) ระยะทาง 750 เมตร โดยจะดำเนินการปิดการจราจรเพื่อทำการก่อสร้าง วันที่ 22–23 กุมภาพันธ์ 2560 ให้ใช้ทางเบี่ยง ด้านขวาทาง (ฝั่งขาขึ้นกรุงเทพฯ) และวันที่ 25 กุมภาพันธ์-1 มีนาคม 2560 ให้ใช้ทางเบี่ยง ด้านซ้ายทาง (ฝั่งขาล่องใต้)

ส่วนช่วงที่ 2 ดำเนินการซ่อมแซมสะพานวังยาว ในพื้นที่ ตำบลร่อนทอง อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และพื้นที่ตำบลทองมงคล อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทางหลวงหมายเลข 4 ตอน บางสะพาน–น้ำรอด ระหว่าง กม.386 + 300 –กม.387 + 250 (บริเวณจุดกลับรถหน้าหมวดทางหลวงบางสะพาน–บริเวณหน้านิคมสหกรณ์บางสะพาน) ระยะทาง 950 เมตร โดยจะดำเนินการปิดการจราจรเพี่อทำการก่อสร้าง วันที่ 22 กุมภาพันธ์-31 มีนาคม 2560 ให้ใช้ทางเบี่ยงด้านขวาทาง (ฝั่งขาขึ้นกรุงเทพฯ)

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนผู้ใช้ทาง โปรดใช้ความระมัดระวังในการใช้เส้นทางเพิ่มขึ้น เพื่อความสะดวกและปลอดภัย พร้อมปฏิบัติตามป้ายแนะนำที่กรมทางหลวงติดตั้ง โดยสามารถขอทราบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง)

 

พรุ่งนี้ตี5! ปตท.-บางจาก ลดเบนซิน 40 สต./ล. E85 ลง 20 สต. คงดีเซล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ก.พ. 2560 16:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/864291


ปตท.-บางจาก ปรับลดราคาขายปลีกกลุ่มน้ำมันเบนซิน 40 สต./ล. เว้น E85 ลด 20 สต./ล. ส่วนดีเซลคงเดิม มีผลพรุ่งนี้ (23 ก.พ.) เวลาตี 5 …

วันที่ 22 ก.พ. 60 มีรายงานว่า ปตท.-บางจาก ประกาศปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ 40 สตางค์/ลิตร เว้น E85 ลด 20 สตางค์/ลิตร ส่วนดีเซลคงเดิม มีผลพรุ่งนี้ (23 ก.พ. 60) เวลา 05.00 น. สำหรับราคาใหม่เป็นดังนี้

เบนซิน 95: 34.96 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95: 27.85 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91: 27.58 บาท/ลิตร E20: 25.34 บาท/ลิตร E85: 20.09 บาท/ลิตร ดีเซล 26.59 บาท/ลิตร ทั้งนี้ ราคาดังกล่าวยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด.

 

KTBST มองจีดีพีไทยปีนี้โต 3.2% ให้กรอบหุ้น 1,392-1,644 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ก.พ. 2560 14:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/863988


บล.เคทีบี ประเมินเศรษฐกิจไทยได้แรงหนุนจากภาครัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการฟื้นตัวจากภาคเกษตร-ธุรกิจภูมิภาค มองจีดีพีไทยปีนี้โต 3.2% ให้กรอบหุ้น 1,392-1,644 จุด

นายชาตรี โรจนอาภา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (KTBST) กล่าวว่า เศรษฐกิจและการลงทุนในปี 2560 มีทิศทางดี โดยไอเอ็มเอฟ คาดการณ์ว่าจีดีพีของโลกจะเติบโต 3.4% จาก 3.1% ในปี 2559 ซึ่งเศรษฐกิจในเอเชียยังคงเป็นแหล่งเติบโตหลัก

นอกจากนี้ สหรัฐฯที่ได้รับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนยุโรปตะวันออกได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจยุโรปจะชะลอตัวลงจากปีก่อนจากความเสี่ยงด้านการเมือง แต่ก็มีปัจจัยเสี่ยงที่น่าจับต้องจับตามองในปีนี้ ได้แก่ การดำเนินนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯ การเลือกตั้งในฝรั่งเศสและเยอรมนี ปัญหาหนี้สินภาคเอกชนและปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีน

หุ้นน่าสนใจกว่าสินทรัพย์อื่นๆ

นายชาตรี กล่าวอีกว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีนี้ คาดว่าจะยังสามารถฟื้นตัวได้ดีต่อเนื่องจาก 4 ปัจจัยหลัก คือ การฟื้นตัวของภาคการส่งออกไทย การฟื้นตัวของภาคการเกษตรและธุรกิจขนาดเล็กในต่างจังหวัด การลงทุนภาครัฐที่เพิ่มสูงขึ้นในโครงสร้างพื้นฐาน และการท่องเที่ยวที่ยังคงปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้มีการคาดการณ์ว่า จีดีพี ของไทยในปีนี้ จะเติบโตได้ที่ระดับ 3.2%

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยนี้ จะเป็นปีของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทย ประเมินผลประกอบการของบริษัทในตลาดจะฟื้นตัวกันถ้วนหน้า และจะเป็นปีที่ดีของตลาดหุ้นไทยอีกปีหนึ่ง หุ้นที่อิงกับภาวะเศรษฐกิจจะมีผลประกอบการที่ออกมาดีขึ้น รับอานิงสงส์จากการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างหนักตลอด 1 ปีที่ผ่านมา รวมถึงการลงทุนของภาครัฐฯ ที่จะเห็นเป็นรูปธรรมหลังเริ่มมีการประมูลงานมาตั้งแต่ปีก่อนหน้า

“ปี 2559 ผลการดำเนินงานมีการขยายตัวในบางกลุ่ม อาทิ กลุ่มพลังงาน-ปิโตรเคมี กลุ่มขนส่งและกลุ่มพาณิชย์ แต่ในปี 2560 จะมีการขยายตัวในหุ้นเกือบทุกกลุ่ม ซึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ที่คาดว่าจะดีขึ้น แต่การเติบโตจะไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับปี 2559 ที่ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมัน ที่ปรับตัวสูงขึ้น จึงเกิดผลกำไรจากสินค้าใน Stock และบางอุตสาหกรรม ได้ปัจจัยบวกเฉพาะตัว”

นายชาตรี กล่าวว่า เราประเมินกำไรของตลาดหุ้นไทยปีนี้ อยู่ที่ 8.87 แสนล้านบาท ขยายตัว 5% ชะลอลงจากปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ 29% โดยเป้าหมายของ SET Index ของปีนี้อยู่ที่ 1,644 จุด บนสมมติฐานกำไรที่ 5% โดยใช้ค่า P/E สูงสุดที่ 18 เท่า ขณะที่กรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีอยู่ที่ 1,392-1,644 จุด

สำหรับพอร์ตการเรายังคงแนะนำการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และจีน ยังน่าสนใจจากเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้น สำหรับนักลงทุนรับความเสี่ยงได้ต่ำแนะนำลงทุนในตราสารหนี้ภาคบาลที่มีอายุไม่เกิน 3 ปี และกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกอื่น เช่น ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือ รีท (REIT) ในประเทศไทย เป็นต้น

 

ออมสิน-ธกส.ปล่อยสินเชื่อคนรายได้น้อย กู้ไม่เกิน 5 หมื่น ใช้คนค้ำดอกถูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ก.พ. 2560 12:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/863892


ธนาคารออมสิน-ธ.ก.ส. รับลูกมติครม. ปล่อยกู้ผู้มีรายได้น้อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉิน เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียน เสนอกู้ไม่เกิน 5 หมื่นต่อราย ใช้คนค้ำ 1 คน ชูอัตราดอกเบี้ยคงที่ไม่เกินร้อยละ 0.85 ต่อเดือน

เมื่อวันที่ 22 ก.พ.60 นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เมื่อวันที่ 21 ก.พ.60 ที่ผ่านมาครม.มีมติเห็นชอบให้ธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินโครงการสินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉิน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการแก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย และเกษตรกรรายย่อยที่ไม่สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์สินเชื่อของธนาคารได้ แต่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายเงินฉุกเฉิน เช่น ค่ารักษาพยาบาล และค่าเล่าเรียน เป็นต้น

ทั้งนี้โครงการสินเชื่อดังกล่าวจะช่วยให้กลุ่มประชาชนผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ในกรณีมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินเร่งด่วน โดยไม่ต้องไปใช้บริการสินเชื่อนอกระบบ ซึ่งสรุปหลักเกณฑ์ได้ดังนี้

1.เพื่อให้สินเชื่อแก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรรายย่อยที่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายเงินฉุกเฉิน เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนภายในครอบครัว โดยต้องไม่เป็นการ Refinance หนี้ในระบบ

2. วงเงินสินเชื่อรวมไม่เกิน 10,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นวงเงินสินเชื่อธนาคารออมสินไม่เกิน 5,000 ล้านบาท และ ธ.ก.ส. ไม่เกิน 5,000 ล้านบาท

3. วงเงินให้สินเชื่อต่อรายไม่เกิน 50,000 บาท

4. กลุ่มเป้าหมายได้แก่ ประชาชนที่มีการประกอบอาชีพ และ/หรือเกษตรกรที่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายเงินฉุกเฉิน

5. ระยะเวลาการยื่นขอสินเชื่อภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ดำเนินโครงการ

6. ระยะเวลาการให้กู้ยืมไม่เกิน 5 ปี

7. อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate) ไม่เกินร้อยละ 0.85 ต่อเดือน

8. ต้องมีบุคคลค้ำประกันอย่างน้อย 1 คน และ/หรือมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

9. โดยหลักเกณฑ์ในการปล่อยสินเชื่อ จะพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้จากรายได้และค่าใช้จ่ายรวมของบุคคลในครอบครัวเป็นหลัก โดยสามารถตรวจสอบประวัติการชำระหนี้จากเครดิตบูโรได้ แต่จะไม่นำมาเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาสินเชื่อ

10.วงเงินงบประมาณที่รัฐบาลชดเชยสูงสุดไม่เกิน 4,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นวงเงินชดเชยให้กับธนาคารออมสินไม่เกิน 2,000 ล้านบาท และ ธ.ก.ส. ไม่เกิน 2,000 ล้านบาท

 

ทำความรู้จักประโยชน์-ข้อควรระวัง ในธุรกิจ ‘อี-มันนี่’ เทรนด์นี้มาแรง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ก.พ. 2560 11:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/863373


ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา มีกระแสข่าวร้อนเกิดขึ้น เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แจ้งความดำเนินคดี บริษัท เพย์ออล กรุ๊ป จำกัด ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือภายใต้ชื่อ “PayAll” ซึ่งมีชื่อของดารานักแสดงชื่อดังอย่าง “ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์” เป็นประธานบริษัท หลังพบว่าให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อี–มันนี่) โดยไม่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งถ้าประชาชนมาใช้บริการจำนวนมาก อาจจะเกิดความเสียหายขึ้น (ธปท.แจ้งเอาผิด PayAll ของ ฟิล์ม รัฐภูมิ ทำ อี–มันนี่ ไม่ได้รับอนุญาต)

ธปท. แจ้งความดำเนินคดี บริษัท เพย์ออล กรุ๊ป จำกัด หลังพบว่าให้บริการ อี–มันนี่ โดยไม่ได้รับอนุญาต

ล่าสุด ฟิล์ม รัฐภูมิ ได้อัดคลิปชี้แจงเรื่องดังกล่าว พร้อมยอมรับผิด และจะดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. เตรียมเรียกผู้ประกอบการ บริษัท เพย์ออล มาดำเนินคดีเสียค่าปรับ หลังพบว่า บริษัทดังกล่าวได้ดำเนินธุรกิจผิดจากแผนที่แจ้งไว้ จึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พุทธศักราช 2545 โดยเป็นการเปรียบเทียบปรับ ฟิล์ม รัฐภูมิ และกรรมการของบริหารบริษัท คนละ 300,000 บาท และเปรียบเทียบปรับบริษัทในฐานะนิติบุคคล รวมเป็นวงเงิน 1.8 ล้านบาท

สำหรับ เงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ Electronic Money หรือ e-Money ที่กำลังตกเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ ทำความเข้าใจง่ายๆ มันก็คือ มูลค่าเงินที่บันทึกอยู่ในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (เช่น ชิพคอมพิวเตอร์ในบัตรพลาสติก เครือข่ายโทรศัพท์มือถือ หรือเครือข่ายอินเทอร์เน็ต) ซึ่งผู้ใช้บริการได้ชำระเงินล่วงหน้าแก่ผู้ให้บริการ e-Money และสามารถใช้ชำระค่าสินค้าบริการได้ตามร้านค้าที่รับชำระ ทำให้มีความสะดวกรวดเร็ว ไม่ต้องพกเงินสดให้ยุ่งยาก และไม่ต้องเสียเวลารอเงินทอนนั่นเอง

ผู้ใช้บริการสามารถเลือกเติมเงินผ่านช่องทางต่างๆ ได้ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ e-Money แต่ละราย อาทิ เติมเงินกับร้านค้าที่มีสัญลักษณ์เติมเงิน ทำรายการผ่านตู้ ATM หรือผ่านเว็บไซต์ของผู้ให้บริการ รวมถึงผ่านระบบเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ หรือบัญชีธนาคารหรือบัตรเครดิตที่ได้ผูกบัญชีไว้

จากนั้นผู้ให้บริการ e-Money จะบันทึก มูลค่าของเงินที่เติมลงในบัตร ระบบเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ หรือระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต แล้วแจ้งให้ผู้ใช้บริการรับทราบจากใบเสร็จรับเงิน ข้อความ SMS บนโทรศัพท์มือถือ หรือ e-mail แล้วแต่กรณี

ในปัจจุบันนี้ เรามีการใช้เงินอิเล็กทรอนิกส์ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น บัตรโดยสารรถไฟฟ้า บัตรซื้ออาหารในศูนย์อาหาร บัตรเติมเงินโทรศัพท์มือถือ บัตรเติมเงินซื้อชั่วโมงอินเทอร์เน็ต บัตรชมภาพยนตร์ กระเป๋าเงินบนโทรศัพท์มือถือ บัญชีเงินสดบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสำหรับการช็อปปิ้งออนไลน์ เป็นต้น

แต่รู้หรือไม่ว่า? การจะเปิดให้บริการ e-Money ได้จำเป็นต้องขออนุญาตจากทางแบงก์ชาติ เพื่อประกอบธุรกิจบริการ และบริษัทที่จะได้ใบอนุญาตนั้น ต้องมีคุณสมบัติ และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ตามกำหนด เช่น มีทุนจดทะเบียนตามกำหนด มีสภาพคล่องทางการเงิน มีการเก็บรักษาเงินที่เติมเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ โดยฝากไว้ที่สถาบันการเงินและแยกบัญชีไว้ต่างหาก และการรักษาความลับของลูกค้า พร้อมทั้งคืนเงินให้ลูกค้าภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

บัญชี ก ใช้ซื้อสินค้าหรือรับบริการเฉพาะอย่างตามรายการที่กำหนดไว้ล่วงหน้าจากผู้ขายสินค้าหรือให้บริการเพียงรายเดียว ยกเว้น ใช้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้บริโภคโดยไม่ได้แสวงหากำไรจากการออกบัตร เช่น บัตรศูนย์อาหาร บัตรโดยสารสาธารณะ บัตรโทรศัพท์สาธารณะ หรือบัตรชำระค่าผ่านทางสาธารณะ ซึ่งปัจจุบัน มีบริษัท พีทีที ไอซีที โซลูชั่นส์ จำกัด บริษัทย่อยของกลุ่ม ปตท. เป็นผู้ได้รับอนุญาตบัญชี ก เพียงรายเดียว

บัญชี ข เป็นบริการ ใช้ซื้อสินค้า หรือบริการ จากผู้ขายหลายรายภายใต้ระบบการจัดจำหน่ายและบริการเดียวกัน หรือกิจการในเครือ เช่น ธุรกิจแฟรนไชส์ปั๊มน้ำมันระบบขนส่งมวลชนศูนย์การค้า ปัจจุบัน มีผู้ขอใบอนุญาต 7 ราย ประกอบก้วย บริษัท จีพีซีเอ็ม กรุ๊ป จำกัด บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด และบริษัท ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน จำกัด (มหาชน)

บัญชี ค เป็นบริการ ใช้ซื้อสินค้าหรือบริการ จากผู้ขายหลายราย โดยไม่จำกัดสถานที่ มี 22 ราย แบ่งเป็นกลุ่มธนาคารประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารทหารไทย ธนาคารทิสโก้ ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย)

ส่วนบริษัทที่ไม่ได้เป็นสถาบันการเงิน แต่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการดังกล่าวได้แก่ บริษัท ทรู มันนี่ บริษัท ทีทูพี บริษัท ทูซีทูพี พลัส (ประเทศไทย) บริษัท ไทยสมาร์ทคาร์ด บริษัท บางกอก สมาร์ทการ์ด ซิสเทม บริษัท เพย์สบาย บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส บริษัท แรบบิท-ไลน์ เพย์ บริษัท เอ็มโอแอล เพย์เมนท์ บริษัท แอดวานซ์ เมจิคการ์ด บริษัท แอดวานซ์ เอ็มเปย์ บริษัท แอร์เพย์ (ประเทศไทย) บริษัท ไอพี เพย์เมนท์ โซลูชั่น และ บริษัท เฮลโลเพย์

แต่ในความสะดวกสบายก็ย่อมมีข้อควรระวัง สุดท้ายนี้ ขอฝากคุณผู้อ่านไว้อย่างแรก คือการเก็บรักษาบัตร e-Money รวมถึงการรักษาข้อมูลสำคัญบนโทรศัพท์มือถือ และที่สำคัญควรศึกษาเงื่อนไขในการใช้บริการก่อนตัดสินใจเลือกใช้บริการจากผู้ให้บริการแต่ละรายด้วยนะคะ

 

เพย์ออลโดนอีก! สคบ. เตรียมเรียก ‘ฟิล์ม-กรรมการ’ เปรียบเทียบปรับ 1.8 ล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ก.พ. 2560 11:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/863824


สคบ. เตรียมเรียก “ฟิล์ม รัฐภูมิ” และกรรมการ เข้าเปรียบเทียบปรับรวมเป็นวงเงิน 1.8 ล้านบาท หลังพบธุรกิจเพย์ออล ไม่เป็นไปตามแผนที่แจ้งไว้ตาม พ.ร.บ.ขายตรงฯ …

วันที่ 22 ก.พ. 60 พลตำรวจตรีประสิทธิ์ เฉลิมวุฒิศักดิ์ เลขาธิการ สคบ. เปิดเผยถึงกรณีธนาคารแห่งประเทศไทย เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับบริษัท เพย์ออล กรุ๊ป จำกัด ในข้อหาประกอบธุรกิจให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-มันนี่ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางการ ซึ่งเป็นบริษัทที่มี นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือฟิล์ม ดาราชื่อดังเป็นประธานกรรมการ ซึ่งล่าสุด สคบ. ได้ตรวจพบว่า บริษัทดังกล่าวได้จดทะเบียนเป็นบริษัทขายตรงไว้กับ สคบ. ซึ่งมีการตรวจสอบข้อมูลในเชิงลึก และพบว่า บริษัทดังกล่าวได้ดำเนินธุรกิจผิดจากแผนที่แจ้งไว้ จึงถูกดำเนินคดี มีความผิดตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พุทธศักราช 2545

พลตำรวจตรีประสิทธิ์ กล่าวอีกว่า เมื่อวานนี้ (21 ก.พ.) นายรัฐภูมิ และกรรมการของบริหารบริษัท รวม 5 คน ได้เดินทางมาพบเจ้าหน้าที่ ทั้งหมดให้การรับสารภาพ จึงบันทึกไว้เป็นหลักฐาน และจะมีการเปรียบเทียบปรับภายในวันนี้ โดยเป็นการเปรียบเทียบปรับคนละ 300,000 บาท และเปรียบเทียบปรับบริษัทในฐานะนิติบุคคล รวมเป็นวงเงิน 1.8 ล้านบาท โดยหลังจากนี้บริษัทเพย์ออล กรุ๊ป จำกัด จะต้องปรับปรุงแผนตามที่แจ้งไว้กับ สคบ. จึงจะสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

ในส่วน สคบ. ที่ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบธุรกิจขายตรงว่าเข้าข่ายการดำเนินธุรกิจแชร์ลูกโซ่หรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบการแล้วกว่า 10 บริษัท และยังไม่พบการกระทำความผิดในลักษณะแชร์ลูกโซ่ ส่วนธุรกิจอี-มันนี่ ไม่ได้เป็นความรับผิดชอบโดยตรงของ สคบ. แต่เป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่หากประชาชนไปใช้บริการและไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็สามารถร้องเรียนมาที่ สคบ. เพื่อทำการติดต่อประสานงานต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ธปท.แจ้งเอาผิด PayAll ของ ฟิล์ม รัฐภูมิ ทำ อี–มันนี่ ไม่ได้รับอนุญาต

 

ทองเปิดตลาดขึ้น 50 รูปพรรณขายบาทละ 21,000

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ก.พ. 2560 09:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/863753


ราคาทองวันที่ 22 ก.พ. เปิดตลาดขึ้น 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,400 ขายออกบาทละ 20,500 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 ขายออกบาทละ 21,000 บาท…

เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 60 สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.27 น. ปรับเพิ่มขึ้น 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,400.00 บาท ขายออกบาทละ 20,500.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 บาท ขายออกบาทละ 21,000.00 บาท.