กลุ่มทุนย้ายฐานการผลิตออกจากไทย-จีน มุ่งหน้า CLMV แทน เหตุค่าแรงยังถูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ก.พ. 2560 07:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/863696


บลจ.กรุงไทย มองกลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม เนื้อหอมหลังกลุ่มทุนย้ายฐานการผลิตจากไทยและจีน มุ่งหน้า CLMV แทนขณะที่การส่งออก การท่องเที่ยว และการบริโภคภายในประเทศมีสูง คาดอีก 5 ปี GDP Growth โตเกิน 6%

นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม มีอัตราการเติบโตที่โดดเด่น โดยเฉพาะ 5-8 ปีที่ผ่านมา GDP Growth เติบโตต่อเนื่อง ซึ่งเรามองว่าในอนาคตจะมีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้ามาในกลุ่มภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตจากจีนและไทย ที่มีค่าแรงเฉลี่ยแพงกว่าเท่าตัว ในด้านการส่งออก การท่องเที่ยว และการบริโภคภายในประเทศ ก็พบว่ามีอัตราการเติบโตที่ดี รวมทั้งได้รับแรงหนุนจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลอีกด้วย

“CLMV มีอัตราการเติบโตที่โดดเด่นในภูมิภาค GDP Growth ในปี 2011-2015 เฉลี่ยประมาณ 7% จากการเป็นฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติ การส่งออก การท่องเที่ยว และการบริโภคภายในประเทศที่ยังสามารถขยายตัวได้อีกมาก ซึ่ง IMF คาดว่า กลุ่มประเทศ CLMV มีโอกาสที่จะเติบโตได้เกินกว่า 6% ไปในอีกระยะ 5 ปีข้างหน้า”

นอกจากนี้กลุ่มประเทศ CLMV ยังเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในระดับสูง ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นอกจากนี้ประชากรวัยหนุ่มสาวก็มีจำนวนมาก และเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อมากส่งผลให้กลุ่มประเทศ CLMV เข้ามามีบทบาทบนเวทีการค้าโลกมากขึ้น

นางชวินดา กล่าวอีกว่า เรามองว่าตลาดหุ้นเวียดนามก็ยังมีความน่าสนใจ เนื่องจากมูลค่าตามราคาตลาด (Market cap) ต่อ GDP ของตลาดหุ้นเวียดนามยังอยู่ในระดับต่ำเทียบเท่ากับตลาดหุ้นไทย เมื่อ 18 ปีที่แล้ว ขนาดของตลาดทุนมีแนวโน้มขยายตัวตามปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การขยายเพดานสัดส่วนการถือครองนักลงทุนต่างชาติ และความสนใจของนักลงทุนต่างชาติในการเข้ามาลงทุนในตลาดเกิดใหม่ที่ยังมีโอกาสเติบโตสูง

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 22-27 ก.พ.60 บริษัทเปิดจำหน่ายกองทุนเปิดกรุงไทย หุ้น ซีแอลเอ็มวีที (KT-CLMVT) มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท เงินลงทุนขั้นต่ำ 1,000 บาท ซึ่งเป็นกองทุนแรกในประเทศไทย ที่เข้าไปลงทุนในหุ้นแบบรายตัวในกลุ่มประเทศ CLMV กองทุนนี้ มีนโยบายลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งประกอบไปด้วย ประเทศสมาชิกใหม่ของอาเซียน ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม รวมทั้งลงทุนหุ้นในประเทศอื่นๆ ที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจอีกด้วย

 

ลุ้นอีกเฮือกปลดธงแดงไอเคโอ หวัง พ.ร.บ.การบินใหม่หนุนผ่านมาตรฐานการบิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.พ. 2560 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/863637


ลุ้นอีกรอบ!! ปลดธงแดงไอเคโอ หลัง ครม.เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การบินพลเรือน หลังไม่เคยยกร่างใหม่มา 60 ปี ด้าน กพท.ระบุปรับแก้ไขข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัยทางด้านการบิน หรือ ssc ใกล้เสร็จ เชื่อรับไอเคโอขอตรวจสนามบินสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง 13-21 ก.ค.นี้ได้

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ครม.ได้มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การบินพลเรือน (พ.ศ. …) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปแก้ไขกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาวทางด้านการบินของประเทศ โดยกระทรวงคมนาคมได้มีการปฏิรูปกฎหมายด้านการบินด้วยการยกร่างกฎหมายใหม่ มาเป็น พ.ร.บ.การบินพลเรือนแทน จากเดิมประเทศไทยใช้ พ.ร.บ.การเดินอากาศ 2497

นอกจากนั้น ทางกระทรวงคมนาคมยังได้มีการปฏิรูปองค์กรด้านการบินใหม่ด้วยการตั้งสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ กพท. และกรมท่าอากาศยาน เพื่อแยกอำนาจควบคุมและบริหารจัดการออกจากกัน เพื่อนำไปสู่การปลดล็อกธงแดง ซึ่งตามขั้นตอนหลังจากนี้เมื่อ ครม.เห็นชอบ พ.ร.บ.การบินพลเรือน ก็จะเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช.พิจารณาเห็นชอบต่อไป

นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ กพท. กล่าวว่า กฎหมายการบินพลเรือนที่มีการยกร่างใหม่นี้ เป็นการยกร่างใหม่จากที่ไม่มีการยกร่างมานานกว่า 60 ปี สาระสำคัญของการยกร่างกฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจคณะกรรมการการบินเรือนแห่งประเทศไทยมากขึ้น เช่น จากเดิมอำนาจในการออกใบอนุญาตประกอบการกิจการค้าขายการเดินอากาศ (เอโอแอล) จะอยู่ที่ รมว.คมนาคม เปลี่ยนอำนาจการให้อนุญาตมาเป็นคณะกรรมการ กบร.ทั้งชุด นอกจากนั้น ยังมีการแยกอำนาจการกำกับดูแลมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่จะครอบคลุมทั้งเรื่องเครื่องบิน บุคลากร สนามบิน โดยกำหนดให้การบังคับใช้กฎหมาย การค้นหาอากาศยานที่ประสบภัย อำนาจในการควบคุมทั้งหมดจะมาอยู่ที่ กพท. ซึ่งการยกร่างกฎหมายครั้งนี้จะทำให้ต่อไปไม่ต้องแก้ไขกฎหมายอีก แต่อาศัยการออกกฎหมายลูกเป็นหลักแทน

นายจุฬากล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัยทางด้านการบิน หรือ ssc ตามข้อแนะนำขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ไอเคโอ เพื่อปลดธงแดงมาตรฐานการบินนั้น ได้มีการแก้ไขอย่างต่อเนื่องจาก 33 ข้อ โดยตอนนี้แก้ไขไปแล้วกว่า 75% โดยตั้งเป้าหมายว่าจะแก้ไขให้แล้วเสร็จ 100% ก่อนเดือน มิ.ย.60 นี้ และล่าสุดขณะนี้ได้รับหนังสือจากไอเคโอ ว่าจะเข้ามาตรวจสอบการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือน หรือ ยูแซพ (Universal Security Audit Progra-mme-USAP) มาตรฐานความปลอดภัยสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง ในวันที่ 13-21 กรกฎาคม 60 นี้

“การดำเนินการแก้ไขปัญหาที่มีนัยความปลอดภัยด้านการบิน จะทำควบคู่ไปกับการยื่นเรื่องให้สำนักงานบริหารการบินแห่งสหรัฐ-อเมริกา (FAA) เข้ามาตรวจสอบมาตรฐานการบิน เพื่อรับทราบความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาการบินให้สอดรับกับแผนการเลื่อนชั้นมาตรฐานของไทยขึ้นสู่ CAT1 (Category 1) ขณะเดียวกัน ในวันที่ 27 ก.พ.60 นี้ กทพ.จะมีการประชุมเพื่อออกใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ (AOC) ใหม่ โดยสายการบินที่คาดว่าจะได้ re-AOC สายการบินแรกคือ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ส่วนสายการบินที่คาดว่าจะได้ต่อไป คือ สายการบินไทยแอร์เอเชีย และสายการบินไทย สาเหตุที่การบินไทย re- AOC ช้ากว่าเนื่องจากมีเครื่องบิน เครื่องยนต์มากรุ่น จึงทำให้การตรวจสอบหลายขั้นตอนและหลายครั้ง”

วันเดียวกัน นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้การบินไทยดูแลเรื่องการพัฒนาศูนย์ซ่อมอากาศยานในสนามบินอู่ตะเภา ปัจจุบันการบินไทยกำลังจะทำข้อตกลงร่วมการร่วมทุนแบบพีพีพี ซึ่งสามารถทำได้เลยเนื่องจากการบินไทยมีศูนย์ซ่อมอยู่แล้ว คาดว่าจะใช้เวลา 1 ปีก่อนได้ตัวเอกชนและลงนามสัญญา เพราะการบินไทยมีรายละเอียดรายชื่อสายการบินที่ให้ความสนใจร่วมทุนและเป็นลูกค้าศูนย์ซ่อมอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ปลายปี 61 จะเริ่มเห็นการเปิดศูนย์ซ่อมเครื่องบินเบื้องต้นระหว่างการบินไทยและบริษัทคู่ค้าก่อนจะเปิดให้บริการศูนย์ซ่อมเต็มรูปแบบเพื่อรองรับสายการบินทั่วโลกได้ในปี 63 ตามแผนของการบินไทยที่จะร่วมกับพันธมิตรบริษัทผลิตเครื่องบินรายใหญ่อย่างโบอิ้งและแอร์บัส เพื่อรองรับการซ่อมเครื่องบินขนาดใหญ่ทั่วโลก นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนอากาศยานที่สำคัญของภูมิภาครองรับการผลิต Tier 3 และ Tier 4 อะไหล่ที่ต้องเปลี่ยนบ่อย อาทิ ผ้าเบรก ลูกสูบและยาง เป็นต้น เพื่อต่อยอดศักยภาพประเทศ สอดรับกับโอกาสเติบโตของตลาดการบินในอีก 10 ปีข้างหน้า.

 

ครม.ไฟเขียวสินเชื่อรายย่อยหมื่นล้าน ปล่อยกู้คนจนหวังลดปัญหาหนี้นอกระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.พ. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/863636


นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ โครงการสินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉิน ตามที่กระทรวงการคลังเสนอวงเงินสินเชื่อรวม 10,000 ล้านบาท ดำเนินการโดยธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปล่อยสินเชื่อแห่งละ 5,000 ล้านบาท โดยจะให้สินเชื่อแก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรรายย่อยที่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายฉุกเฉิน เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนภายในครอบครัว โดยต้องไม่เป็นการรีไฟแนนซ์หนี้เดิมในระบบ ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาหนี้นอกระบบตามนโยบายของรัฐบาลด้วย “จะจัดสินเชื่อให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและเกษตรรายย่อยไม่เกินรายละ 50,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 0.85% ต่อเดือน หรือ 10% ต่อปี ระยะเวลากู้ยืมไม่เกิน 5 ปี สามารถยื่นกู้ได้ตั้งแต่ 21 ก.พ.60 เป็นระยะเวลา 1 ปี การค้ำประกันต้องมีบุคคลค้ำประกัน 1 คน หรือมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งเกณฑ์การให้สินเชื่อจะพิจารณาจากความสามารถในการชำระหนี้จากรายได้และค่าใช้จ่ายรวมของบุคคลในครอบครัวเป็นหลัก”

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส.ได้จัดตั้งหน่วยธุรกิจตามมติ ครม.เพื่อรับผิดชอบภารกิจด้านการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบเป็นการเฉพาะแล้ว แต่ก็ยังพบประชาชนผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อของธนาคารได้ จึงเสนอโครงการดังกล่าว เพื่อไม่ให้ประชาชนไปกู้นอกระบบ.

 

แจงปรับสูตรค่าเช่า “สุวรรณภูมิ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.พ. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/863632


นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยการหารือกับนายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (เอโอที) หรือ ทอท. เรื่องการเช่าพื้นที่ราชพัสดุพื้นที่สนามสุวรรณภูมิว่า เอโอทีขอเวลาการคำนวณค่าเช่าที่เพิ่มขึ้น กรณีกรมธนารักษ์ปรับสูตรการคำนวณค่าเช่าใหม่จากคิดค่าเช่าแบบการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) ในอัตรา 5% ของส่วนแบ่งรายได้ หรือปีละ 1,500 ล้านบาท เป็นการเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ ซึ่งเอโอทีจะไปสำรวจว่ามีการนำไปใช้ผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ (Non-AERO) เท่าไร และจะคิดในอัตรา 3% ของผลตอบแทนทรัพย์สิน หรืออาร์โอเอ โดยประเด็นนี้จะต้องจบเร็วเพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อประชาชนและราคาหุ้นเอโอที และกรมฯจะไม่เพิ่มค่าเช่าจาก 5% เป็น6-7% ตามข่าว เพราะค่าเช่าที่สูงจะกระทบต่อประชาชนมากเกินไป

นายนิตินัยกล่าวว่า กรมธนารักษ์จะเปลี่ยนสูตรในการคำนวณค่าเช่าใช้พื้นที่ราชพัสดุในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแบบการจ่ายส่วนแบ่งรายได้เป็นอาร์โอเอ เฉพาะการใช้พื้นที่เชิงพาณิชย์เท่านั้น ทำให้บริษัทไม่กังวลในการปรับขึ้นค่าเช่าที่จะกระทบกับผู้โดยสาร โดยไตรมาส 3 ของปีนี้ เอโอทียังคงจ่ายค่าเช่าพื้นที่ราชพัสดุของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แบบ Revenue Sharing ที่ 5%.

 

คลังเปิดตัว “พิโกไฟแนนซ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.พ. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/863629


นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า วันที่ 27 ก.พ.นี้ กระทรวงการคลังจะจัดการใหญ่เพื่อเปิดตัวผู้ได้รับใบอนุญาตปล่อยเงินกู้นอกระบบ พิโก ไฟแนนซ์ (Pico Finance) หรือสินเชื่อรายจิ๋ว วงเงินกู้ไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 36% ต่อปี เพื่อแข่งกับเงินกู้นอกระบบที่คิดอัตราดอกเบี้ย 20-30% ต่อเดือน ซึ่งขณะนี้ สศค.ได้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่ลงทะเบียนจากทั้งหมด 82 รายล่าสุด สามารถออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการแล้ว 1 ราย และยังมีอีก 11 ราย อยู่ระหว่างการรอเอกสารเพิ่มเติมซึ่งหากส่งเอกสารได้ครบตามที่ต้องการ คาดว่า สศค.จะออกใบอนุญาตได้ทั้งหมด

ทั้งนี้จะเชิญผู้ประกอบการทั้ง 12 ราย ขึ้นรับใบอนุญาตจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายสมติด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง โดยวัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง พิโก ไฟแนนซ์ เพื่อต้องการแก้ไขหนี้นอกระบบที่คิดอัตราดอกเบี้ยสูง โดย สศค.ตั้งความหวังว่าจะมีผู้ให้บริการ พิโก ไฟแนนซ์ ทุกจังหวัดทั่วประเทศ และจังหวัดที่มีขนาดใหญ่ จำนวนประชากรมากๆ น่าจะมีผู้ประกอบการหลายราย เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น เป็นต้น โดยแต่ละรายจะสามารถปล่อยเงินกู้ได้เฉพาะในจังหวัดของตัวเองเท่านั้น

ส่วนการเปิดลงทะเบียนโครงการเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ หรือลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยในปีนี้ จะเปิดลงทะเบียนในวันที่ 3 เม.ย. และสิ้นสุดวันที่ 15 พ.ค.2560 โดยผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี สามารถลงทะเบียนผ่านธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารกรุงไทย กรุงเทพมหานคร และกรมบัญชีกลาง.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดทำนิวไฮ จากแรงหนุนกลุ่มค้าปลีก-พลังงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ก.พ. 2560 06:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/863684


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ทั้ง 3 ตัวทำนิวไฮใหม่เป็นครั้งที่ 7 ในรอบ 8 วัน เมื่อวันอังคาร โดยได้แรงหนุนจากหุ้นบริษัทในกลุ่มค้าปลีก และกลุ่มพลังงาน…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 21 ก.พ. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 118.95 จุด หรือ 0.58% ปิดที่ 20743.00 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 14.22 จุด หรือ 0.60% ปิดที่ 2365.38 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 27.37 จุด หรือ 0.47% ปิดที่ 5865.95 จุด

นายแจ็ค แอบลิน หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของธนาคาร บีเอ็มโอ ระบุว่า การทำนิวไฮครั้งล่าสุดสะท้อนให้เห็น การซื้ออย่างตื่นตระหนก ที่ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะนักลงทุนไม่อยากพลาดช่วงที่สูงที่สุด

ปัจจัยหนุนตลาดยังคนเป็นความคาดหวังในนโยบายลดภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน ที่หนุนหุ้นของบริษัทกลุ่มพลังงาน ส่วนหุ้นของบริษัทกลุ่มผู้ค้าปลีกเพิ่มขึ้นหลังหุ้น วอล-มาร์ท เพิ่มขึ้น 3.0% หลังเผยว่ายอดขายในร้านค้าช่วงไตรมาส 4 เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยอดขายของธุรกิจอิเล็กทรอนิกก็เพิ่มขึ้นด้วย

 

คนงานฝันเป็นวินมอเตอร์ไซค์ จบใหม่เตะฝุ่น-ก่อสร้างหาคนทำงานไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.พ. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/863628


วิกฤติแรงงานรอวันระเบิด เด็กจบใหม่ มี.ค.-เม.ย. 5.5 แสนคน เหนื่อยแน่ ปริญญาตรีมีโอกาสตกงานสะสมสูงที่สุด นายจ้างเผยคนงานก่อสร้างฝันเป็นวินมอเตอร์ไซค์ บางคนไปค้าขายออนไลน์ ด้านตลาดแรงงานไร้ทักษะยิ่งลงเหว ลาว เขมร เมียนมาเตรียมขึ้นค่าแรง เรียกคนกลับไปพัฒนาบ้านตัวเอง

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างการค้าและอุตสาหกรรม ไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มอัตราการว่างงานของประเทศไทยในเดือน มี.ค.-เม.ย.นี้ คาดว่าจะสูงขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากจำนวนนักศึกษาที่จบการศึกษาใหม่ในเดือน มี.ค.นี้ ทั้งวุฒิปริญญาตรี ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จะเข้ามาสู่ตลาดแรงงานอีกประมาณ 550,000 คน จากล่าสุดสำนักงานสถิติแห่งชาติได้รายงานตัวเลขภาวะการว่างงานเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ 440,000 คน ทำให้คาดว่านักศึกษาที่จะจบใหม่ในเดือน มี.ค.นี้จะมีอัตราการหางานทำไม่ได้เป็นจำนวนมาก และเกิดการสะสมของแรงงาน ที่ยังตกงานค้างมาจากเดือน ม.ค.เพิ่มขึ้นอีกจำนวนหนึ่ง โดยนักศึกษาที่มีโอกาสตกงานสะสมสูงมากที่สุดคือระดับปริญญาตรี ขณะที่ระดับ ปวส. และ ปวช.สายวิชาชีพมีโอกาสจะได้งานทำมากที่สุด

ทั้งนี้ จากตัวเลขการว่างงานเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา สะท้อนจากการลงทุนของภาคเอกชนในช่วง 2-3 ปีที่ติดลบ ส่งผลให้อัตราการจ้างงานไม่ขยายตัวตามไปด้วย จึงเป็นเรื่องที่น่าวิตกสำหรับเด็กที่จบการศึกษาใหม่ๆ ที่โอกาสในการหางานทำมีน้อยลงตามไปด้วย

นายธนิตกล่าวว่า ในเดือน ม.ค.-ก.พ.ของทุกๆปี จะเป็นช่วงหมุนเวียนของการจ้างงานใหม่ โดยหลังรับโบนัสพนักงานส่วนใหญ่ในโรงงานอุตสาหกรรมจะลาออก หางานใหม่ เพื่อเรียกเงินเดือนเพิ่มขึ้น แต่ปีนี้กลับพบว่าการหมุนเวียนเปลี่ยนงานค่อนข้างต่ำ คือ การออกจากงานเดิมมีจำนวนไม่มากนัก แต่เด็กที่มาสมัครงานใหม่กลับมีจำนวนเพิ่มขึ้น ดังนั้น เด็กที่จบใหม่จึงมีความเสี่ยงสูง หากวุฒิการศึกษาจบมาไม่ตรงกับตลาดแรงงาน ที่ส่วนใหญ่ต้องการสายอาชีวะและสายวิชาชีพ

สำหรับแนวโน้มการจ้างแรงงาน โดยเฉพาะภาคก่อสร้าง ยอมรับว่ากำลังประสบปัญหาที่แรงงานคนไทยไม่เข้าสู่แรงงานในภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่หันไปประกอบอาชีพอื่นๆแทน โดยเฉพาะอาชีพ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง เป็นอาชีพยอดฮิตของแรงงานจากภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างของไทย ขณะเดียวกันเด็กจบใหม่ส่วนหนึ่งก็ไม่เข้าสู่ตลาดแรงงานแต่เริ่มหันไปค้าขายออนไลน์ หรือมีธุรกิจตนเอง รวมถึงเรียนต่อปริญญาโท

ด้านนายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลหยิบยกปัญหาแรงงานให้ขึ้นเป็นวาระแห่งชาติ เนื่องจากปัญหาการขาดแคลน แรงงานในภาคอุตสาหกรรมรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแรงงานไร้ทักษะ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมต่างๆ เนื่องจากเป็นงานที่คนไทยปฏิเสธ เพราะเป็นงานหนัก คนไทยส่วนใหญ่นิยมทำงานภาคบริการ เช่น ภาคท่องเที่ยว ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนแรงงานต่อเนื่อง รวมทั้งระยะต่อไป ไทยยังมีแนวโน้มสูงในการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวด้วย เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นแรงงานต่างด้าว เช่น กัมพูชา เมียนมา ลาว เริ่มดึงดูดนักลงทุนเข้าไปลงทุน โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้ต้องการ แรงงานกลับไปทำงานในประเทศของตนเอง

“แม้ไทยในขณะนี้ มีค่าแรงสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน แต่ถ้าต่อไปประเทศเพื่อนบ้านต้องการแรงงานกลับคืน เขาก็ต้องปรับขึ้นค่าแรง แม้ไม่เท่ากับประเทศไทย แต่ผมมองว่าแรงงานเพื่อนบ้านย่อมต้องอยากทำงานในประเทศตัวเองมากกว่า หากค่าแรงไม่แตกต่างกันมากนัก จึงเป็นเรื่องที่ต้องคิดหาวิธีรับมือกันไว้ล่วงหน้า และภายใน 10 ปีข้างหน้า ไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างชัดเจน ยิ่งทำให้แรงงานในกลุ่มไร้ทักษะขาดแคลนหนักขึ้นแน่นอน”.

 

กทค.ตัดขาแผนทีโอทีใช้คลื่น 2300

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.พ. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/863616


นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) มีมติให้สำนักงาน กสทช.ไปพิจารณาแผนการใช้คลื่นความถี่ย่าน 2300 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 60 เมกะเฮิรตซ์ ของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เพิ่มเติม ว่าเป็นการใช้คลื่นความถี่ตรงตามวัตถุประสงค์และเต็มจำนวน 60 เมกะเฮิรตซ์หรือไม่และใช้อย่างไร

“ที่สำคัญแผนของทีโอที เป็นไปตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 (พ.ร.บ.กสทช.) มาตรา 46 ที่กำหนดว่า ผู้ได้รับใบอนุญาตใช้คลื่นต้องประกอบกิจการด้วยตนเองหรือไม่ หรือจะนำคลื่นไปให้ ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบโครงข่ายเสมือนหรือเอ็มวีเอ็นโอ (MVNO) เพื่อให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) ได้หรือไม่ และเมื่อศึกษาแล้วเสร็จ ก็ให้นำมารายงานให้ที่ประชุมบอร์ด กทค.รับทราบในครั้งหน้า”

ด้านนายรังสรรค์ จันทร์นฤกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ทีโอที กล่าวว่าทีโอทีพร้อมชี้แจงต่อ กสทช.ว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปอย่างถูกต้อง ตามกฎหมาย เพราะทีโอทีใช้คลื่นเอง และการเป็นพันธมิตรกับเอกชนนั้น เป็นการทำสัญญาลักษณะเดียวกับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กับบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือกลุ่มบริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งให้บริการมาหลายปีแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่บอร์ด กทค.ยังไม่เห็นชอบแผนการใช้คลื่นของทีโอที โดยครั้งแรกให้ทีโอทีเสนอแผนการใช้คลื่นและแผนธุรกิจกลับมาใหม่ และครั้งนี้ก็ยังไม่เห็นชอบ โดยเรียกทีโอทีมาชี้แจงเพิ่มเติมด้วย.

 

ได้เวลาช้าง “ชาเขียว” ชนกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.พ. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/863610


นางเจษฎากร โคชส์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจเครื่องดื่ม บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดชาพร้อมดื่มที่มีมูลค่า 15,000 ล้านบาท เป็นชาเขียวประมาณ 55% นั้น จะยังทรงตัวต่อเนื่องจาก 3-4 ปีที่ผ่านมา เป็นผลจากผู้บริโภคจะซื้อเครื่องดื่มชาเขียวเฉพาะช่วงทำโปรโมชั่นชิงโชคและพาเที่ยวเท่านั้น ประกอบกับมีเพียงผู้ประกอบการ 2 รายใหญ่ ที่พยายามผลักดันตลาดผ่านแคมเปญต่างๆ ขณะที่รายอื่นๆเน้นแข่งขันด้านราคาเป็นหลัก ทำให้ตลาดค่อนข้างชะลอตัว ดังนั้น เพื่อกระตุ้นตลาด โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อน ที่เป็นฤดูกาลขาย บริษัทจึงทุ่มงบกว่า 300 ล้านบาท อัดแคมเปญ “รหัสโออิชิ แจกหนัก ซูโม่ทองคำ กองทัพยามาฮ่า” เริ่มตั้งแต่วันนี้ถึง 31 พ.ค.60 คาดว่าจะสร้างยอดขายเติบโต 15% สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่ทำได้เติบโต 10-12%

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (22 ก.พ.) บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จะเปิดแคมเปญช่วงซัมเมอร์ ภายใต้ชื่อ “อิชิตัน ทัวร์เจแปนสุดหรู เคียงคู่ 40 ซุปตาร์” ซึ่งระบุว่ามีรางวัลระดับพรีเมียม ที่มีเงินก็หาซื้อไม่ได้กับ 5 สิ่งฟินเหนือธรรมดา ที่สุด…ของที่สุด ภายใต้งบกว่า 100 ล้านบาทเช่นกัน.

 

สาขาแบงก์ร่วงเป็นใบไม้หล่น ไทยพาณิชย์กระชับพื้นท่ี คาด 3-5 ปีลดลง 40%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.พ. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/863609


นางสาวพรรณพร คงยิ่งยง รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดลูกค้าบุคคลและเครือข่ายสาขา ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ปรับรูปแบบสาขาเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเติบโตของธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ที่ขยายตัว อย่างรวดเร็ว โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ธุรกรรมออนไลน์มีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยถึง 30% ขณะที่ธุรกรรมผ่านสาขาลดลง 5% ทุกปี และคาดว่าจะลดลงไปถึง 30-40% ในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า

“ธนาคารได้วางกลยุทธ์ทางด้านสาขาโดยจะปรับรูปแบบสาขาออกเป็น 3 กลุ่ม สอดรับกับกลุ่มลูกค้าในทำเลนั้นๆ ประกอบด้วย กลุ่มลูกค้าบุคคลรายย่อย, ลูกค้ากลุ่มมั่งคั่ง (Wealth) และกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยในปี 2559 ที่ผ่านมา ได้ปิดสาขาที่มีลูกค้ามาใช้บริการน้อยไปแล้ว 50 แห่ง ส่วนปีนี้จะปิดเพิ่มอีกเท่าไร อยู่ที่ความชัดเจนของการปรับรูปแบบของสาขา และการใช้บริการอิเล็กทรอนิกส์แบงก์กิ้ง ที่เข้ามาทดแทนพนักงาน โดยภายใน 1-2 ปีข้างหน้าจะใช้งบหลักพันล้านบาท เพื่อซื้อเครื่องอิเล็กทรอนิกส์แบงก์กิ้ง”

ทั้งนี้ ธนาคารได้ใช้งบ 23 ล้านบาท ปรับโฉมรูปแบบสาขาใหม่ เป็นสาขาต้นแบบที่ลาดพร้าว ซอย 59 ในรูปแบบของสาขาธุรกิจ (Business Branch) พร้อมนำเครื่องรับฝากเช็คอัตโนมัติ นวัตกรรมทางการเงินใหม่ มาให้บริการครั้งแรกในประเทศไทย สามารถฝากเช็คได้สูงสุด 30 ใบต่อครั้ง เพื่อรองรับกลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งมีทำเลอยู่ละแวกนั้น โดยภายใน 2 ปี จะปรับรูปแบบสาขาเป็นสาขาธุรกิจอีก 50-60 สาขา

นางสาวพรรณพรกล่าวอีกว่า ปีนี้จะยังคงเดินหน้าพัฒนาการให้บริการของพนักงานสาขาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปสู่การทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้การทำธุรกรรมที่สาขาลดลงต่อเนื่อง จึงต้องพัฒนาศักยภาพของพนักงานให้ก้าวสู่การเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน โดยช่วงต้นปีที่ผ่านมา ธนาคารได้แยกพนักงานสาขาที่มีอยู่ 12,000 คน จากสาขาทั่วประเทศ 1,170 แห่ง ออกมาเป็นพนักงานขาย 1,500 คน และสิ้นปีจะเพิ่มเป็น 3,000 คน”.