“อิชิตัน” ผนึก “แม็คโคร” แจกรางวัล ให้ทั้งรถ-ทอง แถมลุ้นเที่ยวญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.พ. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/863602


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกับ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) จัดแคมเปญสุดยิ่งใหญ่ “แจกกระบะ 4 คัน ลุ้น 4 ภาค” โดยมีกติกาง่ายๆ เพียงซื้อเครื่องดื่มอิชิตัน กรีนที, อิชิตัน ชิวชิว, เย็น เย็น และไบเล่ ทั้งแบบขวดและแบบกล่องทุกขนาด ทุกรสชาติ ครบทุก 499 บาท รับอิชิตัน ชิวชิว ฟรี 1 ขวด พร้อมรับคูปอง 5 ใบ เพื่อส่งชิงโชคลุ้นรับรถยนต์กระบะ ออลนิว อีซูซุ ดีแมคซ์ แค็บ 4 ประตู 1.9 Ddi (S) มูลค่า 668,000 บาท จำนวน 4 คัน และลุ้นทองคำมูลค่า 20,000 บาท จำนวน 15 รางวัล มูลค่าของรางวัลรวม 2,972,000 บาท แคมเปญเริ่มตั้งแต่วันนี้-25 เม.ย. และประกาศผู้โชคดีครั้งแรก 16 พ.ค.2560 ที่แม็คโครทุกสาขา

นอกจากนี้ ยังมีลุ้นต่อที่ 2 กับแคมเปญ “ทัวร์เจแปนสุดหรู เคียงคู่ 40 ซุปตาร์” เพียงส่งรหัสใต้ฝาเครื่องดื่มในกลุ่มอิชิตัน และยังได้ลุ้นรับไอโฟน 7 เริ่มตั้งแต่ 1 มี.ค.-2 พ.ค.2560 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.facebook.com/Ichitan  หรือ www.ichitandrink.com

 

รู้เรื่องการเงินต่ำใช้เก่ง-ออมน้อย ธปท.หวั่นเจนวายก่อหนี้เกินตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/863597


น.ส.นวพร มหารักขกะ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายวางแผนและงบประมาณ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงโครงการให้ความรู้ทางการเงินกับคนยุคใหม่ หรือเจนวาย (อายุ 16-35 ปี) ที่มีจำนวนประชากรของกรมการปกครองประมาณ 19 ล้านคน ซึ่งเป็นการชวนให้เจนวายออมผ่านโครงการ #เปย์ไม่เจ็บเก็บไม่จน #effortlesssaving ซึ่งเป็นโครงการนำร่อง อันแรกที่ ธปท.เพื่อสร้างวินัยการรู้จักเก็บและใช้จ่ายให้เหมาะสม ปรากฏว่ายังไม่ได้รับการตอบรับจากกลุ่มคนเจนวายเท่าที่ควร เห็นได้จากจำนวนเจนวายที่เข้าร่วมกิจกรรมนี้มีเพียงหลักร้อยถึงหลักพันคนเท่านั้น โดย ธปท.จะปรับปรุงรูปแบบการส่งเสริมความรู้ทางการเงินเพื่อให้เข้าถึงเจนวาย

อีกครั้งเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่อยากเห็น คือ ให้จำนวนบัญชีสินเชื่อของเจนวายเฉพาะช่วงอายุ 18-25 ปี ที่มีอัตราผิดนัดชำระหนี้จนเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ลดลงจากข้อมูล ณ พ.ค.2559 อยู่ที่อัตรา 5.7% ให้เหลือต่ำกว่า 5% ภายใน 3 ปีนี้

“ภายใน 3-4 เดือนนี้ เราจะพยายามหาช่องทางสร้างวินัยการรู้จักใช้จ่ายและเก็บออมให้เจนวายมากขึ้น เพราะหากปล่อยให้เจนวายนิยมใช้จ่ายโดยไม่รู้จักเก็บออม ถือเป็นแนวโน้มที่ไม่ดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม เพราะไม่ได้สร้างปัญหาให้เฉพาะที่ตัวบุคคล แต่อาจสร้างปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมด้วย ที่สำคัญการผิดนัดของเจนวายจะมีผลต่อการขยายสินเชื่อเพื่อการบริโภคในระยะต่อไป โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล”

ขณะเดียวกัน ธปท.ก็ต้องการให้คะแนนสอบความรู้ด้านการเงินของเจนวายไทยอยู่ในระดับเดียวกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ใน 3 ปีข้างหน้าที่เจนวายทั่วโลกมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 62% โดยเจนวายไทยขณะนี้แล้วมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 58%.

 

บินไทยเล็งร่วมทุน ต่อยอดศูนย์ซ่อมอู่ตะเภา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.พ. 2560 18:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/863470


บินไทย เล็งร่วมทุนแบบพีพีพี ต่อยอดศูนย์ซ่อมอู่ตะเภา คาดเปิดให้บริการได้ปลายปีหน้า พร้อมจับมือ โบอิ้ง-แอร์บัส ต่อยอดรองรับเครื่องบินทั่วโลก

นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้การบินไทยดูแลเรื่องการพัฒนาศูนย์ซ่อมอากาศยานในสนามบินอู่ตะเภา ปัจจุบันการบินไทยกำลังจะทำข้อตกลงร่วมการร่วมทุนแบบพีพีพี ซึ่งสามารถทำได้เลย เนื่องจากการบินไทยมีศูนย์ซ่อมอยู่แล้ว คาดว่าจะใช้เวลา 1 ปีก่อนได้ตัวเอกชนและลงนามสัญญาเพราะการบินไทยมีรายละเอียดรายชื่อสายการบินที่ให้ความสนใจร่วมทุนและเป็นลูกค้าศูนย์ซ่อมอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ปลายปี 61 จะเริ่มเห็นการเปิดศูนย์ซ่อมเครื่องบินเต็มรูปแบบเพื่อรองรับสายการบินทั่วโลกได้ในปี 63 ตามแผนของการบินไทยที่จะร่วมกับพันธมิตรบริษัทผลิตเครื่องบินรายใหญ่อย่างโบอิ้งและแอร์บัส เพื่อรองรับการซ่อมเครื่องบินขนาดใหญ่ทั่วโลก

นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนอากาศยานที่สำคัญของภูมิภาครองรับการผลิต Tier3 และ Tier4 อะไหล่ที่ต้องเปลี่ยนบ่อย อาทิ ผ้าเบรก ลูกสูบและยาง เป็นต้น ควบคู่ไปกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้ในการผลิตเพื่อต่อยอดเป็นผู้รับจ้างผลิตสินค้า (OEM) และการผลิตเป็นแบรนด์ตัวเองต่อไป (OBM) ต่อยอดศักยภาพประเทศ สอดรับกับโอกาสเติบโตของตลาดการบินในอีก 10 ปีข้างหน้า ภูมิภาคเอเชีย จะมีการขยายตัวของจำนวนเครื่องบินมากที่สุดในโลกคิดเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของจำนวนทั้งหมด ด้วยปัจจัยหนุนทางการค้า เนื่องจากสินค้าทั้งโลกมากกว่าครึ่งจะถูกผลิตขึ้นในภูมิภาคเอเชีย แต่ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับการออกกฎหมายและการจูงใจนักลงทุนด้วยเพราะอีอีซีมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับไว้เพียงพออยู่แล้ว

 

เล็งหลักประกันธุรกิจ ปลดล็อก SME เข้าถึงเงินทุนในปี 60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.พ. 2560 18:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/863382


ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics มองกฎหมายหลักประกันทางธุกิจ ช่วยปลดล็อก SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ เสนอภาครัฐและเอกชนทำงานอย่างใกล้ชิด เร่งส่งเสริมธุรกิจเข้าถึงแหล่งทุนเพิ่ม หนุนสินเชื่อ SME โต

ในปัจจุบัน ธุรกิจ SME เข้าถึงสินเชื่อของสถาบันการเงินประมาณเพียงแค่กว่าร้อยละ 40 ของจำนวน SME ทั้งหมด โดย พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ ซึ่งประกาศใช้เมื่อ 2 กรกฎาคม 2559 อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในแวดวงสินเชื่อธุรกิจ SME เพิ่มเติม โดยพบว่า ณ วันที่ 31 มกราคม 2560 หรือ 7 เดือนแรก นับจากเริ่มใช้กฎหมาย มีการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ จำนวนกว่า 115,000 คำขอ เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.4 จาก ณ สิ้นปี 2559 ในขณะมูลค่าทรัพย์สินที่นำมาจดทะเบียนเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 10.5 ในช่วงเวลาดังกล่าว หรือคิดเป็น 1.63 ล้านล้านบาท โดยสินทรัพย์ที่ถูกนำมาขึ้นทะเบียนมีความหลากหลายครอบคลุมหลายหมวด เช่น เงินฝากธนาคาร ลูกหนี้การค้า สินค้าคงคลังและวัตถุดิบ เครื่องจักรและยานยนต์ ทั้งนี้ เงินฝากธนาคารยังนับเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุด หรือถึงร้อยละ 59 ของสินทรัพย์ที่นำมาจดทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจทั้งหมด ในขณะที่สินทรัพย์หมวดใหม่ๆ อย่าง ทรัพย์สินทางปัญญา และกิจการ ยังไม่รับความนิยมมากนัก

นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี หัวหน้านักวิเคราะห์ (Head Economist) ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี เปิดเผยว่า “ที่ผ่านมา หลักประกันที่ผู้ประกอบการใช้เป็นหลักประกัน คือ สินทรัพย์ถาวร เช่น ที่ดิน โรงงาน ที่พักอาศัย ดังนั้น จะเห็นได้ว่ากฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ ตอบโจทย์ให้กับผู้ประกอบการ SME เพราะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME ไทยได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น”

จากการศึกษาของศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจฯ พบว่า ร้อยละ 80 เป็นธุรกิจค้าปลีก/ค้าส่งและธุรกิจบริการ ที่ส่วนใหญ่มีสินทรัพย์ถาวรน้อยแต่มีทรัพย์สินอื่นๆ จำนวนมาก ดังนั้นหากมูลค่าทรัพย์สินที่จดทะเบียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ผู้ประกอบการ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินได้ง่ายขึ้น และมีเงินทุนมากขึ้นในการดำเนินกิจการและลงทุนเพิ่มเติมเพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจด้วยวงเงินสินเชื่อใหม่ๆ โดยศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจฯ ประเมินว่า หากนำมาใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพ กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจนี้สามารถส่งผลให้อัตราการขยายตัวของสินเชื่อ SME เร่งตัวเร็วกว่าเดิมได้ถึง 2 เท่าจากอัตราการขยายตัวปกติ

“อย่างไรก็ตาม การนำกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ ไปใช้ในทางปฏิบัติระยะ 7 เดือนแรก มีอุปสรรคอยู่บ้าง เนื่องจากยังเป็นเรื่องใหม่ ซึ่งภาครัฐ เอกชน และผู้ประกอบการ SME ยังไม่มีประสบการณ์และความคุ้นเคยมาก่อน อีกทั้ง ยังมีรายละเอียดของกระบวนการและระบบที่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในปีนี้ ดังนั้น เพื่อให้กฎหมายดังกล่าวเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ง่าย รวดเร็ว และต้นทุนต่ำ ทุกภาคส่วนควรร่วมมือกันเพื่อบูรณาการกระบวนการทำงานร่วมกัน อันจะส่งผลให้ผู้ประกอบการ SME สามารถสร้างการเติบโตทางธุรกิจได้ดีขึ้น และเป็นฐานสนับสนุนการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยระยะยาว” นายเบญจรงค์ สรุป

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วงแรง 14.05 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,564.42 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.พ. 2560 17:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/863414


หุ้นไทยวันที่ 21 ก.พ. ปิดตลาดลดลง 14.05 จุด เปลี่ยนแปลง -0.89% ดัชนีอยู่ที่ 1,564.42 จุด มูลค่าซื้อขาย 44,878.82 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 21 ก.พ. 60 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดลดลง 14.05 จุด เปลี่ยนแปลง -0.89% ดัชนีอยู่ที่ 1,564.42 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 44,878.82 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และ 5. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน).

 

‘พาณิชย์’ ส่งหนังสือมอบอำนาจยึดทรัพย์ ทุจริตขายข้าวจีทูจีแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.พ. 2560 17:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/863361


“พาณิชย์” ส่งหนังสือมอบอำนาจยึดทรัพย์ และข้อมูลการสืบทรัพย์ลอตแรก ของบุคคลทั้ง 6 ราย คดีขายข้าวจีทูจี ให้กรมบังคับคดี เพื่อให้ยึด อายัดทรัพย์แล้ว เตรียมสืบทรัพย์ลอต 2 และตั้งคณะทำงานช่วยเหลือ

น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมการค้าต่างประเทศได้ส่งหนังสือมอบอำนาจยึดทรัพย์ให้กรมบังคับคดี เพื่อเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง กรณีทุจริตการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) มูลค่า 20,000 ล้านบาท จากนักการเมืองและข้าราชการ รวม 6 คน และได้ส่งข้อมูลการสืบทรัพย์ลอตแรกให้กรมบังคับคดี เพื่อดำเนินการยึดทรัพย์ตามหนังสือมอบอำนาจยึดทรัพย์ที่จัดส่งให้แล้ว

“ขั้นตอนของการส่งหนังสือมอบอำนาจยึดทรัพย์ เป็นไปตามกระบวนการ คือ นายกรัฐมนตรีมอบอำนาจให้ รมว.พาณิชย์ และ รมว.พาณิชย์ มอบอำนาจให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ลงนามในหนังสือมอบอำนาจยึดทรัพย์เช่นเดียวกับกรณีการลงนามในหนังสือบังคับทางปกครอง ซึ่งได้ทำตามขั้นตอนแล้ว หลังจากนั้น มอบอำนาจให้กรมการค้าต่างประเทศ ส่งหนังสือมอบอำนาจยึดทรัพย์ให้กรมบังคับคดีดำเนินการต่อไป” น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ กรมการค้าต่างประเทศได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในต่างจังหวัด เพื่อสืบทรัพย์ลอตที่ 2 เพื่อส่งข้อมูลเพิ่มเติมให้กับกรมบังคับคดี โดยจะตั้งคณะทำงานขึ้น 1 ชุด ประกอบด้วย หน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญกับการสืบทรัพย์มาช่วยในการสืบทรัพย์เพิ่มเติม

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า บุคคลทั้ง 6 รายที่ กระทรวงพาณิชย์ ทำหนังสือมอบอำนาจยึดทรัพย์ให้กรมบังคับคดี ตามคำสั่งบังคับทางปกครองให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการขายข้าวจีทูจี มูลค่า 20,000 ล้านบาท นั้น ได้แก่ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ ต้องชดใช้ค่าเสียหาย 1,700 ล้านบาท นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ชดใช้ 2,300 ล้านบาท นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายอัครพงศ์ ทีปวัชระ อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ และ พ.ต.ท.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการรมว.พาณิชย์ ซึ่งอยู่ระหว่างการหลบหนีคดี ต้องชดใช้คนละ 4,000 ล้านบาท

 

อโรม่าเปิดตัวเครื่องชงกาแฟรุ่นใหม่ เสริมเทคโนโลยี ถูกใจเหล่าบาริสต้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.พ. 2560 15:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/863296


อโรม่า กรุ๊ป เปิดตัว FAEMA E71 เครื่องชงกาแฟรุ่นล่าสุดจากอิตาลี ที่มาพร้อมนวัตกรรมและเทคโนโลยีทันสมัย เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเหล่าบาริสต้ามืออาชีพ เผยโฉมที่แรกงาน Thailand Coffee Fest 2017 วันที่ 23-26 ก.พ.นี้

เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 60 นายกิจจา วงศ์วารี กรรมการบริหาร อโรม่ากรุ๊ป เปิดตัว FAEME E71 เครื่องชงกาแฟรุ่นใหม่ล่าสุด ออกแบบโดยดีไซเนอร์แถวหน้าชาวอิตาลี ภายใต้แนวคิดคงรูปโฉมสไตล์คลาสสิกแบบขลังๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์เฟม่า รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่อำนวยความสะดวกให้มากมาย ทั้งหน้าจอสัมผัสที่สามารถควบคุมแต่ละหัวชง และสามารถตั้งค่าแต่ละหัวชงได้อย่างอิสระ และนวัตกรรมหม้อต้มน้ำแยกอิสระแต่ละหม้อ ทำให้เครื่องชงกาแฟสามารถทำงานอิสระได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และยังคงคุณสมบัตินวัตกรรมต่างๆ ที่ต่อยอดความสำเร็จมาจากรุ่นสุดคลาสสิก FAEMA E61 ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก นายแอนเดรีย มิลิโอโต บาริสต้า เทรนเนอร์ จากประเทศอิตาลี

นายแอนเดรีย มิลิโอโต บาริสต้า เทรนเนอร์ จากประเทศอิตาลี

นายกิจจา กล่าวว่า ปัจจุบันวัฒนธรรมการกินกาแฟของไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ความนิยมดื่มกาแฟคั่วบดหอมกรุ่นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในรูปแบบการใช้ชีวิตของคนไทยปัจจุบัน ที่ทำให้บรรยากาศและการดื่มกาแฟที่สร้างสรรค์และผ่านการชงอย่างพิเศษและพิถีพิถัน ตั้งแต่เอ็กซ์เพรสโซช็อต ไปจนถึงศิลปะฟองนมของกาแฟลาเต้

“FAEMA E71 เป็นเครื่องชงกาแฟที่ตอบโจทย์สำหรับบาริสต้ามืออาชีพทุกคน และอโรม่าเชื่อว่า เหล่าผู้ประกอบการที่กำลังมองหาเครื่องชงกาแฟในระดับสร้างสรรค์คุณภาพสูง จะชื่นชอบและต้อนรับเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม เครื่องชงกาแฟรุ่นนี้ จะนำไปเปิดตัวในงาน Thailand Coffee Fest 2017 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่จะมีขึ้น 23-26 กุมภาพันธ์ 2560”

ดันร้านอาหาร ‘หนูณิชย์’ เปิดในปั๊ม ปตท.ทั่วไทย ชูราคาไม่เกิน 35 บ. (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.พ. 2560 15:38

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/863253


‘พาณิชย์’ ลุยเปิดร้านอาหารปรุงสำเร็จ ‘หนูณิชย์’ ในปั๊ม ปตท.ทั่วประเทศ ตั้งเป้าไม่ต่ำกว่า 600 สาขาในปีนี้ เผยร้านค้าเข้าร่วมต้องรับเงื่อนไข อาหารอร่อย คุณภาพดี สะอาด ขายไม่เกิน 35 บาท มั่นใจช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนได้

เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 60 น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความตกลงความร่วมมือระหว่างกรมการค้าภายในกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อขยายร้านอาหารหนูณิชย์ในสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงของ ปตท.ทั่วประเทศว่า จะผลักดันให้ร้านอาหารหนูณิชย์เข้าไปเปิดในปั๊มน้ำมัน ปตท. เบื้องต้นไม่น้อยกว่า 600 สาขา โดยจะเริ่มเปิดได้สาขาแรกต้นเดือน มี.ค.นี้ และจะครบทั้ง 600 สาขาในเดือน ก.ย.นี้

สำหรับอาหารจากร้านหนูณิชย์ที่จะจำหน่ายในปั๊มน้ำมัน ปตท. จะมีคุณสมบัติตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด คือ อาหารอร่อย คุณภาพดี สะอาด ประหยัด และจำหน่ายไม่เกินเมนูละ 35 บาท ซึ่งจะเป็นการเพิ่มช่องทางบริโภคอาหารให้กับประชาชน ทั้งในพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับปั๊มน้ำมัน และประชาชนที่เดินทางผ่าน รวมทั้งยังจะช่วยลดค่าครองชีพในด้านการบริโภคอาหารลงมาด้วย


http://www.thairath.co.th/clip/103665

ทั้งนี้ ร้านหนูณิชย์ที่ผ่านการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการ กรมการค้าภายในและ ปตท.จะช่วยกันส่งเสริมและพัฒนาร้านอาหารปรุงสำเร็จให้มีคุณภาพ มาตรฐาน ตามที่กำหนด ช่วยตกแต่งร้าน พัฒนาเมนูอาหาร และช่วยจัดทำโฆษณา ประชาสัมพันธ์ตามช่องทางต่างๆ เพื่อให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย ขณะเดียวกัน กรมการค้าภายในได้ประสานห้างแม็คโคร ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ และร้านค้าส่งในพื้นที่ เพื่อให้จำหน่ายวัตถุดิบราคาถูกให้ และยังมีการสนับสนุนอุปกรณ์ที่มีตราสัญลักษณ์หนูณิชย์ให้ด้วย

น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีร้านอาหารเข้าร่วมโครงการหนูณิชย์ทั่วประเทศแล้ว 11,809 ราย แบ่งเป็นเขตกรุงเทพฯ 3,780 ราย ภูมิภาค 8,012 ราย และร้านหนูณิชย์ในรูปแบบรถขายอาหารเคลื่อนที่ (Food Truck) 17 คัน โดยในปี 60 ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนร้านหนูณิชย์เป็น 15,000 ราย และ Food Truck ไม่น้อยกว่า 35 คัน

ขณะเดียวกัน มีแผนที่จะยกระดับร้านอาหารหนูณิชย์ โดยจะเข้าไปให้ความรู้ด้านเทคนิคการปรุงอาหาร การจัดตกแต่งร้าน การออกแบบเมนูอาหารโดยใช้วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น และจัดเกรดเป็นร้านอาหารหนูณิชย์ระดับ A, B, C รวมทั้ง จะจัดประกวดเพื่อคัดเลือกร้านหนูณิชย์ติดดาวให้กับร้านที่มีความอร่อย สะอาด และประชาชนนิยมมากเป็นพิเศษด้วย

 

ก.พาณิชย์ เผยสินค้าไทย 3 รายการ ไม่ถูกสหรัฐฯ ตัดจีเอสพี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.พ. 2560 15:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/863245


ก.พาณิชย์ แจ้งข่าวดี สินค้าไทย 3 รายการ กล้องถ่ายโทรทัศน์ เลนส์แว่นตา และส่วนประกอบเครื่องปรับอากาศ ไม่ถูกสหรัฐฯ ตัดสิทธิ GSP เหตุมูลค่าการนำเข้าต่ำกว่าเพดานที่กำหนด ส่วนผลการพิจารณาทบทวนประจำปี 59 ไม่มีสินค้าไทยถูกตัดสิทธิเลย

เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 60 นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ตามที่กรมฯ ได้ยื่นคำร้องเพื่อขอคงสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) สหรัฐฯ สำหรับสินค้าที่คาดว่าอาจมีมูลค่าการนำเข้าไปสู่สหรัฐฯ เกินเพดานที่กำหนด 2 รายการ ได้แก่ กล้องถ่ายโทรทัศน์ พิกัดศุลกากร 8528.80.30 และเลนส์แว่นตา พิกัดศุลกากร 8525.80.30

โดยล่าสุด คณะกรรมาธิการการค้าสหรัฐฯ ได้ประกาศข้อมูลสถิติการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ในปี 59 แล้ว ซึ่งสินค้าไทยทั้ง 2 รายการมีมูลค่าการนำเข้า เพียง 157.20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และ 155.07 ล้านเหรียญฯ ตามลำดับ ซึ่งต่ำกว่ามูลค่าเพดานนำเข้า CNL (Competitive Need Limitations) ที่สหรัฐฯ กำหนดที่ 175 ล้านเหรียญฯ ดังนั้น สินค้าทั้ง 2 รายการ จึงยังสามารถขอใช้สิทธิต่อไปได้

นอกจากนี้ ยังมีสินค้าส่วนประกอบเครื่องปรับอากาศภายใต้ พิกัดศุลกากร HS 8415.90.80 ที่ได้รับการผ่อนผันเพดานการนำเข้าสหรัฐฯ ครบ 5 ปีแล้ว และต้องเข้าสู่การพิจารณาเกณฑ์ระดับ Super CNL ตามที่สหรัฐฯ กำหนดมูลค่าเพดานนำเข้าไว้ที่ 262.50 ล้านเหรียญฯ ซึ่งในปี 59 สินค้าดังกล่าว มีมูลค่าการนำเข้าสหรัฐฯ 256.43 ล้านเหรียญฯ ต่ำกว่าระดับ Super CNL จึงทำให้ได้รับสิทธิต่ออีกหนึ่งปี โดยไม่จำเป็นต้องยื่นคำร้องในเรื่องนี้

“ในการทบทวนโครงการ GSP สหรัฐฯ ประจำปี 59 ไม่มีสินค้าไทยรายการใดที่สหรัฐฯ ประกาศตัดสิทธิ ซึ่งจะส่งผลให้สินค้าที่ไทยเคยได้รับสิทธิ จะยังคงได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าทุกรายการ ซึ่งกรมฯ ขอให้ผู้ส่งออกเร่งใช้ประโยชน์จากสิทธิ GSP ที่ไทยยังคงได้รับให้มากที่สุด เพื่อเพิ่มมูลค่าส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ ให้มากยิ่งขึ้น”

สำหรับการพิจารณาตัดสิทธิ GSP ของสหรัฐฯ ได้กำหนดหลักเกณฑ์การระงับสิทธิ โดยใช้กฎว่าด้วยความจำเป็นด้านการแข่งขัน (CNL) คือ สินค้าที่จะถูกระงับสิทธิ GSP ต้องมีมูลค่านำเข้าในปีที่ผ่านมาสูงเกินกว่าเพดานที่กำหนด ซึ่งปี 59 เท่ากับ 175 ล้านเหรียญฯ หากมูลค่านำเข้าไม่ถึง จะไม่ถูกตัดสิทธิ

ส่วนอีกกรณี คือ สินค้าที่ได้รับการยกเว้นเพดานนำเข้า (CNL Waiver) มาแล้วอย่างน้อย 5 ปี หากมีมูลค่านำเข้าเกินเพดานที่กำหนด 262.50 ล้านเหรียญฯ หรือมีส่วนแบ่งนำเข้าเกิน 75% ของมูลค่าการนำเข้าสินค้ารายการนั้นของสหรัฐฯ จะถูกตัดสิทธิทันที ซึ่งในกรณีนี้หากสินค้าเข้าตามเงื่อนไขถูกตัดสิทธิ ประเทศผู้ส่งออกสามารถยื่นคำร้องขอผ่อนผันไม่ให้ถูกตัดสิทธิได้ ซึ่งการผ่อนผันหรือไม่เป็นดุลพินิจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ

 

กสร. เปิดเวทีแก้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ตั้งเป้าปี 60 มีผลบังคับใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.พ. 2560 14:58

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/863189


กสร. เปิดเวทีแสดงความเห็นแก้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจ สังคม มาตรฐานสากล ตั้งเป้าปี 60 มีผลบังคับใช้ พร้อมเตรียมพิจารณาการคุ้มครองแรงงานนอกระบบให้มากยิ่งขึ้น…

วันที่ 21 ก.พ. 60 นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสัมมนาไตรภาคี เพื่อรับฟังความคิดเห็น เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่..) พ.ศ…..ว่า การปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ให้มีความเหมาะสมกับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยการปรับแก้กฎหมายมีสาระสำคัญ เช่น การปรับเพิ่มอัตราค่าปรับกรณีนายจ้างเบี้ยวจ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า กรณีเลิกจ้างหรือปิดกิจการ, หญิงมีครรภ์สามารถมีสิทธิลาเพื่อตรวจครรภ์ในระหว่างตั้งครรภ์ได้เพื่อให้เกิดความชัดเจน, กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในวันลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็นปีหนึ่งไม่น้อยกว่าสามวันทำงาน, กำหนดอัตราค่าชดเชยเพิ่มเติมกรณีนายจ้างเลิกจ้างสำหรับลูกจ้าง ซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 20 ปีขึ้นไป ให้มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วัน รวมทั้งการกำหนดเรื่องการย้ายสถานที่ทำงาน หากลูกจ้างไม่ยอม เพราะส่งผลกระทบจะถือเป็นการเลิกจ้าง ตั้งเป้ากฎหมายมีผลบังคับใช้ในปี 60

นายสุเมธ กล่าวอีกว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้สั่งการให้ กสร. พิจารณา ในเรื่องของการคุ้มครองแรงงานนอกระบบให้มากยิ่งขึ้น หวังว่าในอนาคตจะมี พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานนอกระบบ ควบคู่กับ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งการออกกฎหมายจะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะแรงงานในกลุ่มนี้มีการทำงานที่หลากหลาย โดยเฉพาะกลุ่มงานภาคการเกษตร และกลุ่มผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น.