กรมขนส่งทางบก ชวนประมูลทะเบียนรถเลขสวย ชู 5 นำหน้าตัวอักษรครั้งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.พ. 2560 14:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/863217


ขนส่งทางบก ชวนร่วมประมูลทะเบียนรถเลขสวยของ กทม. มีเลข 5 นำหน้าตัวอักษรครั้งแรก ได้แก่ 5 กข, 5 กค วันที่ 25 – 26 ก.พ.นี้ ณ กรมการขนส่งทางบก รายได้จากการประมูลนำมาช่วยผู้พิการจากการประสบภัยทางถนน

เมื่อวันที่ 21 ก.พ.60 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ได้นำหมายเลขทะเบียนรถเลขสวยทุกจังหวัดทั่วประเทศ หมวดละ 301 หมายเลข ออกประมูลเป็นการทั่วไป ทั้งส่วนกลางที่ กทม. และที่ต่างจังหวัด โดยในระหว่างวันที่ 25 – 26 ก.พ.60 ซึ่งที่ กทม.มีความหมายพิเศษคือ หมวดอักษร 5 กข และ 5 กค

โดยรายได้จากการประมูลทะเบียนรถเลขสวยดังกล่าว นำเข้ากองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เพื่อใช้ในกิจกรรมรณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนน และจัดกิจกรรมปลูกจิตสำนึกด้านการขับขี่ที่ปลอดภัย รวมถึงการสนับสนุนส่งเสริมให้มีการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย และสนับสนุนเงินเป็นค่าอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการจากการประสบภัยทางถนน อาทิ รถนั่งไฟฟ้า รถนั่งธรรมดา ขาเทียม แขนเทียม และอุปกรณ์อื่นๆ ซึ่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน กรมการขนส่งทางบก ให้ความช่วยเหลือผู้พิการที่ประสบภัยทางถนนไปแล้ว 13,833 ราย เป็นเงิน 658,446,301 บาท นอกจากนั้นในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 คาดว่าจะเปิดรับคำขอรับการช่วยเหลือเป็นค่าอุปกรณ์เพื่อการยังชีพแก่ผู้พิการที่ประสบภัยทางถนนต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ในประมาณเดือนเมษายน 2560 พร้อมทั้งเพิ่มรายการอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตของผู้พิการให้มีความหลากหลายมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้ร่วมประมูลทะเบียนรถเลขสวยจึงถือว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมในการทำบุญช่วยเหลือผู้พิการที่ประสบภัยทางถนนและร่วมรณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งแผ่นป้ายทะเบียนประมูลดังกล่าวเป็นแผ่นป้ายกราฟิกที่ออกให้เฉพาะผู้ที่ผ่านการประมูลเท่านั้น สามารถใช้เป็นสมบัติ มอบเป็นของขวัญ โอน เปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ได้ด้วย

นายสนิท กล่าวอีกว่า ที่จังหวัดเชียงใหม่ก็มีการประมูลหมวด ขย และที่จังหวัดชลบุรี ประมูลหมวด ขน ด้วยเช่นกัน ผู้ที่ประสงค์จะเข้าร่วมประมูล สามารถมาประมูลได้ด้วยตนเอง หรือมอบอำนาจให้ผู้อื่นมาประมูลแทน หรือประมูลผ่านทางโทรศัพท์ และผ่านระบบอินเทอร์เน็ตที่ http://www.tabienrod.com หรือจะกำหนดราคาขั้นสูง โดยเสนอราคา Maximum Bid ไว้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานขนส่งจังหวัดที่จัดประมูล และที่สำนักงานกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน กรมการขนส่งทางบก โทรศัพท์ 06-2407-6888 หรือ Call Center 1584.

 

กรมทางหลวงชี้แจงความผิดปกติในการสร้างสนามกีฬา 7 จว.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.พ. 2560 09:47

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/862933


กรมทางหลวงชี้แจงประเด็นความผิดปกติในการสร้างสนามกีฬา 7 จังหวัด ที่เป็นการทำบันทึกข้อตกลงระหว่างกรมทางหลวงและการกีฬาแห่งประเทศไทย…

เมื่อวันที่ 21 ก.พ.2560 นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า ตามที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับประเด็นความผิดปกติในการสร้างสนามกีฬา 7 จังหวัดนั้น กรมทางหลวงขอรายงานผลในประเด็นดังกล่าว ต่อไปนี้

1) การดำเนินการก่อสร้างสนามกีฬาประจำจังหวัดของการกีฬาแห่งประเทศไทย เป็นการดำเนินการภายใต้บันทึกข้อตกลงระหว่างกรมทางหลวงและการกีฬาแห่งประเทศไทย เนื่องจากการกีฬาแห่งประเทศไทยไม่มีความพร้อมในเรื่องอุปกรณ์เครื่องจักรกลการก่อสร้างและบุคลากรในการดำเนินการ จึงได้ทำหนังสือ ขอความร่วมมือจากกรมทางหลวงให้สนับสนุนอุปกรณ์เครื่องจักรกลการก่อสร้าง พร้อมบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถในการดำเนินการก่อสร้างสนามกีฬาจำนวน 7 แห่ง และศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติจำนวน 1 แห่ง ทั้งนี้ การเบิกจ่ายงบประมาณก่อสร้างสนามกีฬาฯทั้งหมด มาจากการกีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งกรมทางหลวงจะเบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณที่ได้รับความเห็นชอบเบิกแทนกันจากการกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นรายโครงการในแต่ละปีตามความก้าวหน้าของโครงการ และตามระเบียบของทางราชการ

2) การดำเนินการจัดสร้างสนามกีฬาประจำจังหวัด เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของภาครัฐ มีความล่าช้าเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบรายการของงานก่อสร้าง ซึ่งมีบางรายการต้องเพิ่มเนื้องาน และปรับลดเนื้องานตามรูปแบบที่การกีฬาแห่งประเทศไทยกำหนด โดยรูปแบบที่แก้ไขเพิ่มเติมจะต้องเสนอการกีฬาแห่งประเทศไทยและที่ปรึกษาเห็นชอบก่อนดำเนินการต่อไป นอกจากนี้บางโครงการได้รับจัดสรรงบประมาณไม่ต่อเนื่องในการทำงาน ทำให้งานติดขัดล่าช้า ซึ่งกรมทางหลวงและการกีฬาแห่งประเทศไทยได้มีการประชุมเร่งรัดติดตามการก่อสร้างร่วมกัน เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ

3) หลังจากที่กรมทางหลวงและการกีฬาแห่งประเทศไทย ได้ทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันแล้ว กรมทางหลวงเห็นว่า ศูนย์สร้างทางลำปางมีศักยภาพและความพร้อมในการดำเนินงานสูง จึงได้มอบหมายให้ศูนย์ฯ ลำปาง รับหน้าที่ก่อสร้างในหลายพื้นที่ ทั้งนี้ การดำเนินการต่าง ๆ ที่ผ่านมาของศูนย์สร้างทางกรมทางหลวง จากอดีตถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นงานเร่งด่วน งานภัยพิบัติที่ต้องช่วยเหลือประชาชน หรือที่หน่วยงานอื่นตามคำร้องขอให้สนับสนุน ศูนย์สร้างทางของกรมทางหลวงจะสามารถดำเนินการได้ตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายในทุกพื้นที่

4) สำหรับการก่อสร้างศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ศูนย์ฯ ลำปางได้ดำเนินการก่อสร้างศูนย์ฝึกกีฬาแห่งนี้แล้วเสร็จ และส่งมอบให้การกีฬาแห่งประเทศไทยแล้วในปี พ.ศ. 2557 ซึ่งปัจจุบันได้เปิดให้บริการแล้ว กรณีการสร้างสนามกอล์ฟที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี นั้น เป็นงานที่การกีฬาแห่งประเทศไทยขอให้กรมทางหลวงดำเนินการก่อสร้างเพิ่มเติม นอกเหนือจากการก่อสร้างศูนย์ฝึกกีฬาแห่งชาติแห่งนี้

5) ตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินภาค 9 มีประเด็นเกี่ยวกับการก่อสร้างสนามกีฬาประจำจังหวัดลำปาง นั้น ขณะนี้กรมทางหลวงได้แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและอยู่ระหว่างการตรวจสอบตามประเด็นดังกล่าวแล้ว

อธิบดีกรมทางหลวงยังเปิดเผยต่อไปอีกว่า กรมทางหลวง เป็นหน่วยงานที่มีความพร้อม ทั้งด้านบุคลากร เครื่องจักร ในการดำเนินงานด้วยตนเอง มีศูนย์สร้างทางจำนวน 5 ศูนย์ และศูนย์สร้างและบูรณะสะพานจำนวน 4 ศูนย์ ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวนอกจากเป็นศูนย์ในการพัฒนาบุคคลากรของกรมทางหลวงแล้ว ยังเป็นหน่วยงานที่เตรียมพร้อมในกรณีฉุกเฉินรับมือภัยพิบัติต่างๆ รวมทั้งดำเนินงานเองในกรณีที่เป็นงานที่ผู้รับจ้างไม่สามารถดำเนินงานเอง และกรณีที่ผู้รับจ้างทิ้งงาน.

 

เช้าวันอังคาร ทองเปิดตลาดคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 21,000

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.พ. 2560 09:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/862944


ทองเปิดตลาดวันที่ 21 ก.พ. ราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,400 ขายออกบาทละ 20,500 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 ขายออกบาทละ 21,000 บาท…

เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 60 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.25 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,400.00 บาท ขายออกบาทละ 20,500.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 บาท ขายออกบาทละ 21,000.00 บาท.

 

‘วิน’ โชว์ผลงานบริหารบล.เคทีบี 6 เดือน ทำกำไรเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.พ. 2560 08:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/862921


ผู้บริหาร KTBST โชว์ผลงานเข้าบริหารเพียง 6 เดือน ทำกำไรเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี พร้อมวางโมเดลธุรกิจปีนี้รุกตลาดการลงทุนทุกช่อง ชูจุดแข็งเป็นที่ปรึกษาการลงทุนสอดรับยุค 4.0

ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ KTBST กล่าวว่า หลังจากตนได้เข้ามาถือหุ้นและบริหารจัดการบริษัทตั้งแต่ช่วงกลางปี 2559 ที่ผ่านมานั้น ถือว่าประสบความสำเร็จในการร่วมมือกับพนักงานในการช่วยสร้างให้บริษัทกลับมามีการเติบโต และมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นจากช่วงก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญโดยในปี 2559 บริษัทสามารถพลิกกลับมามีกำไรทั้งสิ้นอยู่ที่ 10 ล้านบาท ถือเป็นกำไรครั้งแรกของบริษัทในรอบกว่า 10 ปี

ทั้งนี้ บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ปัจจุบันมีจำนวนกว่า 7,000 บัญชีเพิ่มขึ้นมากกว่า 2,100 บัญชี และมีสัดส่วนการตลาดปรับขึ้นมาอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 1.7-2% ในช่วงปลายปี 2559 จาก 0.8% ในช่วงต้นปี นอกจากนี้บริษัทยังมีส่วนแบ่งการตลาดของการซื้อขายในตลาด TFEX อยู่ติด 1 ใน 5 อันดับ ขณะที่ธุรกิจใหม่อื่นๆ อาทิ กองทุนส่วนบุคคลที่สามารถบริหารและสร้างผลตอบแทนที่ดีและเป็นที่ไว้วางในสำหรับนักลงทุนจนปัจจุบันมี ขนาดกองทุนอยู่ที่ 3,000 ล้านบาท

ส่วนตัวแทนซื้อขายหน่วยลงทุน (Selling Agent) มีสินทรัพย์อยู่ประมาณ 4,000 ล้านบาท ในส่วนวาณิชธนกิจ (Investment Banking) มีการออกตราสารหนี้กว่า 7,000 ล้านบาทในปี 2559 รวมไปถึงธุรกิจบริหารการลงทุนส่วนบุคคล (Private Wealth Management) มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการมากกว่า 20,000 ล้านบาท โดยเราได้เปิดตัว Islamic Wealth Management ให้บริการเต็มรูปแบบแก่นักลงทุนชาวมุสลิมอีกด้วย

ดร.วิน กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีนักลงทุนที่มีสินทรัพย์จำนวนมากที่ต้องการบริหารจัดการและกำลังมองหาที่ปรึกษาการลงทุนที่คอยให้คำแนะนำเลือกสินทรัพย์ต่างๆ และบริหารความเสี่ยงไปด้วยในเวลาเดียวกัน โดยแผนธุรกิจในปี 2560 นี้เราก็ได้ออกแบบเพื่อรองรับความต้องการของนักลงทุนกลุ่มดังกล่าว โดยเฉพาะการบริหารความมั่งคั่งส่วนบุคคล (Private Wealth Management) ที่สามารถบริหารเงินลงทุนจนได้รับความชื่นชม ในปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้จะเน้นกองทุนส่วนบุคคล รวมถึงผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่โดยเฉพาะ KTBST SMART ALGO การลงทุนอัตโนมัติใหม่ล่าสุดจาก KTBST ที่เพิ่งเปิดตัวในช่วงปลายเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมามีกลยุทธ์การลงทุนให้เลือกหลากหลาย เพียงช่วง 1 เดือนกว่านักลงทุนเข้ามาใช้บริการคิดเป็นมูลค่าการรวมกันกว่า 400 ล้านบาท

“เรามั่นใจว่าในปี 2560 นี้ KTBST จะเติบโตเพิ่มขึ้นจากในปีที่ผ่านมา โดยตั้งเป้ากำไรจากการบริหารจัดการ 30-50 ล้านบาท มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการของธุรกิจ Wealth Management แตะ 50,000 ล้านบาท และกองทุนส่วนบุคคลแตะ 5,000 ล้านบาท และมาร์เก็ตแชร์อมากกว่า 1.5% และรักษาการติดอันดับ 1 ใน 5 ของการซื้อขาย TFEX ในปีนี้อีกด้วย”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด จัดตั้งครั้งแรกเมื่อปี 2540 ในนามบริษัทหลักทรัพย์ ธนสยาม จำกัด ทุนจดทะเบียน 1,500 ล้านบาท โดยมีไทยธนาคารเป็นผู้ถือหุ้น 100% ต่อมาปี 2545 กลุ่มชัยวิกรัยได้ซื้อหุ้นทั้งหมดจากไทยธนาคารและเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัทหลักทรัพย์ ฟาร์อีสท์ จำกัด

ทั้งนี้ในปี 2551 ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 1,020 ล้านบาท โดยกลุ่มชัยวิกรัย ขายหุ้นเพิ่มให้กับกลุ่มบริษัทเคทีบี กรุ๊ปจากเกาหลีใต้ 51% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ต่อมาเดือนมีนาคม 2559 กลุ่มเคทีบี กรุ๊ป ได้ขายหุ้นให้ ดร.วิน จำนวน 25% โดยล้างขาดทุนสะสมและมีทุนจดทะเบียนที่ 500 ล้านบาท โดยเดือนธันวาคมปี 2559 ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 555 ล้านบาท โดยดร.วิน ถือหุ้นเพิ่มเป็น 31% และเคทีบี กรุ๊ป ถือหุ้นลดลงเหลือ 69% จากเดิม 75%

 

หวังปีนี้จีดีพีติดลมบนโต 4% สศช.การันตีเครื่องยนต์เศรษฐกิจฟื้นแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.พ. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/862821


สศช.เผยเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปี 59 โต 3.0% รับแรงหนุนจากส่งออก-ภาคเกษตร-ลงทุนภาครัฐ ดันทั้งปีขยายตัว 3.2% ส่วนปี 60 คาดโต 3-4% พร้อมปรับคาดการณ์ส่งออกขยายตัว 2.9% เป็นบวกครั้งแรกในรอบ 3 ปี จากเดิมคาด 2.4% ผลจากวัฏจักรเศรษฐกิจโลกดีขึ้น ฉุดลงทุนภาคเอกชนเพิ่มตาม

นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 4 และภาพรวมของปี 59 และแนวโน้มปี 60 ว่า ไตรมาส 4 ปี 59 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัว 3.0% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ปี 59 จีดีพีขยายตัว 3.2% ดีขึ้นต่อเนื่องจากปี 58 ที่ขยายตัว 2.9% และปี 57 ขยายตัว 0.9% ขณะที่ปี 60 คงคาดการณ์ขยายตัว 3.0-4.0% หรือเฉลี่ย 3.5%

สำหรับเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปี 59 ขยายตัวได้ 3.0% มีแรงสนับสนุนจากการส่งออกที่ขยายตัว 3.6% ทำให้ทั้งปี 59 การส่งออกทรงตัว จากปี 58 ที่ลดลง 5.6% และยังได้รับแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่ขยายตัว 2.5% ผลจากฐานรายได้ภาคเกษตรดีขึ้น และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ โดยทั้งปี 59 การใช้จ่ายภาคครัวเรือนขยายตัว 3.1% จากปี 58 ที่ขยายตัว 2.2% และสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ สาขาเกษตรกรรมยังขยายตัว 3.2% หลังจากภัยแล้งสิ้นสุดลง ส่วนการลงทุนไตรมาส 4 ขยายตัว 1.8% แยกเป็นการลงทุนภาครัฐขยายตัว 8.6% และการลงทุนภาคเอกชนลดลง 0.4% ส่งผลให้ทั้งปี 59 การลงทุนโดยรวมขยายตัว 2.8% เป็นการลงทุนภาครัฐขยายตัว 9.9% และการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 0.4% จากปี 58 ที่ติดลบ 2.2%

ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจปี 60 ที่คาดขยายตัว 3.0-4.0% มีปัจจัยสนับสนุนจากการกลับมาขยายตัวของภาคส่งออก ซึ่งจะทำให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนภาคเอกชนเร่งขึ้น โดย สศช.ปรับคาดการณ์มูลค่าส่งออกปี 60 เป็น 2.9% ขยายตัวครั้งแรกในรอบ 3 ปี จากเดิมวันที่ 21 พ.ย.59 คาดขยายตัว 2.4% รวมถึงการขยายตัวของการผลิตภาคเกษตร ที่จะสนับสนุนฐานรายได้ และการใช้จ่ายครัวเรือนภาคเกษตรให้ดีขึ้น ขณะที่การลงทุนภาครัฐยังสูง ตามความคืบหน้าของโครงการสำคัญที่จะเริ่มก่อสร้างมากขึ้น นอกจากนี้ ปี 60 ยังได้จัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมวงเงิน 190,000 ล้านบาท ซึ่งจะมีผลสนับสนุนเศรษฐกิจเช่นเดียวกับแรงขับเคลื่อนจากการท่องเที่ยวอยู่ในเกณฑ์ดี

“ไตรมาส 4 การส่งออกเริ่มเป็นบวก ทั้งราคาและปริมาณ และยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงวัฏจักรของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะเห็นว่า เศรษฐกิจ และการส่งออกของหลายประเทศดีขึ้น ดังนั้น การส่งออกที่ดีขึ้นช่วงปลายปี 59 จะส่งผลถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก และการส่งออกปี 60 สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 60 การส่งออกและภาคเกษตรจะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ อีกทั้งเศรษฐกิจไทยจะเติบโตบนฐานที่กว้างขึ้น เพราะเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจจุดติดเกือบทุกเครื่อง จากเดิมที่เติบโตจากการลงทุนภาครัฐและการท่องเที่ยว”

ด้านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 และทั้งปี 59 ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น เป็นตัวเลขที่น่าพอใจ เพราะเกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจโลกไม่ดี ประเทศต่างๆ เติบโตช้า รวมถึงสินค้าเกษตรตกต่ำ หลังจากนี้รัฐต้องทำงานเต็มที่ เพื่อประคองเศรษฐกิจให้เติบโตตามเป้าหมาย หวังว่าปี 60 จะขยายตัวได้ 3.5-4% และน่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า มั่นใจว่าการลงทุนในปีนี้จะเติบโตดี โดยจะมีปัจจัยในการผลักดันเศรษฐกิจ 2 เรื่อง คือ การลงทุนภาครัฐและเอกชน มีความเชื่อมั่น ซึ่งเอกชนเริ่มลงทุนแล้ว ทั้ง 2 ปัจจัยนี้จะช่วยผลักดันให้ทุกอย่างดีขึ้น.

 

ลอยตัวราคาน้ำตาลเดือน ต.ค.นี้ กอน.ปล่อยขึ้นลงตามตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.พ. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/862818


นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ว่า กอน.ได้เห็นชอบหลักการการปรับโครงสร้างราคาน้ำตาลทราย เพื่อนำไปสู่การลอยตัวราคาขายปลีกในประเทศ โดยจะอ้างอิงราคาตลาดโลก และให้มีการยกเลิกระบบโควตาน้ำตาลทราย ที่เดิมกำหนดโควตา ก. (จำหน่ายในประเทศ) โควตา ข. (ส่งออกโดยบริษัทอ้อยและน้ำตาลไทย จำกัด หรือ อนท.) โควตา ค. (ส่งออกโดยชาวไร่และ อนท.) โดยจะเป็นการกำหนดปริมาณน้ำตาลทรายในประเทศ ไว้ดูแลผู้บริโภค (Food Security) ให้เพียงพอในแต่ละปีเท่านั้น คาดว่าจะนำไปสู่การนำร่องปฏิบัติได้ตั้งแต่เดือน ต.ค.นี้

“หลักการดังกล่าว จะนำไปรายงานต่อประเทศบราซิล เพื่อยืนยันว่าประเทศไทยได้ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ตามที่ได้ตกลงไว้ จากก่อนหน้าที่บราซิลได้ยื่นคำร้องต่อองค์การการค้าโลกกล่าวหาประเทศไทยอุดหนุนอุตสาหกรรมดังกล่าว ซึ่งตัวแทนของไทย จะเดินทางไปบราซิลวันที่ 6-8 มี.ค.นี้ เพื่อให้ข้อมูล”

นายสมศักดิ์ จันทรรวงทอง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กล่าวว่า การลอยตัวราคาน้ำตาลทราย เป็นราคาอ้างอิงตลาดโลก ที่จะนำเอาราคาตลาดโลกเฉลี่ยของเดือนที่ผ่านมา นำมาคำนวณราคาหน้าโรงงาน เพื่อกำหนดเป็นรายได้เข้าระบบแบ่งปันผลประโยชน์ 70/30 ขณะที่กระทรวงพาณิชย์จะทำหน้าที่กำหนดราคาขายปลีก ที่อิงราคาตลาดโลกดังกล่าว เพราะต้องดูแลไม่ให้เกิดการเอาเปรียบผู้บริโภค ขณะนี้ถือเป็นจังหวะที่ดีที่สุดแล้วที่จะลอยตัวราคา และยังจะมีการเปิดให้มีการนำเข้าน้ำตาลทรายแบบเสรีเพื่อป้องกันไม่ให้ราคาในประเทศสูงเกินไป ถ้าราคาขายปลีกในประเทศสูงผิดปกติ เพื่อถ่วงดุลราคาขายปลีกในประเทศ.

 

กอช.อ้อนรัฐเพิ่มเพดานจ่ายสมทบ ชงคลังแก้กฎหวังเพิ่มยอดคนออม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.พ. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/862814


นายสมพร จิตเป็นธม เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เปิดเผยถึงการดำเนินงานของ กอช. ว่า เมื่อสิ้นปี 2559 กอช.มีสมาชิกทั้งสิ้น 525,840 ราย มีมูลค่าเงินกองทุนรวม 1,962 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินออมสะสมจากสมาชิก 1,460 ล้านบาท และเงินสมทบจากรัฐบาลอีก 502 ล้านบาท โดยปี 2560 กอช.มีเป้าหมายเพิ่มจำนวนสมาชิกเป็น 100,000 ราย โดยจะใช้ยุทธศาสตร์ 2 แนวทาง ประกอบด้วย 1.การจัดทำโครงการผู้ว่าราชการจังหวัดช่วยออม ซึ่งได้ทยอยเปิดตัวโครงการแล้วที่ จ.เชียงใหม่ และขอนแก่น และในเดือน มี.ค.นี้ จะร่วมมือกับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง รวบรวมสมาชิกแล้วส่งให้ กอช.โดยผ่านธนาคารกรุงไทย, ธนาคารออมสิน, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) 2.การขยายการออมไปสู่กลุ่มเยาวชนในสถาบันการศึกษา เนื่องจากเป็นกลุ่มที่สำคัญต่อการปลูกฝังการออม

“เพื่อเป็นแรงจูงใจในการออม กอช.จะเสนอกระทรวงการคลัง พิจารณาแก้ไขกฎกระทรวง เพื่อเพิ่มเงินสมทบสูงสุดจากภาครัฐให้มากขึ้นจาก 1,200 บาทต่อคนต่อปี เป็น 2,500 บาทต่อคนต่อปี และเพิ่มสิทธิประโยชน์อื่นๆให้สมาชิก เช่น การประกันชีวิตหมู่หรือประกันอุบัติเหตุ และส่วนลดจากการซื้อสินค้าในร้านที่กำหนด เป็นต้น”

ทั้งปัจจุบันรัฐบาลจ่ายเงินสมทบให้แก่ประชาชน ตามช่วงอายุของผู้ออม คือ สมาชิกอายุตั้งแต่ 15-30 ปี รัฐสมทบให้ไม่เกิน 50% ของเงินออม สูงสุดไม่เกิน 600 บาทต่อคนต่อปี, สมาชิกที่มีอายุมากกว่า 30 ปี แต่ไม่เกิน 50 ปี รัฐสมทบให้ 80% ของเงินออม สูงสุดไม่เกิน 960 บาทต่อคนต่อปี และสมาชิกที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ไม่เกิน 60 ปี รัฐจ่ายสมทบให้ 100% ของเงินที่ออม ไม่เกิน 1,200 บาทต่อคนต่อปี

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง และประธานบอร์ด กอช. กล่าวว่า แม้การเพิ่มเงินออมสมทบจะเป็นการเพิ่มภาระรัฐบาล แต่ในระยะยาวจะช่วยลดภาระในการดูแลคนสูงอายุ ที่ปัจจุบันมีภาระงบประมาณราว 600,000-700,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งหากรัฐบาลไม่ดำเนินการใดๆเลย ภายใน 10-15 ปีข้างหน้า อาจจะกลายเป็นวิกฤติการคลังของรัฐบาลได้ ทั้งนี้ กระทรวงการคลังต้องการให้บุคคลที่ยังเป็นนักเรียน นักศึกษาที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป เข้าสู่ระบบการออม ตั้งแต่ยังไม่ทำงาน และเมื่อทำงานแล้วก็ต้องเข้าสู่การออมตามระบบของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนประกันสังคม รัฐก็จะหยุดจ่ายเงินสมทบและให้โอนเงินออมจาก กอช.เข้าสู่กองทุนที่เลือก เพื่อลดภาระทางการคลังของรัฐบาล.

 

รัฐรุกสกัดไข้หวัดนกระบาด ปิดกั้นทุกจุดไม่ให้เข้ามาไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.พ. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/862813


นายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึงการระบาดของไข้หวัดนกในจีน และแพร่ระบาดมาถึงประเทศเพื่อนบ้านว่า ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเฝ้าระวังการขนส่งสินค้าสัตว์ปีก วัสดุอุปกรณ์ในเขตชายแดนมากขึ้น ส่วนฟาร์มเลี้ยงในประเทศต้องควบคุมเป็นอย่างดี เพราะอากาศหนาวในบางพื้นที่ จะง่ายต่อการติดเชื้อ หากพบมีการป่วยตายของสัตว์ปีก ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ เพื่อเก็บตัวอย่างมาตรวจสอบ และฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อทันที

“การควบคุมป้องกันโรคระบาดในสัตว์ปีก มีการซักซ้อมแผนในทุกจังหวัดอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง จนทำให้ไทยปลอดจากไข้หวัดนกระบาดตั้งแต่ปี 51 จนถึงปัจจุบัน โดยปศุสัตว์ทุกจังหวัดต้องเข้มงวดป้องกันโรคอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยง ที่มีระยะทาง 10 กิโลเมตรจากแนวชายแดนเพื่อนบ้าน พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบการลักลอบเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกผ่านเข้า-ออก ในพื้นที่ชายแดน และตรวจพิสูจน์ตัวอย่าง ตั้งจุดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในจุดผ่านแดน ฉีดพ่นยานพาหนะทุกคันที่สงสัยว่าปนเปื้อนเชื้อโรค สั่งระงับการนำเข้าไก่ เป็ด ห่าน นก ไข่ และซากสัตว์ปีกจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่ตรวจพบโรคไข้หวัดนก สำหรับผู้เลี้ยงสัตว์ปีกต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันเชื้อเข้าสู่ฟาร์มอย่างเคร่งครัด ส่วนประชาชนป้องกันความเสี่ยงได้ด้วยการซื้อเนื้อสัตว์ปีกและไข่จากผู้ผลิตที่ได้มาตรฐาน และรับประทานเนื้อสัตว์ปีกที่สุกแล้ว.

 

ถามตรงกับ “ซีอีโอ เอพี” อัศวโภคินผู้น้อง 26 ปีในธุรกิจบ้าน-คอนโด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 ก.พ. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/856453


เมื่อปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา “ไทยรัฐออนไลน์” มีโอกาสพูดคุยแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับ “เสี่ยเล็ก-อนุพงษ์ อัศวโภคิน” ซีอีโออารมณ์ดีของ “บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน)” เจ้าของแห่งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อันดับ 4 ของไทยและยืนหยัดมาได้ถึง 26 ปี

ทั้งนี้ ซีอีโอเอพี มีบทพิสูจน์ถึงฝีไม้ลายมือนำธุรกิจผ่านช่วงวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งมาได้ และประสบความสำเร็จด้วยลำแข้งของตัวเองสร้างอาณาจักรธุรกิจคนละแห่งกับพี่ชายแท้ๆ “อนันต์ อัศวโภคิน” เจ้าของบริษัทอสังหาฯ ชั้นนำแลนด์แอนด์เฮ้าส์และห้างสรรพสินค้าหลายแห่ง โดยไม่ต้องพึ่งพาร่มเงาของพี่ชาย

อะไรทำให้เอพีผ่านวิกฤติต้มยำกุ้งและประสบความสำเร็จในธุรกิจมาได้จนถึงวันนี้ ตลอดจนอีกหลายคำถาม ซึ่งเชื่อว่า ผู้อ่านและผู้ซื้อบ้าน ทาวน์เฮาส์ ทาวน์โฮม และคอนโด หลายท่านอยากฟังคำตอบเชิญอ่านโดยพลัน…

คุณอนุพงษ์ อัศวโภคิน

“เอพี” เข้าสู่ 26 ปี เป็นมาอย่างไร?

เอพีเร่ิมจากการเป็นพาร์ทเนอร์กันกับคุณพิเชษฐ วิภวศุภกร กรรมการผู้อำนวยการเอพี (อดีตผู้บุกเบิกบริษัทหลักทรัพย์เอกธำรง) ข้อดีของบริษัทฯ เริ่มจากการเป็นหุ้นส่วนของกันและกัน ขณะนั้น ตนเป็นลูกชายของแม่ (เพียงใจ หาญพาณิชย์) ก็โดนเตะออกมาในฐานะลูกคนสุดท้องต้องมาหาอะไรทำเอง เพราะพี่ชาย (อนันต์ อัศวโภคิน) ก็ทำธุรกิจอสังหาฯ แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จึงมาทำธุรกิจของตัวเองนั่นก็คือ เอพี ในทุกวันนี้

แม่จะสอนให้ลูกยืนได้ด้วยตัวเองก็ออกมาทำ มีพาร์ทเนอร์คือ คุณพิเชษฐ โดยอย่างหนึ่งที่เรายึดถือทำมาตลอด 25 ปี คือ ต้องหาความแตกต่างให้เจอจากสิ่งที่เป็นอยู่แล้วพยายามสร้างความแตกต่าง ซึ่งเอพีทำทาวน์โฮมรายแรก ทำคอนโดติดรถไฟฟ้าเจ้าแรก ส่งมอบโครงการไปแล้วกว่า 2 ล้านตารางเมตร ตั้งแต่วันแรกที่ทำธุรกิจ วันนี้เรามีพาร์ทเนอร์กับญี่ปุ่น สร้างอะคาเดมี่สถาบันการเรียนรู้ครบวงจรสอนคน เหล่านี้ คือความแตกต่างที่ทำตลอด

ทั้งนี้ ในธุรกิจต้องหาความแตกต่าง แต่ต้องเป็นความแตกต่างที่ลูกค้าได้ประโยชน์ ไม่ใช่ความแตกต่างที่เป็นสีสันทางการตลาดอย่างเดียว ลูกค้าต้องได้ประโยชน์

ปีที่ 26 นี้ จะเห็นอะไรใหม่ๆ จากเอพีบ้าง?

เอพีมีอะไรใหม่ๆ ทุกปี ยกตัวอย่างเมื่อปีที่แล้วไปเป็นสปอนเซอร์ให้การประชุมสัมมนาที่แสตมฟอร์ด อังกฤษ เรื่องดิจิตอลคอมมูนิตี้ แล้วก็ส่งคนไปร่วมและนำสิ่งที่เห็นที่เรียนรู้กลับมาพัฒนาต่อยอดทั้งในองค์กรและธุรกิจ

ยกตัวอย่างวันนี้ เรื่องไอโอที(อินเทอร์เน็ตออฟ ธิงส์) ซึ่งทุกรายวิ่งไปที่อีควิปเม้นท์ (อุปกรณ์) แต่ลืมไปอย่างหรือเปล่าว่า คอนโดวันนี้ เห็นอีควิปเม้นท์ทันสมัย แต่อีก 3 ปีจากนี้ ล้าสมัย วันที่ส่งมอบเอาไหมมือถือ สร้างวันนี้ อีก 3 ปี ล้าสมัย เวลาที่ไปเรียนมาสิ่งที่เราได้กลับมาคือ อีควิปเม้นท์คือโมดูล่า แต่สิ่งที่จะต้องทำให้ลูกค้าคือ อินฟราสตรัคเจอร์ (โครงสร้างพื้นฐาน)

ตึกที่เห็นของเอพีวันนี้ เริ่มใส่ไฟเบอร์ออฟติก เพราะอะไรเพราะถ้าเป็นสายทองแดงวิ่งไฟเบอร์ออฟติกมาข้างนอกก็ติด สมัยก่อนก็มีไฟเบอร์ออฟติก แต่ส่วนใหญ่เป็นผู้ให้บริการเรื่องพวกนี้ทำให้ อะไรตายรู้ไหมลูกค้าใช้ยี่ห้ออื่นไม่ได้ เช่น อินเทอร์เน็ต เป็นต้น รายไหนลากไฟเบอร์ออฟติกก็ต้องใช้ยี่ห้อนั้นๆ ดังนั้น ตัวเลือกของลูกค้าต้องมี เอพีจึงยอมจ่ายเงินทำไฟเบอร์ออฟติกเองทั่วทั้งตึก ลูกค้าอยากจะใช้อินเทอร์เน็ตรายไหนต้องมีตัวเลือก ตรงนี้ คือ สิ่งที่เรียนรู้มา คือ เราต้องเตรียมอินฟราสตรัคเจอร์ข้างในให้พร้อม

ดีไซน์ห้องเราก็ดีไซน์ใหม่ มานั่งดูเรื่องของส่วนกลาง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของมาร์เก็ตติ้งเคลมเป็นส่วนใหญ่ มานั่งดูโคเวิร์คกิ้งสเปซ (พื้นที่ใช้สอบส่วนกลางร่วมกัน) ว่า อะไรคือ โคเวิร์คกิ้งสเปซจริงๆ ไปที่นั่นแล้วนั่งศึกษาว่า วันนี้ ชีวิตคนรุ่นใหม่โคเวิร์คกิ้งสเปซคือ มีสถานที่ทำงาน อินเทอร์เน็ตเร็วแรง มีความเป็นส่วนตัวในพื้นที่สาธารณะ สิ่งที่เราดีไซน์ใหม่เรียกว่า เทคโนบูท นั่นคือ พื้นที่สาธารณะที่มีความเป็นส่วนตัว ทำงานได้ ทำงานเป็นกลุ่มได้ โดยเอพีพยายามหา พยายามเข้าใจลูกค้าว่า ใครมาอยู่กับเราแล้วต้องการอะไร

ดูเหมือนธุรกิจอสังหาฯ ซบเซา หรือ ส่อวิกฤติ แต่เอพีเคยผ่านวิกฤติปี 2540 มาแล้ว ผ่านมาได้อย่างไร?

เมื่อวิกฤติปี 2540 ที่เอพีผ่านมาได้ อันแรกคือ ต้องออนเนอร์คู่ค้าทั้งหมด รวมทั้งแบงก์ อย่าริอาจไปชักดาบ ซึ่งเมื่อครั้งปี 2540 ไม่เคยชักดาบใคร กัดฟันจ่ายดอกเบี้ย 24% ก็จ่ายมาแล้ว และจ่ายทุกงวด ต้องออนเนอร์คู่ค้า ต้องออนเนอร์พาร์ทเนอร์ทั้งหมด

ข้อสองต้องขายของจริงไม่ใช่ขายการตลาด ถ้าจำกันไม่ผิดเมื่อครั้งปี 2540 วงการมีขายทาวน์เฮาส์ดาวน์ 36 งวด แต่ทาวน์เฮาส์สร้างเสร็จใน 6 เดือน ซึ่งเดี๋ยวนี้คงไม่เกิดแล้ว โดยต้องมีวินัย อย่าเห็นโอกาสแล้วใช้เงินจนเปลือง ต้องนั่งดูว่า กำลังตัวเองแค่ไหน เศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทางพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ทั้งนี้ เรารักษาวินัยทางด้านการเงิน ดูแลหนี้สินสุทธิต่อทุนที่อัตรา 1 มาตลอด จังหวะไม่ดีที่ดินสวยให้ตายยังไงก็ไม่ซื้อ ที่กล่าวมาทั้งหมดยึดแนวนี้ มาตลอด ดูได้เลยหนี้สินสุทธิต่อทุนของเอพีตั้งแต่เมื่อปี 2540 เป็นต้นมาอยู่ที่อัตรา 1 ตลอด ปีไหนที่ขยับเกินอัตรา 1 จะเห็นปีถัดไปต้องลงมาอัตราต่ำวินัยทางการเงินต้องมี คือ อสังหาฯ ถ้าโลภแล้วพัง ใช้คำนี้ดีกว่าว่า อย่าโลภ

กุญแจความสำเร็จธุรกิจคืออะไร และมีหลักอย่างไร?

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นต้นแบบในเรื่องของการให้โอกาสคน เอพีให้โอกาสกับคน เราสร้างคนแล้วสุดท้ายคนจะมาสร้างเรา ซึ่งตนลงทุนเรื่องการสร้างคนในอะคาเดมี่มหาศาล สร้างคนต้องไม่ย่อท้อ เห็นทุนเล่าเรียนหลวงแต่ละอันไปแล้วบางคนก็ไม่กลับมาคืนในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านก็ไม่เห็นทรงว่าอะไรสักคำ แต่สุดท้ายก็ต้องสร้างคน บริษัทก็เช่นกัน คือ อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีคน

มีอยู่ช่วงหนึ่งเวลาเอพีเติบโตเร็วมาก ซึ่งเวลาเราโตมากๆ ต้องดึงคนจากบริษัทนั้นบริษัทนี้ มา แต่ในวันนี้ เราสร้างคนเอง ซึ่งในกรณีคนลาออกก็เอาคนใหม่ขึ้นมาแทนทำให้คนที่อยู่กับเรามีคาเรียพาร์ท (เส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพ) ที่ดี และจะได้มีความรู้สึกว่า อยู่เอพีแล้วมีคาเรียพาร์ท

ลงทุนสร้างทีมโค้ชสอนเซลส์เอง มุ่งมั่นสร้างคน?

ใช่ เซลส์ของเอพีต้องเข้าห้องเรียน เราเป็นบริษัทแรกที่สอนการขายเสร็จลงไปทำงานแล้วยังมีโค้ชไปนั่งประจำอยู่ไซต์งานคอยสอนเซลส์ เพื่อการบริการที่ดี มีมาตรฐาน ลูกค้าได้รับบริการดีที่สุดและเกิดความประทับใจ

เรามีทีมโค้ชเองประมาณ 10 คน โดยจะประกบแต่ละทีมเซลส์ โค้ชจะมีหน้าที่ (อย่าหัวเราะนะครับ) แบบว่า แต่ละโครงการจะเขียนมาเลยว่า สคริปต์การขายคืออะไร น้องเซลส์เข้ามาก็จะมาดูเลยว่าจะขายยังไง ต้อนรับลูกค้ายังไงและดูแลตอบข้อซักถามลูกค้าอย่างไร ซึ่งโค้ชจะต้องลงไปหน้างานเลยไปนั่งให้คำปรึกษาใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม ที่กล่าวมา ไม่ใช่เพียงด้านการขายอย่างเดียว รวมถึงด้านการก่อสร้างด้วย โค้ชของงานก่อสร้างต้องลงไปหน้างานหากเมื่อทีมงานพบปัญหาก็จะสอนเลยโค้ชจะลงไปดู ทั้งนี้นอกจากในห้องเรียนแล้วโค้ชแต่ละส่วนจะตามลงไปประกบหน้างานด้วย เราเป็นบริษัทแรกที่มีระบบนี้ อันนี้เป้นส่วนหนึ่งของการสร้างคน

ส่วนการโอเพ่นเฮาส์นักศึกษานั้น เมื่อปีที่ผ่านมา มี 10 กว่าคนที่มาเรียนกับเรา จากนั้น ผ่านการคัดเลือกส่ง 3 คน ไปศึกษาดูงานประเทศญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ยังไม่หวังว่านักศึกษาเหล่านี้ จะมาทำงานในวันนี้ เพราะน้องก็ยังอยากศึกษาต่อ แต่มีอยู่ 1 คน มาทำงานกับเราแล้วยังไม่จบเลยแต่ขอทำงานด้วย ตรงนี้ ก็เป็นอีกตัวอย่าง ก็เอาสิ มาเลย ยินดีต้อนรับ ซึ่งสุดท้ายเขาอาจจะไปเรียนต่อ หรืออยู่สักพักอาจจะส่งเรียน

เชื่อว่า การสร้างคนเป็นอะไรที่เราต้องทำ ไม่รู้จะพูดยังไง แต่ต้องทำ แล้วเวลาสร้างคน คนคนนั้น คือคนเอพี รู้จักเอพีดีทั้งภายนอกภายใน ไม่ต้องมานั่งปวดหัวในการสอนงาน เวลาเรารับคนใหม่เวลาที่คนใหม่จะเข้าใจงานต้องใช้เวลา 6 เดือน ถึง 1 ปี

อะคาเดมี่เอพีทำมาแล้ว 4-5 ปีหมดเงินไปประมาณ 200-300 ล้านบาท แต่ก็ทำต่อเนื่องมีความสุขได้เห็นเด็กปั้นเด็กขึ้นมาเข้ามาในวงการอสังหาฯ ได้ก็รู้สึกดี

มองกรณีเกิดปัญหากับลูกค้า หรือ บ้านมีปัญหา เช่น ทรุด ร้าว แล้วต้องเข้าไปแก้ไขแบบไหน?

เอพีเป็นบริษัทเดียวที่กันงบสำหรับปัญหาพวกนี้ ไม่ใช่ตามกระทู้เว็บไซต์พันทิป แต่เป็นระบบปกติ ซึ่งบางกรณีที่หลุดเข้าไปเว็บไซต์พันทิป เพราะว่าระบบทุกระบบต้องจูน เรามีคอลเซ็นเตอร์ คนที่อยู่คอลเซ็นเตอร์มากกว่า 10 คน นอกจากนั้น ยังมีทีมเรียกว่า ฟิกซ์ซิต เป็นทีมที่วิ่งออกไปหน้างานเพื่อไปดูปัญหากับลูกค้า แล้วเวลากลับมาหลายครั้งที่พบ ซึ่งต้องเข้าใจว่า คนของเอพีเยอะมาก บางครั้งหน้างานคุยกับลูกค้า คนเราเดี๋ยวนี้ บางทีกระทบกระทั่งกันแล้วโกรธเมื่อโกรธเสร็จมาจะมีอารมณ์ แต่บทสรุปจะสังเกตว่า เอพีเข้าไปแอ็คชั่นปัญหาแล้วก็แก้ไขจบพอใจกันทุกฝ่าย

เราเป็นบริษัทเดียวที่ยอดขายเท่าไรก็ตาม แต่ 1% ถูกกันสำรองไว้สำหรับแก้ปัญหาเรื่องพวกนี้ เพราะว่า ต่อให้ทำสินค้าให้ดีให้ตายยังก็ต้องเผื่อไว้ว่า จะมีปัญหาตลอดเวลา ไม่มีถูกใจ 100% หรือ ผู้รับเหมาอาจจะไม่ใช่ 100% ที่เก่ง หรือ บางที่เราไปพบในสภาพไซต์งาน ไม่เช่นนั้น ไม่รู้เลยว่า มีแบบนี้ด้วย ขนาดว่า ทุกไซต์งานก่อนจะทำงานมีการเจาะดินสำรวจ แต่บางทีไปเจาะดินพรุนทั้งไซต์งานไม่ได้

ยกตัวอย่างไซต์งานแห่งหนึ่งมีพื้นที่ 20 ไร่ เจาะหลุมสำรวจ 400 หลุม ย่อมเป็นไปไม่ได้ บางโซนเราเจาะหลุ่มตัวอย่างอาจจะมีหลุดไปบ้าง แต่ถ้าพบว่า เป็นปัญหาเราต้องรับผิดชอบ ไม่เคยปฏิเสธความรับผิดชอบ อันนี้ กล้าพูดได้เลยว่า ไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ เข้าไปแก้ ปัญหาในอดีตต่างๆ ที่มีวันนี้เข้าไปแก้จบเกือบทุกกรณี

การที่เอพีตั้งสำรองงบพวกนี้ ไว้ทำให้เราดูความเป็นจริงว่า อะไรที่ต้องทำ ก็มีที่ไม่ทำ ต้องยอมรับว่า ไม่ใช่ทุกเคสทุกปัญหาที่รับหมด บางกรณีไม่ใช่ปัญหาจากเราก็ไม่รับ ต้องเข้าใจเจ้าของโครงการในอีกมุมหนึ่งด้วยว่า เป็นไปไม่ได้ที่ข้อบกพร่องเกิดจากเจ้าของโครงการทั้งหมด มีรายละเอียดต่างๆ มาเกี่ยวข้องมากพอสมควรในแต่ละกรณี แต่เวลาเกิดปัญหาสำหรับเอพีเองใช้งบพวกนี้ไปดูแลแก้ปัญหาลูกค้าโดยไม่ต้องกังวลว่า แล้วกำไรจะแย่ไหม เพราะตั้งสำรองไว้อยู่แล้วจะมีหรือไม่มี ตั้งสำรอง 1%  ตลอด

ยังตั้งเป้าที่จะก้าวขึ้นไปเป็นอันดับที่ 3 ในธุรกิจ?

เอพีตั้งเป้าให้เป็น 1 ใน 3 ในธุรกิจอสังหาฯ ไทยให้ได้ ส่วนจะภายในปีนี้ หรือเปล่า แล้วแต่มุมมองไหนว่า ใกล้เคียงแล้วหรือไม่ ยังตอบไม่ได้ 100% แต่ต้องเป็น 1 ใน 3 บริษัทอสังหาฯใหญ่ที่สุดในไทยให้ได้ยังพยายามอยู่

สำหรับแผนธุรกิจของเอพีในปี 2560 นั้น จะใช้กลยุทธ์คิดและสร้างความแตกต่าง หรือ AP THINK DIFFERENT เน้นย้ำจุดแข็งในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่อยู่อาศัยคุณภาพ โดดเด่นด้วยดีไซน์และการจัดสรรพื้นที่ใช้สอย รวมถึงวิสัยทัศน์แบ่งปันองค์ความรู้ เพื่อพัฒนาบุคลากรคุณภาพสู่วงการอสังหาฯ
ไทย

ปี 2560 มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 20 โครงการ มูลค่ารวม 35,000 ล้านบาท แยกเป็นแนวราบ 17 โครงการ มูลค่า 15,000 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 8 โครงการ มูลค่า 8,000 ล้านบาทและทาวน์โฮม 9 โครงการ มูลค่า 7,000 ล้านบาท และกลุ่มคอนโดมิเนียม จำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 20,000 ล้านบาท สำหรับในไตรมาส 1 นี้ เตรียมจะเปิดตัวโครงการใหม่ 2 โครงการ ได้แก่ 1. พลีโน่ บางใหญ่ ทาวน์โฮม 2 ชั้น ฟังก์ชันใหม่ จำนวน 350 ยูนิต มูลค่าโครงการประมาณ 980 ล้านบาท และ 2. พลีโน่ สุขสวัสดิ์ 497 ยูนิต มูลค่า 1,496 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการประกอบด้วยทาวน์โฮม 2 ชั้น ฟังก์ชันใหม่ และบ้านแฝด 2 ชั้น ฟังก์ชันใหม่ ส่วนอีก 1 โครงการ จะเป็นการพัฒนาเฟสต่อเนื่องจากปีที่แล้วคือ บ้านกลางเมือง คลาสเซ่ เอกมัย-รามอินทรา เฟส 2 เป็น SUPER LUXURY VILLA Series ใหม่ หลังจากเฟสแรกที่เปิดตัวไปเมื่อปี 2559 ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี

มีอะไรฝากถึงผู้อ่าน ผู้ที่ต้องการซื้อบ้านของเอพี และผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยหรือไม่ อย่างไร?

วันนี้ บอกกับประชาชน หรือ ผู้บริโภคอย่างนี้ ดีกว่าไม่ว่า ผู้พัฒนาอสังหาฯ จะพูดว่าโครงการดีอะไรยังไงก็ตาม ข่าวที่ออกมาทุกคนจะมองว่า ปีนี้เหนื่อย อันนี้ ยอมรับความจริงกันดีไหม ถ้ามานั่งคุยกันว่าดีมากตลาดสดใสมากตนว่า ไม่จริง แต่ตลาดก็ไม่ได้เลวมาก ขณะเดียวกันเป็นโอกาสที่ผู้บริโภคจะได้ซื้อของดี เป็นโอกาสที่นักพัฒนาอสังหาฯ ตัวจริง ต้องพยายามหาของที่ดีขึ้น ดีขึ้น ดีขึ้น ให้ลูกค้าเสมอ แต่ปีนี้ เป็นเวลาที่แข่งขันกัน ลูกค้าจะได้ของดีในราคาที่ใช่ ปีนี้ คิดว่าแบบนี้.

เรื่องเล่าความสำเร็จ 

 

“ดีแทค” โดดล็อกคอ “ทีโอที”มั่นใจแผนธุรกิจร่วมลงทุนคลื่น2300 เด็ดดวงสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.พ. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/862808


นายภารไดย ธีระธาดา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กร บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (ดีแทค) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ที่ดีแทคมีความต้องการคลื่นใหม่มาให้บริการมากที่สุด เนื่องจากพลาดการประมูลคลื่น 4 จี ทั้งความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ และ 900 เมกะเฮิรตซ์ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จึงมีความมั่นใจมากว่า แผนร่วมธุรกิจที่ดีแทคจะเสนอให้กับบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ในการเช่าใช้โครงข่ายและลงทุนร่วมบนคลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์ ภายในวันที่ 27 มี.ค.นี้นั้น จะเป็นแผนที่ให้ผลตอบแทนทั้งด้านการพาณิชย์และด้านเทคนิคที่ดีที่สุด

“เรามั่นใจว่าดีแทคน่าจะเป็นค่ายเดียวที่ตั้งใจนำคลื่นมาให้บริการในทันทีและเร็วที่สุด เพราะเราอยู่ในสถานการณ์ที่กำลังจะขาดแคลนคลื่น เนื่องจากสัมปทานคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ และ 850 เมกะเฮิรตซ์ จะหมดอายุลงในปี 2561 นี้ เราพร้อมจะลงทุนสร้างโครงข่ายในทันที ไม่ใช่เสนอแค่แผนแบบคนอื่น ดีแทคจึงน่าจะตอบโจทย์ทีโอทีมากที่สุด ในภาวะที่ทีโอทีต้องการคนที่ลงทุนจริงและพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าทีโอทีทำรายได้จากคลื่น 2300 ได้จริง”

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่า ความต้องการแรกของดีแทค ในการได้มาซึ่งคลื่นใหม่นั้น อยู่ที่คลื่นที่นำออกประมูลจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพราะเชื่อมั่นในระบบใบอนุญาตมากที่สุด แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นอะไรที่ชัดเจนจาก กสทช.เลย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าผิดหวัง เนื่องจากการมีแผนบริหารจัดการคลื่น (Spectrum Road Map) ในระยะยาวนั้น จะช่วยให้เอกชนทุกรายวางแผนอนาคตได้แต่เนิ่นๆ ส่งผลดีต่อการลงทุน โดยหลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ สวีเดน นอร์เวย์ มาเลเซีย หรือแม้แต่เมียนมา ล้วนแต่มีแผนบริหารจัดการคลื่นทั้งนั้น

นายภารไดย กล่าวว่า ดีแทคยังมีความสนใจในการร่วมลงทุนบนคลื่น 2600 เมกะเฮิรตซ์ ของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ด้วยเช่นกัน แต่จากการศึกษาในแง่กฎหมาย เชื่อว่าคลื่นดังกล่าวเป็นคลื่นที่จัดสรรให้สำหรับบริการด้านโทรทัศน์ (Broadcast) เป็นหลัก จึงไม่ได้เสนอแผนไปยัง อสมท ต่างจากคู่แข่งรายอื่น.