ธอส.กำไรเฉียดหมื่นล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.พ. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/862806


นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยความคืบหน้าการขายหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จำนวน 12,000 ล้านบาทว่า ธอส.ได้แต่งตั้งบริษัท ดิสคอฟเวอรี่ แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นบริษัทที่ปรึกษา (FA) ในการขายหนี้เสียกองนี้ และอยู่ระหว่างการคัดแยกและจัดกองหนี้เสีย ซึ่งทั้งหมดเป็นเอ็นพีแอลอายุเกิน 3 ปีขึ้นไป คาดว่า หลังจากขายหนี้ก้อนนี้แล้ว จะทำให้เอ็นพีแอลสิ้นปีนี้ของ ธอส.ลดลงต่ำกว่า 4% จากปัจจุบันอยู่ที่ 5.06% หรือ 47,366 ล้านบาท

สำหรับแผนดำเนินงานในปีนี้ ธอส.ได้ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ 178,224 ล้านบาท เติบโต 6% จากปี 2559 ที่ส่งผลให้ยอดคงค้างสินเชื่อปีนี้แตะ 1 ล้านล้านบาท เนื่องจากสิ้นปีที่ผ่านมามียอดสินเชื่อคงค้าง 936,900 ล้านบาท ส่วนเอ็นพีแอลปีนี้ คาดว่าจะต่ำกว่า 3.9-4% ของสินเชื่อรวม ซึ่งเป็นการลดลงจากการขายหนี้เสีย 12,000 ล้านบาท และผลการดำเนินงานปีที่แล้ว สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 168,136 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 7% แต่ต่ำกว่าเป้าหมาย 1,600 ล้านบาท โดยมีกำไร 9,616 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 40 ล้านบาท เนื่องจากกระทรวงการคลังไม่ต้องการให้มุ่งหวังด้านผลกำไรเป็นหลัก แต่ต้องการช่วยเหลือให้คนไทยมีบ้าน ซึ่งเป็นภารกิจหลักของธนาคาร จึงออกโปรโมชั่นสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และยังมีเงื่อนไขพิเศษในช่วงปลายปีที่ผ่านมา.

 

แบงก์ชาติฟัน ‘ฟิล์ม-รัฐภูมิ’ ธุรกิจอีมันนี่ผิดกฎหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/862812


ชื่อเพย์ออลเจ้าตัวพร้อมจ่ายค่าปรับ!

แบงก์ชาติลงดาบแจ้งความดำเนินคดีแอพพลิเคชั่น “เพย์ออล” ที่มี “ฟิล์ม-รัฐภูมิ” เป็นประธาน ฐานทำธุรกิจอี-มันนี่เถื่อน ไม่ได้รับอนุญาตจากทางการ หลังขอให้หยุดดำเนินการ แล้วมาจดทะเบียนให้ถูกต้องแล้วไม่ยอมทำ หวั่นปล่อยให้เปิดต่อไป ประชาชนมีความเสี่ยงสูญเงิน ด้าน “ฟิล์ม” มึน เพิ่งรู้จากนักข่าว ระบุทำมาเกือบสามปี แต่หากผิดก็น้อมรับ เตรียมเข้าพบผู้บริหารแบงก์ชาติ เพื่อทำให้ถูกต้องต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 ก.พ. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้แจ้งความดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกับ บริษัท เพย์ออล กรุ๊ป จำกัด ในข้อหาประกอบธุรกิจให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) โดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางการ ซึ่งเป็นบริษัทที่มีนายฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ดาราชื่อดัง เป็นประธานกรรมการบริษัท หลังจากที่ตรวจพบว่า บริษัทดังกล่าวให้บริการแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือภายใต้ชื่อ “PayAll” โดยให้ผู้ใช้บริการสมัครเป็นสมาชิกในแอพพลิเคชั่น และเติมเงินล่วงหน้าเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์เพื่อนำไปใช้ในการชำระค่าสินค้าหรือบริการจากร้านค้าต่างๆ ที่เป็นเครือข่ายของบริษัท โดยไม่ได้รับอนุญาตจาก ธปท.

โดย ธปท.ระบุว่า การดำเนินลักษณะดังกล่าวของบริษัทเพย์ออล ถือเป็นการให้บริการ e-Money ซึ่งเข้าข่ายเป็นการประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 ประกอบพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2551 (พ.ร.ฎ. e-Payment) และประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 58 ประกอบประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 58 (การประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์) ซึ่งหากดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาตจะถือเป็นความผิดและมีโทษตามกฎหมาย โดยมีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ นางสาวสิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ว่าการ ธปท.สายระบบการชำระเงิน และเทคโนโลยีทางการเงิน และนายพฤทธิพงศ์ ศรีมาจันทร์ ผู้ช่วยผู้ว่าการธปท.สายช่วยงานบริหาร ร่วมกันแถลงข่าว โดยระบุว่า ธปท.ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ตาม พ.ร.ฎ. e-Payment และ รมว.คลัง ให้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีกับบริษัท เพย์ออล กรุ๊ป จำกัด และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในข้อหาประกอบธุรกิจให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) โดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางการ โดยได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในความผิดตามกฎหมายดังกล่าว

ทั้งนี้ ตามเกณฑ์การให้อนุญาตของ ธปท.การประกอบธุรกิจให้บริการ e-Money เป็นธุรกิจที่มีการรับเงินล่วงหน้าจากประชาชนทั่วไปในวงกว้าง จึงต้องได้รับอนุญาตจากทางการก่อนเริ่มประกอบธุรกิจ และผู้ประกอบธุรกิจต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้ใช้บริการ เช่น ต้องมีทุนจดทะเบียนและเรียกชำระแล้วตามที่กำหนด และดำรงฐานะทางการเงินและสภาพคล่องเพื่อให้บริการ e-Money ได้อย่างต่อเนื่อง และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ใช้บริการ โดยต้องมีการเก็บรักษาเงินของผู้ใช้บริการที่เติมเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์อย่างรัดกุม โดยต้องฝากไว้ที่สถาบันการเงิน และแยกบัญชีไว้ต่างหากจากเงินทุนหมุนเวียนที่ใช้ดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบธุรกิจ รวมทั้งต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเคร่งครัด

นางสาวสิริธิดากล่าวว่า ธปท.ได้พบว่าบริษัทดังกล่าวให้บริการธุรกิจ e-Money มาตั้งแต่ปลายปี 2559 โดยไม่ได้รับอนุญาตจาก ธปท. จึงเชิญบริษัทดังกล่าวเข้ามาหารือ เพื่อให้ชี้แจงการประกอบธุรกิจ โดยเชิญมา 2 ครั้ง ซึ่งครั้งแรกบริษัทฯมาหารือกับ ธปท.แต่ยังไม่ยอมหยุดทำธุรกิจ ธปท.จึงได้เชิญมาอีกเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งครั้งนี้ บริษัทไม่ส่งตัวแทนมาหารือกับ ธปท. ดังนั้น ธปท.จึงได้ตัดสินใจแจ้งความดำเนินคดี เพราะคิดว่าหากทิ้งไว้นาน ประชาชนจะเข้าร่วมและอาจได้รับความเดือดร้อน และเท่าที่ทราบ ขณะนี้มีประชาชนจำนวนหนึ่งที่นำเงินไปใส่ในกระเป๋าอิเล็กทรอนิกส์ในแอพพลิเคชั่นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ ธปท.มีความเป็นห่วงว่า หากปล่อยให้ดำเนินการต่อไป ประชาชนจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหาย จึงประสานงานกับตำรวจเพื่อดำเนินคดี

ทั้งนี้ ธปท.ขอแนะนำให้ประชาชน ร้านค้า และสถานประกอบการ เลือกใช้บริการ e-Money จากผู้ประกอบธุรกิจให้บริการ e-Money ที่ได้รับอนุญาตจากทางการเท่านั้น รวมทั้งควรศึกษาเงื่อนไขของการใช้บริการและดำเนินการเพื่อรักษาสิทธิของตนเอง โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบธุรกิจให้บริการ e-Money ที่ได้รับอนุญาตและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของทางการได้จากรายชื่อที่เว็บไซต์ของ ธปท. หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน หมายเลขโทรศัพท์ 1213 หรือ E-mail: e-PaymentSupervisionandExaminationDivision@bot.or.th หากประชาชนพบว่ามีผู้ประกอบธุรกิจให้บริการ e-Money โดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้แจ้ง ธปท.ทราบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทเพย์ออล กรุ๊ป ให้แอพพลิเคชั่นการใช้จ่ายผ่านแอพฯ บริการชำระค่าสาธารณูปโภค ค่าสินค้า และบริการ ตามที่บริษัทกำหนด โดยมีทุนจดทะเบียนเพียง 10 ล้านบาท และที่ผ่านมา มีการใช้ดาราชื่อดังเป็นพรีเซนเตอร์ชักชวนให้ใช้บริการจากนั้น ช่วงเย็นวันเดียวกัน พระเอกคนดังฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวถึงการถูก ธปท.แจ้งความดำเนินคดีว่า ตนเพิ่งทราบเรื่องจากนักข่าว เบื้องต้นยังไม่ทราบในรายละเอียด ตนเริ่มดำเนินธุรกิจมาเกือบ 3 ปี แต่เพิ่งเปิดระบบจริงจังมาได้ 1 ปี ที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีเรื่องราวอะไร และก็ไม่รู้ว่าธุรกิจตนผิดข้อกฎหมายใด เมื่อทราบเรื่องแล้วก็จะขอประชุมฝ่ายกฎหมายก่อน ตอนที่จะเริ่มต้นทำทางฝ่ายกฎหมายก็บอกว่าทำได้ แต่ก็ไม่ทราบว่าอ่อนประสบการณ์หรือว่าเป็นกฎหมายใหม่ แต่เมื่อผิดกฎหมายแน่นอนว่าตนต้องน้อมรับ ต่อคำถามที่ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ฟิล์มกล่าวว่าถ้ากฎหมายบอกว่าผิดตนก็ผิดอยู่แล้ว ก็คงไปเสียค่าปรับ อย่างไรก็ตาม ต่อไปตนก็จะขอเข้าพบผู้บริหารแบงก์ชาติเพื่อขอรับทราบความผิดและข้อปฏิบัติที่ถูกต้องต่อไป

 

กสท.สั่ง “ทรูวิชั่นส์” คืนเงิน เหตุยกเลิกรายการเอชบีโอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/862798


พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด กสท.มีมติ 3 ต่อ 1 เสียง ให้บริษัท ทรูวิชั่นส์ จำกัด ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีแบบบอกรับสมาชิก (เพย์ทีวี) คืนเงินให้สมาชิกที่ยกเลิกบริการในระหว่างวันที่ 1-25 ม.ค.2560 ซึ่งเป็นช่วงที่ไม่มีบริการช่อง HBO จำนวน 6 ช่องรายการ โดยทรูวิชั่นส์แจ้งว่าในช่วงเวลาดังกล่าวมีลูกค้ายกเลิกบริการราว 700-1,000 ราย

ขณะเดียวกันก็ได้มีมติให้ตักเตือนทรูวิชั่นส์ด้วย ในกรณีไม่มีการแจ้งยกเลิกบริการ HBO ล่วงหน้า 30 วัน เพราะถือว่าไม่แจ้งผู้บริโภคให้ทราบล่วงหน้าและไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขใบอนุญาต “เมื่อทรูวิชั่นส์ไม่มีรายการ HBO 6 ช่อง ทางผู้บริโภคไม่พอใจ ก็ยกเลิกบริการได้ ถือเป็นความพึงพอใจของลูกค้า แต่กรณีไม่แจ้งล่วงหน้าให้ลูกค้ารับทราบ 30 วัน ก็ถือเป็นความผิด ซึ่งก็ต้องตักเตือน และสั่งให้คืนเงินแล้ว ก็ถือว่าสมเหตุสมผลแล้ว”.

 

ถอดรหัสกฎอาเซียน ไข!ปัญหารถเอ็นจีวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/862320


รับมั้ยรับ… ล้มมั้ยล้ม…“รถ เอ็นจีวี 489 คัน”

ที่กรมศุลกากรตั้งข้อสงสัยว่า…เชื่อว่า…จึงกล่าวหาว่า…รถเอ็นจีวีที่ว่านั้นสัญชาติจีนหรือมาเลเซีย…กันแน่

ส่วน ขสมก.จะยกเลิกสัญญาจริงหรือไม่? ขณะที่บริษัทฯผู้ชนะประมูลให้เหตุผลที่มาของความล่าช้านั้น อยู่นอกเหนือความควบคุมของบริษัทฯต้องถือเป็นเหตุสุดวิสัย

บริษัทฯพร้อมส่งมอบรถให้ ขสมก.ตั้งแต่ 2 เดือนที่แล้ว แต่ที่ส่งมอบ ไม่ได้เพราะทุกฝ่ายในบ้านเมือง ตั้งแต่นายกฯ, อัยการฯ มาถึงผู้อำนวยการ ขสมก. ต่างพูดเป็นเสียงเดียวตลอดมาว่า…“ต้องรอความชัดเจนจากกรมศุลกากรก่อนว่าจะให้รถเอ็นจีวีลอตนี้ตีตราสัญชาติใดแน่”

เป็นที่น่าสังเกตเหลือเกินว่า…“เมื่อทุกฝ่ายประสานเสียงกันว่า ต้องรอกรมศุลฯ…แล้วทำไมถึงจู่ๆมากล่าวหาบริษัทฯส่งมอบรถไม่ทันตามสัญญาจะยกเลิกสัญญากันให้ได้

ทำไมถึงไม่ไปเร่งรัดที่กรมศุลฯ หรือว่ากรมศุลฯหมดมุกเตะถ่วง แล้ว จึงโยกไปให้ ขสมก.ใช้มุกยกเลิกสัญญาแทน หวังเปิดประมูลใหม่ ตามใบสั่งใครบางคน”

ชนิด ศุทธยาลัย หรือ อาจารย์ชนิด ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายศุลกากร และกฎระเบียบการค้าเสรีอาเซียน อดีตข้าราชการกรมศุลกากร ตั้งข้อสังเกตและเปิดประเด็นว่า ขสมก.ในฐานะคู่สัญญาก็หลงทิศหลงทางเสี่ยงถูกฟ้อง กรมศุลกากรเองก็ปฏิบัติไม่ถูกต้อง จากที่ได้ตรวจสอบข้อกฎหมายและระเบียบต่างๆพอจะสรุปได้ว่า

กรมศุลกากรหาว่าบริษัทฯผู้นำเข้ามีความผิดฐานสำแดงประเทศแหล่งกำเนิดของสินค้าเป็นเท็จตาม พ.ร.บ.ห้ามนำของที่มีการแสดง กำเนิดเป็นเท็จเข้ามา พ.ศ.2481

ทางบริษัทฯ มีข้อสงสัยว่า ตาม พ.ร.บ.ห้ามนำของที่มีการแสดงกำเนิด เป็นเท็จเข้ามา พ.ศ.2481 มี 3 มาตรา คือมาตรา 3, 4, 5 ครอบคลุมเฉพาะ สินค้าหัตถกรรม แต่ในการแจ้งข้อกล่าวหาไม่ปรากฏคำบรรยายว่า รถยนต์ถือเป็นหัตถกรรมแต่อย่างใด

ที่สำคัญ…เจ้าหน้าที่บางกลุ่มเจตนาเพื่อให้บริษัทฯยอมยกรถเอ็นจีวีที่นำเข้าให้เป็นของแผ่นดินเพื่อแลกกับการระงับคดี ตามวิธีถนัดที่ใช้กันเป็นประจำ

แล้วกรมศุลกากรได้มีการสอบถามหรือตรวจสอบกับประเทศมาเลเซียในฐานะผู้รับรองถิ่นกำเนิดหรือไม่? หากยังมิได้ข้อเท็จจริงว่าประเทศกำเนิดเป็นเท็จ เกรงว่าอาจเป็นการกล่าวหาโดยขาดองค์ประกอบความผิดประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งประเด็นนี้บริษัทฯได้ฟ้องศาลเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมแล้ว

ประเด็นถัดมา…กรณีที่กรมศุลฯกล่าวหาว่าสำแดงเท็จตามมาตรา 99

หากกรมศุลฯเห็นว่าผู้นำเข้ารถเมล์ NGV ไม่ได้รับสิทธิ์ลดอัตรา อากรดังกล่าว กรมศุลฯจะต้องปฏิบัติตามภาคผนวก 1 ระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังตามกฎข้อ 18 หรือร่วมตรวจสอบกับประเทศสมาชิกผู้ส่งออกตามกฎข้อ 19

หรือหากมีข้อสงสัยว่ามีการกระทำอันฉ้อฉลที่เกี่ยวข้องกับหนังสือรับรองถิ่นกำเนิด (FORM D) ต้องปฏิบัติตามกฎข้อ 24 และหน่วยงาน ผู้มีอำนาจออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิด อาจเพิกถอนสิทธิ์เมื่อใดก็ได้ ตามกฎข้อ 12D

แต่ที่สำคัญ…การถอนสิทธิ์ต้องแจ้งเลขาธิการอาเซียนทราบทันที ถ้าไม่ปฏิบัติตามระเบียบที่ประเทศสมาชิกได้ร่วมตกลงกันไว้อาจก่อให้เกิดความบาดหมางระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ กรมศุลฯต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในภาคผนวก 1 ระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ที่ประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศได้ลงนามรับรองร่วมกันไว้ เพื่อเป็นเกณฑ์ในการให้สิทธิ์ รวมถึง ตรวจสอบการใช้สิทธิ์ในหมู่ประเทศสมาชิก

อาจารย์ชนิด ย้ำว่า กรมศุลกากรไม่มีอำนาจในการตัดสิทธิ์ หน้าที่ของกรมศุลฯคือ มีหน้าที่ตรวจสอบ…สอบทานการใช้สิทธิ์ที่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่สมาชิกอาเซียนได้ตกลงร่วมมือกันไว้ ส่วนการเพิกถอนสิทธิ์ เป็นหน้าที่ของหน่วยงานผู้มีอำนาจในการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า ซึ่งในที่นี้คือหน่วยงาน MITI ของประเทศมาเลเซีย ไม่ใช่กรมศุลกากรไทย และ/หรือ กรมศุลกากรของประเทศมาเลเซีย

กรณีที่กรมศุลฯกล่าวหาว่า มีการสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากร ตามมาตรา 27

หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าของประเทศมาเลเซีย ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเป็นเอกสารเท็จ และบริษัทฯไม่มีอำนาจหน้าที่ในการออก/ รับรองเอกสารดังกล่าว บริษัทฯเพียงนำเอกสารดังกล่าวมาใช้ในการขอรับสิทธิ์ตามกฎหมายของไทย จึงไม่ใช่ความผิดของบริษัทฯ ในข้อหาเจตนาหลีกเลี่ยงตามมาตรา 27 ที่ถูกกล่าวหา

ประเด็นนี้บริษัทฯก็อยู่ระหว่างการดำเนินการทางด้านกฎหมายกับกรมศุลฯเช่นเดียวกัน

ส่วนกรณีรถเมล์ 99 คันที่ยังอยู่ในอารักขาของกรม ทางบริษัทฯผู้นำเข้าได้ทำหนังสือขอวางประกันเฉพาะค่าภาษีโดยไม่ขอวางประกันค่าปรับ

…เป็นไปตามประมวลระเบียบปฏิบัติศุลกากร พ.ศ.2556 ข้อ 4 03 06 05 ซึ่งระบุว่า การยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากร สำหรับของที่มีถิ่นกำเนิดจากอาเซียน (ATIGA) กำหนดไว้ อีกทั้งกรมศุลฯได้มีประกาศกรมศุลกากร ที่ 240/2559 เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการยกเว้นอากร และลดอัตราศุลกากรสำหรับของที่มีถิ่นกำเนิดอาเซียน ในข้อ 5 (7)(7.1) ที่ระบุว่า…

“มีเหตุอันควรสงสัย หรือจำเป็นต้องสอบถามไปยังหน่วยงานที่ออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิด…ให้ผู้นำเข้าดำเนินการวางประกันให้คุ้มค่าภาษีอากรตามอัตราปกติ โดยไม่ต้องวางประกันค่าปรับ แต่ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่กลับมีคำสั่งให้บริษัทฯต้องวางประกันค่าปรับในอัตรา 2 เท่าของค่าภาษีอากรอาจเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติของกรมศุลกากร”

แต่นายชัยยุทธ คำคุณ รองอธิบดีกรมศุลฯกลับแถลงต่อสื่อมวลชนยืนยันหนักแน่นว่า ระเบียบที่ว่านี้ใช้ไม่ได้ เพราะในกรณีนี้กรมศุลฯพบว่า มีการฉ้อฉลภาษี นั่นหมายความว่า “ท่านกำลังกล่าวหาว่าบริษัทฯได้สมรู้ร่วมคิดกับหน่วยงานภายใต้รัฐบาลมาเลเซียออกเอกสารเป็นเท็จใช่หรือไม่?”

“ท่านรองฯไม่ใช่เด็กๆ พูดอะไรระวังอาจกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” อาจารย์ชนิด ว่า

“ผมสงสัยจริงๆว่า…เพราะสาเหตุใดถึงทำให้เจ้าหน้าที่ต้องลงทุนทำถึงเพียงนี้ ทำให้ ขสมก.ไม่กล้าตรวจรับรถ จนบริษัทฯต้องตกเป็นจำเลยสังคมและได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง”

หาก ขสมก.ยกเลิกสัญญาจริง ต้องบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยคิดจะทำยังไงก็ทำกันง่ายๆ ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มากๆเพราะผลกระทบและสิ่งที่จะตามมาคือ

ผู้ชนะการประมูลก็คงหนีไม่พ้นต้องฟ้องเรียกค่าเสียหายกับ ขสมก. ผู้นำเข้ารถเอ็นจีวีต้องฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโรงงานที่มาเลเซีย โรงงานที่มาเลเซียก็ต้องฟ้องกรมศุลกากรไทยที่ปฏิเสธ Form D ทำให้ได้รับความเสียหาย เสียชื่อเสียง เสียเครดิตกับคู่ค้าในหลายประเทศ

และเรื่องราวทั้งหลายก็คงไปกองอยู่ตรงหน้าเลขาธิการอาเซียน ซึ่งไม่เป็นผลดีกับประเทศไทยอย่างแน่นอนและอาจลุกลามบานปลายถึงเรื่องมารยาท โดยเฉพาะการละเมิดข้อตกลงการค้าอาเซียน (ATIGA)

ไม่อยากนึกภาพเลยว่า ถ้าหาก “ขสมก.” กับ “กรมศุลกากรไทย” เพลี่ยงพล้ำพลาดท่าแพ้คดี “ค่าเสียหาย” ที่เกิดขึ้น…คงหนีไม่พ้น “เงินภาษี” ของประชาชนคนไทยทั้งประเทศอีกตามเคย.

 

“สมคิด” สั่ง “พาณิชย์” ดันเป้าหมายส่งออกปี 60 โต 5%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.พ. 2560 21:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/862732


“สมคิด” สั่ง กระทรวงพาณิชย์ ดันเป้าหมายส่งออกปี 60 เป็นโต 5% จากเดิม 3% หลังพบสัญญาเศรษฐกิจต่างๆ เริ่มฟื้นตัวจากปีก่อน ทั้งเศรษฐกิจคู่ค้า ราคาสินค้าเกษตร พร้อมสั่งเดินหน้าทำหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เน้นอาเซียน ยุโรป และขอเอกชนตั้งเอาต์เล็ตขายสินค้าอาหาร สินค้าเกษตรในเมืองใหญ่ ด้านเอกชน คาดอย่างเก่งโตได้แค่ 2.5-3%

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมมอบนโยบายให้ผู้อำนวยการส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ว่า ในปี 60 ได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ผลักดันมูลค่าการส่งออกไทยให้เติบโต 5% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ท้าทาย เพราะมองว่า หลายปัจจัยในปีนี้ดีขึ้นกว่าปี 59 ทั้งอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญ เช่น จีน สหรัฐฯ ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นกว่าปี 59 ที่สำคัญคือ อาเซียน ซึ่งมีสัดส่วนถึง 25% ของมูลค่าการส่งออกไทยโดยรวม ยังขยายตัวได้ดีอยู่ รวมทั้งราคาสินค้าเกษตรปรับตัวดีขึ้นด้วย

“การเติบโต 5% ถือเป็นเป้าท้าทาย เพราะถ้าไม่ตั้งเป้าหมายไว้สูง ประเทศก็เดินต่อไปไม่ได้ แต่ยอมรับว่า ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะเศรษฐกิจประเทศยักษ์ใหญ่ ซึ่งทูตพาณิชย์จะต้องวิ่งแข่งทำงาน และไม่ต้องไปเชื่อคำทำนายเศรษฐกิจต่างๆ เพราะสถานการณ์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อย่างก่อนหน้านี้ที่ธนาคารโลกคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 59 จะเติบโต 2% แต่สุดท้ายเติบโตได้ 3.2% ซึ่งน่าพอใจ” นายสมคิด กล่าว

อย่างไรก็ตาม การจะผลักดันมูลค่าการส่งออกให้ได้ 5% กระทรวงฯต้องทำยุทธศาสตร์ คือ การเจรจาทวิภาคี โดยมุ่งเน้นไปที่การเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) และหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางการค้า (Strategic Partnership) โดยในเรื่องของเอฟทีเอเป็นการลดภาษี แต่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ จะเป็นเรื่องของการเจรจารายอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยประเทศหลักๆ ที่จะต้องเจรจาคือ ตลาด CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) รวมทั้งตลาดยุโรป เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เพราะมีการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศ ดังนั้น ไทยจะเข้าไปเจรจาทางการค้า เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาดยุโรปให้ได้

นอกจากนี้ ยังได้ขอความร่วมมือให้ภาคเอกชนรายใหญ่ของไทยไปรวมกลุ่มตั้งร้านหรือเอาต์เล็ตในการขายสินค้าเกษตรและอาหารของไทยตามเมืองใหญ่ๆ เช่น ลอสแอนเจลิส นิวยอร์ก ของสหรัฐฯ ณ ยุโรป และจีน เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรและอาหารของไทย

สำหรับนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มองว่าน่าจะทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ดีขึ้น และโอกาสของไทยในการเข้าไปทำตลาดสหรัฐฯ ดีขึ้น แม้จะมีความไม่แน่นอนในเรื่องนโยบายการค้า แต่เป็นโอกาสที่ดีทางการค้าของไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร ส่วนเรื่องมาตรการกีดกันทางการค้ายังต้องจับตาดูก่อน ขณะนี้ยังประเมินไม่ได้ ขณะที่การถอนตัวจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) เชื่อว่าไม่กระทบไทย และทำให้ทุกฝ่ายมุ่งสู่การเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ระหว่างอาเซียน และคู่เจรจา 6 ประเทศ คือ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งไทยจะได้ประโยชน์มากกว่า

นอกจากนี้ ไทยจะต้องเน้นการออกไปลงทุนในต่างประเทศ ความมั่งคั่งของประเทศจะมองเฉพาะตัวเลขส่งออกอย่างเดียวไม่ได้แล้ว อย่างภาคบริการ มีสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ถึง 30% ซึ่งนอกจากการท่องเที่ยวแล้ว ยังมีภาคบริการอื่นๆ ที่ไทยมีศักยภาพ เช่น แอนิเมชั่น

ด้านนายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การตั้งเป้าหมาย 5% สามารถทำได้ เพราะเป็นเป้าท้าทาย แต่ส.อ.ท.มองว่าปี 60 มูลค่าการส่งออกไทยจะเติบโตได้เพียง 2.5-3% เท่านั้น เพราะประเมินว่าการส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปจะลดลงกว่าปี 59 เนื่องจากค่าเงินดอลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น ทำให้มีการโยกเงินจากการลงทุนทองคำไปลงทุนดอลลาร์สหรัฐฯ แทน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสมาคมทองคำก็ออกมาระบุแล้วว่า การส่งออกทองคำปีนี้จะติดลบ 20%

 

ก.แรงงาน เดินหน้าเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ลดการสูญเสียในวงจรการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.พ. 2560 20:26

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/862602


กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เดินหน้าเพิ่มผลิตภาพแรงงานกว่า 4 หมื่นคน พร้อมเผย สถานประกอบการที่ร่วมโครงการ จะช่วยผู้ประกอบการลดการสูญเสียในวงจรการผลิต มีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่น้อยกว่า 800 ล้านบาท …

วันที่ 20 ก.พ. 60 นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยหลังเป็นประธานในการเปิดการสัมมนา การเพิ่มผลิตภาพแรงงานไทย STEM Workforce ภายใต้โครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงานไทย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 รุ่นที่ 2 วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 ณ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร ว่า ปัจจุบันรัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมากในการวางรากฐานการพัฒนาประเทศให้มีความยั่งยืน โดยกำหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีขึ้นมา เป็นแนวทางที่จะให้แต่ละหน่วยงานช่วยกันขับเคลื่อนไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เพื่อสอดรับกับสถานการณ์ด้านแรงงาน เทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เรื่องการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะสร้างระบบการคิด วิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ตามแนวทาง STEM Workforce และพัฒนาฝึกอบรมพนักงานให้มีทักษะที่หลากหลาย (Multi Skill) ให้สามารถเพิ่มผลิตภาพแรงงาน และลดการสูญเสียในวงจรการผลิตหรือบริการ เพิ่มขีดความสามารถของกำลังแรงงาน ที่มุ่งเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นหลัก

นายธีรพล กล่าวต่อไปว่า การดำเนินงานนั้นแบ่งเป็น 5 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 เป็นการจัดทำคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการฯ ระยะที่ 2 เป็นการชี้แจงและซักซ้อมแนวทางการดำเนินโครงการ เพื่อเป็นแนวปฏิบัติในทิศทางเดียวกัน ระยะที่ 3 จัดฝึกอบรมบุคลากรหน่วยงาน อาทิ ผู้ควบคุมงาน กรรมการตรวจการจ้าง และผู้เกี่ยวข้อง จำนวน 350 คน ระยะที่ 4 จัดฝึกอบรมพัฒนากำลังแรงงานของสถานประกอบกิจการ SME และเพิ่มเติมทักษะด้าน Multi Skills และ STEM Workforce จำนวน 10,000 คน และระยะที่ 5 เป็นการสรุปผลการดำเนินงาน โดยสามารถเพิ่มผลิตภาพแรงงานสูงขึ้นและลดการสูญเสียไม่น้อยกว่าร้อยละ 6 โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินโครงการตามสัญญาจ้าง ระยะเวลา 210 ซึ่งจะครบกำหนดปลายเดือนกรกฎาคม 2560 นี้

สำหรับปี 2560 มีสถานประกอบกิจการเข้าร่วมโครงการจำนวน 180 ครอบคลุมกำลังแรงงาน 43,421 คน ตั้งแต่ขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ ได้แก่ สถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 – 100 คน มี 61 แห่ง 101 – 200 คน 68 แห่ง 201 – 500 คน 31 แห่ง 501 คน ขึ้นไปมี 20 แห่ง สถานประกอบกิจการที่พนักงานมากที่สุดคือ บริษัท ซีพีแล็ม จำกัด จ.ปทุมธานี มีพนักงานถึง 2,088 คน โดยสถานประกอบการที่ร่วมโครงการฯ จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนในกระบวนการผลิต มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีผลกำไรที่สูงขึ้น ตั้งเป้าปีนี้ไม่น้อยกว่า 800 ล้านบาท

ทั้งนี้ การจัดสัมมนาครั้งนี้ เป็นการให้ความรู้แก่บุคลากรของ กพร. โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับวิธีการควบคุมงาน บทบาทที่ปรึกษา การรายงานผล การขับเคลื่อน SME สู่ 4.0 ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ดำเนินการรุ่นที่ 2 จำนวน 240 คน ซึ่งรุ่นที่ 1 ได้ดำเนินการแล้วเมื่อวันที่ 29 – 30 พฤศจิกายน 2559 จำนวน 110 สำหรับการฝึกอบรมให้กับพนักงานของสถานประกอบการนั้น หลายจังหวัดได้ดำเนินการควบคู่กันไปด้วยแล้ว การเข้าร่วมโครงการฯ จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนในกระบวนการผลิต มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีผลกำไรที่สูงขึ้น พนักงานจะได้รับการพัฒนาทักษะ Multi-skill สามารถทำงานได้หลากหลาย มีศักยภาพสูงขึ้นและได้รับโอกาสการพิจารณาขึ้นค่าจ้าง และท้ายสุดผู้บริโภคจะได้รับสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ

 

รฟม. ลดค่าโดยสารสายฉลองรัชธรรม เหลือ 15 บ.ทุกวันหยุด เริ่ม 4 มี.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.พ. 2560 20:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/862716


รฟม. เอาใจผู้โดยสารรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม ลดราคาค่าโดยสารวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เหลือ 15 บาทตลอดสาย เริ่ม 4 มี.ค.นี้

เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ว่า ทาง รฟม. จะปรับลดค่าโดยสารรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (สายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-เตาปูน) ในวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ทั้งบัตรและเหรียญโดยสาร เหลือเพียง 15 บาทตลอดสาย ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 4 มีนาคม 2560 เป็นต้นไป จนกว่าการเชื่อมต่อระหว่างสถานีเตาปูนกับสถานีบางซื่อจะแล้วเสร็จสมบูรณ์

นายพีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล ผู้ว่าการ รฟม. กล่าวว่า เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ผู้โดยสารใช้บริการรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม ให้มากยิ่งขึ้น รฟม. จึงจัดกิจกรรมส่งเสริมการใช้บริการรถไฟฟ้าเพิ่มเติมในวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ สำหรับบัตรและเหรียญโดยสาร ดังนี้

1. ปรับลดอัตราค่าโดยสารสำหรับบุคคลทั่วไป เหลือเพียง 15 บาทตลอดสาย
2. ปรับลดอัตราค่าโดยสารสำหรับนักเรียน/นักศึกษา เหลือเพียง 14 บาทตลอดสาย
3. ปรับลดอัตราค่าโดยสารสำหรับเด็ก/ผู้สูงอายุ เหลือเพียง 8 บาทตลอดสาย

ทั้งนี้ ยังคงค่าแรกเข้าระบบและยกเว้นค่าแรกเข้าระบบให้แก่ผู้โดยสารซึ่งใช้บัตรโดยสารเดินทางเปลี่ยนระบบที่สถานีเตาปูนหรือบางซ่อน กับสถานีบางซื่อ ภายในระยะเวลา 60 นาที ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 4 มีนาคม 2560 จนกว่าการเชื่อมต่อระหว่างสถานีเตาปูนกับสถานีบางซื่อจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center รฟม. โทร. 0 2716 4044 และเฟซบุ๊กแฟนเพจการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย.

 

‘พิชิต’ เร่งแก้ปัญหาจราจร ไอซีดีลาดกระบัง หลังปริมาณขนส่งสินค้าทะลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.พ. 2560 19:38

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/862522


“พิชิต” เดินหน้าเร่งแก้ปัญหาจราจร ไอซีดีลาดกระบัง เหตุปริมาณขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกทะลักกว่าปีละ 1.4 ล้านตู้ …

วันที่ 20 ก.พ. 60 นายพิชิต อัคราทิตย์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับสหพันธ์การขนส่งรถบรรทุกแห่งประเทศไทย ว่า จากการหารือร่วมกัน พบว่า การขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกบริเวณศูนย์ขนส่งกระจายสินค้าที่ไอซีดี ลาดกระบัง ขณะนี้ มีปริมาณรองรับการขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกมากกว่าที่จะรองรับได้ จากเดิมสามารถรองรับการขนส่งที่ 400,000 ตู้/ปี แต่ในปัจจุบันมีการขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกกว่า 1,400,000 ตู้/ปี ซึ่งส่งผลให้การจราจรบริเวณลาดกระบัง ส่งผลถึงท่าเรือแหลมฉบังติดขัดอย่างมาก เพื่อแก้ไขปัญหาระยะสั้น ทางกระทรวงคมนาคม จะเร่งรัดให้กรมการขนส่งทางบกเร่งจัดหาผู้มาดำเนินการบริหารจัดการที่ไอซีดีลาดกระบังให้ได้ ภายในเดือน เม.ย. 60

ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะกลางและระยะยาว จะต้องเปลี่ยนการขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกจากสถานีไอซีดีลาดกระบังไปยังท่าเรือแหลมฉบัง จากรถบรรทุกให้ผู้ประกอบการหันมาใช้ระบบรางแทน ทั้งนี้ ปริมาณการขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกนั้น ในปัจจุบันจากการขนส่งในแต่ละปีมีกว่า 1,400,000 ตู้/ปีนั้น จะแบ่งการขนส่งออกเป็นการขนส่งด้วยรถบรรทุก 1 ล้านตู้/ปี ขนส่งด้วยระบบรางเพียง 4 แสนตู้/ปีเท่านั้น

กระทรวงคมนาคม และกรมการขนส่งทางบก การท่าเรือแห่งประเทศไทย จึงต้องหาแนวทางที่จะทำให้ปัญหาดังกล่าวลดลง นอกจากนั้น ได้ให้กรมทางหลวง โดยทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) เข้ามาดูเส้นทางที่จะสามารถเชื่อมถนนเพื่อลดปัญหาการจราจรด้วย เพราะเส้นทางหลักไปแหลมฉบังจะต้องใช้ถนนมอเตอร์เวย์เป็นหลัก

นายพิชิต กล่าวต่อว่า นอกจากนั้น ในที่ประชุมยังมีการเสนอให้สร้างสถานีขนส่งสินค้า หรือไอซีดี ที่สถานีรถไฟบางกล่ำ จังหวัดสงขลา ด้วย เพื่อลดปัญหาการจราจรในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และจังหวัดใกล้เคียง ประกอบกับเพื่อรองรับนิคมอุตสาหกรรมยาง หรือรับเบอร์ซิตี้

 

การท่าเรือฯ ปลื้มผลงานไตรมาสแรก ปีงบ 60 ภาพรวมขยายตัวดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.พ. 2560 18:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/862629


การท่าเรือฯ เผยผลดำเนินงานช่วงไตรมาสแรกปีงบ 60 ภาพรวมมีการดำเนินการที่ดีขึ้น พร้อมคาดการณ์ เศรษฐกิจโลกโต 3.4% …

วันที่ 20 ก.พ. 60 เรือเอกสุทธินันท์ หัตถวงษ์ ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานให้บริการเรือ สินค้า และตู้สินค้าผ่านท่าเรือของท่าเรือในสังกัด กทท. พบว่า ท่าเรือกรุงเทพ (ทกท.) ท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน (ทชส.) ท่าเรือเชียงของ (ทชข.) และท่าเรือระนอง (ทรน.) ในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2560 พบว่า มีการดำเนินการที่ดีขึ้นมาก ภาพรวมในไตรมาสแรกของปี 60 ท่าเรือกรุงเทพ เรือเทียบท่า 750 เที่ยว ลดลง 6.4% สินค้าผ่านท่า 5.241 ล้านตัน ลดลง 0.5% ตู้สินค้าผ่านท่า 0.377 ล้าน ทีอียู ลดลง 1.9%

ท่าเรือแหลมฉบัง มีเรือเทียบท่า 3,290 เที่ยว เพิ่มขึ้น 4.5% สินค้าผ่านท่า 21.013 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 9.0% ตู้สินค้าผ่านท่า 1.917 ล้าน ทีอียู เพิ่มขึ้น 9.5% ท่าเรือเชียงแสน มีเรือเทียบท่า 581 เที่ยว ลดลง 30.3% สินค้าผ่านท่า 46,608 ตัน ลดลง 2.4% ท่าเรือเชียงของ มีเรือเทียบท่า 191 เที่ยว ลดลง 17.7% สินค้าผ่านท่า 19,015 ตัน ลดลง 7.9% ส่วนท่าเรือระนอง มีเรือเทียบท่า 53 เที่ยว ลดลง 32.1% สินค้าผ่านท่า 9,113 ตัน ลดลง 80.8%

สำหรับปี 2560 เศรษฐกิจโลกยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายการคลังและนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย แต่ความไม่แน่นอนจากทั้งปัญหาหนี้สะสมทั่วโลกและการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง นับว่าเป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจทำให้เศรษฐกิจโลกไม่เติบโตตามที่คาดไว้ได้

ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวได้ดีขึ้นในปี 2560 โดยจะขยายตัวได้ร้อยละ 3.4 มีเพียงประเทศในยุโรปและจีนเท่านั้นที่มี การคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวลดลงจากปี 2559 ส่วนภาคอุตสาหกรรมมีการคาดการณ์ว่า การค้าทางทะเลและอุตสาหกรรมการขนส่งสินค้าทางทะเลจะขยายตัวได้ดีขึ้นจากปีที่ผ่านมา

สำหรับ กทท. มีผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้น จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าในทุกด้าน โดยเรือเทียบท่า ขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.3% สินค้าผ่านท่าขยายตัว 6.9% และตู้สินค้าเพิ่มขึ้น 7.5% คาดว่า เมื่อสิ้นปีงบประมาณ กทท. จะมีตู้สินค้าผ่านท่าทั้งสิ้น ประมาณ 9.0 ล้าน ทีอียู

 

ธปท.แจ้งเอาผิด PayAll ของ ฟิล์ม รัฐภูมิ ทำ อี–มันนี่ ไม่ได้รับอนุญาต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.พ. 2560 17:56

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/862628


ธปท. แจ้งเอาผิด ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือภายใต้ชื่อ “PayAll” ทำธุรกิจ e–Money โดยไม่ได้รับอนุญาต พบมีชื่อ ‘ฟิล์ม รัฐภูมิ’ เป็นประธานบริษัท ระบุ มีโทษจำคุก 2 ปี ปรับสูงสุด 2 แสนบาท …

วันที่ 20 ก.พ. 60 มีรายงานข่าวจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ได้กล่าวโทษบริษัท เพย์ออล กรุ๊ป จำกัด ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือภายใต้ชื่อ “PayAll” ต่อกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เนื่องจากทำธุรกิจ การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-มันนี่ (E-money) โดยไม่ได้รับอนุญาตจาก ธปท. โดยกระบวนการหลังจากนี้ทางตำรวจจะต้องสืบสวนและเอาผิดกับทางกรรมการและผู้บริหารของบริษัท

สำหรับบทลงโทษตามกฎหมาย หรือกรณีที่มีผู้ประกอบธุรกิจที่เข้าข่ายให้บริการกับอีมันนี่ โดยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษสูงสุด คือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ www.payallgroup.com พบว่า มีนายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือ ฟิล์ม เป็นประธานบริษัท (President)

สำหรับในรายละเอียด ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ได้ตรวจพบว่า บริษัท เพย์ออล กรุ๊ป จำกัด ให้บริการแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ ภายใต้ชื่อ “PayAll” โดยให้ผู้ใช้บริการสมัครเป็นสมาชิกในแอปพลิเคชัน และเติมเงินล่วงหน้าเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์เพื่อนำ e-Money ดังกล่าวไปใช้ในการชำระค่าสินค้าหรือบริการจากร้านค้าต่างๆ ที่กำหนด ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้บริการ e-Money อันเข้าข่ายเป็นการประกอบธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 ประกอบพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2551 (พ.ร.ฎ. e-Payment) และประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 58 ประกอบประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 58 (การประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์) ซึ่งเป็นความผิดและมีโทษตามกฎหมายดังกล่าว

ธปท. ในฐานะผู้ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ตาม พ.ร.ฎ. e-Payment และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามประกาศกระทรวงการคลังข้างต้น ให้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีกับบริษัท เพย์ออล กรุ๊ป จำกัด และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเมื่อวันที่ 20 ก.พ.60 ธปท. ได้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในความผิดตามกฎหมายดังกล่าว

ทั้งนี้ ธปท. ขอเรียนว่า การประกอบธุรกิจให้บริการ e-Money เป็นธุรกิจที่มีการรับเงินล่วงหน้าจากประชาชนทั่วไปในวงกว้าง จึงต้องได้รับอนุญาตจากทางการก่อนเริ่มประกอบธุรกิจ กฎหมายจึงกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจดังกล่าวต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดและที่สำคัญมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้ใช้บริการ เช่น

– ต้องมีทุนจดทะเบียนและเรียกชำระแล้วตามที่กำหนด และดำรงฐานะทางการเงินและสภาพคล่องเพื่อให้บริการ e-Money ได้อย่างต่อเนื่อง และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ใช้บริการ

– ต้องมีการเก็บรักษาเงินของผู้ใช้บริการที่เติมเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์อย่างรัดกุม โดยต้องฝากไว้ที่สถาบันการเงิน และแยกบัญชีไว้ต่างหากจากเงินทุนหมุนเวียนที่ใช้ดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบธุรกิจ

– ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การคุ้มครองผู้บริโภค เช่น การรักษาความลับของข้อมูลผู้ใช้บริการการคืนเงินให้ผู้ใช้บริการภายในระยะเวลาที่กำหนด และการแก้ไขข้อร้องเรียน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ธปท. ขอแนะนำให้ประชาชน ร้านค้า และสถานประกอบการ เลือกใช้บริการ e-Money จากผู้ประกอบธุรกิจให้บริการ e-Money ที่ได้รับอนุญาตจากทางการเท่านั้น รวมทั้งควรศึกษาเงื่อนไขของการใช้บริการและดำเนินการเพื่อรักษาสิทธิของตนเอง โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบธุรกิจให้บริการ e-Money ที่ได้รับอนุญาตและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของทางการได้จากรายชื่อที่แนบมาพร้อมนี้และเว็บไซต์ของ ธปท.