หุ้นไทยปิดตลาดบวกเล็กน้อย 0.63 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,578.47 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.พ. 2560 17:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/862608


หุ้นไทย 20 ก.พ. ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 0.63 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,578.47 จุด มูลค่าซื้อขาย 38,810.40 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 20 ก.พ. 60 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดเพิ่มขึ้น 0.63 จุด เปลี่ยนแปลง +0.04% ดัชนีอยู่ที่ 1,578.47 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 38,810.40 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน).

 

ลุยจัด ‘OTOP’ เพิ่มช่องทางตลาด ยกระดับสินค้าสู่เมืองใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.พ. 2560 17:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/862532


กรมการพัฒนาชุมชน เดินหน้าจัดงาน “OTOP to the town” มหัศจรรย์ภูมิปัญญาไทย ใจกลางเมือง เพิ่มช่องทางการตลาดยกระดับสินค้าสู่เมืองใหญ่ ระหว่างวันที่ 20-24 ก.พ. นี้

เมื่อวันที่ 20 ก.พ.60 นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน OTOP to the town มหัศจรรย์ภูมิปัญญาไทย ใจกลางเมือง โดยมีผู้บริหารระดับสูงของกรมการพัฒนาชุมชน และส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP เข้าร่วมงาน ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ อาคารรัฐประศาสนภักดี ถ.แจ้งวัฒนะ เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาด และเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการและผู้ผลิตสินค้า OTOP และส่งเสริมการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาไทย ให้เป็นที่รู้จักกว้างขวางมากยิ่งขึ้น เพื่อนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้า OTOP เข้าสู่การแข่งขันในตลาดระดับสากล รวมทั้งยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค พร้อมกันนี้ตั้งเป้าการจัดงานครั้งนี้จะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 120 ล้านบาท

ทั้งนี้ นายอภิชาติ ยังกล่าวถึงแนวทางการขับเคลื่อนในปีนี้ด้วยว่า ผลิตภัณฑ์ OTOP ถือว่าได้มีการพัฒนามากขึ้น ซึ่งรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย ได้มีการดำเนินการส่งเสริมจนเป็นที่แพร่หลาย ซึ่งขณะนี้หลายประเทศอาเซียนรู้จักผลิตภัณฑ์ของประเทศไทย ดังนั้นจึงต้องมีการขับเคลื่อนเดินหน้าต่อไป

สำหรับเป้าหมายการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP ที่ตั้งไว้ โดยขณะนี้ยอดการจำหน่ายโอทอปทั้งประเทศในปี 2559 กว่า 1 แสน 2 หมื่นล้านบาท ตั้งเป้าจะเพิ่มขึ้นปีละ 18-20-22 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น อีก 3 ปีข้างหน้า จะทำให้ถึง 2 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นเป้าหมายที่กำหนดไว้ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่อยู่ในชนบท ให้สามารถผลิตภัณฑ์ดีมากยิ่งขึ้น และมีช่องการตลาดที่ครบถ้วน ขณะนี้กรมฯ ได้เริ่มมีการปรับช่องทางการตลาด ด้วยการส่งเสริมให้มีการจำหน่าย 365 วัน ซึ่งขณะนี้มีร้านค้าประชารัฐสุขใจ shop ซึ่งจัดโดยรัฐบาล และมอบหมายให้กรมการพัฒนาชุมชน เป็นผู้บริหารจัดการ มีทั้งหมด 148 ร้านค้า ตามปั๊มน้ำมัน ปตท.ในแต่ละจังหวัด

นายอภิชาติ กล่าวต่อว่า สำหรับภายในงานได้มีการคัดสรรสุดยอดผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP ระดับ 4-5 ดาว จากทั่วประเทศ มาจัดแสดงและจำหน่ายกว่า 300 ร้าน ทั้งโซนการจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP ระดับ 4-5 ดาว โซนการจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากเยาวชนที่ผ่านการอบรม ตามโครงการพัฒนาเยาวชนเพื่อการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น และโครงการเตรียมความพร้อมคนรุ่นใหม่สู่การเป็นผู้ประกอบการ OTOP ปี 2549 ถึง 2559 โซนการจำหน่ายอาหารชวนชิม 4 ภาค และกิจกรรมส่งเสริมการขาย

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจ ทั้งการบรรเลงเพลงของพ่อจากเหล่าศิลปิน ที่ได้อัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จำนวน 48 บทเพลง เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวอันประทับใจสู่บทเพลงด้วย พร้อมร่วมชมการแสดงคีตศิลป์ วิถีถิ่น วิถีไทย การแสดงศิลปวัฒนธรรมหลากหลายภูมิภาค นอกจากนี้ยังมีการแสดงมินิคอนเสิร์ตจากนักร้องมากมายด้วย พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมงาน OTOP to the town มหัศจรรย์ภูมิปัญญาไทย ใจกลางเมือง ตั้งแต่วันนี้ (20 ก.พ.) ไปจนถึงวันที่ 24 ก.พ. นี้ ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคารรัฐประศาสนภักดี แจ้งวัฒนะ

 

สคบ. ยันไม่รับใต้โต๊ะจดทะเบียนธุรกิจแชร์ลูกโซ่ พร้อมเผย 10 ข้อเตือนภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.พ. 2560 16:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/862566


เลขาธิการ สคบ. ยัน มีความตั้งใจทำงาน ประกาศไม่รับเงินใต้โต๊ะจากผู้ที่มาขอจดทะเบียนตั้งธุรกิจแชร์ลูกโซ่ เผย หากมี จนท.คนใดเรียกรับเงินต้องถูกดำเนินคดี พร้อมสรุป 10 ข้อเตือนภัยหลีกเลี่ยง …

วันที่ 20 ก.พ. 60 นายออมสิน ชีวพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการขับเคลื่อนกลไกการจัดการปัญหาธุรกิจขายตรงกรณีแชร์ลูกโซ่ จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ว่า ปัจจุบันรูปแบบของธุรกิจขายตรง มีการบิดเบือนไปจากแผนที่ได้รับอนุญาต มีหลายประเภทและส่วนใหญ่จะให้ผลตอบแทนสูง โดยกรณีของแชร์ลูกโซ่เป็นการหลอกลวงผู้บริโภค โดยโฆษณา หรือเสนอแผนการจ่ายผลตอบแทนที่สูงเกินความเป็นจริง หรือจ่ายผลตอบแทนเร็วเกินไปเพื่อหวังระดมทุนจากสมาชิกรายใหม่ ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ

ทั้งนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างการแก้ไข พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง ซึ่งจะมีความรัดกุมในการทำธุรกิจมากขึ้น เช่น กำหนดทุนจดทะเบียน และให้มีการวางหลักประกันในการทำธุรกิจ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการระบาดของแชร์ลูกโซ่ได้ด้วย นอกจากนั้น เดิมในกฎหมายนี้จะรวมธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ แต่เนื่องจากพบว่า มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น จึงจะแยกธุรกิจอี-คอมเมิร์ซออกไปก่อน

ด้าน พล.ต.ต.ประสิทธ์ เฉลิมวุฒิศักดิ์ เลขาธิการ สคบ. กล่าวว่า ธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงที่ถูกกฎหมายจะต้องจดทะเบียนกับ สคบ. โดยตนเอง เป็นเลขา สคบ. มา 4 เดือนแล้ว ขอยืนยันในความตั้งใจทำงาน จะไม่มีการเรียกรับเงินทองจากผู้ที่มาขอจดทะเบียนแน่นอน หรือหากมีเจ้าหน้าที่ สคบ. คนไหนเรียกรับเงินทองจะดำเนินคดีทุกคน

“ผมตั้งใจมาทำงาน เงินเดือนที่หลวงให้มากพอใช้จ่ายเพียงพอแล้ว ฉะนั้น ถ้าท่านใดที่ถูกหลอกลวงไม่ว่าจะเป็นก่อนหน้านี้ หรือเมื่อไหร่ ให้มาแจ้งให้ผมทราบ ผมจะพาไปฟ้องร้องดำเนินคดีด้วยตัวเอง และทุกขั้นตอนที่ไปขอจดทะเบียน หากมีปัญหาใดให้เดินไปพบผมที่ห้องทำงานได้ทุกคน ผมจะทำงานอย่างถูกต้องตรงไปตรงมา และผู้ประกอบธุรกิจขายตรงอะไรใดที่ทำดี ทาง สคบ. จะชมเชยบนเว็บไซต์ ถ้าทำผิดจากแผนเพียงเล็กน้อยก็ดำเนินคดีกันไป ไม่มีการประจาน แต่ขอให้ตรงไปตรงมา เพราะหากไม่ร่วมมือกันมีการหลอกลวง และคดโค้งธุรกิจขายตรง จะไม่เป็นที่น่าเชื่อถือและไม่เป็นที่นิยมของประชาชน ทั้งๆ ที่ธุรกิจนี้เดินทางมาไกลแล้ว ปัจจุบันมียอดขาย 70,000 ล้านบาท ก็มีโอกาสที่จะแตะ 100,000 ล้านบาท ได้แน่นอน” พล.ต.ต.ประสิทธ์ กล่าว

พ.ต.อ.ประทีป เจริญกัลป์ ผู้อำนวยการกองคุ้มครองผู้บริโภคด้านธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง สคบ. กล่าวว่า สคบ. ได้สรุป “เตือนภัยแชร์ลูกโซ่” เพื่อเป็นข้อสังเกตให้ประชาชนหลีกเลี่ยง 10 ประการ คือ 1. ให้ดูสถานที่ตั้งของ สถานประกอบการเจ้าของธุรกิจต้องเป็นอาคารที่มั่นคง ไม่ใช่บ้าน แฟลต คอนโด หรือตั้งอยู่กลางทุ่งนา ซึ่ง สคบ. เคยเจอมาแล้ว และเจ้าของธุรกิจต้องไม่มีประวัติการทุจริตหรือถูกฟ้องร้อง 2. สินค้าที่ขายต้องไม่เป็นอันตราย ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น มีฉลากสินค้ามี อย.

3. เจตนาการขายสินค้า ถ้ามีแต่สมาชิก ไม่มีสินค้า ไม่ใช่ธุรกิจขายตรง หรือถ้ามีการเพิ่มหุ้น ระดมทุนมากมาย เอารายได้รายใหม่ไปจ่ายรายเก่า ให้ตั้งข้อสังเกตเลยว่าเป็นแชร์ลูกโซ่ 4. สินค้าของธุรกิจขายตรงต้องมีรับประกัน 5. สมาชิกขายตรง 1 คน มี 1 รหัส หาก 1 คนมีเป็น 10 รหัส คือแชร์ลูกโซ่

6. ค่าธรรมเนียมของธุรกิจขายตรงไม่สูงมากเกินไป กรณีค่าธรรมเนียมสูงมากให้สงสัยว่าเป็นการระดมทุนแบบแชร์ลูกโซ่ 7. แผนธุรกิจ การจ่ายผลตอบแทนไม่สูงเวอร์ ไม่จ่ายผลตอบแทนเร็วและถี่เกินไป 8. ธุรกิจขายตรงแท้ๆ ต้องมีการฝึกอบรม เพิ่มพูนความรู้ให้กับสมาชิก 9. การโฆษณาไม่เป็นเท็จ ไม่โอ้อวดเกินจริง ส่วนที่ธุรกิจขายตรงทำการโฆษณาเกินจริงอยู่ ที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญ ทาง สคบ.จะเข้าไปจัดการ 10. ธุรกิจขายตรงที่ถูกต้องต้องจดทะเบียนกับ สคบ.แล้ว

 

ก.แรงงาน เตรียมนำเข้าแรงงานเวียดนาม แก้ปัญหาขาดแคลนในภาคบริการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.พ. 2560 16:09

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/862502


ก.แรงงาน เตรียมนำเข้าแรงงานเวียดนาม ทดแทนขาดแคลนแรงงานภาคบริการ อ้างเก่งภาษา เป็นที่ต้องการของนายจ้างกิจการโรงแรม-แหล่งท่องเที่ยว ไม่หยุด ไม่ลา ทุกเทศกาลเหมือนคนไทย …

วันที่ 20 ก.พ. นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน แถลงความคืบหน้าการตรวจสัญชาติแรงงานต่างด้าวสัญญาติกัมพูชา ว่า ปัจจุบันมีแรงงานกัมพูชาในประเทศไทย 683,652 คน ในจำนวนนี้ได้ผ่านการตรวจพิสูจน์สัญชาติ และมีพาสปอร์ตหรือหนังสือเดินทาง 251,545 คน ทางการกัมพูชาจัดทำเล่มพาสปอร์ตไว้ 2.4 แสนเล่ม แต่แจกออกไปเพียง 4 พันเล่ม ที่ยังเหลืออีกกว่า 2 แสนเล่ม จะทยอยแจกตั้งแต่ 1 มี.ค. โดยกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และทางการกัมพูชา จะลงพื้นที่นำหนังสือเดินทางไปมอบให้สถานประกอบการ ที่มีแรงงานกัมพูชาเกิน 80 คนขึ้นไป ซึ่งมีจำนวน 173 บริษัท ส่วนที่มีแรงงานกัมพูชาไม่ถึง 80 คน ได้กำหนดศูนย์ส่งมอบไว้ 6 แห่ง ประกอบด้วย กรุงเทพฯ ชลบุรี ระยอง ปทุมธานี สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา ส่วนจังหวัดอื่นๆ ให้ยื่นเอกสารผ่านระบบออนไลน์ เลือกรับหนังสือได้จาก 6 ศูนย์ สำหรับอีกกว่า 4.3 แสนคน ที่ยังไม่ได้พิสูจน์สัญชาติ กัมพูชาจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ เดือน มิ.ย. เป็นต้นไป

นายอนันต์ชัย กล่าวว่า ปัจจุบันไทยยังมีความจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา เมียนมา และลาว แต่ไม่ได้กำหนดตายตัวว่า จะต้องใช้แรงงานทุกกลุ่มประมาณ 2.6 ล้านคน หากขาดแคลนยังสามารถนำเข้ามาได้อีก โดยผ่านทางเอ็มโอยู ล่าสุด จะมีการนำเข้าแรงงานเวียดนาม เพื่อแก้ปัญหาความขาดแคลนในภาคบริการ ทั้งการโรงแรม และการท่องเที่ยว

ล่าสุด วันนี้ (20 ก.พ.) นายวรานนท์ ปีติวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน รักษาการในตำแหน่งอธิบดีกรมการจัดหางาน ได้เดินทางไปเวียดนาม เพื่อเจรจาถึงการนำเข้าแรงงานเวียดนามอย่างเป็นทางการ รวมทั้งหามาตรการแก้ปัญหาแรงงานเวียดนาม ใช้วีซ่านักท่องเที่ยวลักลอบเข้ามาทำงานในไทย ซึ่งคาดว่ามีมากกว่า 5 หมื่นคนด้วย

นายอนันต์ชัย กล่าวว่า งานภาคบริการส่วนใหญ่เป็นคนไทย แต่ปัจจุบันคนไทยไม่ค่อยชอบทำงานนี้ ส่วนหนึ่งหันไปทำอาชีพอิสระหรือค้าขายออนไลน์ งานบริการจึงเกิดความขาดแคลนคนทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับคนไทย ชอบลาหยุดงานแทบทุกเทศกาล ทั้งงานบุญ งานบวช คนทำงานไม่ค่อยมี สถานประกอบการจึงต้องหันไปพึ่งแรงงานเวียดนาม ซึ่งคนกลุ่มนี้ สามารถพูดภาษาได้ดี จึงเป็นที่ต้องการของงานบริการ ทั้งด้านโรงแรม โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวที่ต้องใช้ภาษา โดยทางสถานประกอบการต่างๆ จะแจ้งความต้องการใช้แรงงานกลุ่มนี้ไปยังจัดหางานจังหวัด ส่วนจะต้องใช้จำนวนมากแค่ไหน หลังจากอธิบดีกรมการจัดหางานไปเจรจากับทางเวียดนาม จะมีความชัดเจนมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ไทยอนุญาตให้แรงงาน 3 สัญชาติ คือ ลาว เมียนมา กัมพูชา ที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องทำอาชีพกรรมกร รับใช้ในบ้าน ประมง และแปรรูปสัตว์น้ำ แต่มีจำนวนมากลักลอบทำอาชีพค้าขาย แย่งอาชีพคนไทย ส่วนเวียดนาม ถือวีซ่านักท่องเที่ยวเข้าไทย แล้วลักลอบทำงาน ส่วนใหญ่เป็นเด็กเสิร์ฟ ขายของ ขายไอศกรีมรถเข็น ขายน้ำผลไม้ หรืออยู่ร้านอาหาร ถนนบางสายเด็กเสิร์ฟในร้านอาหารมีแต่คนเวียดนาม ครม. เคยมีมติให้จดทะเบียนแรงงานสัญชาติเวียดนาม ที่ถือวีซ่านักท่องเที่ยวเข้าไทยก่อนวันที่ 10 ก.พ.- 31 ธ.ค. 58 โดยให้นายจ้างนำไปจดทะเบียน ขอใบอนุญาตทำงาน ที่สำนักงานจัดหางานทั่วประเทศ ผ่อนผันทำงานได้ 1 ปี และอนุญาตให้ทำงานใน 4 อาชีพ คือ ประมง กรรมกร ผู้รับใช้ในบ้าน และพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหาร แต่กลับไม่ได้รับความสนใจ จากจำนวนที่คาดว่า มีอยู่กว่า 5 หมื่นคน มีไปแจ้งจดทะเบียนไม่เกิน 2 พันคนเท่านั้น

 

จุฬาฯ ประกาศแบรนด์ทรงพลังปี 2016 ใน 32 กลุ่มผลิตภัณฑ์ จาก 6 อุตสาหกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.พ. 2560 15:47

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/862453


ภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์ฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกาศผลสุดยอดแบรนด์ทรงพลังปี 2016 เสริมความแข็งแกร่งแบรนด์ผลิตภัณฑ์ ใน 32 กลุ่มผลิตภัณฑ์ จาก 6 อุตสาหกรรม …

วันที่ 20 ก.พ. 60 รศ.ม.ล.สาวิกา อุณหนันท์ หัวหน้าโครงการวิจัย คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า ภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ จะประกาศผลสุดยอดแบรนด์ทรงพลัง ปี 2016 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นทุก 2 ปี โดยครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความแข็งแกร่งของแบรนด์ ซึ่งนับเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งที่จะช่วยให้ผู้พัฒนาแบรนด์สามารถเข้าใจถึงศักยภาพและกำหนดทิศทางในการพัฒนาแบรนด์ ตลอดจนประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนกับแบรนด์ในด้านต่างๆ ซึ่งการวัดพลังของแบรนด์นั้น จะครอบคลุมทั้ง 4 มิติ ได้แก่ ความตระหนักในแบรนด์ (Awareness) โดยวัดจากแบรนด์แรกที่ตระหนักถึง, ความชื่นชอบในแบรนด์ผลิตภัณฑ์ (Preference) วัดจากความรู้สึกชื่นชมแบรนด์นั้นมากกว่าแบรนด์อื่นในหมวดผลิตภัณฑ์เดียวกัน, การใช้ผลิตภัณฑ์จริง (Usage) วัดจากอัตราการใช้ผลิตภัณฑ์มากกว่าแบรนด์อื่นๆ และภาพลักษณ์ในมุมมองผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ (Image) โดยจะดูความแตกต่างในด้านภาพลักษณ์ของแบรนด์ผลิตภัณฑ์ในด้านต่างๆ

ทั้งนี้ การสำรวจเพื่อวัดแบรนด์ทรงพลังที่สุดในประเทศไทย จัดทำขึ้นระหว่างเดือนเมษายน–ตุลาคมที่ผ่านมา โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มประชากร ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ คือ ผู้บริโภคชาวไทยอายุระหว่าง 18-60 ปี จำนวน 12,000 ตัวอย่าง ครอบคลุมในทุกส่วนของประเทศ แบ่งเป็นกรุงเทพมหานคร 6,000 ตัวอย่าง และอีก 6,000 ตัวอย่างใน 13 จังหวัดที่เป็นหัวเมืองใหญ่ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ นครสวรรค์ อุดรธานี ขอนแก่น อุบลราชธานี นครราชสีมา ราชบุรี เพชรบุรี ระยอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และสงขลา ซึ่งกลุ่มคนที่ทำการสำรวจเหล่านี้ทั้งหมด จะต้องเป็นผู้ตัดสินใจซื้อ และบริโภคผลิตภัณฑ์หรือบริการต่างๆ ใน 6 ประเภทหลัก 32 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย

ประเภทยานยนต์และพลังงาน ได้แก่ รถยนต์ที่นั่งส่วนบุคคล, รถยนต์เชิงพาณิชย์, รถจักรยานยนต์, ยางรถยนต์, สถานีบริการน้ำมัน

ประเภทเครื่องดื่ม ได้แก่ น้ำอัดลม, น้ำผลไม้, กาแฟสำเร็จรูป, กาแฟพร้อมดื่ม, ชาพร้อมดื่ม, เบียร์, เครื่องดื่มชูกำลัง

ประเภทอาหารและของว่าง ได้แก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, อาหารกระป๋อง, ขนมขบเคี้ยว, ไอศกรีม, ผลิตภัณฑ์จากนม, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

ประเภทผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ส่วนบุคคลและครัวเรือน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า, ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกาย, ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวกาย, ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม, ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก, ผงซักฟอก, ผ้าอนามัย

ประเภทร้านอาหารที่มีสาขาและบริการทางการเงิน ได้แก่ ร้านอาหารที่มีสาขา, ธนาคาร, ประกันชีวิต

ประเภทผลิตภัณฑ์และบริการด้านเทคโนโลยี ได้แก่ แล็ปท็อป / โน้ตบุ๊ก, เครือข่ายมือถือ, โทรศัพท์มือถือ, โทรทัศน์

รศ.ม.ล.สาวิกา กล่าวด้วยว่า รางวัลสุดยอดแบรนด์ทรงพลังปี 2016 (The Most Powerful Brands of Thailand 2016) ที่ประกาศผลในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ นี้ เป็นงานวิจัยที่คณาจารย์ภาควิชาการตลาดได้ร่วมกันทำขึ้น ซึ่งมีความเป็นกลาง น่าเชื่อถือ และเป็นที่ยอมรับทั้งในแวดวงวิชาการและในวงการธุรกิจ แบรนด์ที่ได้รับรางวัลเป็นแบรนด์ที่ประชากรไทย เห็นว่ามีความแข็งแกร่งและทรงพลังที่สุด รางวัล The Most Powerful Brands of Thailand 2016 จึงเป็นรางวัลอันทรงเกียรติและเป็นเครื่องยืนยันว่าแบรนด์ที่ได้รับรางวัลเป็นแบบอย่างของแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จอย่างน่าชื่นชม

 

มันนี่เอ็กซ์โปพัทยา เงินสะพัดร่วม 1.6 หมื่นล. สินเชื่อบ้าน-SME พุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.พ. 2560 15:26

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/862469


งานมหกรรมการเงินพัทยา ครั้งที่ 7 สุดคึกคัก! ยอดธุรกรรมการเงิน 3 วัน สะพัดร่วม 1.6 หมื่นล้าน สินเชื่อบ้าน-SMEs ทะลัก ประชาชนแห่ฝากเงิน ซื้อสลากออมทรัพย์ ประกันชีวิต ประกันภัย กองทุนรวม เกือบ 21,000 บัญชี …

วันที่ 20 ก.พ. 60 นายสันติ วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานบรรณาธิการ วารสาร “การเงินธนาคาร” ประธานจัดงานมหกรรมการเงินพัทยา ครั้งที่ 7 Money Expo Pattaya 2017 ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมการเงิน 4.0 Financial Innovation 4.0” ระหว่างวันที่ 17-19 กุมภาพันธ์ 2560 ณ ศูนย์ประชุมพีช โรงแรมรอยัลคลิฟ เปิดเผยว่า ยอดรวมธุรกรรมการเงินที่เกิดขึ้นภายในงาน 3 วัน มียอดรวมกว่า 15,883 ล้านบาท มีผู้สมัครใช้บริการภายในงาน 3 วันรวมกว่า 20,949 ราย จากประชาชนในเมืองพัทยา ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี และจังหวัดใกล้เคียง ที่เดินทางมาใช้บริการทางการเงินและการลงทุน เป็นจำนวนมากกว่า 50,000 ราย

นางสาวภาคนี วิริยะรังสฤษฏ์

ด้าน นางสาวภาคนี วิริยะรังสฤษฏ์ รองประธานจัดงาน เปิดเผยถึงยอดธุรกรรมการเงินที่เกิดขึ้นภายในงานว่า สินเชื่อบ้านและรีไฟแนนซ์บ้าน สูงเป็นอันดับ 1 รวมวงเงินกว่า 10,360 ล้านบาท จากโปรโมชั่นดอกเบี้ยพิเศษที่ธนาคารนำมาแข่งขันกันในงาน โดยมีอัตราดอกเบี้ยต่ำสุด 0% และอัตราดอกเบี้ยต่ำคงที่ 1-2 ปี ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ยตลอดอายุสัญญาอยู่ในระดับต่ำเป็นพิเศษ และสามารถรู้ผลอนุมัติเบื้องต้นในงานได้ทันที พร้อมเงื่อนไขพิเศษเฉพาะในงาน เช่น การยกเว้นค่าธรรมเนียมการประเมินราคา ค่าจดจำนอง ค่าธรรมเนียมการยื่นกู้ เป็นต้น รวมทั้งแคมเปญรีไฟแนนซ์บ้าน ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษด้วย ช่วยให้ผู้ผ่อนบ้านมีภาระต่อเดือนลดลง

ทั้งนี้ สินเชื่อ SMEs มีผู้ประกอบการยื่นขอกู้ในงานสูงเป็นอันดับ 2 รวมวงเงิน 2,924 ล้านบาท จากอัตราดอกเบี้ยต่ำที่ธนาคารแต่ละแห่งนำมาให้บริการเฉพาะในงานมันนี่เอ็กซ์โปพัทยาโดยเฉพาะ อัตราดอกเบี้ยเงินต่ำสุด 3.5% ต่อปี บางธนาคารให้วงเงินกู้สูงสุดถึง 100 ล้านบาท ผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 10 ปี ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม อพาร์ตเมนต์ และธุรกิจบริการ เช่น ร้านอาหาร นอกจากนี้ ยังมีสินเชื่อเอสเอ็มอีสำหรับสตาร์ตอัพ (SMEs Start Up) ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานเป็นจำนวนมาก

ขณะที่ นายภวัต เลิศมุกดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เปิดเผยว่า เศรษฐกิจพัทยาและจังหวัดชลบุรียังไปได้ดีมาก มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวเมืองพัทยากันอย่างคึกคัก รวมทั้งนักท่องเที่ยวจีนและรัสเซียที่กลับมาใหม่ ส่งผลให้ยอดจองโรงแรมเต็มเกือบทุกแห่ง ในปี 2560 คาดว่า จังหวัดชลบุรีจะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจถึง 4% โดยมีภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ การใช้จ่ายภาครัฐ และการบริโภคภาคเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อน จังหวัดชลบุรียังเป็นหนึ่งในกลุ่มจังหวัด “ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก” “Eastern Economic Corridor หรือ EEC” เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต หรือ New Engine of Growth อีกด้วย

ด้านผลิตภัณฑ์การเงินเพื่อการออมและการลงทุนในปีนี้ คึกคักมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกรมธรรม์ประกันชีวิต ประกันภัย และแบงก์แอสชัวรันส์ มียอดเงินลงทุนสูงเป็นอันดับ 3 กว่า 650 ล้านบาท ผลิตภัณฑ์เงินฝาก มียอดเงินฝากรวมกว่า 520 ล้านบาท สลากออมทรัพย์ ยอดเงินกว่า 500 ล้านบาท ธนาคารยังมีของที่ระลึกมูลค่าสูงมอบให้กับผู้ฝากเงินตั้งแต่ 5-10 ล้านบาท เช่น ล็อกเก็ตรัชกาลที่ 9, แท่นบูชาสดุดีองค์พระประมุข เป็นต้น นอกจากนี้ประชาชนยังสนใจลงทุนระยะยาวในกองทุนรวม วงเงินกว่า 200 ล้านบาท

งานมหกรรมการเงิน Money Expo พัทยา ครั้งที่ 7 ในปีนี้ มีการนำบริการทางการเงินการลงทุนดิจิทัลมาให้บริการในงานอีกด้วย เช่น ธนาคารออมสิน เปิดตัว สลากดิจิทัล บริการซื้อสลากออมทรัพย์ผ่านแอพพลิเคชัน MyMo GSB และ หุ่นยนต์ OOM-BOT เพื่อให้ข้อมูลบริการทางการเงิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดตัว แอพพลิเคชั่นจองสิทธิ์โปรโมชั่นสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อให้ลูกค้าจองสิทธิ์โปรโมชั่นพิเศษภายในงานโดยเฉพาะ เมืองไทยประกันชีวิต เปิดตัว แอพพลิเคชั่นดูแลสุขภาพ MTL Six Packs เพื่อสะสมแต้มแลกสิทธิประโยชน์ต่างๆ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เช้าชมงานเป็นจำนวนมาก

สำหรับงานมหกรรมการเงินครั้งต่อไป คือ งานมหกรรมการเงิน หาดใหญ่ ครั้งที่ 7 Money Expo Hatyai 2017 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 10-12 มีนาคม 2560 ที่ หาดใหญ่ฮอลล์ ชั้น 5 เซ็นทรัลเฟสติวัลหาดใหญ่ จ.สงขลา

 

รฟม. แจ้งเบี่ยงจราจรปากซอยพหลโยธิน 69/7 ถึงตลาดยิ่งเจริญ 21-28 ก.พ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.พ. 2560 11:26

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/862234


รฟม. แจ้งเบี่ยงช่องทางจราจรบนถนนพหลโยธิน บริเวณปากซอยพหลโยธิน 69/7 ถึงตลาดยิ่งเจริญ เพื่อรื้อย้ายตอม่อสะพานลอยคนเดินข้ามเดิม โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว 21–28 ก.พ. ตั้งแต่เวลา 22.00–05.00 น.

วันที่ 20 ก.พ. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) แจ้งว่า บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ผู้รับจ้างก่อสร้างงานโยธา โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (เหนือ) ช่วงหมอชิต–สะพานใหม่–คูคต สัญญาที่ 1 จะดำเนินการรื้อย้ายตอม่อสะพานลอยคนเดินข้ามเดิม บริเวณปากซอยพหลโยธิน 69/7 ถึงตลาดยิ่งเจริญ

รฟม. จึงขอแจ้งเบี่ยงช่องทางจราจรบนถนนพหลโยธิน บริเวณปากซอยพหลโยธิน 69/7 ถึงตลาดยิ่งเจริญ เพื่อดำเนินการรื้อย้ายตอม่อสะพานลอยคนเดินข้ามเดิม ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (เหนือ) ช่วงหมอชิต–สะพานใหม่–คูคต ในวันที่ 21–28 กุมภาพันธ์ 2560 ตั้งแต่เวลา 22.00–05.00 น.

เครดิตภาพจากรฟม.

 

ทองเปิดตลาดราคาคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 21,000

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ก.พ. 2560 09:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/862209


ทองเปิดตลาดวันที่ 20 ก.พ. ราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,400 ขายออกบาทละ 20,500 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 ขายออกบาทละ 21,000 บาท …

เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 60 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.31 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,400.00 บาท ขายออกบาทละ 20,500.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 บาท ขายออกบาทละ 21,000.00 บาท.

 

ปั้นนักรบเศรษฐกิจรุ่นใหม่ พาณิชย์ปูพรมขับเคลื่อนฐานรากทั่วไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.พ. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/862052


“อภิรดี” สั่งทำหลักสูตร “นักรบเศรษฐกิจรุ่นใหม่” ฝึกอบรมข้าราชการที่จะก้าวไปเป็นพาณิชย์จังหวัดอำนวยการระดับสูง นำความรู้ไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับฐานราก ด้านกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ระดมสมองทูตพาณิชย์ 20 ก.พ.นี้ สนองนโยบายหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของ “สมคิด”

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้สถาบันกรมพระจันทบุรีนฤนาท ในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ จัดทำหลักสูตรนักการค้าการพาณิชย์สำหรับพาณิชย์จังหวัด เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับข้าราชการที่จะไปดำรงตำแหน่งพาณิชย์จังหวัดอำนวยการระดับสูงให้เป็น “นักรบเศรษฐกิจรุ่นใหม่” เพราะถือเป็นตัวแทนของกระทรวงในส่วนภูมิภาค จึงต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการค้า การลงทุน เป็นนักวางยุทธศาสตร์ นักการตลาด และจะต้องร่วมมือกับจังหวัดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในส่วนภูมิภาคตามนโยบายของรัฐบาล

“พาณิชย์จังหวัดถือเป็นผู้บริหารของกระทรวงในส่วนภูมิภาค ทำหน้าที่ขับเคลื่อนงานของกระทรวงตามนโยบายพาณิชย์ภาค หรือ Mini MOC กระทรวง จึงต้องจัดทำหลักสูตรเพื่อเตรียม พร้อมข้าราชการที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งพาณิชย์จังหวัดให้เป็นบุคคลที่สามารถปฏิบัติงานตอบสนองนโยบายของรัฐบาล และภารกิจของกระทรวง ซึ่งหากผลักดันให้เป็นนักรบเศรษฐกิจรุ่นใหม่ได้ จะทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับจังหวัดทำได้ดีขึ้น”

สำหรับหลักสูตรที่จะจัดฝึกอบรมข้าราชการที่จะไปเป็นพาณิชย์จังหวัด เช่น สมรรถนะความเป็นผู้นำ หลักสูตรด้านการค้า การลงทุน การตลาด การใช้นวัตกรรม การค้ายุคใหม่ การบริหารธุรกิจให้สอดคล้องกับนโยบาย New S-Curve การพัฒนาธุรกิจบริการ รวมถึงหลักสูตรความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย เช่น กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ เป็นต้น

นอกจากนี้ กระทรวงยังมีแผนที่จะฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรของกระทรวงในระดับต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก โดยมีเป้าหมายการฝึกอบรมทั้งสิ้น 2,000 คน เพื่อเตรียมความพร้อมบุคลากรรองรับพาณิชย์ 4.0 ที่จะต้องทำงานให้สอดคล้องกับนโยบายประเทศไทย 4.0 ที่จะใช้นวัตกรรม และเทคโนโลยีขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งจะมีการฝึกอบรมบุคลากรทั้งที่ประจำอยู่ในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และที่จะไปประจำในต่างประเทศ

ด้านนางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ จะนำแผนการเพิ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศคู่ค้าที่ได้ดำเนินการตามนโยบายของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่มุ่งการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ เข้าหารือในการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) วันที่ 20 ก.พ.นี้ เพื่อพิจารณาปรับปรุงแผนการทำงานให้สอดคล้องกับปัจจุบัน และมีส่วนช่วยในการขยายการค้า การลงทุน และช่วยผลักดันการส่งออกของไทย

ทั้งนี้ ที่ผ่านมากรมฯได้ร่วมคณะกับนายสมคิดในการเดินทางไปเจรจาขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับคู่ค้าแล้วหลายประเทศ เช่น จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น รัสเซีย อิหร่าน อินเดีย เมียนมา โดยได้จัดคณะภาคเอกชนเดินทางร่วมคณะไปด้วย และได้นัดหมายกับภาคเอกชนของประเทศเหล่านั้นเพื่อเจรจาธุรกิจกับนักธุรกิจไทย ซึ่งสามารถช่วยขยายตลาดส่งออกให้กับผู้ส่งออกไทยได้ เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ในการประชุมทูตพาณิชย์ครั้งนี้ กรมฯ ยังได้ติดตามและประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากนโยบายทางการค้าต่างๆ เช่น ผลกระทบจากกรณีที่สหราชอาณาจักรถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป หรือเบร็กซิต และนโยบายการค้าของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ.

 

บริโภคชะลอฉุดจีดีพีไตรมาส 4 “สมคิด” การันตีอนาคตไปได้ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ก.พ. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/862046


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 20 ก.พ.นี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะแถลงข่าวผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสที่ 4 ปี 2559 และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2560 โดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 4 ปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของการบริโภคภายในประเทศในช่วงเดือน ต.ค.และ พ.ย. ทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 อาจไม่สดใสนัก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญคือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและรักษาโมเมนตัมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจตั้งแต่ปีก่อนมาถึงปี 2560 ให้มีความต่อเนื่องไปได้ โดยมองว่าหากสถานการณ์เศรษฐกิจและปัจจัยภายในประเทศ เช่น เรื่องการเมืองยังเป็นไปได้ด้วยดี ต่อเนื่องไปอีก 2-3 ปีข้างหน้า จะเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้รองนายกรัฐมนตรีระบุว่าเศรษฐกิจในปี 2559 จะขยายตัวไม่น้อยกว่า 3.3% และในปี 2560 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ประมาณ 3.5- 4% ขณะที่ สศช.คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในปี 2560 จะขยายตัวอยู่ที่ 3-4% ซึ่งเป็นการขยายตัวต่อเนื่องจากในช่วง 9 เดือนแรกของปีก่อนที่เศรษฐกิจขยายตัวได้ 3.3% โดยในไตรมาสที่ 1 จีดีพีอยู่ที่ 3.2% ไตรมาส 2 อยู่ที่ 3.5% และไตรมาส 3 อยู่ที่ 3.2%.