ต่อลมหายใจทีวีดิจิทัลอีกเฮือก กสทช.เร่งเครื่องช่วยจ่ายค่าเช่าโครงข่ายดาวเทียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 มี.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/872512


นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า จากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีคำสั่งให้ กสทช.นำเงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุน กทปส.) วงเงิน 2,500 ล้านบาท มาช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบทีวีดิจิทัล เป็นระยะเวลา 3 ปีนั้น เป็นผลมา จากการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการเป็นการทั่วไป (มัสต์ แครี่) โดยขณะนี้ กสทช.ได้เจรจาเบื้องต้นกับ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เพื่อขอให้ปรับลดค่าใช้จ่ายลง แต่ทางไทยคมแจ้งว่าไม่สามารถปรับลดราคาลงได้ เนื่องจากราคาที่ให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลเช่าโครงข่ายนั้นเป็นราคาต่ำแล้ว

ขณะเดียวกัน การเช่าโครงข่ายดาวเทียมเพื่อส่งสัญญาณออกอากาศของผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลนั้น เป็นการเช่าเพื่อออกอากาศได้เฉพาะระบบเอสดี คุณภาพคมชัดปกติเท่านั้น และกล่องรับสัญญาณดาวเทียมยังเป็นกล่องรุ่นเก่าไม่สามารถรับสัญญาณภาพเป็นระบบเอชดี ความคมชัดสูงได้ ดังนั้น กสทช.จึงเช่าโครงข่ายดาวเทียมเพื่อส่งสัญญาณแพร่ภาพเป็นระบบเอชดี โดยมีค่าใช้จ่ายปีละ 450-470 ล้านบาท และการจ่ายเงินค่าเช่าโครงข่ายดาวเทียม กสทช.จะเริ่มจ่ายตั้งแต่ 20 ธ.ค.59 เป็นต้นไป โดยผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลจะต้องส่งรายละเอียดค่าใช้จ่ายเช่าโครงข่ายดาวเทียมจากไทยคม หรือใบเสร็จ มาให้ กสทช.ตรวจสอบ ส่วนจะจ่ายคืนเป็นรายเดือนหรือรายปีขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า กรณีที่ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ต้องเช่าโครงข่ายดาวเทียมสำหรับการออกอากาศนั้น เพื่อทำให้มียอดผู้รับชมทีวีดิจิทัลเพิ่มขึ้น เพราะการรับชมทีวีในปัจจุบันส่วนใหญ่รับชมผ่านโครงข่ายดาวเทียมเป็นหลัก หรือ 70-80% ของจำนวนครัวเรือนทั้งหมดของประเทศ ดังนั้น หากรอให้โครงข่ายภาคพื้นดินเข้าถึงทุกพื้นที่ ต้องใช้เวลานานกว่าจะเป็นที่นิยม ขณะที่ยอดรับชมมีผลต่อการวัดอันดับยอดนิยม (เรตติ้ง) และอัตราโฆษณา ขณะที่ กสทช.ก็มีข้อบังคับด้วยประกาศมัสต์ แครี่ ให้ออกอากาศทั่วไป จึงทำให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลต้องเช่าโครงข่ายดาวเทียมเพื่อออกอากาศ ซึ่งถือเป็นภาระ เมื่อ คสช.มีคำสั่งให้ กสทช.ช่วยค่าใช้จ่ายจึงถือเป็นเรื่องที่เหมาะสม.

 

พาณิชย์ยัน “มาตรการพิเศษ” กู้วิกฤติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 มี.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/872508


นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า มาตรการพิเศษที่รัฐบาลกำลังจะนำออกมาใช้ในการแก้ไขปัญหาการออกสิทธิบัตรล่าช้า จะช่วยแก้ไขปัญหาคำขอรับสิทธิบัตรที่ค้างการพิจารณาอยู่ในระบบได้จริง และจะช่วยให้การพิจารณาออกสิทธิบัตรทำได้เร็วขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีคำขอรับสิทธิบัตรที่ค้างการพิจารณาทุกสาขาเทคโนโลยีมากกว่า 36,000 คำขอ หากสามารถเคลียร์ลงได้ จะเป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ที่จะทำให้การขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่มุ่งการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทำได้ดีขึ้น

ทั้งนี้ แนวทางการดำเนินการเร่งรัดการจดสิทธิบัตรที่สามารถนำมาใช้ได้ทันที คือ การแลกเปลี่ยนผลการตรวจสอบ หรือ Work sharing ซึ่งเป็นแนวทางที่ประเทศต่างๆ ใช้อยู่ เช่น ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย เป็นต้น โดยมาตรการนี้จะเป็นมาตรการทางเลือกชั่วคราว ที่จะใช้กับคำขอสิทธิบัตรที่ค้างการพิจารณามาเป็นเวลานาน และหากสิทธิบัตรได้รับการอนุมัติในต่างประเทศแล้ว จะช่วยร่นขั้นตอนการพิจารณาลงได้

“กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะนำมาตรการนี้ มาใช้ร่วมกับคู่มือการตรวจสอบสิทธิบัตรที่จัดทำขึ้นจากความร่วมมือระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา ผู้ประดิษฐ์ และภาคประชาสังคม ซึ่งจะทำให้การจดสิทธิบัตรทำได้เร็วขึ้น และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการทบทวนผลตรวจสอบ หากมีข้อโต้แย้งเกิดขึ้น”

นางอภิรดีกล่าวว่า หากไม่สามารถแก้ปัญหางานค้างสะสมได้ จะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาคุณภาพผู้ตรวจสอบและระบบให้บริการโดยรวม จึงจำเป็นต้องมีมาตรการพิเศษออกมาใช้ และหากมาตรการนี้ได้รับความสนใจจะทำให้ปัญหางานค้างสะสมลดลง และส่งผลดีให้นักประดิษฐ์คิดค้นของไทยมีการพัฒนางานประดิษฐ์คิดค้นมากขึ้น เนื่องจากได้รับการจดสิทธิบัตรเร็วขึ้น “กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้แก้ปัญหามาโดยตลอด แต่ข้อจำกัดของผู้ตรวจสอบสิทธิบัตรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาเทคโนโลยีเฉพาะด้าน มีแค่ 24 คน ขณะที่ปริมาณคำขอมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น จึงอนุมัติอัตรากำลังเพิ่ม และเมื่อผู้ตรวจสอบใหม่เริ่มปฏิบัติงานได้ จะทำให้การพิจารณาตรวจสอบสิทธิบัตรเร็วขึ้น.

 

กลางปีนี้คนชอบเที่ยวได้มีเฮ! สนั่น กบร.หั่นราคาตั๋วโดยสารโลว์คอสต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 มี.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/872506


นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) ว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ไปปรับปรุงโครงสร้างต้นทุนการคิดอัตราค่าโดยสารสายการบินให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เพราะต้นทุนเดิมบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2553 รวมทั้งให้จัดทำโครงสร้างต้นทุนค่าโดยสารสายการบินโลว์คอสต์ แยกออกจากสายการบินฟูลเซอร์วิส เนื่องจากปัจจุบันใช้เพดานอัตราค่าโดยสารสูงสุด ไม่เกิน 13 บาท/กม. เหมือนกัน ขณะที่การให้บริการพื้นฐานบนเครื่องบินมีความแตกต่างกัน ซึ่งการให้แยกการคิดต้นทุนก็เพื่อไม่ให้ประชาชนผู้ใช้บริการถูกเอาเปรียบในการคำนวณค่าโดยสาร

นอกจากนี้ ให้ กพท.กำชับให้สายการบินไม่ให้นำภาระค่าภาษีน้ำมันสรรพสามิตที่ถูกเรียกเก็บเพิ่ม แยกออกมาต่างหากจากค่าโดยสารเช่นปัจจุบัน แต่ให้สายการบินนำค่าภาษีน้ำมันสรรพสามิตไปบวกรวมกับค่าโดยสารเลย เพราะถือเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนของสายการบิน ซึ่งทำให้ กบร. สามารถใช้อำนาจในการเข้าไปกำกับและดูแลการบริหารจัดการได้ ส่วนกรณีที่หลายสายการบินปรับค่าโดยสารกรณีรัฐขึ้นภาษีน้ำมันสรรพสามิตที่ผ่านมาในอัตรา 150 บาท/ที่นั่งนั้น ถือว่าสมเหตุสมผล เพราะยังปรับขึ้นน้อยกว่าอัตราผลกระทบเฉลี่ยที่อยู่ระหว่าง 150-204 บาท/ที่นั่ง

นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) กล่าวว่า กบร.มองว่าควรจะกำหนดเพดานอัตราค่าโดยสารโลว์คอสต์แยกออกต่างหาก ซึ่งจะทำให้เพดานอัตราค่าโดยสารสูงสุดของสายการบินโลว์คอสต์ ลดต่ำลงกว่า 13 บาท/กม. ซึ่งจะทำให้ค่าโดยสารสายการบินโลว์คอสต์ถูกลงกว่าเดิมแน่นอน อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะสามารถประกาศราคาใหม่ได้ก่อนกลางปีนี้แน่นอน นอกจากนี้ กบร.ยังได้อนุมัติแผนฝึกอบรมการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือน แผนควบคุมคุณภาพการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือน แผนอำนวย-ความสะดวกด้านการบินพลเรือนแห่งชาติ เพื่อเตรียมรับมือกรณีที่องค์การ-การบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) จะเข้ามาตรวจสอบด้านการกำกับดูแลด้านการรักษาความปลอดภัยสนามบินของไทยในเดือน ก.ค.นี้.

 

ลากสายส่ง-ซื้อไฟเพิ่ม ทางเลือกแลกค่าไฟพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/871886


คาดการณ์กันไว้ว่า ถ้าการท่องเที่ยวภาคใต้ยังคงเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆดังเช่นทุกวันนี้ โดยไม่มีการสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ ไม่เกินปี 2563 โอกาสที่ไฟฟ้าจะดับทั่วภาคใต้ มีความเป็นไปได้สูง

จากตัวอย่างการสำรวจเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2559 เวลา 19.30 น. พบว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของภาคใต้อยู่ที่ 2,713 เมกะวัตต์

เทียบกับกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมของภาคใต้ ผลิตได้ทั้งสิ้น 3,089.5 เมกะวัตต์

แต่อย่าลืมว่า…เป็นกระแสไฟฟ้าที่สามารถพึ่งพา หรือรองรับการใช้งานจริงเพียงแค่ 2,747 เมกะวัตต์ หรือมีส่วนต่างกับความต้องการใช้ไฟจริงสูงสุดของภาคใต้ ห่างกันเพียง 34 เมกะวัตต์ เท่านั้น

เพราะกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ข้างต้น มาจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ จ.กระบี่ ซึ่งใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงจำนวน 315 เมกะวัตต์ ใช้น้ำมันดีเซล เป็นเชื้อเพลิงอีก 26 เมกะวัตต์ รวมเป็น 341 เมกะวัตต์ ซึ่งทั้งน้ำมันเตาและดีเซล ถือเป็นเชื้อเพลิงที่มีต้นทุนสูง หรือว่าราคาแพงทั้งคู่ เมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงอย่างอื่น

ที่เหลือเป็นกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมจะนะ ชุดที่ 1 จำนวน 710 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมจะนะ ชุดที่ 2 อีก 766 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมขนอม (ทดแทน) อีก 930 เมกะวัตต์ ซึ่งทั้ง 3 แห่งใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าป้อนให้ภาคใต้ได้รวม 2,406 เมกะวัตต์

อีก 342.5 เมกะวัตต์ ที่เหลือเป็นกระแสไฟฟ้าแบบซัพพลาย หรือพึ่งพาได้ไม่แน่นอน เพราะได้มาจากพลังงานหมุนเวียน เช่น จากโรงไฟฟ้าพลังน้ำ (ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำและน้ำใช้ในการเกษตร) ของเขื่อนรัชชประภา 240 เมกะวัตต์ จากเขื่อนบางลาง 72 เมกะวัตต์ เขื่อนบ้านสันติ และแหลมพรหมเทพอีก 1.5 เมกะวัตต์ ที่เหลือเป็นการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานชีวมวล จาก SPP อีก 29 เมกะวัตต์

เมื่อเทียบกับความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคใต้ ที่มีอัตราเติบโตต่อปี อยู่ที่ประมาณ 4.7–5% หรือเพิ่มขึ้นปีละราวๆ 100–150 เมกะวัตต์ จึงนับว่าสถานการณ์ไฟฟ้าของภาคใต้อยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยง

โจทย์ใหญ่จึงอยู่ที่ ทำอย่างไรไฟฟ้าภาคใต้จึงจะไม่ดับ หรือไฟไม่ตก (กะพริบ) ซึ่งส่งผลกระทบถึงความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ธุรกิจ อุตสาหกรรม และแหล่งท่องเที่ยวโดยตรง

ยิ่งเมื่อการท่องเที่ยวภาคใต้ ทั้งที่ สมุย ภูเก็ต และ หาดใหญ่ ยิ่งบูมมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งทำให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเท่านั้น จึงเป็นเหตุให้ต้องสร้างโรงไฟฟ้าขึ้นในภูมิภาคนี้

กลุ่มผู้ต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้าบางท่านที่ “โลกสวย” (ไม่ได้มองอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง) บ้างก็ว่า ฉันจะเอาไฟฟ้า แต่ไม่เอาโรงไฟฟ้า…บ้างว่า ไม่อยากได้ทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ นิวเคลียร์ น้ำมันเตา ดีเซล และพลังน้ำ (สร้างเขื่อน) ทั้งนั้น…แต่อยากได้ โรงไฟฟ้าพลังน้ำมันปาล์ม หรือ พลังงานทดแทน เช่น ลม หรือแสงแดด เป็นต้น

เพื่อให้ได้สัมผัสกับประสบการณ์จริง ทาง พล.อ.ธนา วิทยวิโรจน์ เลขานุการ รมว.พลังงาน นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน นายธรรมยศ ศรีช่วย รองปลัดฯ นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร รองผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นายพฤหัส วงศ์ธเนศ ผู้ช่วย ผู้ว่าการ กฟผ. และ ดร.สราวุธ แก้วตาทิพย์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จึงได้นำทีมสื่อมวลชนไทยไปศึกษาดูงานการใช้พลังงานทดแทนที่ประเทศญี่ปุ่น เผื่อว่าจะเห็นช่องทางนำกลับมาดัดแปลงใช้ในเมืองไทยให้เหมาะสม

จุดที่ไปศึกษาดูงานเป็น เมืองต้นแบบอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Eco-Town) ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลนครคิตะคิวชู (Kitakyushu) ของจังหวัดฟุกุโอกะ ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น มีพื้นที่ 487 ตารางกิโลเมตร มีประชากรราว 981,000 คน ทั้งยังเคยเป็นที่ตั้งของอุตสาหกรรมผลิตเหล็กขนาดใหญ่ ซึ่งก่อมลภาวะให้สิ่งแวดล้อม

แต่ด้วยการจัดการทรัพยากรหมุนเวียนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดของเสียและกากอุตสาหกรรมน้อยที่สุด เช่น มีการนำของเหลือใช้จากอุตสาหกรรมบางอย่างไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอุตสาหกรรมอื่น เพื่อลดการปล่อยของเสียจากโรงงาน หรือที่เรียกว่าพยายามทำของเสียให้เป็นศูนย์ (Zero Waste)

ที่สำคัญ “คิตะคิวชู” แห่งนี้ยังมีอุทยานพลังงานแห่งโลกอนาคต เป็นแหล่งรวมโครงการและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านพลังงานทดแทน เช่น มีทั้งการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อใช้ในครัวเรือนถึง 27,000 ครัวเรือน ในพื้นที่

อุทยานพลังงานแห่งนี้ยังมีแผนพัฒนาขนาดใหญ่ เตรียมจะก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลมขึ้นในกลางทะเลหรือนอกชายฝั่ง โดยเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ได้มีการทดลองติดตั้งกังหันลมขนาดใหญ่ มีกำลังผลิตไฟฟ้า 2 เมกะวัตต์ ไว้ที่นอกชายฝั่ง 1 ตัว เพื่อพิสูจน์ความเป็นไปได้ของโรงไฟฟ้าพลังลมนอกชายฝั่ง โดยมีเป้าหมายจะติดตั้งกังหันลมแบบเดียวกัน เพื่อผลิตไฟฟ้าจากลมนอกชายฝั่งให้ได้ถึง 200 เมกะวัตต์ ภายในอีก 3 ปีข้างหน้า

เช่นเดียวกับแผงเซลล์พลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์อีกมหาศาล ที่ได้รับการติดตั้งไว้ในอุทยานฯ มีกำลังการผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ 1.5 เมกะวัตต์ ไปจนถึง ทุ่งความร้อน จากเซลล์แสงอาทิตย์ขนาดมหึมา ที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้สูงถึง 20.5 เมกะวัตต์ โดยมีเป้าหมายในอนาคตจะผลิตเพิ่มให้ได้ถึง 55.4 เมกะวัตต์

กระนั้นก็ตาม เมื่อมองในแง่เม็ดเงินลงทุนและความเป็นไปได้ ที่จะนำเอาเทคโนโลยีเหล่านั้นกลับมาผลิตไฟฟ้าใช้ในภาคใต้ของไทยบ้าง ตามความเห็นของผู้รู้หลายคน ยังมีมุมมองที่แตกต่าง

เป็นต้นว่า แนวคิดที่จะนำ น้ำมันปาล์ม มาใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าแทนถ่านหิน (สะอาด) เมื่อคำนึงถึงต้นทุนการผลิตต่อหน่วย เช่น ปาล์ม 1 กก. เทียบกับถ่านหิน 1 กก. หากเน้นที่ค่าความร้อน ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากปาล์มน้ำมันจะแพงหรือสูงกว่าการใช้ถ่านหิน (สะอาด) เป็นเชื้อเพลิงถึง 20 เท่า

นอกจากนี้ ภาคใต้ของไทยยังต้องกันพื้นที่ปลูกปาล์ม 4 ล้านไร่ ไว้เพื่อทำน้ำมันไบโอดีเซล (บี 7) ซึ่งมีเม็ดเงินไปสู่เกษตรกรอีกปีละ 3-4 หมื่นล้านบาท แนวคิดที่จะนำปาล์มน้ำมันมาปั่นไฟขาย จึงเป็นไปได้ยาก

พลังงานลม ดูผิวเผินเหมือนน่าจะเป็นพลังงานทดแทนที่โดดเด่นและเป็นความหวังในการผลิตไฟฟ้าใช้แบบญี่ปุ่น แต่เอาเข้าจริง สำหรับเมืองไทย ยังติดตรงปัญหาใหญ่ 2 เรื่อง คือ ประสิทธิภาพของแรงลม และต้นทุนในการติดตั้งต่อหน่วยที่มีราคาแพงมหาศาล

กล่าวคือ พลังงานลมในบ้านเรา มักจะมีลมพัดแรงเฉพาะช่วงกลางคืน กลางวันแรงลมอ่อนจนแทบไม่พอไปหมุนใบพัด นอกจากนี้ การที่กระแสลมบ้านเราโดยเฉลี่ยค่อนข้างเบา แรงลมต่ำเฉลี่ย 6-8 กม./ชม. (เทียบกับที่ญี่ปุ่นลมแรง 12 กม./ชม.) ทำให้ต้องใช้เสาสูงถึง 133 เมตร และใช้ใบพัดที่ยาวกว่ากังหันลมของเมืองนอก

ทำให้ต้นทุนค่าอุปกรณ์ และค่าติดตั้งต่อหน่วยจึงแพงกว่าของเมืองนอก เช่น อุปกรณ์ผลิตไฟฟ้า กักเก็บไฟฟ้า และค่าติดตั้งที่ส่วนฐานของกังหันลมในเมืองไทย โดยเฉลี่ยตกยูนิต หรือเสาละประมาณ 100 ล้านบาท

ส่วนพลังงานแสงแดด หรือโซลาร์เซลล์ในเมืองไทย มีข้อจำกัดตรงที่ผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะตอนกลางวัน และในช่วงฤดูร้อนเป็นหลัก โดยเฉลี่ยผลิตไฟฟ้าได้แค่วันละ 4-5 ชั่วโมง ส่วนฤดูฝนกับฤดูหนาว แทบจะผลิตไฟไม่ได้เลย ยิ่งตอนกลางคืนถือว่าเป็นศูนย์ ข้อสำคัญยังอยู่ที่ตัวแบตเตอรี่สำหรับเก็บกักไฟ ปัจจุบันยังไม่มีเทคโนโลยีที่สามารถกักเก็บไฟฟ้าไว้ได้มากพอ แถมยังมีราคาแพง

แม้ว่าความหวังที่จะนำพลังงานทดแทน หรือหมุนเวียนเหล่านี้มาใช้ผลิตไฟฟ้าในเมืองไทย แลดูเลือนราง หรือห่างไกลกับความเป็นจริง แต่ก็ใช่ว่า เมืองไทยจะไม่เห็นความสำคัญของพลังงานดังกล่าว อย่างน้อยทุกวันนี้กระทรวงพลังงานได้ผลักดันให้มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนรวมแล้วถึง 300 เมกะวัตต์

ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อพลังงานทางเลือกทั้งหลายเดินหน้าต่อไม่ได้ หรือทำได้ก็ไม่คุ้มทุน ถ้าหวยไม่ออกที่ถ่านหินสะอาด ก็คงต้องใช้วิธีลากสายส่ง จากภาคกลางลงสู่ภาคใต้ และขอซื้อไฟเพิ่มจากลาว แต่นั่นหมายถึง ค่าไฟต่อหน่วย ที่ต้องเรียกเก็บเพิ่มตามภาระต้นทุน

แน่ใจกันหรือ…จะเอาแบบนี้.

 

ธปท.แก้เกณฑ์สินเชื่อบุคคล เปิดทางปล่อยกู้ “ประกอบอาชีพ” ช่วยรายย่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 มี.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/872498


ธปท.คลายเกณฑ์สินเชื่อส่วนบุคคล ให้ปล่อยกู้เพื่อประกอบอาชีพเพิ่มได้ หวังส่งเสริมให้บุคคลและรายย่อยเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ง่ายขึ้น รองรับมาตรการรัฐที่เดินหน้าส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนในการประกอบอาชีพของคนไทยเต็มสตรีม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกประกาศถึงสถาบันการเงิน และบริษัทประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) ขยายขอบเขตวัตถุ ประสงค์การปล่อยกู้สินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันให้ครอบคลุมถึงสินเชื่อที่มีวัตถุประสงค์ที่นำไปใช้ในการประกอบอาชีพ นอกเหนือจากวัตถุประสงค์เดิมที่ให้ปล่อยสินเชื่อเพื่อการซื้อสินค้าและบริการ เพื่อส่งเสริมให้บุคคลและธุรกิจรายย่อยสามารถเข้าถึงแหล่งทุนในระบบได้ง่ายขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับประกาศกระทรวงการคลังในการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนในการประกอบอาชีพ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 25 ก.พ.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การขยายขอบเขตวัตถุประสงค์การปล่อยสินเชื่อบุคคลดังกล่าว ไม่รวมการปล่อยสินเชื่อเพื่อการศึกษา สินเชื่อเพื่อการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ สินเชื่อเพื่อการรักษาพยาบาล สินเชื่อเพื่อสวัสดิการพนักงานที่ต้นสังกัดทำสัญญากับผู้ประกอบธุรกิจ และสินเชื่ออื่นๆที่ ธปท.กำหนด โดยการปล่อยสินเชื่อเพื่อนำไปใช้ในการประกอบอาชีพ จะมีวงเงินเท่ากับสินเชื่อส่วนบุคคลอื่นคือ แต่ละรายไม่เกิน 5 เท่าของรายได้ของผู้บริโภคเฉลี่ยต่อเดือน หรือ 5 เท่าของกระแสเงินสดหมุนเวียนในบัญชีเงินฝาก ที่ผู้บริโภคฝากไว้ที่สถาบันการเงินเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 6 เดือนและคิดอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมปกติสูงสุดไม่เกิน 28% ต่อปี หากผู้ให้บริการจะคิดอัตราดอกเบี้ยปรับ หรือค่าบริการอื่นเพิ่มเติมต้องแจ้งให้ ธปท.พิจารณาและได้รับอนุญาตก่อน รวมทั้งต้องมีการเปิดเผยอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่ชัดเจน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบริษัทประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) ธปท.ได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล ภายใต้การกำกับในคราวเดียวกัน โดยกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน จะต้องจัดส่งงบการเงินประจำปีมายัง ธปท.ภายใน 180 วันทำการ นอกจากนั้นในประกาศยังปรับนิยามของสำนักงานสาขา เพิ่มหลักเกณฑ์การแจ้งย้ายสถานที่ตั้ง
หรือปิดสาขาต่อ ธปท.โดยให้แจ้งต่อ ธปท.ภายใน 15 วัน รวมทั้งกำหนดแบบรายงานที่ผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงินต้องรายงานข้อมูลเป็นรายเดือนเพิ่มเติม สำหรับข้อมูลสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับที่มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปใช้ในการประกอบอาชีพ เพื่อให้การติดตามดูแลสินเชื่อส่วนบุคคล ทั้งที่ปล่อยโดยสถาบันการเงิน และนอนแบงก์ มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโสสายเศรษฐกิจการเงิน ธปท. กล่าวเพิ่มเติมว่า ธปท.ยังคงจับตาภาระหนี้ครัวเรือนของประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพราะหนี้ครัวเรือนถือเป็นปัจจัยหลักปัจจัยหนึ่งที่จะกดดันการใช้จ่ายภาคเอกชนของไทยในปีนี้ เพราะแม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือน โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคลจะมีแนวโน้มชะลอตัวจากความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อดังกล่าวจะมีมากขึ้น แต่ภาพรวมหนี้ครัวเรือนของไทยยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ต้องติดตามต่อเนื่อง รวมถึงปัญหาความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชนว่าจะลดลงหรือไม่ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การปล่อยสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ หรือนาโนไฟแนนซ์ สิ้นเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา มียอดการปล่อยสินเชื่อแล้วทั้งสิ้น 55,454 บัญชี เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 6,807 บัญชี คิดเป็นวงเงินสินเชื่อที่ปล่อยไปแล้ว 1,435 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 185 ล้านบาท ทั้งนี้ ธปท.ประเมินว่า หากสถาบันการเงิน และนอนแบงก์บางส่วน ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้เข้าไปปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ สามารถเข้ามาในตลาดสินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพ ผ่านการปล่อยสินเชื่อบุคคลได้ ตามที่ ธปท.ขยายขอบเขตให้ จะทำให้บุคคลและผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อประกอบอาชีพได้เพิ่มมากขึ้น

ขณะที่ตัวเลขล่าสุด ณ สิ้นเดือน ธ.ค.ปีที่ผ่านมา สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับของ ธปท.มียอดการปล่อยสินเชื่อทั้งสิ้น 13,685,002 บัญชี คิดเป็นวงเงินสินเชื่อทั้งสิ้น 338,117 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าเล็กน้อย โดยการเพิ่มขึ้นทั้งตัวบัญชีและยอดสินเชื่อ เป็นของผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงินเป็นหลัก.

 

พณ.จับมือ 5 บิ๊กผู้ผลิต ป้อนสินค้าราคาถูก ขายร้าน ‘ธงฟ้า’ เริ่ม เม.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 มี.ค. 2560 19:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/872218


พาณิชย์ เซ็นเอ็มโอยู 5 ผู้ผลิตรายใหญ่ ป้อนสินค้าให้ร้าน “ธงฟ้าประชารัฐ” ขายถูกกว่าท้องตลาด 15-20% ประเดิมร้านค้า 5 พันแห่งของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เริ่ม เม.ย.นี้ คาดลดค่าครองชีพคนไทยได้ปีละ 1,200 ล้าน…


http://www.thairath.co.th/clip/105924

เมื่อวันที่ 2 มี.ค. กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดให้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการลดค่าครองชีพประชาชน ในโครงการ “ธงฟ้าประชารัฐ” จัดหาสินค้าจำเป็นต่อการครองชีพจำหน่ายราคาพิเศษในร้านค้าปลีกในความส่งเสริมของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และร้านค้าปลีกชุมชนในความส่งเสริมของสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน พิจารณาจัดทำโครงการ “ธงฟ้าประชารัฐ” ร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนได้อย่างทั่วถึงเพิ่มมากขึ้น โดยการจัดหาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เพื่อนำไปจำหน่ายในร้านค้าปลีกแบบถาวรราคาต่ำกว่าท้องตลาด 15-20% ซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ จำนวน 5 ราย ได้แก่ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน), บริษัท ยูนิลีเวอร์ไทย เทรดดิ้ง จำกัด, บริษัท คอลเกต-ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน)

สำหรับระยะแรกจะมีร้านค้าปลีกในความส่งเสริมของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่มีความพร้อมเข้าร่วมโครงการประมาณ  5,000 แห่ง จากทั้งหมด 20,000 แห่ง และร้านค้าในความส่งเสริมของสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติอีก 500 แห่ง จากทั้งหมด 19,000 แห่ง ส่วนสินค้าที่เข้าร่วมโครงการจะนำร่อง 18 สินค้า 48 รายการ เช่น สบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก แชมพู บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง เป็นต้น ซึ่งจะเริ่มโครงการได้ภายในเดือน เม.ย.นี้

ด้าน นางนันทวัลย์ คาดว่า โครงการดังกล่าวจะลดภาระค่าครองชีพของประชาชนทุกพื้นที่ทั่วประเทศได้ประมาณ 1 ล้านคน รวมยอดใช้จ่ายประมานเดือนละ 500 ล้านบาท สามารถลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้เดือนละ 100 ล้านบาท หรือปีละ 1,200 ล้านบาท นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่ร้านค้าปลีกในชุมชนให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนอีกด้วย.

 

หุ้นไทยปิดแดนบวก ขยับขึ้น 2.75 จุด ซื้อขาย 44,531.53 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 มี.ค. 2560 18:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/872233


หุ้นไทยปิดตลาดแดนบวก ขยับขึ้น 2.75 จุด ที่ระดับ 1,569.94 จุด มูลค่าซื้อขาย 44,531.53 ล้าน…

เมื่อวันที่ 2 มี.ค. ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดในแดนบวก ขยับขึ้น 2.75 จุด หรือ 0.18% ที่ระดับ 1,569.94 จุด มูลค่าการซื้อขาย 44,531.53 ล้านบาท โดยตลอดทั้งวันหุ้นไทยขึ้นแตะจุดสูงสุดที่ระดับ 1,573.31 จุด และระดับต่ำสุดที่ 1,568.42 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) .

 

เนสกาแฟ เดินหน้ารุกตลาดพรีเมียม เปิด ‘เนสกาแฟโกลด์ ใหม่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 มี.ค. 2560 16:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/872121


เนสกาแฟ เดินหน้ารุกตลาดกาแฟพรีเมียมมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท ด้วยการเปิดตัว “เนสกาแฟโกลด์ ใหม่” ตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่ ทุ่มงบ 300 ล้านบาท สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการกาแฟ ด้วยการยกระดับมาตรฐานของกาแฟพรีเมียมในไทย…

นางออดรีย์ เลียว ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า กล่าวว่า ตลาดกาแฟในประเทศไทยมีการพัฒนารุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว คนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบการดื่มกาแฟ สรรหาการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ กาแฟในปัจจุบันก้าวเข้าสู่ยุคคลื่นลูกที่สาม เป็นยุคการสร้างสรรค์กาแฟเป็นงานศิลปะเพื่อสุนทรียรสในทุกสัมผัสให้กับผู้บริโภค

“เนสท์เล่ยึดมั่นในการเพิ่มพูนคุณภาพชีวิต เพื่อเสริมสร้างสุขภาพดีสู่อนาคตให้กับชาวไทยมาโดยตลอด เนสกาแฟ ในฐานะกาแฟยอดนิยมระดับโลกและในประเทศไทย เราจึงเดินหน้าเปิดตัวเนสกาแฟโกลด์ ใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบการดื่มกาแฟ เราได้จัดสรรงบประมาณกว่า 300 ล้านบาท สนับสนุนการเปิดตัวเนสกาแฟโกลด์ ใหม่ เชื่อว่า เนสกาแฟโกลด์ จะก้าวสู่การเป็นสัญลักษณ์ของกาแฟพรีเมียมที่ครองใจผู้บริโภคที่ชื่นชอบในความแตกต่างแน่นอน”

ายแวลดดิสลาฟ อังดรีฟ ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์กาแฟและครีมเทียม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า โลกของการดื่มกาแฟเปลี่ยนไป ผู้บริโภคมีความต้องการที่จะเพลิดเพลินกับช่วงเวลาดีๆ ในการจิบกาแฟอย่างเหนือระดับเพื่อมอบความสุขให้กับตัวเอง เนสกาแฟเล็งเห็นถึงเทรนด์การเติบโตของกาแฟระดับพรีเมียมทั่วโลก ปัจจุบันผู้บริโภคในทวีปยุโรปและเอเชียนิยมดื่มกาแฟพรีเมียมผสมฟองนมสไตล์คาเฟ่ มากกว่าในประเทศไทย เช่น ตลาดของกาแฟปรุงสำเร็จสไตล์คาเฟ่ในประเทศเยอรมนีมีมูลค่าถึง 7,120 ล้านบาท ประเทศอังกฤษมูลค่า 3,889 ล้านบาท ในประเทศฝรั่งเศสมูลค่า 2,595 ล้านบาท และในประเทศเกาหลีใต้มีมูลค่า 609 ล้านบาท

“ในประเทศไทย ตลาดกาแฟพรีเมียมโดยรวมมีมูลค่าสูงกว่า 20,000 ล้านบาท ในขณะที่ตลาดกาแฟปรุงสำเร็จพรีเมียมนั้นมีขนาดเล็กกว่า โดยมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 418 ล้านบาท ด้วยการเติบโตสูงถึง 15% ในปีที่ผ่านมา ขณะที่ความนิยมในการบริโภคกาแฟพรีเมียมนอกบ้าน โดยเฉพาะจำนวนของคาเฟ่ที่ให้บริการกาแฟระดับพรีเมียมมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เราจึงมีข้อสงสัยว่า ทำไมผู้บริโภคจึงถูกจำกัดให้ดื่มกาแฟพรีเมียมในคาเฟ่เท่านั้น เนสกาแฟ จึงนำเทรนด์ใหม่รุกตลาดกาแฟปรุงสำเร็จระดับพรีเมียมในประเทศไทย ด้วยการเปิดตัวเนสกาแฟโกลด์ ใหม่”

เนสกาแฟโกลด์ ใหม่ เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์กาแฟระดับพรีเมียม ที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถันโดยผู้ชำนาญด้านกาแฟระดับโลก เป็นกาแฟอาราบิก้าชั้นดี ที่คัดสรรเฉพาะเมล็ดกาแฟคุณภาพจากเทือกเขาสูงและบรรจงเก็บด้วยมือ เข้ากับกาแฟโรบัสต้าชั้นเยี่ยม ผ่านการคั่วจนได้เมล็ดกาแฟสีทองสมบูรณ์แบบ อาศัยทักษะและความชำนาญของผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟในการคั่ว ผสมกาแฟคั่วบดละเอียด โดยใช้เทคโนโลยีที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของเนสท์เล่ ในการบดเมล็ดกาแฟให้ละเอียด นอกจากนี้ เนสกาแฟโกลด์ ใหม่ ยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์พื้นฐานทางโภชนาการของเนสท์เล่ที่ผู้บริโภคสามารถมั่นใจได้

นายอภิวัฒน์ อิริยาภิชาติ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดอาวุโส กลุ่มธุรกิจเนสกาแฟพรีเมียม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวเสริมว่า จากการวิจัยกลุ่มผู้บริโภครอบล่าสุด พบว่า 8 ใน 10 ของผู้บริโภค ชื่นชอบเนสกาแฟโกลด์ ใหม่ พร้อมกันนี้ เรายังมีแคมเปญสื่อสารทางการตลาดอย่างครบวงจร เพื่อส่งเสริมการเปิดตัวเนสกาแฟโกลด์ และเข้าถึงกลุ่มคนรักกาแฟพรีเมียม โดยมีก้อง – สหรัถ สังคปรีชา แบรนด์แอมบาสเดอร์ของเนสกาแฟโกลด์ในภาพยนตร์โฆษณาทางโทรทัศน์ชุดใหม่ นอกจากนี้ คนรักกาแฟพรีเมียมจะได้เป็นกลุ่มแรกที่สัมผัสเนสกาแฟโกลด์ ใหม่ ผ่านการแจกผลิตภัณฑ์ให้ทดลองดื่มกว่า 1 ล้านแก้วทั่วประเทศ พร้อมกิจกรรมประชาสัมพันธ์ ณ จุดขาย และแคมเปญดิจิตอลที่เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย

ผู้บริโภคสามารถดื่มด่ำกับเนสกาแฟโกลด์ ใหม่ ได้แล้ววันนี้ใน 3 รสชาติ ได้แก่ คาปูชิโน่ ที่มอบรสชาติอันกลมกล่อมลงตัวของกาแฟคั่ว ลาเต้มัคคิอาโต้ รสนุ่มละมุนหอมหวาน และไวท์เอสเพรสโซ่ ที่เข้มทั้งกลิ่นและรสกาแฟ.

 

ฟู้ดแลนด์เปิดตัว “มิสเตอร์พิซซ่า” เกาหลี “มหากิจศิริ” ซื้อพิซซ่าฮัท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 มี.ค. 2560 15:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/872069


ร้านพิซซ่าในไทยแข่งกันสนุก “ฟู้ดแลนด์” ลงทุนซื้อแบรนด์ “มิสเตอร์พิซซ่า” พิซซ่าพรีเมียมเกาหลีมาเจาะตลาดไทย ชูจุดเด่นวัตถุดิบคุณภาพฟู้ดแลนด์จับลูกค้าระดับกลางถึงบน ด้านตระกูล “มหากิจศิริ” ซื้อสิทธิร้านพิซซ่าฮัททั่วประเทศ…

นายอธิพล ตีระสงกรานต์ ผู้ช่วยรองประธาน บริษัท ฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจซุปเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ กล่าวว่า นอกจากธุรกิจซุปเปอร์มาร์เก็ตฟู้ดแลนด์ยังเดินหน้าธุรกิจด้านร้านอาหาร ล่าสุด เปิดตัวร้านพิซซ่าแบรนด์ “Mr.Pizza” (มิสเตอร์พิซซ่า) พิซซ่าสัญชาติเกาหลีทำตลาดประเทศไทยครั้งแรก สาขาแรกอยู่ที่ห้างเดอะสตรีทรัชดา นอกจากนั้น ยังมีสาขาที่ห้างเทอร์มินอล 21 โคราช และห้างเดอะพรอมานาด รามอินทรา พร้อมเตรียมเปิดสาขาในห้างซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ จากนั้น ได้ตั้งเป้าเปิดอีก 4-5 สาขาต่อปี ในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑลและหัวเมืองใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูง

ทั้งนี้ ตลาดพิซซ่าในไทยเป็นตลาดใหญ่ มีเจ้าตลาดระดับแมส 2 รายไม่รวมรายเล็กๆ หรือเฉพาะตัวอีกจำนวนมาก แต่ยังมีโอกาสทางธุรกิจ โดยมิสเตอร์พิซซ่าวางตำแหน่งทางการตลาดจับกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงบนด้วยราคาที่สูงกว่าเจ้าตลาดเล็กน้อย แต่มีจุดเด่นแตกต่างสำหรับพิซซ่าระดับพรีเมียม ด้วยวัตถุดิบคุณภาพดีจากฟู้ดแลนด์ 90% อีก 10% เป็นวัตถุดิบจากเกาหลี ใช้กระบวนการนวดแป้งด้วยมือใช้แป้งสดใหม่ไม่แช่แข็ง หน้าของพิซซ่าหนักเครื่อง ส่วนอาหารประกอบและเครื่องเคียงอื่นๆ เช่น สปาเก็ตตี้และไก่อบ ก็ใช้วัตถุดิบคุณภาพดี และมีรสชาติไม่ด้อยไปกว่าแบรนด์ดังเฉพาะของสินค้านั้นๆ

นายอธิพล กล่าวต่อว่า มิสเตอร์พิซซ่าโดยฟู้ดแลนด์ซื้อสัญญาแฟรนไชส์เบื้องต้น 8 ปี โดยฟู้ดแลนด์ถือหุ้น 75% อีก 25% เป็นบริษัทเกาหลี โดยพิซซ่าดังกล่าว นับได้ว่า เป็นพรีเมียมแบรนด์อันดับ 1 ของเกาหลี มี 400 สาขาทั่วประเทศ เฉพาะกรุงโซลมี 200 สาขา ส่วนการทำตลาดในไทยยึดหลักการภายใต้คอนเซปต์ 300% คือ 1. นวดแป้งด้วยมือ 100% 2. ท็อปปิ้งเยอะ จัดหนัก จัดเต็มคำ 100% และ 3. การใช้ตะแกรงอบพิซซ่า 100%

“มิซเตอร์พิซซ่าไม่ได้จับตลาดแมสเปอร์เซ็นต์โฟกัสส่วนแบ่งการตลาดน้อยมาก แต่จะโฟกัสอิมแพ็คในใจลูกค้ามากกว่า ว่าหากถึงถึงพิซซ่าคุณภาพดีและมาจากเกาหลีต้องนึกถึงเราเป็นอันดับต้นๆ ขณะที่พฤติกรรมการรับประทานอาหารนอกบ้านมีมากขึ้น ต้องการความสะดวกสบาย และอาหารมีรสชาติอร่อยแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร มีคุณภาพดี พร้อมกับกระแสโอปป้าที่มาแรง จึงเชื่อว่า จะแจ้งเกิดได้ ซึ่งไม่มีบริการเดลิเวอรี่แต่อย่างใด” ผู้ช่วยรองประธาน บริษัท ฟู้ดแลนด์ฯ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อเร็วๆ นี้ พิซซ่าฮัท โดย บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์ เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านพิซซ่ารายใหญ่ประกาศแต่งตั้งบริษัท พีเอช แคปปิตอล จำกัด (PH Capital) เป็นแฟรนไชส์ซี ผู้ให้บริการร้านพิซซ่า ฮัท ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการพร้อมกับประกาศรุกตลาดพิซซ่ารอบใหม่ โดยชูโจทย์หลักคือ รสชาติ ราคาและบริการ ตั้งเป้าตอกย้ำ และยึดตำแหน่งแบรนด์พิซซ่าครองใจผู้บริโภคอันดับหนึ่งในไทย

สำหรับพีเอช แคปปิตอล เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท พีเอ็ม แคปปิตอล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทภายใต้การบริหารของตระกูลมหากิจศิริ ที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์การบริหารธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มแบรนด์ระดับโลก โดยจะเริ่มเข้ามา บริหารร้านพิซซ่า ฮัท ภายใต้การดูแลของยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 92 สาขา ทั่วประเทศ ภายในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้.

 

กรมขนส่ง แนะ ปชช.เช็กบริการรถโดยสาร ก่อนเช่าเหมาเดินทางช่วงสงกรานต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 มี.ค. 2560 13:58

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/871969


กรมการขนส่งทางบก แนะนำข้อควรปฏิบัติสำหรับการเช่าเหมารถโดยสารไม่ประจำทาง ต้องเป็นรถป้ายเหลืองที่จดทะเบียนถูกต้อง มีสภาพสมบูรณ์พร้อมใช้งาน และติดตั้ง GPS Tracking คนขับต้องมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะถูกต้อง พร้อมกำชับผู้ประกอบการต้องจัดเตรียมรถ-คนขับที่มีความพร้อมให้บริการด้วยความปลอดภัย หากละเลยจนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง มีมาตรการลงโทษสูงสุดตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 2 มี.ค. นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์มีประชาชนบางส่วนเลือกใช้บริการเช่าเหมารถตู้โดยสารและรถบัสโดยสารขนาดใหญ่เพื่อเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะ ทั้งนี้ ในการเลือกใช้บริการ ประชาชนจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ขับรถและข้อมูลเกี่ยวกับรถที่จะทำการเช่าเหมา เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจะได้รับบริการที่มีคุณภาพมีความปลอดภัยสูงสุด

“กรมการขนส่งทางบกจึงแนะนำข้อควรรู้เพื่อประกอบการพิจารณาเลือกใช้บริการ ควรตรวจสอบประวัติการให้บริการของผู้รับจ้าง โดยอาจตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง เช่น สถิติอุบัติเหตุ ประวัติการให้บริการจากผู้ใช้บริการรายอื่นการประสานงานและการอำนวยความสะดวก มีการให้ข้อมูลที่ชัดเจน มีการทำประกันภัยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ด้านคุณภาพตัวรถต้องมีความสมบูรณ์พร้อมใช้งาน จดทะเบียนเป็นรถโดยสารสาธารณะ (ป้ายเหลือง) ผ่านการตรวจสภาพรถและชำระภาษีถูกต้อง มีการติดตั้ง GPS Tracking โดยตรวจสอบได้ง่ายๆ ทางโทรศัพท์มือถือผ่าน Application “DLT GPS” และต้องมีอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย ได้แก่ เข็มขัดนิรภัย ประตูฉุกเฉิน ถังดับเพลิง ค้อนทุบกระจกครบถ้วน โดยควรเลือกขนาดรถให้เหมาะสมกับจำนวนผู้โดยสาร เพื่อไม่ให้มีการบรรทุกน้ำหนักเกิน ควรได้เห็นตัวรถก่อนการว่าจ้าง หรือขอหมายเลขทะเบียนรถ เพื่อนำมาตรวจสอบกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อจะได้ทราบว่าเป็นรถที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่” นายสนิทกล่าว

อธิบดีกรมการขนส่ง กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้หากต้องเดินทางในเส้นทางที่มีความลาดเอียงหรือสูงชันต้องเลือกใช้รถที่เหมาะสมกับสภาพเส้นทางเพื่อความปลอดภัย ด้านคุณสมบัติของคนขับ ควรขอตรวจสอบโดยให้ผู้รับจ้างแจ้งชื่อ-สกุล เลขที่ใบอนุญาตขับรถของผู้ขับรถ ซึ่งต้องตรงตามประเภทของรถด้วย เช่น หากเป็นรถบัสโดยสารขนาดใหญ่ ที่สามารถบรรทุกคนได้ตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป ต้องเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบกประเภทที่ 2, 3 และ 4 เท่านั้น ส่วนรถตู้ คนขับสามารถใช้ใบอนุญาตขับรถได้ตั้งแต่ประเภทที่ 1 ถึง 4 นอกจากนี้ ต้องมีแผนการเดินทางซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับเส้นทางการเดินรถ จุดพักรถและจุดเปลี่ยนผู้ขับรถชัดเจน โดยก่อนออกเดินทาง ต้องตรวจสอบว่าผู้รับจ้างปฏิบัติตรงตามที่ตกลงกันและตรงกับที่ทำสัญญาหรือไม่ หากไม่เป็นไปตามข้อตกลง เช่น ทะเบียนรถไม่ตรงกับในสัญญา สภาพรถไม่ปลอดภัย คนขับไม่มีใบอนุญาตขับรถหรือใบอนุญาตขับรถไม่ตรงตามประเภทรถ ผู้ว่าจ้างสามารถยกเลิกสัญญาได้ทันที และสามารถเรียกร้องให้ผู้รับจ้างชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ด้วย

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า ในขณะเดินทางผู้โดยสารทุกคนต้องคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดเวลาขณะโดยสารไปกับรถ หมั่นสังเกตอาการคนขับรถว่ามีอาการง่วงหรือมึนเมาหรือไม่ หากมีอาการอ่อนล้าหรือง่วงให้หยุดพักหรือเปลี่ยนคนขับ อย่าชักชวนให้ดื่มเหล้า คอยเตือนไม่ให้ผู้ขับรถขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และไม่ควรเร่งให้ขับรถเร็วเพื่อให้ไปถึงจุดหมายปลายทางทันเวลา และให้เปลี่ยนคนขับเมื่อปฏิบัติงานติดต่อกันเป็นเวลา 4 ชั่วโมง หรือให้หยุดพักขับรถไม่น้อยกว่าครึ่งชั่วโมงก่อนที่จะขับรถต่อไปอีกไม่เกิน 4 ชั่วโมง หากคนขับฝ่าฝืนกฎหมายหรือขับรถประมาทเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ให้ตักเตือนและขอความร่วมมือให้ขับรถด้วยความปลอดภัย หรือแจ้งให้ผู้ประกอบการรับทราบเพื่อแก้ไขปัญหา กรณีผู้ประกอบการละเลยจนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบทุกกรณี และอาจถูกพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการขนส่ง สำหรับประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะสามารถร้องเรียนมายังศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน สายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง.