ตีกัน! ต่างชาติฮุบภูมิปัญญา “พาณิชย์” ลุยยกเครื่องข้อมูลวัฒนธรรมไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ก.พ. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/860938


“พาณิชย์” ผวาต่างชาติฮุบภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย แอบอ้างนำไปจดทะเบียนซ้ำรอย รถตุ๊กตุ๊ก-ฤาษีดัดตน สั่งกรมทรัพย์สิน ทางปัญญา ลุยจัดระเบียบข้อมูลศิลปะ-วัฒนธรรม-บริการ-สินค้าไทย ไว้สู้ศึกพิพาทต่างชาติ ข่าวดี! ไทยได้ลุ้นพ้นกลุ่มประเทศถูกจับตามองเป็นพิเศษละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเดือน เม.ย.

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้หารือกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา และตัวแทนองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) เพื่อหาแนวทางปกป้องภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย ทั้งศิลปะ วัฒนธรรม ผลิตภัณฑ์ และบริการ ที่กำลังได้รับการยอมรับในระดับโลก ไม่ให้ถูกต่างชาติแอบอ้างนำไปจดทะเบียน หรือนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เหมือนก่อนหน้านี้ที่ไทยเคยถูกต่างชาตินำรถตุ๊กตุ๊ก หรือท่านวดฤาษีดัดตนไปจดทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของตนเอง ทั้งที่เป็นเอกลักษณ์ และเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยมาเป็นเวลานาน

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา ไปรวบรวมข้อมูล หลักฐาน รายละเอียดลักษณะเฉพาะของภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยแต่ละประเภทให้ชัดเจน เช่น ศิลปะ วัฒนธรรม พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ เพื่อนำข้อมูลไปใช้โต้แย้งกรณีเกิดปัญหาต่างชาตินำไปใช้จดทะเบียนเป็นของตนเอง หรือนำไปประกอบใช้จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาไทยในเวทีระดับโลกในอนาคต ซึ่งหลังจากนี้มีแผนจะส่งสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ไปจดทะเบียนเป็นสินค้าจีไอในประเทศต่างๆ เพิ่มเติมด้วย จากปัจจุบันที่สินค้าจีไอไทยได้รับการขึ้นทะเบียนในต่างประเทศแล้ว เช่น ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ กาแฟดอยตุงและดอยช้างที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้วในสหภาพยุโรป เป็นต้น

“นับวันศิลปวัฒนธรรมของไทยจะเป็นที่ ยอมรับในเวทีโลก เช่น มวยไทย รำไทย สมุนไพรไทย แต่ที่ผ่านมากลับยังไม่มีมาตรการดูแลหรือแสดงความเป็นเจ้าของที่แท้จริง หากไม่มีมาตรการหรือข้อมูลความเป็นเจ้าของที่ชัดเจน อาจทำให้ ต่างชาตินำภูมิปัญญาท้องถิ่นเหล่านี้ไปจดทะเบียนเป็นเจ้าของได้ ซึ่งการประชุมร่วมกับ WIPO เพื่อกำหนดแนวทางในการปกป้องทุนทางวัฒนธรรมของไทยให้อยู่คู่กับคนไทยต่อไป จะเป็นกุญแจสำคัญช่วยให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) นำไปใช้พัฒนาธุรกิจ และใช้แข่งขันในยุค 4.0 ได้ เพราะศิลปวัฒนธรรมและธุรกิจบริการเป็นจุดแข็งของไทย”

ด้านนายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ในการจัดอันดับสถานะประเทศคู่ค้าด้านทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐอเมริกา ประจำปี 2560 ตามกฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 301 พิเศษ ที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) จะประกาศผลสิ้นเดือน เม.ย.นี้ ภาคเอกชนเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มพันธมิตรทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ (IIPA) ประกอบด้วย ค่ายภาพยนตร์ฮอลลีวูด ค่ายเพลงชั้นนำของโลก บริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์ด้านบันเทิง และเจ้าของลิขสิทธิ์หนังสือ รวมถึงกลุ่มพันธมิตรธุรกิจซอฟต์แวร์ (BSA) ประกอบด้วยบริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่ ได้เสนอให้ USTR จัดอันดับไทยอยู่ในสถานะที่ดีขึ้น โดยเสนอให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกจับตามอง (WL) นับเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปีที่ IIPA เสนอให้ไทยอยู่ในกลุ่ม WL จากก่อนหน้านี้เสนอให้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ (PWL)มาโดยตลอด

ทั้งนี้ IIPA ระบุว่า พอใจที่ไทยให้ความสำคัญ กับการแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะการแก้ไข พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ให้ครอบคลุมเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา และการละเมิดบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต, การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งมีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน, การกำหนดยุทธ-ศาสตร์ด้านทรัพย์สินทางปัญญาทั้งระบบ ที่รวมถึงการป้องปรามการละเมิด และการสนับสนุนให้ภาพยนตร์ต่างประเทศมาถ่ายทำในไทย โดยการคืนเงินค่าใช้จ่าย 20% ให้แก่กองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศ ในขณะที่ BSA พอใจการประสานงานร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม มีภาคเอกชนกลุ่มอื่น เช่น กลุ่มพันธมิตรต่อต้านการปลอมระหว่างประเทศ (IACC) สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์แห่งสหรัฐฯ (PhRMA) และองค์กรอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ (BIO) ที่เสนอให้คงสถานะไทยในบัญชี PWL โดยต้องการให้ไทยยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้สูงขึ้น เช่น การให้ความคุ้มครองสิทธิบัตรที่ครอบคลุมมากขึ้น การให้ความคุ้มครองข้อมูลผลการทดสอบยาอย่างเข้มงวด การจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาให้รวดเร็วขึ้น เป็นต้น โดย USTR จะรับฟังและประมวลความเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย หลังจากนั้นจะประกาศสถานะประเทศ คู่ค้าในสิ้นเดือน เม.ย.นี้.

 

ด่วน “พระราม 3-ดาวคะนอง” เจอโรคเลื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ก.พ. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/860933


นายณรงค์ เขียดเดช ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าดำเนินโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่ง พ.ศ.2560 หรือแอ็กชั่นแพลน ระยะที่ 2 ของกระทรวงคมนาคมว่า กทพ.ได้เสนอรายละเอียดโครงการทางพิเศษ (ทางด่วน) สายพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอก กรุงเทพมหานคร ด้านตะวันตก ระยะทาง 17 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 31,200 ล้านบาท ให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาแล้ว แต่ทางกระทรวงยังไม่ได้นำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติ เนื่องจากยังอยู่ระหว่างการสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้โครงการล่าช้ากว่าแผนงาน 2 เดือน

ในส่วนของโครงการทางด่วนขั้น 3 สายเหนือ ตอน N2 และอีสต์เวสต์ คอร์ริดอร์ (เริ่มที่แยกเกษตรศาสตร์ แนวสายทางซ้อนทับบนเกาะกลางถนนเกษตร-นวมินทร์ ถึงถนนนวมินทร์) วงเงิน 14,300 ล้านบาทนั้น ขณะนี้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) อยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม ตามมติคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) โดยปีนี้จะก่อสร้างไม่ทัน เพราะต้องพิจารณารายละเอียดแบบก่อสร้าง และทบทวนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติม เนื่องจากสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ประมาณกลางปี 61 ส่วนโครงการทางพิเศษ สายกะทู้-ป่าตอง นั้น สัปดาห์นี้เพิ่งส่งรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เพิ่มเติม.

 

เกษตรกรถูกหวย! แบ่งเค้กสวนส้ม ส.ป.ก.ยึดคืนพื้นที่ จ.เชียงใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ก.พ. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/860926


ครอบครองโดยมิชอบ 6,305 ไร่

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้ดำเนินการยึดคืนพื้นที่ที่ครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมายใน จ.เชียงใหม่แล้วจำนวน 6,305 ไร่ จากพื้นที่เป้าหมายจำนวน 5 แปลง เนื้อที่ 6,363 ไร่ โดยคืนให้ผู้ครอบครองเนื้อที่จำนวน 58 ไร่ ซึ่งพื้นที่ที่ยึดคืนมาดังกล่าวจะจัดสรรให้เกษตรกรยากไร้ไม่มีที่ดินทำกินแบ่งเป็นรูปแบบแปลงใหญ่ 5 แปลง เนื้อที่ 5,960 ไร่ กำหนดแล้วเสร็จใน เดือน เม.ย. 2560 เดิมเป็นของสวนส้มธนาธร 2,144 ไร่ สวนส้มเชียงใหม่มิตรเกษตร 3,287 ไร่ สวนส้มอมรมิตร 502 ไร่และพื้นที่ว่างเปล่า 27 ไร่ และจัดให้เกษตรกรที่เป็นเจ้าของเดิมเนื้อที่ 345 ไร่ ซึ่งขณะนี้กองทัพบกได้อนุมัติหลักการให้หน่วยทหารช่างสนับสนุนการปรับพื้นที่แล้ว

“การจัดสรรพื้นที่สวนส้มที่ยึดคืนได้ จะแตกต่างจากพื้นที่อื่นๆ ซึ่งเริ่มจากพื้นที่ว่างเปล่า เนื่องจากสวนส้มมีความพร้อมทุกด้าน เกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรจะมีรายได้ทันที โดยหน่วยงานของรัฐต้องเข้ามากำกับดูแล เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา เช่น กรมส่งเสริมสหกรณ์ ดำเนินการจัดตั้งสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร ต้องมาเสริมความรู้ในการทําการเกษตร เนื่องจากพื้นที่สวนส้มมีความพร้อมมากทั้งต้นส้ม แหล่งน้ำ ระบบกระจายน้ำ อาคาร ถนน และอื่นๆ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ผู้ครอบครองเดิม คือ สวนส้มธนาธร สวนส้มเชียงใหม่มิตรเกษตร และ สวนส้มอมรมิตร ยินดีที่จะสละพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อให้ ส.ป.ก. เพื่อดำเนินการจัดสรรตามนโยบายคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.)”

อย่างไรก็ตาม พื้นที่สวนส้มนี้จะจัดให้เกษตรกร 600 ราย ในรูปแบบสหกรณ์และเกษตรแปลงใหญ่ ซึ่งผู้ครอบครองเดิมจะเข้ามาดูแลในเรื่องการรับซื้อผลผลิต เป็นความร่วมมือแบบประชารัฐ แบ่งพื้นที่เป็น 5 ชุมชน ชุมชนละ 100-150 ราย เพื่อไม่เกิดผลกระทบในชุมชน.

 

ศรีลังกาจีบนักลงทุนไทย “สมคิด” มองไกลเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ก.พ. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/860925


นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังหารือกับนายมาลิก สามาราวิเกรมา รมว.ยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาและการค้าระหว่างประเทศ ของประเทศศรีลังกา ว่า ทางศรีลังกาต้องการให้เร่งดำเนินการเรื่องเปิดเสรีทางการค้า (เอฟทีเอ) ระหว่างไทยกับศรีลังกา จึงได้แจ้งไปว่า ภายในเดือน ส.ค.2560 ทุกอย่างจะเสร็จเรียบร้อย และลงนามเอฟทีเอกันได้ อย่างไรก็ตาม ต้องการให้ทำควบคู่ไปกับแนวทางความร่วมมือหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระหว่างกัน โดยให้ศรีลังการะบุอุตสาหกรรมที่ต้องการให้มีการลงทุนมา จะได้พาคณะเอกชนของไทยไปร่วมหารือความร่วมมือระหว่างเอกชนด้วยกันด้วย เบื้องต้นจะมีอุตสาหกรรมที่ศรีลังกาต้องการให้เกิดการลงทุนคือ อุตสาหกรรมเกษตร อัญมณี ท่องเที่ยว อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

ขณะเดียวกัน ทางศรีลังกาต้องการให้ไทยไปร่วมลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมทกรุงโคลัมโบ จึงแนะนำให้ดูแนวทางของเขตเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมติละวา ของเมียนมา ที่มีความสำเร็จเร็วมากเพราะมีความร่วมมือทั้งระหว่างรัฐต่อรัฐ และเอกชนต่อเอกชน และนิคมอุตสาหกรรมโคลัมโบถือเป็นโอกาสดีของนักลงทุนเพราะศรีลังกาทำเอฟทีเอกับอินเดียและปากีสถาน เมื่อผลิตสินค้าแล้วสามารถส่งออกไปทั้ง 2 ประเทศได้สะดวกตามข้อตกลง โดยเฉพาะอินเดียจะเป็นตลาดที่ใหญ่มาก และขณะนี้ทางจีนได้ไปลงทุนสร้างท่าเรือขนาดใหญ่ในศรีลังกาแล้ว อย่างไรก็ตาม ศรีลังกาต้องการคนไทยไปลงทุน เพราะไม่คิดจะฮุบกิจการของศรีลังกา พร้อมทั้งต้องการให้ผู้เชี่ยวชาญไปฝึกอบรมให้ด้วย เช่น ในอุตสาหกรรมอัญมณี เพื่อจะผลิตเครื่องประดับอัญมณีตีตลาดอินเดีย ขณะเดียวกัน ค่าแรงในศรีลังกาก็ยังถูกอยู่ จึงเป็นข้อได้เปรียบที่จะดึงดูดนักลงทุน.

 

ปตท.กำไรทะลักล้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/860922


นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยผลประกอบการประจำปี 59 ว่า กลุ่ม ปตท. มีรายได้จากการขาย 1.72 ล้านล้านบาท ลดลง 15% จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลง โดยมีกำไร 94,609 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19,936 ล้านบาท หรือ 26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นได้ถึง 24,000 ล้านบาท และลงทุนในธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ ทำให้ผลประกอบการของกลุ่ม ปตท. พลิกฟื้น

อย่างไรก็ตาม ในปีที่ผ่านมา ปตท.ได้บรรลุเจรจาสัญญาระยะยาวการจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) กับบริษัท บีพี เชล และปิโตรนัส รวม 3 ล้านตันต่อปี ทำให้ลดต้นทุนนำเข้าแอลเอ็นจีตลอดอายุสัญญาได้ 110,000 ล้านบาท เร่งดำเนินการขยายคลังรับแอลเอ็นจีแห่งที่ 1 จาก 5 ล้านตัน เป็น 10 ล้านตันต่อปี เริ่มใช้งานได้ในต้นปีนี้ และมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้ขยายเป็น 11.5 ล้านตันต่อปีในปี 62 รวมถึงอนุมัติก่อสร้างคลังรับแอลเอ็นจีแห่งที่ 2 อีก 7.5 ล้านตันต่อปี ให้เสร็จในปี 65 ประกอบกับ ปตท. ได้เริ่มก่อสร้างท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบก เส้นที่ 5 เพื่อรองรับการใช้ก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

สำหรับการดำเนินงานเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในฐานะบริษัทพลังงานของประเทศไทย ปตท.ได้ให้ส่วนลดราคากับรถโดยสารสาธารณะก๊าซเอ็นจีวี คิดเป็นมูลค่า 2,231 ล้านบาท และสนับสนุนก๊าซหุงต้มในภาคครัวเรือนผู้มีรายได้น้อยมูลค่า 367 ล้านบาท อีกทั้งสร้างรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้แก่ชุมชน.

 

กรุงเทพฯ ติดเมืองน่าเที่ยวอันดับ 1 ของเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.พ. 2560 19:19

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/860821


นิตยสาร Destination Asian ประกาศ กรุงเทพฯ สุดยอดเมืองน่าท่องเที่ยวอันดับ 1 ของเอเชีย ประจำปี 2017 ส่วนสมุย ภูเก็ต ติดท็อปเท็นหมู่เกาะน่าเที่ยวในเอเชีย

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นายขจรเดช อภิชาตตรากุล ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานสิงคโปร์ เป็นผู้แทนเข้ารับมอบรางวัลภายในงาน “The Best of Asia-Pacific Travel : DestinationAsian Announces Winners of 2017 Readers’Choice Awards Poll” ซึ่งจัดโดยนิตยสาร Destination Asian ณ กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย

นิตยสาร Destination Asian ซึ่งเป็นนิตยสารบริการข่าวสารและข้อมูลท่องเที่ยวชั้นนำของทวีปเอเชีย ได้ประกาศผลสำรวจดัชนีชี้วัดสถานที่ท่องเที่ยว สายการบิน โรงแรม สปา และรีสอร์ตน่าท่องเที่ยวยอดนิยม จากทวีปเอเชีย ประจำปี 2560 โดยให้สมาชิกของนิตยสารดังกล่าวร่วมโหวตเพื่อจัดอันดับสถานที่ท่องเที่ยว และสิ่งอำนวยความสะดวกในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ตนประทับใจจากสมาชิก โดยเริ่มสำรวจผลโหวตตั้งแต่เดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา

ผลจากการจัดอันดับปรากฏว่า ในประเภท Best city นั้น กรุงเทพมหานครติดอันดับ 1 ของเมืองที่น่าเดินทางท่องเที่ยวมากที่สุดในทวีปเอเชีย ตามมาด้วยสิงคโปร์ และฮ่องกง ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวประเภทหมู่เกาะ ปรากฏว่า เกาะภูเก็ต ติดอันดับ 2 เป็นรองจากเกาะบาหลี และ เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ยังติดอันดับ 4

สำหรับการจัดอันดับสุดยอดที่พักประเภท Boutique Hotel ในทวีปเอเชีย โรงแรม The Siam จากกรุงเทพมหานคร ได้รับการโหวตให้ติดอันดับ 2 อีกด้วย ทั้งนี้ ผลโหวตจากสมาชิกนิตยสารดังกล่าว จะตีพิมพ์ในนิตยสาร Destination Asian ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ และมีนาคม 2560 ซึ่งจะมีส่วนช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยไปสู่กลุ่มผู้อ่านชาวเอเชีย และผู้อ่านจากทั่วโลก

ขณะเดียวกัน ททท. สำนักงานสิงคโปร์ ได้มีการกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวจากทั้งสิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ อย่างต่อเนื่อง อาทิ การเข้าร่วมงาน Trade Show และ Road Show การเชิญผู้แทนบริษัทนำเที่ยวและสื่อมวลชนในพื้นที่รับผิดชอบเข้ามาร่วมสำรวจความพร้อมของแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทย เพื่อสร้างการรับรู้ถึงความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยว สินค้าบริการท่องเที่ยวที่เป็นจุดขายหลักของไทย

 

พณ. ผวาต่างชาติฮุบภูมิปัญญาไทย จ่อดันสินค้าจดทะเบียนระดับโลกเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.พ. 2560 18:29

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/860756


พาณิชย์ ผวาต่างชาติฮุบภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย ซ้ำรอยรถตุ๊กตุ๊ก-ฤาษีดัดตน สั่งกรมทรัพย์สินทางปัญญา ลุยจัดระเบียบข้อมูลศิลปวัฒนธรรม-บริการ-สินค้าไทย ไว้สู้ศึกพิพาทต่างชาติ พร้อมดันของไทยจดทะเบียนระดับโลกเพิ่มขึ้น …

วันที่ 17 ก.พ. 60 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในงานสัมมนา “พลิกโฉมธุรกิจสู่ยุค เอสเอ็มอี 4.0” จัดโดยธนาคารกสิกรไทยว่า ได้หารือกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา และตัวแทนองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) เพื่อหาแนวทางปกป้องภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย ทั้งศิลปวัฒนธรรม ผลิตภัณฑ์ และบริการของไทย ที่กำลังได้รับการยอมรับในระดับโลก ไม่ให้ถูกต่างชาติแอบอ้างนำไปจดทะเบียน หรือนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เหมือนก่อนหน้านี้ที่ไทยเคยถูกต่างชาตินำรถตุ๊กตุ๊ก หรือท่านวดฤาษีดัดตนไปจดทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งที่เป็นเอกลักษณ์และเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยมาเป็นเวลานาน

ทั้งนี้ มอบหมายให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา ไปรวบรวมข้อมูล หลักฐาน รายละเอียดลักษณะเฉพาะของภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยแต่ละประเภทให้ชัดเจน เช่น ศิลปวัฒนธรรม พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ฯลฯ เพื่อนำข้อมูลไปใช้โต้แย้งเวลาเกิดปัญหาต่างชาตินำไปใช้จดทะเบียนเป็นของตนเอง หรือนำไปประกอบใช้จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาไทยในเวทีระดับโลกในอนาคต ซึ่งหลังจากนี้ มีแผนจะส่งสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ไปจดทะเบียนเป็นสินค้าจีไอในประเทศต่างๆ เพิ่มเติมด้วย จากปัจจุบันที่สินค้าจีไอไทยได้รับการขึ้นทะเบียนในต่างประเทศแล้ว เช่น ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ กาแฟดอยตุงและดอยช้าง ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้วในสหภาพยุโรป เป็นต้น

“นับวันศิลปวัฒนธรรมของไทยจะเป็นที่ยอมรับในเวทีโลก เช่น มวยไทย รำไทย สมุนไพรไทย แต่ที่ผ่านมากลับยังไม่มีมาตรการดูแลหรือแสดงความเป็นเจ้าของที่แท้จริง หากไม่มาตรการหรือข้อมูลความเป็นเจ้าของที่ชัดเจน อาจทำให้ต่างชาตินำภูมิปัญญาท้องถิ่นเหล่านี้ไปจดทะเบียนเป็นเจ้าของได้ ซึ่งการประชุมร่วมกับ WIPO เพื่อกำหนดแนวทางในการปกป้องทุนทางวัฒนธรรมของไทยให้อยู่คู่กับคนไทยต่อไป เพราะจะเป็นกุญแจสำคัญช่วยให้เอสเอ็มอีนำไปใช้พัฒนาธุรกิจ และใช้แข่งขันในยุค 4.0 ได้ เพราะศิลปวัฒนธรรม และธุรกิจบริการเป็นจุดแข็งของไทย” นายสนธิรัตน์ กล่าว.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวกเล็กน้อย 1.79 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,577.84 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.พ. 2560 17:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/860762


หุ้นไทย 17 ก.พ. ปิดตลาดส่งท้ายสัปดาห์เพิ่มขึ้น 1.79 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,577.84 จุด มูลค่าซื้อขาย 46,611.13 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 17 ก.พ. 60 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดส่งท้ายสัปดาห์เพิ่มขึ้น 1.79 จุด เปลี่ยนแปลง +0.11% ดัชนีอยู่ที่ 1,577.84 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 46,611.13 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน).

 

เอกชนสหรัฐฯ เสนอ USTR ปรับสถานะไทยมาอยู่ WL หลังพอใจการแก้ปัญหาละเมิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.พ. 2560 16:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/860713


กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผย เจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาสหรัฐฯ เสนอ USTR เลื่อนสถานะไทยมาอยู่กลุ่ม WL แทน PWL เหตุพอใจไทยแก้ปัญหาละเมิด ลุ้นประกาศผลสิ้นเดือน เม.ย.นี้ …

วันที่ 17 ก.พ. 60 นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ในการจัดอันดับสถานะประเทศคู่ค้าด้านทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ ประจำปี 2560 ตามกฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 301 พิเศษ ที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) จะประกาศผลสิ้นเดือน เม.ย. นี้ ภาคเอกชนเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มพันธมิตรทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ (IIPA) ประกอบด้วย ค่ายภาพยนตร์ฮอลลีวูด ค่ายเพลงชั้นนำของโลก บริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์ด้านบันเทิง และเจ้าของลิขสิทธิ์หนังสือ รวมถึงกลุ่มพันธมิตรธุรกิจซอฟต์แวร์ (BSA) ประกอบด้วย บริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่ ได้เสนอให้ USTR จัดอันดับไทยอยู่ในสถานะที่ดีขึ้น โดยเสนอให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกจับตามอง (WL) จากในเกือบช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ (PWL) จนถึงปัจจุบัน นับเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปีที่ IIPA เสนอให้ไทยอยู่ในกลุ่ม WL จากก่อนหน้านี้เสนอให้ไทยอยู่ในกลุ่ม PWL มาโดยตลอด

ทั้งนี้ IIPA ระบุว่า พอใจที่ไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะการแก้ไข พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ให้ครอบคลุมเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา และการละเมิดบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต, การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งมี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน, การกำหนดยุทธศาสตร์ด้านทรัพย์สินทางปัญญาทั้งระบบ ที่รวมถึงการป้องปรามการละเมิด และการสนับสนุนให้ภาพยนตร์ต่างประเทศมาถ่ายทำในไทย โดยการคืนเงินค่าใช้จ่าย 20% ให้แก่กองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศ ในขณะที่ BSA พอใจการประสานงานร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม มีภาคเอกชนกลุ่มอื่น เช่น กลุ่มพันธมิตรต่อต้านการปลอมระหว่างประเทศ (IACC) สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์แห่งสหรัฐฯ (PhRMA) และองค์กรอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ (BIO) ที่เสนอให้คงสถานะไทยในบัญชี PWL โดยต้องการให้ไทยยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้สูงขึ้น เช่น การให้ความคุ้มครองสิทธิบัตรที่ครอบคลุมมากขึ้น การให้ความคุ้มครองข้อมูลผลการทดสอบยาอย่างเข้มงวด การจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาให้รวดเร็วขึ้น เป็นต้น

”USTR จะรับฟังและประมวลความเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย เช่น ข้อมูลของรัฐบาลประเทศคู่ค้า และภาคเอกชนเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาสหรัฐฯ หลังจากนั้นจะประกาศสถานะประเทศคู่ค้าในสิ้นเดือน เม.ย. แต่ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร หน่วยงานภาครัฐของไทย ได้ร่วมมือกันทำงานอย่างเต็มที่ในการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของผู้ค้าและนักลงทุน รวมถึงเพื่อประโยชน์ของเศรษฐกิจและสังคมไทยที่มุ่งขับเคลื่อนสู่ประเทศไทย 4.0 ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศด้วยนวัตกรรม และเทคโนโลยี โดยการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเหมาะสม ถือเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันนโยบายนี้”

 

เครือข่ายสลัม 4 ภาค จี้คมนาคม ยุติขยายถนนเลียบทางรถไฟจรัญสนิทวงศ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.พ. 2560 16:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/860684


เครือข่ายสลัม 4 ภาค จี้กระทรวงคมนาคม ยุติขยายถนน บริเวณถนนเลียบทางรถไฟจรัญสนิทวงศ์ ขีดเส้นเร่งประชุมแก้ปัญหาภายใน ก.พ.นี้ หลังกระทบชาวบ้าน 3 ชุมชน รวมกว่า 150 ครัวเรือน …

วันที่ 17 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายสลัม 4 ภาค นำโดย นางนุชนารถ แท่นทอง ประธานเครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้เข้ายื่นหนังสือ ต่อนายชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคมนาคม เพื่อขอให้แก้ปัญหาชุมชนที่อยู่อาศัยในที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยนางนุชนารถ กล่าวว่า ที่ผ่านมา มีชุมชนอาศัยอยู่ในที่ดินของ รฟท. เป็นจำนวนมาก โดยชุมชนบางกอกน้อย 1 ชุมชนบางกอกน้อย 2 และชุมชนบางกอกน้อย วงเวียน มีประชากรกว่า 150 ครัวเรือน เป็นชุมชนที่ได้เช่าที่ดินตามนโยบายการเช่าที่ดินการรถไฟฯ เพื่อที่อยู่อาศัยของคนจนตามมติคณะกรรมการรถไฟฯ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และทั้ง 3 ชุมชนอยู่ระหว่างดำเนินการปรับปรุงชุมชนตามโครงการบ้านมั่นคง โดยได้ทำการรื้อบ้านเพื่อเตรียมจัดระเบียบที่อยู่อาศัยใหม่ แต่เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟสายสีแดง ช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช จึงส่งผลกระทบต่อที่อยู่อาศัยของทั้ง 3 ชุมชนดังกล่าว

นางนุชนารถ กล่าวว่า ผลกระทบครั้งนี้ ทำให้ต้องยุติโครงการปรับปรุงที่อยู่อาศัย ทั้งที่มีการดำเนินการไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการรื้อบ้านเดิมมาอาศัยอยู่ที่บ้านชั่วคราว เป็นต้น จึงได้เจรจาการแก้ปัญหาดังกล่าวกับการรถไฟฯ และกระทรวงคมนาคม ซึ่งได้เสนอพื้นที่รองรับแห่งใหม่ให้ย่านตลิ่งชัน ห่างจากที่อยู่อาศัยเดิมประมาณ 3 กิโลเมตร แต่จนถึงขณะนี้ ก็ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ดังกล่าวให้ได้ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีผู้อาศัยอยู่เดิม ทั้งแบบอยู่อาศัย แบบเชิงพาณิชย์ อีกทั้งปัจจุบันบริเวณที่อยู่อาศัยของชุมชนทั้ง 3 แห่งก็ยังได้รับผลกระทบกับโครงการก่อสร้างขยายถนนเลียบทางรถไฟ ซึ่งเป็นแนวเดียวกันกับบ้านพักชั่วคราวของชุมชนอีก

ทั้งนี้ ทางชุมชน และเครือข่ายสลัม 4 ภาค จึงขอเรียกร้องให้กระทรวงคมนาคม ยุติการก่อสร้างขยายถนนบริเวณถนนเลียบทางรถไฟจรัญสนิทวงศ์ทันที และเปิดการประชุมคณะอนุกรรมการแก้ปัญหาชุมชนที่อยู่ในที่ดินของกระทรวงคมนาคม ภายในเดือน ก.พ. นี้