พาณิชย์ ดันโรงสี 4.0 เร่งพัฒนาผู้ประกอบการ สู่การค้าข้าวยุคใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.พ. 2560 15:39

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/860676


พาณิชย์ ผลักดันโครงการ “โรงสี 4.0” เปิดหลักสูตรทำการค้าออนไลน์ เร่งพัฒนาผู้ประกอบการก้าวสู่ผู้ค้าข้าวยุคใหม่ หวังเพิ่มมูลค่าส่งออกให้ไทย …

วันที่ 17 ก.พ. 60 นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายใน จัดทำโครงการอบรมหลักสูตร “โรงสี 4.0” มองนอกกรอบสู่การค้าข้าวยุคใหม่ ช่วงปลาย เดือน ก.พ.-พ.ค. 60 หลังจากที่กระทรวงฯ ได้พยายามผลักดันให้ผู้ประกอบการค้าข้าว โดยเฉพาะในกลุ่มโรงสีพัฒนาตนเองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และขยายไปทำกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวกับข้าว ในช่วงที่ไม่มีข้าวให้สี เช่น ขายข้าวเอง หรือส่งออก แต่ที่ผ่านมายังติดขัดปัญหาหลายประการ

ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่โรงสีไม่มีความรู้ในการสร้างตราสินค้า บรรจุภัณฑ์ และการค้าข้าวผ่านระบบออนไลน์ เนื่องจากตราสินค้าที่ดีต้องบ่งบอกถึงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของสินค้านั้นๆ เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าของตนเอง ทำให้โรงสีเห็นว่าการขายข้าวด้วยตนเอง โดยเฉพาะการขายข้าวไปต่างประเทศเป็นเรื่องยาก เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางติดต่อ และมีขั้นตอนการจัดทำเอกสารที่มีรายละเอียดมากเกินไป

“อุปสรรคเหล่านี้ ส่งผลให้โรงสีหลายรายขายข้าวผ่านนายหน้าค้าข้าว หรือผู้ส่งออกในประเทศ เพื่อนำไปส่งออกต่อ ทำให้โรงสีเสียโอกาสในการทำตลาดต่างประเทศ ส่งผลให้ไทยค่อนข้างขาดแคลนผู้ส่งออกรายใหม่ๆ ในตลาดต่างประเทศ”

สำหรับการจัดอบรมหลักสูตร โรงสี 4.0 จะเปิดโอกาสให้โรงสีมีโอกาสพัฒนาองค์ความรู้ในด้านต่างๆ ที่จำเป็นต่อการเป็นผู้ค้าข้าว โดยเฉพาะผู้ค้าข้าวที่ต้องการขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยโครงการจะมี 4 รุ่น ใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (จังหวัดขอนแก่น) ภาคเหนือ (จังหวัดพิษณุโลก) ภาคกลาง (จังหวัดสุพรรณบุรี) และภาคใต้ (จังหวัดนครศรีธรรมราช) ซึ่งเนื้อหาการอบรม เช่น การสร้างตราสินค้า บรรจุภัณฑ์ การการค้าข้าวผ่านระบบออนไลน์ เป็นต้น

ขณะเดียวกัน หากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการหาตลาดส่งออกได้แล้ว หลักสูตรนี้จะช่วยแนะนำให้ได้ทราบถึงขั้นตอนและวิธีการส่งออก เช่น การขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออกและนำเข้า เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการพิจารณาขั้นตอนและพิธีการศุลกากรขาออก รายละเอียดเอกสารการจองเรือ การจัดเตรียมเอกสารในการติดต่อกับธนาคารเพื่อขอขึ้นเงิน กรณีที่มีการซื้อขายด้วยเงื่อนไข L/C เป็นต้น ซึ่งจะมีการอบรมทั้งทางทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

“การจัดโครงการโรงสี 4.0 จะช่วยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวรายใหม่ ที่ต้องการขยายตลาดการค้าข้าวทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ ช่วยลดปัญหาและอุปสรรคในการทำธุรกิจ เมื่อมีผู้ประกอบการค้าข้าวเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ปริมาณการค้าข้าวทั้งภายในและภายนอกประเทศมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น สร้างเม็ดเงินให้กับภาคการเกษตรของประเทศให้สูงขึ้น และส่งผลโดยตรงต่อชีวิตคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวนาของไทย” ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าว.

 

บัตรเครดิตกสิกรไทย ต่อยอด รูดล่าแสงเหนือ ด้วย “2017 ‘17’ ครองเมือง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.พ. 2560 15:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/860646


ธนาคารกสิกรไทย ต่อยอดแคมเปญ “รูดล่าแสงเหนือ” ประเดิมปี 2017 เอาใจลูกค้าบัตรเครดิตด้วย “2017 ‘17’ ครองเมือง” เน้นโปรโมชั่น ช็อปคุ้มค่ากับห้างดังในทุกการใช้จ่าย…

วันที่ 17 ก.พ. 60 นางนพวรรณ เจิมหรรษา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า บัตรเครดิตกสิกรไทย เป็นบัตรเครดิตที่มีแคมเปญสร้างกระแสต่อเนื่องให้กับตลาดและกลุ่มคนใช้บัตรเครดิต จนกลายเป็นบัตรเครดิตที่ตอบโจทย์ โดนใจคนใช้ โดยในปีที่ผ่านมาได้ทำกิจกรรมการตลาดกว่า 500 แคมเปญ ส่งผลให้ยอดใช้จ่ายบัตรเครดิตกสิกรไทยในปีที่ผ่านมา มีมูลค่าเกือบ 350,000 ล้านบาท มีส่วนแบ่งตลาดกว่า 20%

ขณะที่ แคมเปญที่ถูกพูดถึงมากที่สุด อย่าง “รูดล่าแสงเหนือ” ก็ได้รับการตอบรับจากลูกค้า ทั้งในแง่ยอดลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ รวมแล้วเกือบ 50,000 คน ส่งผลให้ยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรตลอดแคมเปญเติบโตขึ้นหลายพันล้านบาท รวมไปถึงการเพิ่มขึ้นของจำนวนการสมัครบัตรใหม่ ยอดการเข้ามาสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับแคมเปญผ่านทุกช่องทางของธนาคารทั้งสาขา คอลล์เซ็นเตอร์ เว็บไซต์ และสื่อโซเชียลมีเดียของธนาคาร

ทั้งนี้ มาถึงแคมเปญล่าสุดแห่งปี “2017 ‘17’ ครองเมือง” ซึ่งลูกค้าจะได้ส่วนลดเพิ่มสูงถึง 17% ในห้างสรรพสินค้า บลูพอร์ต, เซ็นทรัล, เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์, พารากอน, โรบินสัน, เดอะมอลล์ และ เซน ทุกสาขา ส่วนวันอื่นๆ แลกรับส่วนลดเพิ่ม 10% ซึ่งโปรโมชั่นนี้ เริ่มตั้งแต่ 17 ก.พ.–19 มี.ค. 60 คาดว่าจะได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีเช่นเดียวกัน

นางนพวรรณ กล่าวด้วยว่า บัตรเครดิตกสิกรไทย ถูกวางให้เป็นบัตรไลฟ์สไตล์ใบเดียวที่ใช้ได้ทุกวัน เป็นบัตรที่เข้าไปอยู่ในชีวิตของลูกค้ามากกว่าแค่การรูดซื้อสินค้า หรือการใช้จ่ายในเรื่องต่างๆ เพราะฉะนั้นโจทย์ของการตลาด คือ การทำความเข้าใจ Consumer Journey มองในมุมมองของลูกค้าว่าลูกค้าคิดอะไร ต้องการอะไร ก่อนที่จะนำมาสู่การพัฒนาออกแบบแคมเปญ หรือโปรโมชั่นให้ครอบคลุมความต้องการและสื่อที่เข้าถึงผู้บริโภคในทุกๆ Touch point นั่นเอง.

 

นกแอร์ ยกเลิกโหลดสัมภาระฟรี เริ่ม 20 ก.พ.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.พ. 2560 15:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/860682


สายการบินนกแอร์ แจ้งยกเลิกโหลดสัมภาระใต้ท้องเครื่องฟรี เริ่ม 20 ก.พ.นี้ เฉพาะตั๋วประเภทโปรโมชั่นเท่านั้น ส่วนตั๋วประเภทอื่นโหลดฟรีเหมือนเดิม ชี้ช่วยให้ตั๋วโปรราคาถูกลง เหมาะกับผู้ที่เดินทางแบบไม่โหลดสัมภาระ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สายการบินนกแอร์ ได้แจ้งว่า ตั้งแต่วันที่ 20 ก.พ.นี้เป็นต้นไป ผู้โดยสารที่ทำการจองบัตรโดยสารสายการบินนกแอร์ ประเภทโปรโมชั่น (Nok Promotion) ราคาบัตรโดยสารที่ปรากฏนั้นจะเป็นราคาบัตรโดยสารที่ยังไม่รวมน้ำหนักกระเป๋า 15 กิโลกรัม หากผู้โดยสารที่ซื้อบัตรโดยสารสายการบินนกแอร์ประเภทโปรโมชั่น และมีสัมภาระที่ต้องการลงทะเบียน (โหลดใต้ท้องเครื่อง) สามารถซื้อน้ำหนักกระเป๋าเพิ่มเติมได้ ในขณะที่ทำการจองบัตรโดยสารผ่านเว็บไซต์นกแอร์ นกแอร์แอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์นกแฟนคลับ

ทั้งนี้ สายการบินนกแอร์ยังคงมอบสิทธิให้ผู้โดยสารในการเดินทางพร้อมกระเป๋าถือหรือสัมภาระติดตัวขึ้นเครื่องได้ 1 ใบ ต่อผู้โดยสาร 1 ท่าน โดยกระเป๋าหรือสัมภาระที่นำติดตัวมาต้องมีน้ำหนักไม่เกิน 7 กิโลกรัม และมีขนาดไม่เกิน 36 ซม. x 56 ซม. x 23 ซม.

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า การเก็บค่าโหลดสัมภาระใต้ท้องเครื่องสำหรับบัตรโดยสารประเภทโปรโมชั่น จากเดิมที่ไม่เคยเก็บนั้น จะทำให้ตั๋วโปรโมชั่นราคาถูกลง และคุ้มค่ามากขึ้น เหมาะกับผู้ที่เดินทางแบบไม่มีสัมภาระโหลด รวมทั้งจะทำให้ผู้โดยสารมีทางเลือกในการจองบัตรโดยสารที่เหมาะกับตนเองด้วย อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้โดยสารที่จองบัตรโดยสารประเภทนกประหยัด (NOK ECO) และนกเปลี่ยนได้ (NOK FLEXI) ยังคงได้สิทธิโหลดสัมภาระใต้ท้องเครื่องฟรีเหมือนเดิม โดยลูกค้าปกติของนกประหยัด สามารถถือสัมภาระติดตัวขึ้นเครื่องได้ 7 กิโลกรัม และโหลดใต้ท้องเครื่อง 15 กิโลกรัม ขณะที่นกเปลี่ยนได้ สามารถถือสัมภาระติดตัวขึ้นเครื่องได้ 7 กิโลกรัม และโหลดใต้ท้องเครื่อง 20 กิโลกรัม.

 

กพช. เดินหน้าสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าภาคใต้ ตามแผน PDP 2015

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 17 ก.พ. 2560 14:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/860666


กพช. เดินหน้าสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าภาคใต้ ตามแผน PDP 2015  พร้อมหนุนพลังงานทดแทนผ่านโครงการโรงไฟฟ้าประชารัฐ

คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบแนวทางการสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าภาคใต้ตามแผน PDP 2015 รวมทั้งสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนผ่านโครงการโรงไฟฟ้าประชารัฐ เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้า ที่เพิ่มสูงขึ้นในพื้นที่ภาคใต้

วันนี้ (17 กุมภาพันธ์ 2560) ที่ทำเนียบรัฐบาล การประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้พิจารณาแนวทางการสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าภาคใต้ ซึ่งปัจจุบันกำลังผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ อยู่ที่ 3,089.5 เมกะวัตต์ ขณะที่ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของระบบการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อยู่ที่ 2,713 เมกะวัตต์ และหากเกิดกรณีวิกฤติ หรือเหตุสุดวิสัยที่ทำให้โรงไฟฟ้าหลักในพื้นที่หยุดกะทันหัน จะส่งผลให้ภาคใต้มีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองไม่เพียงพอ

ดังนั้น เพื่อเพิ่มความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้าของภาคใต้ สนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2579 (PDP 2015) จึงได้บรรจุโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ กำลังผลิตไฟฟ้า 800 เมกะวัตต์ มีกำหนดการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในปี 2562 และโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา กำลังผลิตไฟฟ้า 2,000 เมกะวัตต์ มีกำหนดการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่ปี 2564

แต่เนื่องจากมีประชาชนบางส่วนยังไม่เห็นด้วย ทำให้ กฟผ. ไม่สามารถก่อสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ได้ตามแผน จึงได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการไตรภาคีฯ เพื่อศึกษาและเสนอแนะแนวทางการดำเนินโครงการให้สอดคล้องกับความต้องการของคนในพื้นที่ โดยมีข้อเสนอแนะให้มีตัวแทนภาคประชาชนเข้าร่วมเป็นกรรมการติดตามตรวจสอบการทำงานของโรงไฟฟ้า ขยายเขตกองทุนพัฒนาพื้นที่โดยรอบโรงไฟฟ้าเกินกว่ารัศมี 5 กิโลเมตรรอบโรงไฟฟ้า ให้ครอบคลุมพื้นที่ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการขนส่งถ่านหิน และให้ กฟผ. ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในพื้นที่ รวมทั้งบริหารจัดการพื้นที่โครงการตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้มีข้อสั่งการ ให้ กฟผ. ไปดำเนินการให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ สร้างความเข้าใจและการยอมรับก่อนเริ่มดำเนินโครงการ ซึ่ง กฟผ. ได้ดำเนินการตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการไตรภาคีฯ และข้อสั่งการดังกล่าวแล้ว ดังนั้น ที่ประชุม กพช. จึงเห็นชอบให้ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ตามแผน PDP 2015 เพื่อเพิ่มความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้าภาคใต้

พร้อมกันนี้ ที่ประชุม กพช. ยังได้เห็นชอบโครงการโรงไฟฟ้าประชารัฐ สำหรับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากการผลิตไฟฟ้าชีวมวล และก๊าซชีวภาพ (พืชพลังงาน) โดยรับซื้อไฟฟ้าจากการผลิตไฟฟ้าชีวมวล ไม่เกิน 12 เมกะวัตต์ และจากการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ (พืชพลังงาน) ไม่เกิน 30 เมกะวัตต์ ทั้งนี้ มอบหมายให้กระทรวงพลังงาน คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำหนดอัตราราคารับซื้อไฟฟ้า เสนอต่อ กบง. พิจารณา โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและเป็นธรรม พร้อมให้ กฟผ. บริหารต้นทุนการผลิตไฟฟ้า เพื่อให้สามารถรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าประชารัฐฯ โดยให้มีผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าน้อยที่สุด สำหรับการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าประชารัฐฯ ดังกล่าว สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยเพิ่มการสร้างงาน สร้างรายได้ ส่งเสริมระบบป้องกันตนเองของประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าในรูปแบบกระจายศูนย์ ซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่นคงในการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงในชุมชนอย่างยั่งยืน

 

เปิดแล้วจ้า……โครงการ OTOP PREMIUM GO INTER ปี 2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 17 ก.พ. 2560 12:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/860533


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ชี้ช่องผลักดันสินค้า OTOP ไทยสู่ตลาดโลกมาอย่างต่อเนื่อง แนะนำให้ผู้ประกอบการ OTOP เรียนรู้ความต้องการของตลาดให้ถ่องแท้ ตระหนักถึงความสำคัญของสินค้า
ที่เป็นงานหัตถกรรมท้องถิ่นที่ผลิตขึ้นจากการผสมผสานวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ตกทอดกันมา การใช้วัสดุธรรมชาติ การใช้ประโยชน์ความกลมกลืนกับธรรมชาติที่สอดคล้องกับกระแสสังคมในปัจจุบัน การใช้จุดแข็งผลิตสินค้า
ที่แสดงภูมิปัญญาและเรื่องราวที่สืบทอดกันมา บวกความประณีตเป็นจุดขาย พร้อมการออกแบบที่ดี ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าที่ทำให้ผู้ประกอบการ OTOP ของเราสามารถแข่งขันและช่วงชิงตลาดได้

นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากประสบการณ์ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา กับแนวคิด “MATERIAL MATTERS” ที่นำเอาเสน่ห์และความหลากหลายของวัสดุและภูมิปัญญาไทยมาเป็นพระเอกของโครงการ ได้ประสบความสำเร็จอย่างมากมาย ทั้งเวทีในประเทศ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้า TOKYO GIFT SHOW และงาน BIG+BIH ที่ประสบความสำเร็จ ทำให้ผู้ประกอบการ OTOP ไทยมีโอกาสก้าวกระโดดขึ้นมาอีกขั้นในการทำธุรกิจระดับส่งออกด้วยตนเอง มียอดการเจรจาสั่งซื้อและติดต่อจากนักธุรกิจและผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศ

ทศวรรษใหม่ปี 2560 “โครงการพัฒนาและส่งเสริมสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) เพื่อการส่งออก” หรือ “โครงการ OTOP PREMIUM GO INTER” กับแนวคิดใหม่ “CRAFTIVITY” ความคิดสร้างสรรค์ รังสรรค์ งานฝีมือ หัตถกรรมไทย ออกเดินทางไกลไปตลาดโลก

ในปีนี้ “โครงการ OTOP PREMIUM GO INTER” มาพร้อมกับแนวคิดใหม่ “CRAFTIVITY”
 จึงนำเอาประสบการณ์เหล่านี้มาต่อยอด นำจุดเด่นและความชำนาญมาเป็นจุดขาย นำมาผสมผสานกับการออกแบบที่เป็นสากล เข้ากับวิถีชีวิตปัจจุบัน และเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการด้วยกระบวนการสร้างความคิดสร้างสรรค์กับเหล่าผู้เชี่ยวชาญและนักออกแบบมืออาชีพ เพื่อสร้างมิติในการทำงานสร้างสรรค์ให้แก่สินค้าด้วยตนเอง

ในเดือนกันยายน 2559 ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้นำผู้ประกอบการโอทอประดับพรีเมียมฯ เข้าร่วมงานแสดงสินค้าที่ประเทศญี่ปุ่น ผลการเจรจาสั่งซื้อสินค้าทันที 14,570 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 506,638 บาท และคาดว่าจะได้รับการสั่งซื้อภายใน 1 ปี อีก 852,186 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 29.63 ล้านบาท โดยสินค้าที่ได้รับความสนใจมากคือ ผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้ายทอมือย้อมสีธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์ผ้าย้อมครามทอมือ ผลิตภัณฑ์ผ้าปักด้วยมือลายชนเผ่าอาข่า ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผ้าไทย เสื้อผ้าจากผ้าฝ้ายทอมือ ผลิตภัณฑ์จักสานทำจากไม้ไผ่ ผลิตภัณฑ์ของตกแต่งทำจากไม้ เครื่องใช้ในครัวจากไม้สัก ผลิตภัณฑ์เทียนหอมจากถั่วเหลือง เป็นต้น

สำหรับผู้ประกอบการ OTOP ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะยกระดับพัฒนาตนเองสู่ตลาดสากล เชิญมาสานฝันสู่ความสำเร็จกับโครงการพัฒนาและส่งเสริมสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) เพื่อการส่งออก ปี 2560 หรือ “โครงการ OTOP PREMIUM GO INTER” กับแนวคิดที่ท้าทาย “CRAFTIVITY” ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ กลุ่มงานพัฒนาธุรกิจชุมชนฯ สำนักส่งเสริมการค้าสินค้าไลฟ์สไตล์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โทรศัพท์หมายเลข 0-2507-8389 หรือติดต่อ คุณพัชรพิชญ์ โทรศัพท์หมายเลข 08-3099-8419 line: otopgointer อีเมล otopgointer@gmail.com

 

ทองเปิดตลาดราคาคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 21,000

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.พ. 2560 09:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/860389


ทองเปิดตลาดวันที่ 17 ก.พ. ราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,400 ขายออกบาทละ 20,500 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 ขายออกบาทละ 21,000 บาท …

เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 60 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.25 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,400.00 บาท ขายออกบาทละ 20,500.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 บาท ขายออกบาทละ 21,000.00 บาท.

 

ชาวจีนในไทยร่วมใจร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีเป็นภาษาจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 17 ก.พ. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/859894


บริษัท เจียระไนเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ผู้ผลิตสื่อนิตยสารจีน @Mangu (แอดม่านกู่) ร่วมกับ บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย ตัวแทนผู้บริหาร พนักงาน สมาคม องค์กร นักศึกษาและกลุ่มชาวจีนที่ประกอบธุรกิจและอาศัยอยู่ในผืนแผ่นดินไทย ร่วมใจกันขับร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีภาษาจีน ในชื่อเพลง “Royal Anthem King Bhumibhol Chinese Language Music Video” เพื่อถวายความจงรักภักดีและแสดงความอาลัยในวาระครบ 100 วัน การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้

กลุ่มบุคคลและองค์กรที่ร่วมขับร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีภาษาจีน ประกอบไปด้วย

• บริษัท เจียระไนเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด
• บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด
• สายการบินไชน่าอีสเทิร์นแอร์ไลน์
• ธนาคารแห่งประเทศจีน (ไทย) จำกัด (มหาชน)
• บริษัท หลิงหลง ยางรถยนต์ (ประเทศไทย) จำกัด
• บริษัท ซานี่ เฮฟวี่ อินดัสทรี (ประเทศไทย) จำกัด
• นิคมอุตสาหกรรมไทย-จีน
• ตัวแทนนักศึกษาจีนจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ, มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์, มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
• ตัวแทนสมาคมจีนในประเทศไทย
• ตัวแทนบริษัท ห้างร้านและสื่อมวลชนจีนในประเทศไทย
• ตัวแทนกลุ่มคนจีนที่อาศัยในประเทศไทยและตัวแทนกลุ่มผู้มีชื่อเสียงบนสังคมออนไลน์

34 ซีอีโอทั่วโลกแนะการลงทุน ชี้ไทยให้ความสำคัญ “การศึกษา-ฝีมือแรงงาน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ก.พ. 2560 05:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/860224


รัฐบาลดึงซีอีโอ 34 บริษัทจากทั่วโลกระดมกึ๋นร่วมลงทุนด้านเอชไอเอ แนะไทยให้ความสำคัญการศึกษา-แรงงานฝีมือ หวังเป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนของไทยในอนาคต พร้อมชม “บิ๊กตู่” แก้ปัญหาศุลกากรดีเยี่ยม “สมคิด” ได้ทีดึงร่วมทำโครงการพัฒนาบุคลากร มั่นใจในสายตานักลงทุนไทยยังเนื้อหอม เหตุการเมืองนิ่ง เศรษฐกิจโตขึ้นขณะที่ทั่วโลกเศรษฐกิจแย่

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังประชุมร่วมกับที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้านการลงทุน (เอชไอเอ) ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูง และเจ้าของธุรกิจของบริษัทชั้นนำจากต่างประเทศทั่วโลกจำนวน 34 คนว่า ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า สิ่งที่มีความสำคัญที่สุดของประเทศไทยที่จะช่วยดึงดูดการลงทุนได้มากขึ้น คือ การพัฒนาการศึกษา และเตรียมบุคลากรด้านแรงงานฝีมือ เพื่อรองรับอนาคต ซึ่งดำเนินการได้ทันที ด้วยการร่วมมือกับบริษัทต่างๆจัดโครงการพัฒนาบุคลากรให้กับไทย รวมถึงให้เอกชนช่วยพัฒนาบุคลากรกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย เพราะต้องพัฒนาไปด้วยกัน ซึ่งทางเอกชนยินดีให้ความร่วมมือทั้งจากค่ายอุตสาหกรรมรถยนต์และอุตสาหกรรมอาหาร

ขณะเดียวกัน ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญมากกับเรื่องการปฏิรูปการศึกษาและในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ในอนาคตจะให้ลงทุนด้านการศึกษาในบริเวณพื้นที่แถบดังกล่าว โดยจะให้สถาบันการศึกษาในต่างประเทศทั้งมหาวิทยาลัยและอาชีวศึกษาชั้นนำมาเปิดสอนในพื้นที่ควบคู่ไปกับการปฏิรูปการศึกษาของไทย ซึ่งการที่มีสถานศึกษาชั้นนำจากต่างประเทศมาเปิดในอีอีซีจะช่วยให้มีนวัตกรรมและการวิจัยเกิดขึ้นด้วย

“ผมได้คุยกับเจ้าของบริษัทหัวเว่ย เขาบอกว่า ให้ความสำคัญกับการลงทุนพัฒนาคน ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จสูงมาก ฉะนั้นไทยต้องลงทุนในเรื่องของคน โดยเฉพาะการศึกษาจากต่างประเทศมาไว้ในเมืองไทยให้ได้ และผลิตเป็นงานวิจัย งานสร้างสรรค์และนวัตกรรมขึ้นมา ถึงจะต่อยอดสร้างมูลค่าไปแข่งกับโลกได้ และเจ้าของบริษัทหัวเว่ยยังบอกด้วยว่า ในสายตาของเขาขณะนี้ไทยน่าสนใจมากที่สุดในการลงทุน เพราะการเมืองนิ่ง เศรษฐกิจเติบโตขึ้นมา ในขณะที่ทั่วโลกเศรษฐกิจแย่ และเมืองไทยไม่มีฟองสบู่ ขณะที่จีนเองหันไปทางไหนมีแต่ฟองสบู่”

นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงแนวคิดอีอีซี ผู้บริหารจากทุกบริษัทมองตรงกันว่า ไทยจะต้องร่วมมือกับกลุ่มซีแอลเอ็มวี คือ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม และประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีให้ไปด้วยกัน และเชื่อมโยงกับประเทศต่างๆมากขึ้น อย่างไรก็ตาม มีบางบริษัทระบุว่าค่าแรงของไทยแพง จึงได้ชี้แจงไปว่า เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่ได้ต้องการให้บริษัทต่างชาติเข้ามาแค่ตั้งโรงงานประกอบในประเทศไทย ถ้าแค่นั้นไม่ต้องมาประเทศไทยทำเองได้ แต่ต้องการให้มาลงทุนที่สามารถต่อยอดสินค้าของไทยให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นได้ เหมาะสมกับค่าแรงที่เพิ่มขึ้น

ด้านนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เอชไอเอได้ชื่นชมกรณีที่รัฐบาลแก้ไขปัญหาด้านศุลกากร ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่า ไทยจะดำเนินการให้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับปรุงกฎระเบียบความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ เพื่อสนับสนุนการลงทุนในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งเอชไอเอทุกรายที่เข้าพบนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ที่ทำงานเป็นที่ปรึกษาและช่วยเหลือบีโอไอมานาน มีการลงทุนในไทยมานาน และเกือบทุกรายเตรียมจะขยายลงทุนในไทย โดยขณะนี้ต่างชาติมองว่าบรรยากาศในไทยสดใส น่าลงทุน

พล.ท. วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า นายกรัฐมนตรีย้ำว่ารัฐบาลเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ รวมทั้งได้ดำเนินการปรับปรุงสภาพแวดล้อมด้านการลงทุน และทำทุกอย่างด้วยความโปร่งใส ลดปัญหาอุปสรรค ทั้งนี้ รัฐบาลเชื่อว่าการลงทุนจากต่างประเทศเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเสริมสร้างขีดความสามารถทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมของไทย โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวเชิญเอชไอเอให้เข้ามาร่วมลงทุนในกิจการที่เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือลงทุนต่อยอดในอุตสาหกรรมที่ได้ลงทุนอยู่แล้ว โดยการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ให้มากขึ้น รวมถึงการวิจัยและพัฒนา

ขณะที่นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า บีโอไอจะนำข้อแนะนำของเอชไอเอมาประกอบการจัดทำแผนส่งเสริมการลงทุนให้สามารถผลักดันให้เกิดการลงทุนใหม่ๆได้เต็มที่ ซึ่งที่ผ่านมา บีโอไอก็ได้รับคำปรึกษาจากเอชไอเอ และในครั้งนี้บีโอไอมั่นใจว่าเอชไอเอจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยดึงดูดบริษัท หรือโครงการลงทุนที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น.

 

ตลาดหลักทรัพย์มอบรางวัลบริษัทต้นแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ก.พ. 2560 05:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/860216


14+51บจ.ดำเนินธุรกิจยั่งยืนคู่ธรรมาภิบาล

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ได้ประกาศเกียรติคุณศาสตราจารย์หิรัญ รดีศรี เป็นผู้มีคุณูปการแก่ตลาดทุนด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมประกาศผลและมอบรางวัล SET Sustainability Awards ประจำปี 2559 แก่ 14 บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่เป็นต้นแบบการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ได้แก่ BANPU-BCP-CFRESH-CHO-HMPRO-IRPC-LPN MINT-PPP-PTTGC-SAT-SCC-SSSC และ TOP ทั้งยังมอบรางวัลให้แก่ 51 บจ.ที่อยู่ในรายชื่อ Thailand Sustainability Investment : THSI “หุ้นยั่งยืน” ด้วย

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์มุ่งสนับสนุนบริษัทจดทะเบียนให้ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงความสมดุลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social and Governance : ESG) ควบคู่ไปกับการสร้างการเติบโตของผลประกอบการ รวมถึงส่งเสริมบทบาทของผู้ลงทุนโดยเฉพาะผู้ลงทุนสถาบัน ในการนำประเด็นด้าน ESG มาใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุน ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯเชื่อมั่นว่าจะเป็นรากฐานและนำมาซึ่งการเติบโตอย่างยั่งยืนของทุกภาคส่วนในตลาดทุน

ตลาดหลักทรัพย์ฯจึงจัดให้มีการมอบรางวัล SET Sustainability Awards ขึ้นเพื่อยกย่องและสนับสนุนบริษัทจดทะเบียนที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการพัฒนาและดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นแบบอย่างให้แก่ภาคธุรกิจและองค์กรอื่นๆด้วย ในโอกาสเดียวกันตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้ประกาศเชิดชูเกียรติคุณแก่ศาสตราจารย์หิรัญ รดีศรี ในฐานะผู้มีคุณูปการแก่ตลาดทุนด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งท่านมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานและพัฒนางานด้านบรรษัทภิบาลของตลาดทุนไทยมาตลอด 20 ปี จนทำให้ปัจจุบัน บริษัทจดทะเบียนไทยมีศักยภาพและเติบโตเป็นองค์กรที่มีความยั่งยืน สามารถขยายผลกระทบเชิงบวกไปสู่สังคมวงกว้างทั้งในระดับประเทศและในระดับสากล.

 

คนกรุงเริงร่าได้นั่งแน่ 1 สถานี ลุ้นผู้โดยสารใช้บริการเต็มโบกี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ก.พ. 2560 05:49

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/860232


นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยหลังพิธีลงนามสัญญาว่าจ้างติดตั้งระบบและบริหารรถไฟฟ้าช่วงเตาปูน-บางซื่อ 1 สถานีว่า ได้ลงนามเซ็นสัญญาให้บริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ดำเนินการติดตั้งระบบรถไฟฟ้า การจัดการเดินรถไฟฟ้า และการบริหารเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน 1 สถานี ช่วงเตาปูน-บางซื่อ วงเงิน 918 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.การจัดหาระบบรถไฟฟ้า และติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณ 672 ล้านบาท 2.การเดินรถไฟฟ้ารวมซ่อมบำรุงระยะเวลา 2 ปี วงเงิน 104 ล้านบาท และ 3.ค่าใช้จ่ายทางการเงิน 142 ล้านบาท แบ่งเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ 82 ล้านบาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 60 ล้าบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ปรับลดจากวงเงินเดิม 1,012 ล้านบาท ทั้งนี้ การเชื่อมต่อ 1 สถานีจะส่งผลให้จำนวนผู้โดยสารในรถไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น 20% ไปอยู่ที่จำนวน 30,000 คนต่อวัน ส่วนเรื่องการปรับเพิ่มราคาค่าโดยสารกลับไปใช้เพดานเดิมคือ 42 บาท จากปัจจุบันเพดานราคาสูงสุดที่ 29 บาท ภายหลังจากเชื่อมต่อ 1 สถานีแล้วเสร็จนั้น คาดว่าจะตรึงราคาเดิมไว้ก่อน.