48 เอกชนแห่ซื้อข้าวรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ก.พ. 2560 05:47

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/860236


นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า วันที่ 16 ก.พ. กรมได้เปิดให้ผู้สนใจยื่นซองเสนอราคาซื้อข้าวสารสต๊อกรัฐบาลปริมาณ 2.86 ล้านตัน มีผู้ยื่นซองเสนอราคาทั้งหมด 66 ราย จากผู้ผ่านคุณสมบัติทั้งหมด 73 ราย ซึ่งหลังเปิดซองราคาพบว่า มีผู้เสนอราคาซื้อสูงสุด 48 ราย ใน 185 คลัง ปริมาณ 2.03 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วน 70.98% ของปริมาณที่เปิดประมูลทั้งหมด มูลค่าที่เสนอซื้อประมาณ 18,582.14 ล้านบาท โดยชนิดข้าวที่มีผู้เสนอราคาซื้อมากที่สุดเป็นข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 ปริมาณ 745,236 ตัน คิดเป็นสัดส่วน 26.05% รองลงมาได้แก่ ข้าวขาว 5% ปริมาณ 479,761 ตัน คิดเป็นสัดส่วน 16.75% ทั้งนี้ ในวันที่ 21 ก.พ.นี้ คณะทำงานระบายข้าวจะเปิดซองราคา เพื่อสรุปผลผู้เสนอราคาสูงสุดให้ประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) อนุมัติ คาดว่า กระบวนการทั้งหมดจะแล้วเสร็จในเดือน ก.พ.นี้ ส่วนการเปิดประมูลข้าวสารสต๊อกรัฐบาลในรอบต่อไป คาดว่า จะเปิดระบายได้ในเดือน มี.ค.นี้ ซึ่งจะเป็นข้าวที่มีข้าวเกรดซี (ข้าวเสื่อมคุณภาพ) ปนเกินกว่า 20%

สำหรับการระบายข้าวสต๊อกรัฐบาลของรัฐบาลชุดปัจจุบันระบายออกไปแล้ว 8.7 ล้านตัน รับมอบข้าว (ผู้ชนะประมูลขนข้าวออกจากโกดัง) ได้แล้ว 7.7 ล้านตัน เหลืออีก 1 ล้านตัน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนแรกอยู่ระหว่างการรับมอบข้าวตามสัญญา และอีกส่วนติดปัญหาด้านคุณภาพข้าว ทำให้รับมอบไม่ได้ โดยข้าวส่วนนี้ ในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมร่วมกับองค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เพื่อแก้ไขปัญหา

ส่วนความคืบหน้าการดำเนินการยึดทรัพย์ของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และพวก ทั้งนักการเมืองและข้าราชการทั้ง 6 ราย เพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้รัฐจากกรณีทุจริตขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) มูลค่าเสียหาย 20,000 ล้านบาทนั้น อยู่ระหว่างทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ พร้อมดึงสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เข้ามาช่วยสืบทรัพย์.

 

บลจ.ไทยพาณิชย์ครองแชมป์ AUM ตั้งเป้าบริหารทรัพย์สินเพิ่มแสนล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ก.พ. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/860205


นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปี 60 บริษัทตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การจัดการ (Asset Under Management หรือ AUM) อีก 100,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 8% จากสิ้นปีที่แล้วทำได้ 1,307,408 ล้านบาท ซึ่งยังคงครองแชมป์มีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการมากที่สุดในอุตสาหกรรม มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด 20.52% เติบโตจากปี 58 ประมาณ 12% โดยมีการเติบโตมากที่สุดในกลุ่มธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล มีเอยูเอ็มสิ้นปี 59 ที่ 325,122 ล้านบาท เติบโต 33% จากสิ้นปี 58

นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าเพิ่มคุณภาพการดูแลลูกค้า และเสนอขายหน่วยลงทุน โดยเพิ่มการเคลื่อนไหวของพอร์ตลูกค้าเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาด ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีบัญชีลูกค้ากว่า 700,000 บัญชี เป็นบัญชีที่มีความเคลื่อนไหว 70% นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าเพิ่มลูกค้าจากฐานลูกค้าของธนาคารในกลุ่มเอสซีบี ไพรม์ คือ กลุ่มลูกค้าที่มีทรัพย์สินตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป.

 

ปี 59 ทำเงินเข้าไทยกระเป๋าตุง! รัฐปลื้มตัวเลขท่องเที่ยวสวยหรู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ก.พ. 2560 05:32

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/860228


สร้างมูลค่า 17.7%จีดีพีประเทศ

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยวนั้น จากรายได้รวมของภาคการท่องเที่ยวปี 59 กว่า 2.51 ล้านล้านบาท ได้สร้างมูลค่าเพิ่มแก่เศรษฐกิจไทยหรือมีความสำคัญคิดเป็น 17.7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โดยภาคธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากการใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการของนักท่องเที่ยวมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ สถานพักแรม 580,000 ล้านบาท ธุรกิจอาหารเครื่องดื่ม 448,000 ล้านบาท ธุรกิจการขนส่งโดยสารทางบก 136,000 ล้านบาท ธุรกิจการขนส่งโดยสารทางอากาศ 122,000 ล้านบาท และธุรกิจบริการกีฬานันทนาการ 100,000 ล้านบาท ตามลำดับ นอกจากนี้ ธุรกิจในภาคการท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นธุรกิจบริการและกระจายตัวตามภูมิภาคต่างๆ ดังนั้น การท่องเที่ยวจึงเป็นแหล่งสร้างการจ้างงานสำคัญกว่า 4,230,000 คน สร้างรายได้ภาษีแก่รัฐ 64,200 ล้านบาท และก่อให้เกิดมูลค่าการลงทุนในประเทศ 93,600 ล้านบาท

“ภาคการท่องเที่ยวมีบทบาทสำคัญในการกระจายประโยชน์ทางเศรษฐกิจสู่ภูมิภาคต่างๆ โดยปีที่ผ่านมา ภาคการท่องเที่ยวสร้างมูลค่าเพิ่มทั้งทางตรงและทางอ้อมในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวทั้ง 8 แห่ง รวม 407,000 ล้านบาท โดยเขตพัฒนาการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าเพิ่มจากการท่องเที่ยวสูงสุด 2 อันดับแรกคือ เขตพัฒนาการท่องเที่ยวอันดามัน และเขตพัฒนาการท่องเที่ยวฝั่งทะเลตะวันออก นอกจากนี้ เขตพัฒนาการท่องเที่ยวที่ภาคการท่องเที่ยวมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในพื้นที่มากสุด 2 อันดับแรก คือ เขตพัฒนาการท่องเที่ยวอันดามัน ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 43.3% และ เขตพัฒนาการท่องเที่ยวอารยธรรมล้านนา 10.5%”

สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวเดือน ม.ค.60 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย 3.19 ล้านคน ขยายตัว 6.52% เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวจากเกือบทุกภูมิภาค โดยเฉพาะอเมริกาและเอเชียใต้ที่ขยายตัวกว่า 16.87% และ 14.31% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกและยุโรป ซึ่งเป็นตลาดหลักก็ขยายตัวเช่นเดียวกัน

นายพงษ์ภาณุกล่าวว่า นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทยมากสุด 5 อันดับแรก คือ จีน มาเลเซีย เกาหลี ญี่ปุ่น และลาว ส่วนรายได้ จากการท่องเที่ยวมีมูลค่า 169,000 ล้านบาท ขยายตัว 10.26% ขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ 5 อันดับแรก คือ จีน รัสเซีย สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย และเกาหลี.

 

“ตราเพชร” รุกตลาดเต็มสูบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ก.พ. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/860200


นายสาธิต สุดบรรทัด กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อุปกรณ์วัสดุก่อสร้างภายใต้แบรนด์ “ตราเพชร” เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทมีแผนจะรุกขยายตลาดทุกช่องทางการขายแบบ 360 องศา หรือ “Full Multi Channel” โดยมุ่งเน้นการขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งในห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้างขนาดใหญ่ ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ โครงการอสังหาริมทรัพย์และตลาดส่งออกในภูมิภาคอาเซียน อีกทั้งยังศึกษาพัฒนาช่องทางขายใหม่ๆ เพื่อรองรับกับพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยบริษัทตั้งเป้าเติบโตปีนี้ไม่ต่ำกว่า 5%

ทั้งนี้ปัจจัยการเติบโตในปีนี้ ยังคงมาจากตลาดส่งออกไปยังกลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ กัมพูชา, สปป.ลาว, เมียนมา และเวียดนาม โดยปีนี้ตลาดส่งออกจะเพิ่มสัดส่วนยอดขายจาก 17-18% เป็น 18-19% ของรายได้รวม นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมงบลงทุนเพื่อขยายธุรกิจในปีนี้ประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งจะนำมาใช้สำหรับการปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรที่ดียิ่งขึ้น การลงทุนขยายพื้นที่จัดเก็บสินค้า รวมถึงวิเคราะห์แนวโน้มความต้องการใช้สินค้าเพื่อพิจารณาการลงทุนรองรับความต้องการใช้สินค้าในอนาคต.

 

คุมเข้มสารเคมี 11 ชนิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ก.พ. 2560 05:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/860230


นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรกำลังพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการ การนำเข้าวัตถุอันตรายทางการเกษตร โดยเฉพาะสารที่อยู่ในกลุ่มเฝ้าระวังที่มีอยู่ 11 ชนิด ซึ่งส่วนมากเป็นสารที่ใช้กำจัดแมลง อาทิ อัลดิคาร์บ (Aldicarb) ออกซามิล (Oxamyl) เป็นต้น โดยจำกัดปริมาณการนำเข้า จากเดิมเมื่อได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว ผู้ประกอบการสามารถนำเข้าวัตถุอันตรายได้โดยไม่มีการกำหนดปริมาณการนำเข้า “ถ้าวัตถุอันตรายที่ขึ้นทะเบียนแล้วพบข้อมูลความเป็นพิษสูงและพบสารพิษตกค้างในผลิตผลทางการเกษตรสูงเกินค่ามาตรฐาน (MRLs) 0.01 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม จะพิจารณาจำกัดการใช้ทันที และหากไม่สามารถแก้ไขได้ก็จะเสนอเข้าเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ห้ามผลิต นำเข้า และมีไว้ในครอบครองต่อไป”

นายสุวิทย์กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 54 ถึงปัจจุบัน ได้พิจารณาออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตรแล้ว 9,534 ทะเบียน แต่ยังคงมีคำขอขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายที่รอการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายที่คงค้างการพิจารณาอีกกว่า 4,300 รายการ ซึ่งการพิจารณารับขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายแต่ละชนิดต้องไม่เกิดผลกระทบต่อคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ดังนั้นจึงต้องรอบคอบ

สำหรับข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ปี 54-59 มีการนำเข้าวัตถุอันตรายทางการเกษตรแล้วกว่า 789,382 ตัน รวมมูลค่ากว่า 128,619 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าสารเคมี 3 ประเภท คือ 1.สารกำจัดวัชพืช 2.สารกำจัดแมลง และ 3.สารป้องกันและกำจัดโรคพืช.

 

คนไทยเปลี่ยนพฤติกรรมบริโภค แห่ช็อปออนไลน์ 3.7 แสน ลบ.ดันตลาดโต 71%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ก.พ. 2560 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/860222


นายสมหวัง เหลืองไพบูลย์ศรี ผู้จัดการ เพย์พาล ประจำประเทศไทย ผู้ให้บริการชำระเงินแบบดิจิทัล เปิดเผยถึงผลวิจัยพฤติกรรมการซื้อขายออนไลน์ของคนไทยว่า การใช้จ่ายซื้อสินค้าออนไลน์คนไทยในปี 60 ยังจะเติบโตต่อเนื่อง โดยมีเม็ดเงินสะพัดกว่า 376,753 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 16% จากปี 59 ที่มี 325,614 ล้านบาท และยังมีแนวโน้มเพิ่มเป็น 426,000 ล้านบาทในปีหน้า เนื่องจากคนไทยชื่นชอบในความสะดวกสบาย การจัดส่งสินค้าที่รวดเร็ว และสินค้าราคาประหยัด

สำหรับกลุ่มสินค้าออนไลน์ที่คาดว่าได้รับความนิยม 10 อันดับแรกในปี 60 นำโดยอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้านมีโอกาสขยายตัว 24% รองลงมาเป็นของใช้ อาหาร เครื่องดื่ม และแอลกอฮอล์โต 21% เครื่องใช้สำหรับเด็กและทารก กับกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โตเท่ากัน 16%, ตั๋ว และบัตรสำหรับชมกิจกรรมโต 15% กลุ่มงานอดิเรก เช่น อุปกรณ์กีฬา ของเล่น ของสะสม งานศิลปะ กลุ่มสุขภาพและความงาม รวมถึงการท่องเที่ยวและการเดินทางโตเท่ากัน 14% เสื้อผ้า รองเท้า และสินค้าแฟชั่นโต 13% และกลุ่มบันเทิงโต 11%

“ในปี 59 มีคนไทยที่ใช้ออนไลน์ถึง 71% ที่หันมาซื้อสินค้าผ่านระบบนี้ โดยส่วนใหญ่ซื้อผ่านเว็บไซต์สำหรับช็อปปิ้งมากสุด 53% รองลงมาเป็นซื้อผ่านแอพพลิเคชั่น 27% ผ่านโซเชียลมีเดีย อินสตาแกรม เฟซบุ๊ก 13% และช่องทางอื่นๆ อีก 7% แต่หากแบ่งเป็นตามอุปกรณ์คนไทยนิยมช็อปปิ้งผ่านคอมพิวเตอร์มากสุด 51% แต่อีก 46% เป็นการใช้จ่ายผ่านแท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน ซึ่งถือว่าสูงมากเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นรองแค่จีนเท่านั้น เนื่องจากคนไทยเข้าถึงโทรศัพท์มือถือมาก ที่เหลืออีก 3% เป็นการใช้จ่ายผ่านเกมและโทรทัศน์”

นายสมหวังกล่าวต่อว่า ผลสำรวจยังระบุด้วยว่าคนไทยนิยมช็อปปิ้งออนไลน์ข้ามประเทศสูงขึ้น โดยในปี 59 มีคนไทยใช้จ่ายซื้อสินค้าออนไลน์ข้ามประเทศกว่า 2 ล้านคน เม็ดเงินสะพัด 60,300 ล้านบาท หรือใช้จ่ายเฉลี่ยตกคนละ 30,892 บาท ที่สำคัญในปีนี้คาดว่าการช็อปปิ้งข้ามประเทศจะเติบโตได้แบบก้าวกระโดดไม่ต่ำกว่า 83% โดยเฉพาะการซื้อขายผ่านอีเบย์ อเมซอน หรืออาลีบาบา ที่ได้รับความนิยมสูงสุด.

 

“โรงไฟฟาถ่านหิน” จำเป็นต้องสร้าง หลังปรับมาตรฐาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ก.พ. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/860196


“แม่เมาะ” อยู่ในเกณฑ์ดี

ทุกฝ่ายยืนกราน โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ต้องสร้างเพราะความต้องการใช้ไฟภาคใต้เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ส.อ.ท.เสนอนำคนในชุมชนเข้าร่วมบริหารจัดการ

นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท.เห็นด้วยที่จะให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จังหวัดกระบี่ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เนื่องจากภาคใต้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ และมีภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ๆหลายประเภท เช่น อาหาร ยางพารา เซรามิก มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 4% สูงกว่าการขยายตัวจีพีดี หากยังต้องรอการส่งไฟฟ้าจากภาคกลางหรือขยายสายส่งเพียงอย่างเดียว จะกระทบกับความมั่นคงไฟฟ้าของภาคใต้ และหากไฟฟ้าในพื้นที่ไม่เพียงพอกับความต้องการ ก็จะเกิดปัญหาไฟตกไฟดับ ที่จะส่งผลกระทบต่อจีดีพีภาคใต้ถึง 1%

“นักลงทุนในภาคใต้ได้แสดงความกังวลความมั่นคงไฟฟ้าในภาคใต้ เพราะก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่ใช้ผลิตไฟฟ้าในภาคใต้ทยอยลดลงต่อเนื่องและขณะนี้รัฐบาลกำลังประกาศขยายการลงทุน ทั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ อ.สะเดา จังหวัดสงขลา การสร้างนิคมอุตสาหกรรมยางพาราภาคใต้ (Rubber City) ความต้องการไฟฟ้าก็ยิ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ผมมองว่า โรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน มีความเหมาะสม ถือเป็นเทคโนโลยีที่สะอาด ราคาเหมาะสม เห็นได้จากต่างประเทศที่เขาใช้กัน แต่จุดสำคัญต้องมาดูว่า การนำมาใช้ การขนถ่าย มีความรัดกุมเพียงพอ ไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อม และชุมชนหรือไม่ จึงควรนำชาวบ้านในชุมชนร่วมบริหารจัดการด้วย”

ทั้งนี้ หากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ไม่อนุมัติการสร้างโรงไฟฟ้าในภาคใต้ ในการประชุม กพช.วันที่ 17 ก.พ.นี้ ภาคเอกชนก็ได้เตรียมแผนสำรองไว้อยู่แล้ว เช่นเดียวกับการเกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับใน 14 จังหวัดภาคใต้ เช่น การเตรียมเครื่องปั่นไฟฟ้าสำรอง แต่ราคาการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยจะสูงกว่า เพราะใช้น้ำมันดีเซล ราคาหน่วยละ 9 บาท เทียบกับการซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ราคาหน่วยละ 4 บาท ขณะเดียวกันยังมีการซื้อไฟฟ้าจากประเทศมาเลเซีย หน่วยละ 12 บาท ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้า และกระทบต่อขีดความสามารถการแข่งขัน

ด้านนายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า สถาบันวิจัยทางเศรษฐกิจเพื่ออาเซียนและเอเชียตะวันออก (ERIA) ได้นำเสนอผลการศึกษาเกี่ยวกับมาตรฐานการดูแลสิ่งแวดล้อมของประเทศอาเซียน ในเรื่องของประสิทธิภาพของข้อกำหนดการกำกับการปล่อยมลพิษของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีอยู่ในอาเซียน โดยศึกษาได้เปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว 4 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย เยอรมนี สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และในอาเซียน+6 ในการควบคุมมลภาวะที่เกิดจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยศึกษาในประเทศหลัก 8 ประเทศ ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ญี่ปุ่น และอินเดีย ซึ่งจากผลประเมินโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศไทย โดยเฉพาะที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะ อยู่ในระดับดีถึงดีมาก เนื่องจากที่ผ่านมามีการปรับปรุงมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง แต่ในด้านกระบวนการตรวจสอบ ประเทศไทย ปรับปรุงให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน วันนี้ (17 ก.พ.) ตนจะเสนอให้เดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ซึ่งมีกำลังผลิต 800 เมกะวัตต์ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เนื่องจากโครงการได้ล่าช้ากว่าแผนมาแล้ว 2 ปี หากตัดสินใจเดินหน้า ก็จะสามารถจ่ายไฟเข้าระบบได้ในปี 2564-2565

ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าถ่านหิน เป็นไปตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP 2015) ที่ต้องการเฉลี่ยค่าไฟฟ้าให้ต่ำ เพื่อสนับสนุนภาคเอกชนให้มีต้นทุนการผลิต ที่จะสามารถแข่งขันกับประเทศต่างๆได้ และตามแผนเทคโนโลยีที่ใช้ก็เป็นมาตรฐานโลกและประเทศไทยก็มีหน่วยงานต่างๆที่จะเข้าไปดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม.

 

“ราชบุรี” ทุ่มหมื่นล้านลุยผลิตไฟฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/860188


นายรัมย์ เหราบัตย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปี 60 บริษัทตั้งงบประมาณเพื่อการลงทุน 10,000 ล้านบาท สำหรับลงทุนในโครงการที่กำลังพัฒนาและก่อสร้างในปัจจุบัน รวมทั้งหมด 6,980 เมกะวัตต์ และกำลังพิจารณาลงทุนในโครงการอื่นๆเพิ่มเติมอีก 520 เมกะวัตต์ โดยเฉพาะโครงการใหม่ๆที่มีศักยภาพที่จะเกิดขึ้นในแต่ละประเทศได้ อาทิ ประเทศไทย ออสเตรเลีย ลาว อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และพม่า ซึ่งจะทำให้เป้าหมายกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมปีนี้อยู่ที่ 7,500 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ กำลังการผลิตไฟฟ้าปีนี้ของบริษัทจะมาจาก 3 โครงการ คือ 1.โครงการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนรายเล็ก (เอสพีพี) 100 เมกะวัตต์ 2.การรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนรายใหญ่ (ไอพีพี) และ 3.เพิ่มการลงทุนพลังงานทดแทน ซึ่งจะทำให้ทิศทางการลงทุนของบริษัทกระจายออกไปธุรกิจอื่นๆ นอกจากธุรกิจไฟฟ้ามากขึ้น อาทิ ธุรกิจรถไฟฟ้าที่บริษัทได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้รับสัมปทานออกแบบและก่อสร้างงานโยธาและจัดหาระบบรถไฟฟ้า ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลืองซึ่งอยู่ระหว่างเจรจากับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเดือน เม.ย.นี้ จากนั้นจึงจะเจรจาหาแหล่งเงินทุนกับสถาบันการเงิน งบลงทุนประมาณ 14,000 ล้านบาทต่อสาย คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 61 ระยะเวลาก่อสร้าง 3 ปี 3 เดือน

นายรัมย์กล่าวว่า ยอมรับว่าเป้าหมายการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าของบริษัทให้ได้รวม 10,000 เมกะวัตต์ในปี 66 เป็นความท้าทายของบริษัท แต่แนวโน้มการลงทุนด้านพลังงานทดแทนยังมีความต้องการสูง ประกอบกับบริษัทมีฐานการลงทุนในประเทศแข็งแกร่ง รวมถึงในออสเตรเลีย และลาว ที่พร้อมขยายการลงทุนในอนาคตด้วย.

 

บทสุดท้ายรถเอ็นจีวี ใครพระเอกใครผู้ร้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/859717


ไม่รู้ไปกินดีหมีหัวใจเสือมาจาก ไหน นายคณิสสร์ ศรีวชิระประภา ประธานบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ผู้ชนะการประมูลรถเอ็นจีวี 489 คัน กับ ขสมก. ถึงหาญกล้าดับเครื่องชนฟ้องคดีอาญา มาตรา 157 ผู้บริหารระดับแถวบนของกรมศุลกากร 7 คน….

โทษฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ พ่วงด้วยแจ้งข้อหาปลอมแปลงเอกสารทำให้บริษัทฯได้รับความเสียหาย กับเจ้าหน้าที่ศุลกากรประจำด่านท่าเรือแหลมฉบังอีก 3 คน รวม 10 คน

“ยังครับ…ยังไม่หมด เท่าที่สรุปกับทีมกฎหมายน่าจะยังมีอีก 5 คดีเป็นอย่างน้อย แต่ยังไม่ขอบอกตอนนี้ สองเดือนที่ผ่านมานี้ผมไม่เคย ให้ข่าวตอบโต้เลยสักคำ แต่อีกฝ่ายกล่าวหาผมทุกวัน…จนผมตกเป็นจำเลยสังคมไปแล้ว จริงๆแล้วผมเป็นพ่อค้าไม่อยู่ในฐานะที่จะต่อกรกับอำนาจรัฐ ยิ่งผมทำธุรกิจนำเข้ารถบัสยิ่งไม่อยากมีปัญหากับกรมศุลฯ แต่ท่านจะเอาผมตายไม่สู้ไม่ได้แล้วครับ” คณิสสร์ ว่า

“ใครเขาก็ว่าโครงการนี้มีอาถรรพณ์ ประมูลไม่สำเร็จ 7 ชั่วโคตร แต่ผมว่าไม่ใช่อาถรรพณ์ เชื่อว่าเป็นเรื่องของคนเสียผลประโยชน์ที่ยังคงแค้นฝังหุ่นต้องการเอาชนะให้ได้ พยายามขัดขวางให้ส่งมอบรถไม่ได้”

ขนาดรถทั้ง 489 คันถึงประเทศไทยแล้ว มาจ่ออยู่หน้าประตู ขสมก.แล้ว โอนชื่อเป็นกรรมสิทธิ์ของ ขสมก.แล้ว 292 คันจากที่วางประกันภาษีเอารถออกมาได้แล้ว 390 คัน ยังคงอยู่ในอารักขาศุลกากรอีก 99 คัน…ก็ยังส่งมอบไม่ได้

สกู๊ปหน้า 1 ไล่เรียงเรื่องราวรถเอ็นจีวี ยังมีข้อกังขาไม่เข้าใจในหลายประเด็นอย่างเช่น หลังจากรถเอ็นจีวี 99 คัน เดินทางมาถึงท่าเรือแหลมฉบัง ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 และถูกกรมศุลกากรตั้งข้อสงสัยเรื่อง ถิ่นกำเนิด…กระทั่งวันที่ 6 ธันวาคม 2559 นายชัยยุทธ คำคุณ รองอธิบดีและโฆษกกรมศุลกากร ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า กรมศุลกากรทราบดีถึงความเร่งของ ขสมก.ที่ต้องการใช้รถ

จึงขอเวลา 1 เดือน เพื่อตรวจสอบถิ่นกำเนิดรถเมล์เอ็นจีวีว่าไม่ได้นำเข้าจากจีน

เมื่อกรมศุลกากรขอเวลาเพียง 1 เดือน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องรอ รอจนกระทั่งเวลาก้าวล่วงไปถึงเดือนที่ 2 ขสมก.ทนรอต่อไปไม่ไหว ทำหนังสือไปทวงถามความคืบหน้าถึงผลการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องถิ่นกำเนิดรถเอ็นจีวี 489 คัน

ปรากฏว่า…วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 นายกรีชา เกิดศรีพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง กรมศุลกากร แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนยืนยันว่า กรมศุลกากรได้ตอบจดหมาย ขสมก.ไป 1 ฉบับแล้ว กรมศุลกากรยืนยันไปแล้วว่า “รถเมล์ที่นำเข้ามานั้นผลิตและประกอบที่จีน” แต่ ขสมก.ต้องการเอกสารเพิ่มเติมอีก เช่น รูปภาพ ใบขนสินค้าและอื่นๆ ซึ่งกรมศุลกากรไม่สามารถให้ได้ เพราะอยู่ระหว่างต่อสู้คดี แต่จดหมาย 1 ฉบับ ที่ได้ส่งไปให้แล้วนั้น น่าจะเพียงพอต่อการยกเลิกสัญญาได้

นั่นหมายความว่ากรมศุลกากรใช้เวลาไปแล้ว 2 เดือน กรมศุลกากร ยังไม่สามารถตรวจสอบได้ชัดเจนว่ารถเมล์เอ็นจีวีมีถิ่นกำเนิดที่ใดกันแน่ และที่แน่นอนไปกว่านั้นคือ หนังสือที่นายกรีชา เกิดศรีพันธุ์ แถลงกับสื่อมวลชนที่ว่า…หนังสือที่ส่งให้ ขสมก.ไป 1 ฉบับนั้นก็พอเพียงที่ ขสมก.จะใช้อ้างเพื่อยกเลิกสัญญากับเบสท์ริน

ปรากฏว่าหนังสือ 1 ฉบับที่นายกรีชา เกิดศรีพันธุ์ บอกให้ ขสมก. ใช้เป็นเอกสารยืนยันเพื่อบอกยกเลิกสัญญากับเบสท์รินคือ หนังสือด่วนที่สุด เลขที่ 0521/730 ลงวันที่ 17 มกราคม 2560 ที่มีใจความสรุปถึงเรื่องการพิสูจน์ถิ่นกำเนิดรถเอ็นจีวีว่า “กรมศุลกากรอยู่ระหว่างดำเนินการสอบถามข้อเท็จจริงของประเทศกำเนิดจากศุลกากรมาเลเซีย”

ยังอยู่ระหว่างดำเนินการสอบถามข้อเท็จจริงแค่นี้หรือ คือสิ่งที่กรมศุลกากรใช้อ้างอิงเพื่อบอกยกเลิกสัญญาซื้อขายรถที่มีมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท รถเมล์ที่ประชาชนชาวกรุงเทพฯเฝ้ารอมา 12 ปี…เนี่ยนะ

ยิ่งหนักไปกว่านั้นเมื่อความจริงปรากฏ ตามบันทึกข้อความส่วนราชการของฝ่ายสืบสวนและปราบปรามส่วนควบคุมทางศุลกากร เรื่องรายงานผลการปฏิบัติราชการ ณ ประเทศมาเลเซีย หลุดออกมาจากผู้หวังดีภายในกรมศุลกากร เนื้อหาใจความมีว่า…

“กรมศุลกากรและกระทรวงการคลังได้อนุมัติให้ข้าราชการ 3 นายเดินทางไปราชการที่ประเทศมาเลเซียระหว่างวันที่ 8-10 ธันวาคม 2559 และอนุมัติหลักการให้ใช้เงินทุนสนับสนุนภารกิจของกรมศุลกากรเป็นค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเงิน 111,000 บาท ตามหนังสือด่วนที่สุดลงวันที่ 6 ธันวาคม 2559

สรุปข้อเท็จจริงได้ว่า ตามเอกสารที่ได้มาจากกรมศุลกากรประเทศมาเลเซียไม่สามารถใช้ไปอ้างอิงหรือใช้ในการดำเนินคดีหรือใช้ในการดำเนินการในชั้นศาลได้”

หมายความว่าอะไร?ถ้าไม่ใช่กรมศุลกากรยังไม่มีพยานหลักฐานใดที่จะเอาผิดกับผู้นำเข้าได้ แต่กลับถ่วงเวลาไปมากกว่า 2 เดือนแถมประโคมข่าว ฉายหนังเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้สื่อมวลชนดูแล้วดูอีก

เอกสารหลักฐานที่กรมศุลกากรมีอยู่ในมือเท่าที่เห็นก็มีแต่ภาพถ่ายและวีดิโอ รถวิ่งขึ้นเรือ รถวิ่งลงเรือ ถ้าขึ้นศาลก็แค่พยานแวดล้อม จะให้ ขสมก.ใช้เป็นหลักฐานยกเลิกสัญญา…ได้เหรอ?

ล่าสุด…มีเอกสารสำคัญหลุดออกมาจากผู้หวังดีอีกฉบับ ฉบับนี้เป็นหนังสือระหว่างประเทศที่กรมศุลกากรส่งไปสอบถามทางการมาเลเซียถึงการรับรองถิ่นกำเนิดรถเอ็นจีวี เป็นอังกฤษแปลเป็นไทยได้ความว่า

…หนังสือเลขที่ No.0518/18283 กรมศุลกากร ประเทศไทย ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 (2016) ถึงนางสาวซารีน่า อาริ ฮาสซาน (Zariina Ali @Hassan) ผู้ช่วยผู้อํานวยการสูงสุดกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ (MITI)

เรื่อง ขอให้ดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารฟอร์ม ดี No. JB-201606-CCF-122542-W-022450 อ้างถึง : ใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (FORM D) เลขที่อ้างอิง JB-201606-CCF-122542-W-022450 วันที่ 26 มิถุนายน 2016 ส่งออกโดย บริษัท อาร์ แอนด์ เอ คอมเมอร์เชียล วีฮีเคิลส์ เอสดีเอ็น บีเอชดี

หลังจากที่ได้พิจารณาฟอร์ม ดี และเอกสารรับรองอื่นๆ เราได้พบว่าในตารางที่ 8 ชี้ชัดว่าเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสําหรับรถบัส 1 คัน รุ่น ซันลอง SLK6129CNG เท่ากับ 90.11% ด้วยเหตุนี้เราจึงซาบซึ้งใจมาก หากท่านจะช่วยตรวจสอบความถูกต้องของเกณฑ์ถิ่นกำเนิดของสินค้าดังกล่าว

อีกทั้งช่วยจัดเตรียมสำเนาเอกสารหลักฐานอื่นๆ เช่น รายการต้นทุนของสินค้า แหล่งที่มาของวัตถุดิบต่างๆก่อนที่ผู้ค้าในประเทศจําหน่ายให้กับโรงงานเพื่อผลิต รถบัส รุ่น ซันลอง SLK6129 วิธีการคำนวณ อาร์วีซี (เกณฑ์มูลค่าวัตถุดิบในภูมิภาค) ที่ได้ส่งให้กับหน่วยงานผู้มีอำนาจในการออกเอกสารของท่าน

หมายความว่า…หนังสือฉบับนี้ กรมศุลกากรสอบถามข้อเท็จจริงจากทางการมาเลเซียเพื่อให้ยืนยันว่าเอกสารรับรองถิ่นกำเนิดของรถเอ็นจีวี 1 คัน คันที่ผู้นำเข้าใช้เป็นรถตัวอย่างสำหรับโชว์ในวันลงนามสัญญาซื้อขายเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2559 ปรากฏว่า…รถเอ็นจีวีคันตัวอย่างที่นำเข้ามาเมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2559 เอกสารรับรองถิ่นกำเนิดหรือ Form D กรมศุลกากรไม่มีข้อสงสัย

แต่เพิ่งจะมาสงสัยเมื่อรถเอ็นจีวี 99 คันมาถึงท่าเรือแหลมฉบัง ในวันที่ 30 พฤศจิกายน ช่างตรงกับวันที่กรมศุลกากรได้ส่งหนังสือไปสอบถามทางการมาเลเซียเรื่องการรับรองถิ่นกำเนิดของรถเอ็นจีวี 1 คัน

ข้อสงสัย? จึงอยู่ที่ว่า “กรมศุลกากร” มีเจตนาเตะถ่วงหรืออย่างไรถึงใช้เวลา 5 เดือน เพิ่งจะมาสงสัยถิ่นกำเนิดรถเอ็นจีวีคันแรก แล้วจะใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะได้คำตอบว่ารถอีก 99 คันมันมาจากจีนหรือมาเลเซียกันแน่

ที่สำคัญ…ทางการมาเลเซียได้ยืนยัน “Form D” มาแล้วหรือยังว่า เป็น “ของจริง” หรือ “ของปลอม” หรือท่านได้คำตอบแล้ว…แต่มันไม่ตรงใจ.

 

เมเจอร์ จับมือม.กรุงเทพ ‘หาเรื่อง’ เฟ้นหานักเขียนบท หนุนอุตฯหนังไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ก.พ. 2560 01:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/860266


เมเจอร์ ผนึกม.กรุงเทพ จัดเทศกาล “หาเรื่อง” เฟ้นหาไอเดียสดใหม่จากทุกสาขาอาชีพ พัฒนาบทภาพยนตร์ หวังผลักดัน ส่งเสริมอุตฯหนังไทยให้แข็งแกร่ง เพิ่มสัดส่วน 50% ของตลาด พร้อมต่อยอดการแข่งขันระดับโลก…

เมื่อวันที่ 16 ก.พ. นายวิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้มุ่งมั่นที่จะพัฒนาและผลักดันอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยให้มีการเติบโตและขยายตัวอย่างต่อเนื่องในทุกๆด้าน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่ชื่นชอบการชมภาพยนตร์ ทุกกลุ่ม ทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ คนทำงาน และกลุ่มครอบครัว ที่มีความต้องการชมภาพยนตร์ที่หลากหลาย จึงได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ก่อตั้ง Start Up Project กับโครงการ Movie Boost Up (MBU) เทศกาล “หาเรื่อง” Story Pitching เฟ้นหาเจ้าของไอเดียสดใหม่ นำมาพัฒนาเป็นบทภาพยนตร์ เพื่อส่งเสริมภาพยนตร์ไทยให้มีความแข็งแกร่ง หลากหลายและมีคุณภาพ ตามความมุ่งมั่นที่จะสร้างและผลักดันภาพยนตร์ไทยให้มีสัดส่วน 50% ของตลาด รวมทั้งเพื่อต่อยอดสู่การแข่งขันระดับนานาชาติ

สำหรับโครงการดังกล่าว เป็นเวทีการประกวดที่เปิดกว้างครั้งแรกของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยที่เปิดรับแนวคิด ไอเดียและเรื่องราวสร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่สามารถส่งเข้ามาประกวด หากผลงานผ่านการพิจารณาคัดเลือกจากคณะกรรมการ ผลงานนั้นจะถูกนำมาพัฒนาเป็นบทภาพยนตร์ และสร้างเป็นภาพยนตร์จริงเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ต่อไป อีกทั้งจะมีโอกาสนำเอา แนวคิด ไอเดียและเรื่องราวไปประกวดในเวทีระดับนานาชาติ และเกิดเป็นมิติใหม่ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย

ด้านนายเพชร โอสถานุเคราะห์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า ได้เห็นความสำคัญของการผนึกกำลังระหว่างอุตสาหกรรมกับสถาบันการศึกษา และพร้อมยกระดับมาตรฐานโดยไม่ปิดกั้นทุกคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ โดยเริ่มที่การเขียนบทซึ่งเป็นหัวใจของภาพยนตร์ทุกเรื่อง ต่อยอดสู่ด้านต่างๆ ของธุรกิจภาพยนตร์ต่อไป ซึ่งความร่วมมือกับเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ จะพิสูจน์ว่าความคิดสร้างสรรค์มีมูลค่าทางการค้า ไอเดียที่ดีย่อมพัฒนาต่อจนกลายเป็นภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จได้

“ครั้งนี้เป็นครั้งแรกกับการประกวดไอเดียเพื่อนำมาพัฒนาเป็นบทภาพยนตร์ เจ้าของไอเดียที่ชนะเลิศจะได้รับความช่วยเหลือจากมืออาชีพในทุกขั้นตอน เพื่อพัฒนาไอเดียสู่บทภาพยนตร์ ที่จะดูแลโครงการร่วมกันระหว่าง บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งมอบหมายให้ บริษัท เอ็ม เทอร์ตี้ไนน์ จำกัด เป็นผู้รับผิดชอบร่วมกับ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ซึ่งมอบหมายให้ ภาควิชาศิลปะการแสดง คณะนิเทศศาสตร์ เป็นผู้รับผิดชอบ”

อย่างไรก็ตามเทศกาลนี้ ไม่ใช่แค่การประกวดบทภาพยนตร์พร้อมใช้ แต่เป็นเทศกาลที่จะเฟ้นหาและพัฒนานักเขียนบทหน้าใหม่ ส่งเสริมภาพยนตร์ไทยให้มีความหลากหลายและมีคุณภาพระดับสากล ผู้สนใจสามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้ทางเว็บไซต์ www.facebook.com/mbustorypitching หรือทางอีเมล์ mbustorypitching@gmail.com ซึ่งจะต้องประกอบด้วย 1.ไอเดียตั้งต้น (Kick off Idea) ซึ่งเป็นก้อนความคิดที่มีคุณค่าและน่าสนใจสำหรับการต่อยอดเป็นเรื่องราวในบทภาพยนตร์ 2.พล็อต ขนาดสั้นไม่เกิน 5 บรรทัด และ 3.บทภาพยนตร์ 5 นาที เฉพาะช่วงเปิดเรื่องของฉากแรก

ทั้งนี้สามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้ตั้งแต่ 16 ก.พ.- 31 มี.ค. 2560 และจะประกาศผลการคัดเลือกผลงานเข้ารอบเพียง 10 คน ในวันที่ 16 เม.ย. 2560 ซึ่งผู้ผ่านการคัดเลือกทั้ง 10 คนจะผ่านเข้าสู่รอบการสัมภาษณ์และนำเสนอผลงาน โดยจะคัดเลือกเหลือผู้ชนะเลิศผ่านเข้ารอบเพียง 3 คน เข้าสู่กระบวนการพัฒนาเป็นบทภาพยนตร์ต่อไป.