‘อุตตม’ ย้ำ รบ.เดินหน้าหนุนภาคธุรกิจ ผุดเน็ตชุมชน 2.7 หมื่นหมู่บ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.พ. 2560 23:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/860117


“อุตตม” ย้ำชัดรัฐบาล เดินหน้าสนับสนุนภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเต็มที่ ในรูปแบบประชารัฐเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยหวังทำโครงข่ายอินเทอร์เน็ตชุมชน ครอบคลุม 27,000 หมู่บ้านเพื่อให้ชุมชนสามารถค้าขายได้โดยตรง…

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 16 ก.พ.60 ที่ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงานอีสานอุตสาหกรรมแฟร์ 2016 ซึ่งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับสภาอุตสาหกรรม จ.ขอนแก่น ได้กำหนดจัดกิจกรรมขึ้นเพื่อแสดงศักยภาพด้านธุรกิจ อุตสาหกรรมของไทย โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้เจรจาร่วมกับนักลงทุนและเปิดช่องทางการตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียน ท่ามกลางความสนใจของนักธุรกิจในระดับภูมิภาคและกลุ่มประเทศอาเซียนร่วมงานกว่า 1,000 คน

นายอุตตม กล่าวว่า รัฐบาลยังคงเดินหน้าในการพัฒนาภาพรวมทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องตามนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 โดยเน้นหนักในเรื่องของความยั่งยืนในทุกๆ ด้าน ขอนแก่นเป็นอีกหนึ่งต้นแบบที่สำคัญที่ทุกหน่วยงานควรเอาเป็นแบบอย่างเพื่อให้เกิดความร่วมมืออย่างยั่งยืน และสอดรับกับนโยบายกับรัฐบาล ดังนั้นการที่รัฐบาลนำรูปแบบประชารัฐมาใช้นั่นจึงเป็นการสร้างความยั่งยืนที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน

“รัฐบาลประกาศชัดเจนในการดำเนินงานใน 10 อุตสาหกรรมหลัก โดย 5 อุตสาหกรรมเป็นเรื่องเดิมและอีก 5 เป็นเรื่องใหม่ ที่จะมาเติมเต็มและพัฒนาให้เกิดความยั่งยืน เรามีการทำโครงข่ายอินเทอร์เน็ตชุมชนครอบคลุม 27,000 หมู่บ้าน เพื่อให้ชุมชนสามารถค้าขายได้โดยตรง เพราะวันนี้ทุกธุรกิจจะต้องใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาและเพิ่มช่องทางทางการตลาดที่เป็นโครงข่ายมากยิ่งขึ้น”นายอุตตมกล่าว

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวกเล็กน้อย 2.68 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,576.05 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.พ. 2560 17:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/860010


หุ้นไทยวันที่ 16 ก.พ. ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 2.68 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,576.05 จุด มูลค่าซื้อขาย 49,592.48 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 16 ก.พ. 60 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดเพิ่มขึ้น 2.68 จุด เปลี่ยนแปลง +0.17% ดัชนีอยู่ที่ 1,576.05 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 49,592.48 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน).

 

อีเลคโทรลักซ์ ชูสินค้านวัตกรรมใหม่ ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคปัจจุบัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.พ. 2560 15:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/859668


อีเลคโทรลักซ์ เผยทิศทางธุรกิจปี 60 ย้ำความเป็นผู้นำอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับพรีเมี่ยม เน้นจุดขายที่คุณภาพมาตรฐานระดับโลกจากยุโรป ด้วยดีไซน์เรียบหรู ตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภค พุ่ง 3 กลุ่มหลัก Taste-Care-Wellbeing ตั้งเป้า ขยายฐานส่วนแบ่งเพิ่มมากขึ้น …

เมื่อวันที่ 15 ก.พ. ที่ผ่านมา นายสุทธิ มโนกิจจรูญมั่น ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีเลคโทรลักซ์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมธุรกิจในปีที่ผ่านมา ว่า อีเลคโทรลักซ์ สามารถดันตัวเลขการเติบโตอย่างต่อเนื่องได้เป็นเลขสองหลักตามที่ตั้งเป้าเอาไว้ โดยกลุ่มสินค้าประเภทไมโครเวฟนั้น ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

สำหรับปีนี้ อีเลคโทรลักซ์ จะเน้นไปยังกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเป็นพิเศษ โดยเน้นจุดขายที่คุณภาพมาตรฐานระดับโลกจากยุโรป ด้วยดีไซน์ที่เรียบหรูและตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคที่มองหาเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวลักษณะบิวต์อินที่สวยงาม และมาพร้อมสุดยอดนวัตกรรมที่จะทำให้อาหารของคุณนั้นอร่อยระดับมืออาชีพได้อย่างง่ายดาย

สำหรับกิจกรรมทางการตลาด สำหรับสินค้าประเภท Taste อีเลคโทรลักซ์เพิ่งเปิดตัวแคมเปญ “Tastier Together…รสชาติของความสุข” โดยแคมเปญดังกล่าว ได้รับเกียรติจากดารานักแสดงมากความสามารถ ผู้ชื่นชอบการทำอาหารอย่าง อ้อม พิยดา อัครเศรณี พร้อมลูกสาวสุดน่ารักและช่างรับประทาน อย่างน้องนาวา พัชรนันท์ จุฑารัตนกุล มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวแห่งความผูกพันแบบแม่-ลูก ที่เกี่ยวข้องกับการทำและการทานอาหารแบบเน้นความรักเป็นเครื่องปรุงหลักด้วย

นอกจากนี้ ยังมีไฮไลต์ฟีเจอร์และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สินค้าจะออกวางจำหน่ายภายในปี 2560 แบ่งเป็นประเภทต่างๆ ทั้ง ประเภท Taste (รสชาติ-ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัว) ซึ่งจะมีทั้ง ตู้เย็น เตาอบ เตาประกอบอาหาร ประเภท Care (การดูแลเอาใจใส่-ผลิตภัณฑ์ถนอมเนื้อผ้า) ประเภท Wellbeing (การเป็นอยู่ที่ดี-ผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น เครื่องปรับอากาศ เครื่องฟอกอากาศ เครื่องดูดฝุ่น เครื่องทำน้ำอุ่น เป็นต้น)

ทั้งนี้ สินค้าประเภท Care ในปี 2559 ที่ผ่านมา มีส่วนแบ่งทางการตลาดสำหรับเครื่องซักผ้าฝาหน้าถึงร้อยละ 40 และคาดว่า จะสามารถขยายฐานส่วนแบ่งได้เพิ่มมากขึ้นอีกสำหรับปี 2560 โดยจุดขายหลัก คือการเป็นผู้นำด้านผู้ผลิตเครื่องซักผ้าฝาหน้าที่ลูกค้าไว้วางใจมาอย่างยาวนาน ด้วยสินค้าที่มาพร้อมคุณภาพ ฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตอบโจทย์ และมีดีไซน์ที่สวยงามสไตล์ยุโรป

ส่วนสินค้าประเภท Wellbeing จะมุ่งเน้นยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคในด้านสุขภาพทั้งกายและใจที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งสามารถทำได้ด้วยตนเองที่บ้าน มาพร้อมคอนเซปต์หลักว่าสิ่งแวดล้อมที่บ้านนั้นจะต้องไม่หยุดอยู่เพียงแค่ความสะอาดและสะดวกสบาย แต่ต้องเป็นประสบการณ์แห่งความสุขที่ทำให้ผู้อยู่อาศัยสามารถเพลิดเพลินไปกับการอยู่บ้านในแบบที่แต่ละคนต้องการได้ รวมไปถึงการเน้นในเรื่องของโซลูชั่นที่เชื่อมได้อย่างไร้รอยต่อ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคดิจิทัลในปัจจุบัน

นายสุทธิ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากสินค้าที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคแล้ว อีกส่วนสำคัญ คือ การมอบประสบการณ์ 360 องศาให้แก่ลูกค้า เริ่มตั้งแต่ก่อนผู้บริโภคจะตัดสินใจซื้อสินค้า จะมีทีมที่คอยให้ความรู้และแนะนำผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับความต้องการของลูกค้าแต่ละคน ทั้งทางช่องทางออนไลน์และช่องทางอื่นๆ ทั่วไป เพื่อมอบทางเลือกที่ดีและช่วยในการตัดสินใจ ต่อมา คือ กระบวนการที่ลูกค้าซื้อสินค้า จะต้องมั่นใจได้ว่าสินค้าดังกล่าวมีคุณภาพยอดเยี่ยม และเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง และท้ายที่สุด ได้รับความสะดวกสบายและความสุขที่ได้ใช้และเป็นเจ้าของ รวมไปถึงบริการหลังการขายที่พร้อมทุ่มเทช่วยเหลือลูกค้าที่มีปัญหาจากการใช้งานและตัวสินค้าด้วย.

 

เทรนด์ความงามใหม่ เน้น ‘ลดใช้น้ำ-เครื่องสำอางเด็ก’ ดัน SMEs สู่สากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.พ. 2560 14:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/859702


อุตสาหกรรมความงามไทยโตทวนกระแสเศรษฐกิจ ปิดตลาดปี 59 ที่ 2.6 แสนล้านบาท คาดการณ์มูลค่าปี 60 พุ่งถึง 2.8 แสนล้าน ครองอันดับที่ 17 ของโลก ด้าน SMEs ไทย จับมือคู่ค้าต่างชาติดันเครื่องสำอางไทยสู่เวทีอินเตอร์ ขณะที่เทรนด์ความงาม 2018 แนวโน้มลดใช้น้ำ-เครื่องสำอางเด็ก …

เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 60 นางเกศมณี เลิศกิจจา รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมความงามของโลกยังคงเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง เนื่องจากประชากรวัยทำงานอันเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงได้เพิ่มจำนวนขึ้น ส่งผลให้สินค้าอุปโภคบริโภคด้านสุขภาพและความงามได้รับความนิยมมากขึ้นตามความต้องการของกลุ่มคนที่อยู่ในวัยที่กำลังดูแลรักษาสุขภาพมากที่สุด ข้อมูลของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ พบว่าอุตสาหกรรมความงามของไทย มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 10 ต่อปี ปัจจุบัน ธุรกิจนี้มีมูลค่าตลาดในประเทศถึง 2.8 แสนล้านบาท แบ่งเป็นตลาดในประเทศ 60% หรือ 1.68 แสนล้านบาท และตลาดส่งออกที่ทำรายได้ให้ประเทศถึง 40% หรือกว่า 1.12 แสนล้านบาท ส่วนในเวทีโลก ไทยครองอันดับที่ 17 ทั้งยังรั้งที่ 1 ในระดับอาเซียนอีกด้วย

“สำหรับสถานภาพสินค้าความงามของไทย พบว่า การบริโภคของตลาดในประเทศแบ่งออกเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับผิว ร้อยละ 46 ตามมาด้วยผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผม ร้อยละ 16 เครื่องสำอางสำหรับแต่งหน้าร้อยละ 16 และน้ำหอมร้อยละ 3 ส่วนการส่งออกสินค้าความงามของไทยไปยังอาเซียนและทั่วโลก มีผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผม 40% ผลิตภัณฑ์สำหรับอาบน้ำ 22% ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก 16% สกินแคร์ 13% โดยประเทศที่ไทยส่งออกเครื่องสำอางไปจำหน่ายมากที่สุด คือ ญี่ปุ่น รองลงมาคือฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ตามลำดับ ซึ่งสินค้าความงามไทยนั้นได้รับความไว้วางใจในคุณภาพและมาตรฐานจากนานาประเทศมาโดยตลอด โดยเฉพาะกับสินค้าที่ใช้สมุนไพรไทย ซึ่ง 90% ของอุตสาหกรรมความงามไทย” คุณเกศมณีกล่าว

ด้านคุณอนุชนา วิชเวช ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ บริษัท ยูบีเอ็ม (เอเชีย) ประเทศไทย จำกัด ผู้จัดงาน ASEAN beauty 2017 หรือ อาเซียนบิวตี้ 2017 กล่าวว่า “การจัดงานอาเซียนบิวตี้ 2017 จึงเป็นอีกเวทีสำคัญในการผลักดันผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมความงามให้ผลิตสินค้าและทำการตลาดในเวทีโลกได้ โดยพบว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยมีการตื่นตัว และเข้าร่วมการแสดงสินค้าในระดับนานาชาติเพิ่มมากขึ้นถึงปีละ 15% โดยมีการตั้งเป้าที่ชัดเจนว่าจะสร้างความนิยมให้เกิดขึ้นในผู้บริโภคชาวต่างชาติ ซึ่งล้วนแล้วแต่ชื่นชอบสินค้าไทยเป็นทุนเดิม ก่อนที่ผู้ประกอบการเหล่านี้จะนำกระแสนิยมที่ได้รับจากนอกประเทศเข้ามาสร้างความต้องการให้เกิดขึ้นกับตลาดในประเทศ ดังเช่นหลายๆ แบรนด์ที่ประสบผลสำเร็จมาแล้วจากการทำตลาดแบบเอาท์ไซด์-อิน เช่นนี้ ในอีกทาง การผลิตสินค้าความงามที่จะสามารถส่งออกต่างประเทศได้ ย่อมได้รับการตรวจสอบคุณภาพ และการรับรองมาตรฐานที่น่าเชื่อถือ ซึ่งภาพลักษณ์เหล่านี้จะเป็นส่วนสำคัญในการขยายตลาดเพิ่มเติมทั้งในและนอกประเทศ เพราะผู้บริโภคย่อมไว้วางใจในสินค้าที่ได้รับการยอมรับจากมาตรฐานระดับโลก”

ส่วน เทรนด์ความงามปี 2018 ยังคงตอบรับกับกระแสรักษ์โลก รักสุขภาพของผู้บริโภค โดยมีแนวโน้มว่าสินค้าความงามจะต้องลดการใช้น้ำอันเป็นทรัพยากรสำคัญลง แบรนด์ต่างๆ จึงเริ่มปรับสูตรของผลิตภัณฑ์ให้เป็นสูตรใช้น้ำน้อยไปจนถึงไม่ต้องใช้น้ำเลย ตามมาด้วยเทรนด์การใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่เข้าใกล้ความเป็น 100% ให้ได้มากที่สุด นำไปสู่การผลิตสารสกัดจากธรรมชาติ 100% ของแบรนด์ต่างๆ เพื่อความสะดวกในการนำมาใช้ได้อย่างง่ายๆ ที่บ้านของผู้บริโภค ส่วนอีกหนึ่งเทรนด์ที่น่าจับตามอง คือเทรนด์เครื่องสำอางสำหรับเด็ก โดยการวิจัยของ Mintel (มินเทล) ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยผลิตภัณฑ์ ตลาดผู้บริโภคและสื่อ ระบุไว้ว่า เด็กอเมริกันร้อยละ 80 ที่มีอายุระหว่าง 9-11 ขวบ ได้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ความงามที่ทำขึ้นมาเพื่อเด็กโดยเฉพาะ อาทิเช่น ลิปมัน โลชั่นที่มีกลิ่นหอม ฯลฯ โดยเด็กวัยรุ่นอเมริกันร้อยละ 80 ที่มีอายุระหว่าง 9 และ 11 ขวบ จะนิยมใช้เมคอัพบางอย่าง ส่วนเด็กวัยรุ่นที่อายุระหว่าง 12-14 ปีนั้น ร้อยละ 54 นิยมใช้มาสคารา อายแชโดว์ อายไลเนอร์ และดินสอเขียนคิ้ว

 

รถจดทะเบียนป้ายแดงทั่วประเทศ พุ่ง 2.8 ล้านคัน จยย.สูงสุด-กระบะลดฮวบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.พ. 2560 14:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/859853


ขนส่ง เผยสถิติรถจดทะเบียนใหม่ป้ายแดงทั่วประเทศ ปี 59 สูงถึง 2,872,026 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ร้อยละ 3.60 จยย. มียอดจดมากสุด อยู่ที่ 1,914,131 คัน ส่วนรถยนต์นั่งไม่เกินเจ็ดคนอยู่ที่ 552,947 คัน ขณะที่ รถกระบะมียอดจดทะเบียนลดลงจากปีก่อน อยู่ที่ 245,437 คัน …

วันที่ 16 ก.พ. 60 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึงสถิติรถจดทะเบียนใหม่ป้ายแดงทั่วประเทศประจำปี 2559 ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ และกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก พบว่ามีผู้นำรถใหม่ป้ายแดงมาจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก และสำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 2,872,026 คัน เฉลี่ยเดือนละเกือบ 240,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ร้อยละ 3.60 ซึ่งมียอดจดทะเบียนรวมทั้งปีอยู่ที่ 2,772,269 คัน

ในปี 2559 มีการจดทะเบียนรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ประกอบด้วย รถจักรยานยนต์ มียอดการจดทะเบียนมากที่สุดจำนวน 1,914,131 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 99,131 คัน คิดเป็นร้อยละ 5.46 รองลงมา คือ รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน มียอดจดทะเบียนจำนวน 552,947 คัน เพิ่มขึ้นจาก ปีก่อน 26,183 คัน คิดเป็นร้อยละ 4.97 ในขณะที่ รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล มียอดจดทะเบียนทั้งปีจำนวน 245,437 คัน ลดลงจากปีก่อน 9,800 คัน คิดเป็นร้อยละ 3.84

ส่วนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน มียอดจดทะเบียน 13,134 คัน ลดลง 954 คัน คิดเป็น ร้อยละ 6.77 ส่วนรถแท็กซี่ (รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน) มียอดจดทะเบียนจำนวน 8,351 คัน เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว พบว่า ลดลงจากปีก่อน 1,504 คัน คิดเป็นร้อยละ 15.26

สำหรับรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก ประกอบด้วย รถโดยสาร มียอดจดทะเบียนทั้งปีจำนวน 11,482 คัน ลดลงจากปีก่อน 4,484 คัน คิดเป็นร้อยละ 28.08 ส่วนรถบรรทุกมียอดจดทะเบียน 65,163 คัน ลดลงจากปีก่อน 3,818 คัน ลดลงร้อยละ 5.53 ซึ่งถือได้ว่า ในภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์และรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน ยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ส่วนรถประเภทอื่นๆ เริ่มชะลอตัวลง

ทั้งนี้ จากจำนวนการจดทะเบียนรถใหม่ป้ายแดงปี 2559 ส่งผลให้จำนวนรถจดทะเบียนสะสมทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559) มีจำนวนทั้งสิ้น 37,338,139 คัน ประกอบด้วย รถจักรยานยนต์สูงสุด จำนวน 20,276,806 คัน รองลงมารถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน จำนวน 8,197,012 คัน รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจำนวน 6,277,527 คัน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน จำนวน 422,221 คัน รถแท็กซี่จำนวน 95,231 คัน รถโดยสารจำนวน 157,015 คัน รถบรรทุกจำนวน 1,055,717 คัน เป็นต้น

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันการจดทะเบียนรถใหม่มีความสะดวก รวดเร็ว ใช้ระยะเวลาภายใน 1 วัน โดยจะสามารถรับแผ่นป้ายทะเบียนรถได้ทันทีกรณีที่หลักฐานครบถ้วน ได้แก่ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนเจ้าของรถ หนังสือแจ้งจำหน่ายจากบริษัทผู้ผลิต หลักฐานการได้มาของรถ ได้แก่ สัญญาซื้อขาย สัญญาเช่าซื้อ ใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษี หลักฐานการประกันภัยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 และแบบคำขอจดทะเบียนรถ รวมทั้งหนังสือมอบอำนาจ (กรณีที่มอบอำนาจให้บุคคลอื่นดำเนินการแทน) โดยต้องนำรถเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อความถูกต้อง เพื่อประโยชน์แก่เจ้าของรถ

นอกจากนี้ ยังเพิ่มช่องทางให้ข้อมูลการให้บริการด้านทะเบียนและภาษีรถทางโทรศัพท์มือถือ ผ่านแอพพลิเคชั่น DLT eForm เช่น หลักฐานที่ใช้ ขั้นตอน สถานที่ดำเนินการ ระยะเวลา รวมถึงสามารถดาวน์โหลดและพิมพ์แบบคำขอเพื่อนำมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ทำให้ยิ่งเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว ลดขั้นตอน ลดระยะเวลา จึงขอให้เจ้าของรถดำเนินการจดทะเบียนรถใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อไม่ต้องใช้รถป้ายแดง ซึ่งอาจเป็นปัญหาในการติดตามตรวจสอบกรณีรถสูญหาย และเพื่อความสะดวกปลอดภัย

 

มิตซูบิชิ อีเล็คทริค ฉลองครบรอบ 45 ปี ในงาน “มิตซูบิชิ อีเล็คทริค วีไอพี เซล 2017”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 16 ก.พ. 2560 14:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/859829


นายประพัฒน์ โพธิวรคุณ ประธานกรรมการ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา จำกัด พร้อมคณะผู้บริหาร ทำพิธีเปิดงาน “มิตซูบิชิ อีเล็คทริค วีไอพี เซล 2017” ฉลองครบรอบ 45 ปี อย่างยิ่งใหญ่ เผยที่สุดแห่งนวัตกรรมล้ำสมัย ตอกย้ำผู้นำเทคโนโลยีความเย็น “The Cooling Master” เปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นพิเศษในโอกาสครบรอบ 45 ปี Limited Collection ทั้งเครื่องปรับอากาศรุ่น LN Series ที่มาพร้อมนวัตกรรมใหม่ล่าสุด “3D Move-Eye Human Sensor” เซ็นเซอร์อัจฉริยะที่ช่วยส่งลมเย็นได้ตรงจุด และ Dual Barrier Coating ลดฝุ่นเกาะ เย็นเต็มประสิทธิภาพ ประหยัดพลังงาน พร้อมตู้เย็น และพัดลม สีพิเศษ พร้อมแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่เครื่องปรับอากาศมิตซูบิชิ อีเล็คทริค รุ่น Econo Air ที่ปรับโฉมใหม่ ทันสมัยและเรียบหรู ผสานเทคโนโลยีสุดล้ำ Dual Barrier Coating เพิ่มการเคลือบสารพิเศษภายในชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศถึง 3 ชิ้น และตู้เย็นมิตซูบิชิ อีเล็คทริค New Smart Freeze ที่พัฒนาให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภคพร้อมประหยัดพลังงานด้วยระบบ Neuro Inverter เชิญพบกับข้อเสนอระดับวีไอพีและสินค้าราคาพิเศษ ผ่อนสบาย 0% นานสูงสุด 10 เดือน ได้ตั้งแต่วันนี้ – 19 กุมภาพันธ์ นี้ ณ ลานกิจกรรม ชั้น G โซน CASCATA ศูนย์การค้าฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต

 

กสท. คาดปีนี้เห็นสัญญาณบวกดิจิทัลทีวี ธุรกิจเกี่ยวเนื่องเติบโตมากขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.พ. 2560 14:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/859777


ประธาน กสท. คาดการณ์ปี 2560 อุตสาหกรรมดิจิทัลทีวีส่งสัญญาณบวก จะเห็นธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอุตสาหกรรมโทรทัศน์เติบโตมากขึ้น ขณะที่มาตรการเยียวยา หนุนผู้ประกอบการมีเม็ดเงินหมุนเวียนปีนี้ 4,984 ล้านบาท …

วันที่ 16 ก.พ. 60 พันเอก ดร.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (รองประธาน กสทช.) และประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) กล่าวว่า ทิศทางอุตสาหกรรมโทรทัศน์ในปี 2560 ยังมีทิศทางเป็นบวกจากการออกมาตรการสำคัญต่างๆ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการประกอบกิจการของผู้ประกอบการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล (ดิจิทัลทีวี) ตามมาตรา 44 ทั้งการขยายระยะเวลาการชำระค่าใบอนุญาต และสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามประกาศ Must Carry เป็นระยะเวลา 3 ปี ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ประกอบการแต่ละรายมีค่าใช้จ่ายลดลงชัดเจนในปีนี้ และมีเงินทุนหมุนเวียนในอุตสาหกรรมเพิ่มสูงถึง 12,615 ล้านบาท เฉพาะในปี 2560 ผู้ประกอบการจะมีเงินลงทุนหมุนเวียนเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 4,984 ล้านบาท ส่งผลให้แต่ละช่องสามารถนำเงินมาลงทุนพัฒนาช่องรายการ และลงทุนคอนเทนต์ได้มากขึ้น

การเติบโตของ GDP และแนวโน้มการบริโภคของประชาชนในปี 2559 เป็นไปในทิศทางบวก จึงสามารถคาดการณ์ได้ว่า เพื่อกระตุ้นการบริโภคของประชาชนในปี 2560 บริษัทผู้ผลิตสินค้าและบริการจะใช้งบโฆษณาทางโทรทัศน์มากขึ้น ขณะเดียวกัน การเคลื่อนย้ายทุนจากกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่เข้าสู่อุตสาหกรรมโทรทัศน์ผ่านการซื้อหุ้นในช่อง ดิจิทัลทีวี เช่น ช่องวัน และช่องอมรินทร์ทีวี จะช่วยให้ช่องดิจิทัลทีวีมีความแข็งแกร่งทางการเงิน ส่งผลต่อภาพรวมอุตสาหกรรมโทรทัศน์ โดยเฉพาะการอัดฉีดเม็ดเงินโฆษณา

ประธาน กสท. กล่าวว่า ปีนี้จะเห็นธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอุตสาหกรรมโทรทัศน์เติบโตมากขึ้น ทั้งธุรกิจที่ใช้โครงข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อรับชมคอนเทนต์โทรทัศน์ หรือ OTT ทีวีโฮมช็อปปิ้ง และ Mobile DTV เนื่องจากปัจจุบันประชาชนมีช่องทางการรับชมเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อรับชมคอนเทนต์โทรทัศน์ ส่งผลให้การให้บริการ OTT มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้น และกลายเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการนำเสนอคอนเทนต์ สร้างความท้าทายให้แก่ กสทช. ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแล และผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ทั้งฟรีทีวีและเพย์ทีวี ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องเร่งปรับตัว

“ในกรณีของฟรีทีวีขณะนี้ ก็สามารถเชื่อมโยงคอนเทนต์ที่ออกอากาศทางโทรทัศน์กับแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ต (Cross Platform) เพื่อสร้างความสะดวกในการรับชมให้แก่ประชาชน ส่วนในกรณีของเพย์ทีวี ก็ต้องปรับปรุงด้านคอนเทนต์ให้มีความน่าสนใจในราคาที่เหมาะสม นอกจากนี้ การกำกับดูแลที่ยังมีความแตกต่างระหว่างฟรีทีวี และ OTT สะท้อนความจำเป็นในการสร้างโมเดลการอนุญาตที่มีความชัดเจนต่อการให้บริการประเภทดังกล่าวด้วย” ประธาน กสท. กล่าว

สำหรับธุรกิจโฮมช็อปปิ้งก็เป็นอีกธุรกิจที่จะเห็นการเติบโตชัดในปีนี้ และยังมีโอกาสขยายตัวได้มาก ซึ่งน่าจะเห็นผู้เล่นรายใหม่สนใจเข้าสู่ตลาดนี้มากขึ้น ปัจจุบันผู้ประกอบการทีวีโฮมช็อปปิ้งเลือกที่จะนำสินค้าและบริการมาโฆษณาผ่านทางฟรีทีวี และดิจิทัลทีวี ทำให้ผู้ประกอบการโทรทัศน์มีรายได้จากการเช่าเวลาออกอากาศเพื่อเสนอขายสินค้า แต่ในแง่กฎกติกาของหน่วยงานกำกับก็ต้องมีความชัดเจนตามไปด้วย เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ

นอกจากนี้ ยังมีตลาด Mobile DTV ที่จะเห็นแนวโน้มการขยายตัวต่อเนื่อง โดยในช่วงปี 2556-2559 มีจำนวน Mobile DTV ที่ขายในท้องตลาดประมาณ 1.53 ล้านเครื่อง ซึ่งการเติบโตของตลาด Mobile DTV เกิดจากหลายปัจจัย เช่น ความต้องการของผู้บริโภคในตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น และการขยายโครงข่ายและสัญญาณดิจิทัลทีวีที่ครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่

ประธาน กสท. กล่าวว่า สำหรับอุตสาหกรรมโทรทัศน์ในปีที่ผ่านมา คนไทยมีการรับชมโทรทัศน์ผ่านระบบดาวเทียมมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วน 55% รองลงมาเป็นการรับชมผ่านดิจิทัลทีวี 30% การรับชมในระบบแอนาล็อก 9% และรับชมผ่านเคเบิลทีวีน้อยที่สุด 6%

ในปี 2559 สัดส่วนผู้ชมช่องรายการเดิมลดลงตลอดทั้งปี จากเดิมเดือน ม.ค. อยู่ที่ 61.1% ลดเหลือ 46.8% ในเดือน ธ.ค. สวนทางกับสัดส่วนผู้ชมช่องรายการดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดือน ม.ค. อยู่ที่ 38.9% เพิ่มเป็น 53.2% ในเดือน ธ.ค. ขณะที่ การขยายโครงข่ายดิจิทัลทีวีขณะนี้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งประเทศถึง 91.7% แล้ว.

 

ทองเปิดตลาดขึ้น 150 รูปพรรณขายบาทละ 21,000

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.พ. 2560 09:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/859558


ราคาทองวันที่ 16 ก.พ. เปิดตลาดขึ้น 150 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,400 ขายออกบาทละ 20,500 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 ขายออกบาทละ 21,000 บาท …

เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 60 สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.22 น. ปรับเพิ่มขึ้น 150 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,400.00 บาท ขายออกบาทละ 20,500.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 บาท ขายออกบาทละ 21,000.00 บาท.

 

ขอ 45 วันตรวจสอบ 17 บริษัท “ฉัตรชัย” เถรตรงยึดคำสั่งศาลค้นข้อเท็จจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.พ. 2560 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/859405


“ฉัตรชัย” ยืดเวลา ส.ป.ก.ลงพื้นที่สอบข้อเท็จจริงเอกชน 17 แห่ง ก่อสร้างกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้าให้เสร็จภายใน 45 วัน จากเดิม 7 วัน พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่เดินตามคำสั่งศาลฯ หลังหารือ รมว.พลังงานคุมเข้มต้องปฏิบัติตามสัญญา

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามรายงานของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เบื้องต้นจากการตรวจสอบสัญญาของบริษัทเอกชนที่เหลือที่เช่าที่ดินของ ส.ป.ก.ในโครงการติดตั้งกังหันลมเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า พบว่าสัญญาของทั้งบริษัท 17 นั้นไม่ผิดเงื่อนไขและไม่เข้าข่ายความผิดฐานไม่ทำประโยชน์แก่เกษตรกรโดยตรงเช่นเดียวกับบริษัทเทพสถิต วินด์ฟาร์ม จำกัด ที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งเพิกถอนไป ดังนั้นทั้ง 17 บริษัทสามารถดำเนินการต่อไปได้ตามปกติ

อย่างไรก็ตาม เพื่อเกิดความชัดเจน ตนจึงสั่ง ส.ป.ก.ขยายกรอบระยะเวลาตรวจสอบสัญญาออกไปอีก 45 วัน จากเดิมกำหนดไว้ 7 วัน เนื่องจากสามารถตรวจสอบได้เพียงเอกสารเท่านั้น ยังไม่ได้ลงสำรวจพื้นที่จริง และจะต้องดำเนินการใน 3 ขั้นตอนให้ครบถ้วน คือ 1.ตรวจสอบเอกสาร 2. ตรวจสอบพื้นที่จริง และ 3.ตรวจสอบสำนักงานการปฏิรูปจังหวัด ที่เป็นฝ่ายพิจารณาทำสัญญาตั้งแต่ปี 2552-2553

ทั้งนี้ จากการหารือกับ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน ระบุว่า ขณะนี้ บริษัทในโครงการติดตั้งกังหันลมเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าและมีสัญญาจ่ายไฟฟ้า แบ่งเป็นดำเนินการผลิตและจำหน่ายไฟแล้ว 5 บริษัท อีก 12 บริษัทอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งทาง ส.ป.ก.จะลงพื้นที่ไปสำรวจบริษัทเหล่านี้ก่อน เพื่อตรวจสอบว่าเป็นไปตามสัญญาหรือไม่ ซึ่งถ้าพบว่าบริษัทใดไม่ปฏิบัติตามที่ได้ตกลงไว้ว่าไม่ได้ให้ประโยชน์แก่เกษตรกรโดยตรง ทางกระทรวงพลังงานจะหาแนวทางอื่นเพื่อเตรียมหาพลังงานทดแทนต่อไป

“สำหรับกรอบระยะเวลา 45 วันที่กระทรวงเกษตรฯ กำหนดไว้ กระทรวงพลังงานเห็นด้วยว่าเหมาะสม เนื่องจากหลายบริษัทมีสัญญาว่า ต้องจ่ายไฟเมื่อไหร่ อย่างไร จึงคาดว่าระยะเวลา 45 วัน จะสามารถตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับจากบริษัท และภาคสนามที่พื้นที่ไปสอบถามเกษตรกร โดยเก็บจากข้อมูลจริงในพื้นที่ว่าให้ประโยชน์กับเกษตรกรโดยตรงหรือทางอ้อมหรือไม่ เช่น มีการจัดตั้งกองทุนการสนับสนุนปัจจัยการผลิต เป็นต้น โดยกระทรวงเกษตรฯ จะยึดคำสั่งศาลเป็นบรรทัดฐาน”

นายสมปอง อินทร์ทอง เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวว่า หลังจากตรวจสอบเอกสารสัญญาโครงการติดตั้งกังหันลมแล้วเสร็จภายใน 7 วัน พร้อมทั้งสอบถามภาคเอกชนที่เป็นคู่สัญญาพบว่า จากสัญญาเช่าของเอกชน 20 บริษัท ปัจจุบันเหลือ 17 บริษัท ซึ่งล่าสุด ศาลสูงสุดมีคำสั่งเพิกถอนสัญญาไป 1 บริษัทคือ บริษัทเทพสถิต วินด์ฟาร์ม จำกัด ส่วนอีก 2 บริษัท ส.ป.ก.ได้ยกเลิกสัญญาไปได้แก่ 1.บริษัทบ้านกังหัน จำกัด ในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ เนื่องจากมีปัญหากับผู้ถือครองที่ดิน และ 2.บริษัทบ้านไร่วินด์ฟาร์ม จำกัด พื้นที่ จ.ชัยภูมิ ยังไม่ได้ทำสัญญากับ ส.ป.ก. เนื่องจากเอกสารไม่ครบ

ปัจจุบันจึงเหลือเอกชนที่มีสัญญากับ ส.ป.ก. ในขณะนี้ 17 บริษัท แยกเป็น 5 บริษัทที่ติดตั้งโครงการสามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตั้งแต่ปี 56-59 โดยให้ผลประโยชน์ตอบแทนกับเกษตรกรในพื้นที่ 100,000 บาทต่อคนต่อปี พร้อมทั้งทำถนนในบริเวณโครงการ และอีก 12 บริษัท อยู่ระหว่างการดำเนินการตามสัญญา โดยทั้ง 17 บริษัทดังกล่าวไม่อยู่ในกลุ่มที่ต้องรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เพราะพื้นที่โครงการไม่ได้อยู่ในเขตลุ่มน้ำชั้น 1 บี เหมือนกับบริษัทเทพสถิต วินด์ฟาร์ม ที่ถูกศาลปกครองสูงสุด เพิกถอน

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกที่ชัดเจนขึ้น ส.ป.ก.จะลงพื้นที่เพื่อสอบถามเกษตรกรว่า ได้รับผลประโยชน์จากเอกชนจริงตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ ภายใน 45 วัน โดยอยากให้โครงการนี้เป็นไปตามสัญญาและตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด เพื่อความสบายใจทั้งสองฝ่ายในการดำเนินการ 27 ปีครบตามสัญญา”

“โครงการนี้ตามสัญญาที่มีอยู่ต้องจ่ายค่าเช่าให้ ส.ป.ก. ปีละ 35,000 บาทต่อไร่ต่อปี เพื่อนำเงินเข้ากองทุนการปฏิรูปที่ดิน ส่วนการให้ประโยชน์กับเกษตรกรนั้น เอกชนแจ้งว่าได้จ่ายค่ารบกวนทำการเกษตร 100,000 บาทต่อคนต่อปี และทำถนนให้ ซึ่งกรณีนี้ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นการให้ประโยชน์โดยตรงกับเกษตรกรตามคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดหรือไม่ นอกจากนี้ ส.ป.ก.เตรียมร่างหนังสือส่งไปยังสำนักงานศาลปกครองเพื่อขอกรอบที่ชัดเจนสำหรับการตีความของศาลสูงสุดเรื่อง “การให้ประโยชน์แก่เกษตรกรโดยตรง” เพื่อที่ ส.ป.ก.จะนำไปกำหนดหลักเกณฑ์บังคับใช้ต่อไป”

ทั้งนี้ สำหรับการตั้งข้อสังเกตถึงการก่อสร้างโครงการกังหันลมดังกล่าวว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการปั่นหุ้นพลังงานกระแสไฟฟ้าพลังงานลมหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาอำนาจของ ส.ป.ก.ก่อนว่ามีสิทธิก้าวล่วงเรื่องดังกล่าวได้หรือไม่ โดยเรื่องนี้ควรจะเป็นอำนาจของกระทรวงพลังงานมากกว่า.

 

“ประสงค์” วิ่งแจงละเอียดยิบ ทอท.ไม่จ่ายค่าเช่าที่ 2 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.พ. 2560 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/859401


ยันกรมธนารักษ์มั่วปั่นราคาพุ่ง

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ในฐานะประธานกรรมการบริษัทท่าอากาศยานไทย (ทอท.) เปิดเผยถึงกรณีที่บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัสและบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ ออกบทวิเคราะห์ว่า ทอท.ต้องจ่ายเงินค่าเช่าที่ดินให้แก่กรมธนารักษ์รวมเป็นเงิน 20,000 ล้านบาท ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด และเรื่องดังกล่าวก็ไม่ได้เป็นความเสี่ยงของ ทอท.เนื่องจากที่ผ่านมา ทอท.และกรมธนารักษ์ ไม่เคยหารือเรื่องดังกล่าวมาก่อนเลย แต่ที่เป็นกระแสข่าว เพราะบริษัทที่ปรึกษาที่กรมธนารักษ์จ้างมีการระบุถึงเรื่องดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ ยังไม่มีข้อยุติและที่ผ่านมา ตนก็ได้หารือกับนายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์แล้ว

“ประเด็นเรื่องนี้ เกิดจากข้อสัญญาการเช่าที่ราชพัสดุของสนามบินสุวรรณภูมิที่ ทอท.สร้างและบริหารโดยมีการทำสัญญาเช่าที่ราชพัสดุแปลงนี้ เป็นระยะเวลา 10 ปี โดย ทอท.ระบุว่า สัญญาจะมีผลก็ต่อเมื่อการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเสร็จเรียบร้อยคือ สร้างเสร็จและเปิดบริการในปี 2549 ก็จะไปสิ้นสุดปี 2559 ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างต่อสัญญาใหม่ แต่ทางบริษัทที่ปรึกษาระบุว่าวันที่เริ่มต้นสัญญาคือ วันที่เริ่มการก่อสร้างสนามบินคือ ปี 2546 โดยจะสิ้นสุดสัญญาในปี 2556 หรือครบกำหนดมานานกว่า 4 ปีแล้ว โดยค่าเช่าใหม่จะปรับราคาเพิ่มขึ้นอีกปีละ 4,000-5,000 ล้านบาท รวม 4 ปี เป็นเงิน 20,000 ล้านบาท”

นายประสงค์กล่าวว่า ปีที่ผ่านมา ทอท.มีกำไรประมาณ 19,000 ล้านบาท และผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปีบัญชีนี้ (ต.ค.-ธ.ค.59) เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4,000-5,000 ล้านบาท แต่ไม่ได้หมายความว่า ทอท.พร้อมที่จะจ่ายเงินให้แก่กรมธนารักษ์ เพราะที่ผ่านมา ข้อตกลงระหว่างกรมธนารักษ์กับ ทอท.ตั้งอยู่บนผลตอบแทนส่วนแบ่งของกำไร หรือ Profit Sharing ซึ่งยังมีพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อยู่ในสนามบินสุวรรณภูมิอีก 25% ที่กำลังหารือกับกรมธนารักษ์ว่า จะคิดอัตราผลตอบแทนเท่าใดถึงจะมีความเหมาะสม เพราะที่ผ่านมา การจ่ายค่าเช่าที่ราชพัสดุให้แก่กรมธนารักษ์ของสนามบินสุวรรณภูมิและอีกสนามบินในต่างจังหวัดอีก 5 แห่ง เช่น สนามบินดอนเมือง เชียงใหม่ และภูเก็ตก็ใช้รูปแบบ Profit Sharing เหมือนกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรมธนารักษ์ว่า แนวทางการปรับอัตราค่าตอบแทนดังกล่าวเป็นข้อเสนอของที่ปรึกษาตามผลการศึกษาเท่านั้น ส่วนการดำเนินการในขั้นตอนต่อไปกรมธนารักษ์ และ ทอท.จะต้องมีการหารือร่วมกันเกี่ยวกับแนวทางการปรับอัตราค่าตอบแทนดังกล่าวต่อไป.