อึ้ง!! ผลสำรวจ คนไทยส่วนใหญ่ ไม่กังวลที่อยู่อาศัยหลังวัยเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.พ. 2560 03:33

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/859433


ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ เผยผลสำรวจ พบคนส่วนใหญ่ไม่กังวลที่อยู่อาศัยหลังวัยเกษียณ แม้ 10 กว่าปีข้างหน้า ไทยจะมีผู้สูงอายุ เพิ่มขึ้นเป็น 17 ล้านคน มีเพียง 25% เท่านั้น ที่กังวลจะไม่สามารถจ่ายค่าที่อยู่อาศัยให้ตัวเองในตอนแก่ได้…

เมื่อวันที่ 15 ก.พ. นางกมลภัทร แสวงกิจ ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ เว็บไซต์สื่อกลางด้านการค้นหาอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ในปี 2573 หรืออีก 10 กว่าปีข้างหน้า ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบก้าวกระโดด โดยมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็น 17 ล้านคนจาก 11 ล้านคนในปี 2559 หรือเพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 27 ของประชากรทั้งหมด โดยจะมีผู้สูงอายุ 1 คน ในประชากรทุกๆ 4 คน

ทั้งนี้จากการทำผลสำรวจกลุ่มตัวอย่างที่อยู่ระหว่างหาซื้อและผู้ซื้อที่อยู่อาศัย จำนวน 661 คน พบว่า ร้อยละ 25 มีความกังวลว่าจะไม่สามารถจ่ายค่าที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมหลังวัยเกษียณให้แก่ตนเอง นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ พบว่า ประชาชนไทยส่วนใหญ่ ไม่มีการเตรียมความพร้อมทางด้านการเงินหลังวัยเกษียณ และมักมองข้ามความสำคัญของการออมเงิน และการลงทุนเพื่อใช้จ่ายในวัยหลังเกษียณ

อย่างไรก็ตาม มีเพียงร้อยละ 37 กำลังเริ่มมองหาหรือเคยมองหาสถานที่พักอาศัยที่เหมาะสำหรับผู้สูงวัยหลังเกษียณโดยมีลักษณะที่ตอบโจทย์ความต้องการของธรรมชาติผู้สูงอายุ และมีสถานที่ดูแลผู้สูงวัยใกล้เคียงกับบริเวณที่พักอาศัย ในทางกลับกันผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่ไม่รู้สึกว่าประเด็นนี้สำคัญและยังไม่ส่งผลกระทบกับชีวิตพวกเขา ณ ขณะนี้

“การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของไทยในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในหลายๆ ด้าน เนื่องจากมีผลกระทบโดยตรง ต่อจำนวนกำลังแรงงานที่ลดลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมประเภทต่างๆ สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเน้นความต้องการของผู้บริโภคเป็นหลัก ได้เริ่มมีการนำลักษณะและแบบบ้านที่ออกแบบเพื่อรองรับความต้องการของสังคมผู้สูงวัย แต่มีเพียงผู้บริโภคกลุ่มเล็กๆ ที่ได้รับผลกระทบกับตนเองและครอบครัวเท่านั้น ที่เริ่มเข้าใจว่าการออกแบบและเลือกที่อยู่อาศัยมีผลกระทบอย่างมาก ต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ซึ่งหวังว่าผลสำรวจดังกล่าวจะช่วยให้รัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องมองเห็นปัญหาปัจจุบันในสังคม เข้าใจถึงความสำคัญของการมีกฎหมายที่เหมาะสมต่อการออกแบบอาคารและที่อยู่อาศัยให้ผู้สูงวัยสามารถอาศัยอยู่ในที่ที่เดิมได้ โดยให้มีผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขาน้อยที่สุด” นางกมลภัทร กล่าวในที่สุด

 

ทางหลวงชนบท สร้างถนนต่อเชื่อมราชพฤกษ์-กาญจนาภิเษก คาดแล้วเสร็จ พ.ย. 61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ก.พ. 2560 19:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/859188


ทางหลวงชนบท สร้างถนนต่อเชื่อม ถนนราชพฤกษ์-กาญจนาภิเษก หวังเชื่อมโครงข่ายจราจรในพื้นที่กรุงเทพ-ปริมณฑล ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น รองรับเส้นทางคมนาคมสายหลัก การขยายตัวของเศรษฐกิจในอนาคต คาดแล้วเสร็จ พ.ย. 61 …

วันที่ 15 ก.พ. 60 นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา กรมฯ ได้ดำเนินการก่อสร้างถนนต่อเชื่อม ถนนราชพฤกษ์-ถนนกาญจนาภิเษก (แนวตะวันออก-ตะวันตก) พร้อมสะพานกลับรถแล้วเสร็จ ซึ่งจะเป็นโครงการที่ช่วยเสริมโครงข่ายคมนาคมด้านฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น สามารถเดินทางจากถนนราชพฤกษ์และถนนชัยพฤกษ์ ไปถนนกาญจนาภิเษกได้อย่างสะดวก ร่นระยะทางและเวลาในการเดินทางได้มากยิ่งขึ้น และเพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

กรมฯ จึงได้ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนต่อเชื่อมถนนราชพฤกษ์-ถนนกาญจนาภิเษก (แนวเหนือ-ใต้) ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินงานทรายถมคันทาง งานก่อสร้างเสาเข็มเจาะ งานตอกเสาเข็มโครงสร้างสะพาน และงานก่อสร้างฐานราก ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้าง 900 วัน โดยเริ่มสัญญาเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2559 และสิ้นสุดสัญญาในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2561 โดยแบ่งออกเป็น 4 สัญญา ดังนี้

สัญญาที่ 1 (ตอน NS1) ก่อสร้างถนนลาดยางผิวแอสฟัลต์คอนกรีต ไป-กลับ รวม 6 ช่องจราจร ระยะทาง 5.2 กิโลเมตร พร้อมก่อสร้างทางแยกต่างระดับขุนมหาดไทย จำนวน 1 แห่ง งานก่อสร้างสะพานข้ามคลองพระอุดม จำนวน 1 แห่ง งานก่อสร้างสะพานข้ามคลองเกาะเกรียง จำนวน 1 แห่ง งานก่อสร้างสะพานลอยคนเดินข้าม จำนวน 1 แห่ง ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง จำนวน 1,604.700 ล้านบาท ขณะนี้ มีผลงานความก้าวหน้าไปแล้วกว่าร้อยละ 20.14

สัญญาที่ 2 (ตอน NS2) ก่อสร้างถนนลาดยางผิวแอสฟัลต์คอนกรีต ไป-กลับ รวม 6 ช่องจราจร ระยะทาง 2.8 กิโลเมตร พร้อมก่อสร้างทางแยกต่างระดับไพร่ฟ้า จำนวน 1 แห่ง งานก่อสร้างสะพานลอยคนเดินข้าม จำนวน 1 แห่ง ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง จำนวน 1,871.396 ล้านบาท ขณะนี้ มีผลงานความก้าวหน้าไปแล้วกว่าร้อยละ 20.34

สัญญาที่ 3 (ตอน NS3) ก่อสร้างถนนลาดยางผิวแอสฟัลต์คอนกรีต ไป-กลับ รวม 6 ช่องจราจร ระยะทาง 4.322 กิโลเมตร พร้อมก่อสร้างทางแยกต่างระดับปทุมธานี จำนวน 1 แห่ง งานก่อสร้างสะพานข้ามคลองบางหลวง จำนวน 1 แห่ง งานก่อสร้างสะพานข้ามคลองมหาโยธา จำนวน 1 แห่ง ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง จำนวน 2,007 ล้านบาท ขณะนี้ มีผลงานความก้าวหน้าไปแล้วกว่าร้อยละ 14.88

สัญญาที่ 4 (ตอน CD ROAD) ก่อสร้างถนนลาดยางผิวแอสฟัลต์คอนกรีต ไป-กลับ รวม 6 ช่องจราจร ระยะทาง 2.4 กิโลเมตร พร้อมก่อสร้างทางแยกต่างระดับบางโพธิ์ใต้ จำนวน 1 แห่ง งานก่อสร้างสะพานข้ามทางแยกถนนตัดกับ CD Road จำนวน 1 แห่ง งานก่อสร้างสะพานข้ามคลองบางโพธิ์ใต้ จำนวน 1 แห่ง งานก่อสร้างสะพานข้ามคลองตัน จำนวน 1 แห่ง งานก่อสร้างสะพานข้ามคลองใหม่ จำนวน 1 แห่ง งานก่อสร้างสะพานบกบน CD Road จำนวน 1 แห่ง ขณะนี้ มีผลงานความก้าวหน้าไปแล้วกว่าร้อยละ 20.86 ใช้งบประมาณในการก่อสร้างทั้งสิ้น 1,275.640 ล้านบาท

ทั้ง 4 สัญญานี้ โดยกรมได้พิจารณาออกแบบผิวทางลาดยางเป็นแบบพาราแอสฟัลต์คอนกรีต เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ยางพาราในงานก่อสร้างตามนโยบายของรัฐบาลอีกด้วย

 

สมคิด ถกทูตพาณิชย์ รับมือปัจจัยเสี่ยงกระทบส่งออก 20 ก.พ. นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ก.พ. 2560 18:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/859193


สมคิด นั่งหัวโต๊ะถกทูตพาณิชย์ 20 ก.พ. นี้ รับมือปัจจัยเสี่ยงกระทบส่งออก ด้าน “อภิรดี” ชี้ ราคาน้ำมันดิบปีนี้ไม่น่าห่วง ดันส่งออกไทยปีนี้โต 3% ตามเป้าหมายแน่นอน …

วันที่ 15 ก.พ. 60 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันที่ 20 ก.พ. นี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานการประชุมร่วมกับผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) 63 แห่ง โดยจะทบทวน และประเมินสถานการณ์ส่งออกของไทยไปยังทั้ง 7 ภูมิภาคทั่วโลก รวมทั้งเป้าหมายการส่งออกสินค้าไทยในปี 60 เบื้องต้น ยังคงกำหนดเป้าหมายมูลค่าการส่งออกขยายตัวไว้ที่ 3% จากปี 59 และจะนำแผนผลักดันการส่งออกเชิงรุก (ควิกวิน) ที่ได้ทำร่วมกับภาคเอกชนรายใหญ่ 7 ของไทย มาชี้แจงเพื่อให้ทูตพาณิชย์นำไปดำเนินการด้วย

นอกจากนี้ จะหยิบยกประเด็นทางด้านการค้าต่างๆ ที่จะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการส่งออกไทย เช่น มาตรการทางการค้าอื่นๆ ที่เกิดขึ้น เช่น กรณีที่อินเดียยกเลิกการใช้ธนบัตร 500 และ 1,000 รูปี การที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ออกระเบียบให้สินค้ายานยนต์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการเลือกตั้งผู้นำระดับสูงในฮ่องกง และอีกหลายประเทศในยุโรป และที่สำคัญคือนโยบายการค้าของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มาหารือด้วย

“เบร็กซิตในระยะสั้น คงยังไม่มีผลกระทบต่อการส่งออกของไทย เพราะเพิ่งเริ่มต้นกระบวนการเจรจา และยังไม่รู้สหราชอาณาจักรจะใช้รูปแบบใดในการแยกตัวออกจากยุโรป แต่ระยะยาวต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่มีสัญญาณที่ดี คือสหราชอาณาจักรต้องการเจรจาการค้ากับไทย”

สำหรับผลกระทบด้านราคาน้ำมันในปีนี้ มองว่า ไม่ได้เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการส่งออกไทย เพราะราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้กำลังซื้อของผู้ส่งออกน้ำมัน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงราคาสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันเพิ่มขึ้นด้วย ขณะที่มาตรการทางการค้า พบว่า ปัจจุบันทั่วโลกนำมาใช้มากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นทางการค้าที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและแรงงาน

 

ฟิลิปปินส์ จ่อยกเลิกกำหนดโควตานำเข้าข้าวจากทั่วโลก ตั้งแต่ มิ.ย. 60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ก.พ. 2560 17:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/859200


ฟิลิปปินส์ เดินตามข้อตกลง WTO จ่อยกเลิกกำหนดโควตานำเข้า-เลิกเก็บภาษีนำเข้าข้าวจากทั่วโลก ตั้งแต่เดือนมิ.ย. 60 เป็นต้นไป ด้านผู้ส่งออก ยันไม่เป็นผลดีต่อไป เหตุฟิลิปปินส์ มีโอกาสนำเข้าจากประเทศอื่นๆ ได้มากขึ้น ลั่นถ้าจะทำตลาดต่อต้องแข่งขันราคาเป็นหลัก …

วันที่ 15 ก.พ. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ ว่า ตั้งแต่ เดือน มิ.ย.60 เป็นต้นไป ประเทศฟิลิปปินส์ จะยกเลิกการจำกัดปริมาณการนำเข้าข้าว (โควตา) และยกเลิกอัตราภาษีนำเข้า ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามข้อตกลงที่ผูกพันไว้กับองค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) โดยกระทรวงวิชาการเกษตรของฟิลิปปินส์ คาดว่า มาตรการนี้ อาจส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าว รวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ที่พึ่งพิงการทำเกษตรกรรม เพราะผู้นำเข้าข้าวอาจนำเข้าข้าวจากไทย เวียดนาม และประเทศอื่นๆ ในปริมาณมากขึ้น เพราะมีราคาถูกกว่าข้าวในประเทศ

ด้าน นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า น่าจะส่งผลเสียต่อไทยมากกว่า เพราะที่ผ่านมา การกำหนดโควตานำเข้าข้าวของฟิลิปปินส์ในแต่ละปี ทำให้ไทยและเวียดนามได้โควตามากสุดประมาณปีละ 290,000-300,000 ตัน ส่วนที่เหลือเป็นโควตานำเข้าจากประเทศอื่นๆ เช่น จีน หากยกเลิกโควตานำเข้าเช่นนี้ เท่ากับว่า ฟิลิปปินส์จะนำเข้าข้าวจากประเทศใดก็ได้ ที่ไม่อยู่ในข้อตกลงจะได้รับโควตานำเข้าจากฟิลิปปินส์ หรืออาจนำเข้าข้าวที่ราคาถูกกว่าไทย เช่น เวียดนาม ดังนั้น ไทยจึงต้องแข่งขันด้านราคาเป็นหลัก หากต้องการทำตลาดข้าวในฟิลิปปินส์ต่อไป

ส่วนการเปิดตลาดนำเข้าข้าวด้วยวิธีการประมูล จนถึงขณะนี้ ฟิลิปปินส์ยังไม่ส่งสัญญาณเปิดประมูล แต่ในวันที่ 21 ก.พ.นี้ องค์การอาหารแห่งชาติ (เอ็นเอฟเอ) จะประชุมเพื่อกำหนดเงื่อนหลักเกณฑ์ (ทีโออาร์) การเปิดประมูลนำเข้าข้าว สำหรับอินโดนีเซีย คาดว่า ปีนี้จะไม่นำเข้าข้าวจากประเทศอื่นๆ เพราะได้ส่งสัญญาณแล้วว่า ผลผลิตในประเทศดี และจะเหลือส่งออกได้อีก 100,000 ตัน

“การส่งออกข้าวไทยยังมีสัญญาณดี ที่จีนได้ตกลงราคานำเข้าข้าวลอตที่ 2 จากไทยอีก 100,000 ตัน จากปริมาณที่ทำสัญญาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) รวม 1 ล้านตัน โดยให้ราคาดีที่ตันละ 386 เหรียญสหรัฐฯ และ 391 เหรียญฯ สูงกว่าราคาตลาดปัจจุบันที่ประมาณตันละ 360 เหรียญฯ และยังได้ตกลงราคานำเข้าลอตที่ 3 อีก 100,000 ตันแล้วที่ราคาเท่ากัน ส่งมอบเดือน เม.ย.นี้ ทำให้มีออร์เดอร์รอการส่งมอบ 200,000 ตัน รองรับผลผลิตข้าวใหม่ที่กำลังจะออก และน่าจะทำให้ราคาข้าวในประเทศสูงขึ้นได้” นายชูเกียรติ กล่าว.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวกเล็กน้อย 1.13 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,573.37 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ก.พ. 2560 17:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/859208


หุ้นไทยวันที่ 15 ก.พ. ปิดตลาดเพิ่มขึ้น 1.13 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,573.37 จุด มูลค่าซื้อขาย 66,079.10 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 15 ก.พ. 60 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดเพิ่มขึ้น 1.13 จุด เปลี่ยนแปลง +0.07% ดัชนีอยู่ที่ 1,573.37 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 66,079.10 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน).

 

ผอ.ทอท. จ่อชงบอร์ด อนุมัติแผนพัฒนาท่าอากาศยาน 6 แห่ง 22 ก.พ.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ก.พ. 2560 16:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/859156


ผอ.ทอท. จ่อชงบอร์ด อนุมัติแผนพัฒนาท่าอากาศยาน 6 แห่ง ระยะ 10 ปี วงเงินลงทุน 200,000 ล้านบาท วันที่ 22 ก.พ.นี้ คาด รองรับผู้โดยสารเพิ่มอีกกว่า 100 ล้านคน …

วันที่ 15 ก.พ. 60 นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยภายหลังการตรวจความคืบหน้าการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต ถึงแผนแม่บทการพัฒนาท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง ของ ทอท. ระยะ 10 ปี (2559-2569) วงเงินลงทุน 200,000 ล้านบาท ว่า จะนำแผนแม่บทเสนอที่ประชุมบอร์ด ทอท. ครั้งสุดท้ายในวันที่ 22 ก.พ.นี้ ก่อนนำเสนอกระทรวงและขออนุมัติที่ประชุม ครม.ต่อไป โดยกว่า 50% ของเงินลงทุนดังกล่าวเป็นการพัฒนาศักยภาพของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เชื่อว่า แผนแม่บทครั้งนี้จะไม่มีการปรับเปลี่ยน และพร้อมดำเนินการ

ทั้งนี้ เมื่อสิ้นสุดแผนพัฒนาฯ จะส่งผลให้ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ ทอท. รองรับผู้โดยสารได้เพิ่มอีกกว่า 100 ล้านคน จากปัจจุบันที่มีผู้โดยสารกว่า 83.5 ล้านคน แตะที่ระดับ 200 ล้านคน

สำหรับการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ตเฟสแรก คาดว่า จะแล้วเสร็จตามแผนในเดือน ธ.ค. 60 ซึ่งจะเพิ่มการรองรับผู้โดยสารจาก 6.5 ล้านคน เป็น 12.5 ล้านคนต่อปี ขณะที่ แผนพัฒนาท่าอากาศยานฯ ในระยะที่ 2 (2560-2565) วงเงินลงทุน 2,700 ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพการรองรับผู้โดยสารจาก 12.5 ล้านคน เป็น 18 ล้านคน คาดว่าจะสามารถดำเนินการงานด้านเอกสารได้ทันทีที่ได้รับการอนุมัติจากบอร์ด เพื่อให้สามารถลงเข็มก่อสร้างได้ภายใน 2562

อย่างไรก็ตาม เมื่อการพัฒนาท่าอากาศยานในเฟสแรกแล้วเสร็จ มองว่า ปัญหาความคับคั่งของผู้โดยสาร และความสะดวกต่างๆ ของนักท่องเที่ยวจะไม่ได้อยู่ที่ตัวท่าอากาศยานแล้ว แต่จะเป็นเรื่องระบบเชื่อมต่อการเดินทาง และระบบน้ำประปา ที่รองรับความต้องการใช้ของนักท่องเที่ยวมากกว่า

นอกจากนี้ ยังเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมา ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้ทำสถิติ ผู้โดยสารเดินทางมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ (New High) ตั้งแต่มีการเปิดใช้สนามบินมา โดยมีผู้โดยสารอยู่ที่ 196,293 คน อีกด้วย

 

ลอตเตอรี่ปลอมระบาด! กองสลาก ห่วง ปชช. แนะวิธีตรวจสอบ รู้ทันมิจฉาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ก.พ. 2560 14:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/859058


สำนักงานสลากฯ ห่วงประชาชน หลังสลากปลอมระบาด แจงวิธีการดูสลากจริง-ปลอม รู้เท่าทันมิจฉาชีพ พร้อมย้ำเตือนให้ตรวจสอบสลากด้วยความรอบคอบ หากพบเบาะแสการจำหน่ายสลากปลอม สามารถแจ้งให้เร่งดำเนินการตรวจสอบได้ …

วันที่ 15 ก.พ. 60 พลตรีฉลองรัฐ นาคอาทิตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล แถลงข่าวกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวในสังคมประเด็นมีผู้จำหน่ายสลากปลอม งวดประจำวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 จำนวนสลาก 693 ฉบับคู่ มีการจัดเป็นชุด 7 ฉบับคู่ เลขเหมือนกัน ใส่ซองพลาสติกเรียงจำหน่ายบนแผง ในเขตพื้นที่จังหวัดนครปฐม ซึ่งสำนักงานฯ มีความเป็นห่วงทั้งผู้แทนจำหน่ายและประชาชนผู้ซื้อ ย้ำการดูสลากจริง-สลากปลอม เพื่อรู้เท่าทันมิจฉาชีพ ป้องกันความเสียหาย

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวการจำหน่ายสลากปลอมจำนวนมากในพื้นที่จังหวัดนครปฐม สำนักงานฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบทันที พบว่า สลากดังกล่าวเป็นสลากปลอมจริง โดยจากการตรวจสอบด้วยตาเปล่าไม่ปรากฏรูปนกวายุภักษ์ในเนื้อกระดาษ และเมื่อนำน้ำมาลูบที่สลากพบว่า หมึกจางต่างจากสลากจริงอย่างชัดเจน และเมื่อตรวจสอบด้วยแสงแบล็กไลท์ พบความแตกต่างหลายจุด ประกอบด้วยตัวสลากไม่มีเส้นไหมเรืองแสง ซึ่งสลากจริงต้องมีเส้นไหมเรืองแสงทั้งด้านหน้าและด้านหลังของสลาก เส้นที่พาดผ่านตัวเลขสลาก 6 หลักไม่เรืองแสง และหมึกที่ใช้พิมพ์ตัวเลขสีส้มเพื่อป้องกันการปลอมแปลงสีหม่นไม่ชัดเจน นอกจากนี้ ขอให้สังเกตที่หมายเลขบาร์โค้ดบนสลากหากเป็นสลากจริงหมายเลขแต่ละฉบับจะไม่ซ้ำกัน โดยในขณะนี้ได้สั่งการให้ผู้ตรวจการทุกเขตลงพื้นที่สุ่มตรวจสลากอีกทางหนึ่งด้วย

ทั้งนี้ สำนักงานฯ รู้สึกเป็นห่วงผู้แทนจำหน่ายและประชาชนผู้ซื้อเป็นอย่างยิ่ง ขอย้ำเตือนให้ตรวจสอบสลากด้วยความรอบคอบ ซึ่งสามารถเข้าไปดูรายละเอียดการตรวจสอบสลากปลอมทั้งฉบับได้ทางเว็บไซต์สำนักงานฯ ผ่าน http://www.glo.or.th หรือ ประสานมายังกลุ่มงานตรวจพิสูจน์ หมายเลขโทรศัพท์ 0 2528 9641-44 โดยเจ้าหน้าที่ของสำนักงานฯ ยินดีให้บริการปรึกษาเกี่ยวกับการตรวจสอบสลากและหากพบเบาะแสการจำหน่ายสลากปลอม สามารถแจ้งผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ได้ที่ call center 0 2528 9999 และ 0 2345 1466 เพื่อจะได้เร่งดำเนินการตรวจสอบ จับกุมและสำนักงานฯ จะแถลงความคืบหน้าต่อไป

 

แจ้งเบี่ยงจราจร ถ.พหลโยธิน บริเวณอุโมงค์หลักสี่ 5 ทุ่มคืนนี้ ถึงตี 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ก.พ. 2560 13:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/858996


รฟม. แจ้งเบี่ยงช่องจราจรบนถนนพหลโยธิน บริเวณอุโมงค์หลักสี่ เพื่อรื้อถอนเครื่องมือทางด้านวิศวกรรม งานก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต–สะพานใหม่–คูคต คืนนี้ (15 ก.พ.) ตั้งแต่เวลา 23.00–01.00 น.

วันที่ 15 ก.พ. 60 มีรายงานว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) แจ้งว่า บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ผู้รับจ้างก่อสร้างงานโยธา โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (เหนือ) ช่วงหมอชิต–สะพานใหม่–คูคต สัญญาที่ 1 จะดำเนินการรื้อถอนเครื่องมือทางด้านวิศวกรรม บริเวณอุโมงค์หลักสี่ จึงจำเป็นต้องทำการ ปิดเบี่ยงช่องทางบนถนนพหลโยธินช่วงทางลอดอุโมงค์หลักสี่ฝั่งขาเข้า จำนวน 2 ช่องทาง โดยให้ใช้ช่องทางจราจรเข้าวงเวียนหลักสี่ และช่องทางลอดอุโมงค์หลักสี่ฝั่งขาออกคงมี 2 ช่องทาง คืนนี้ (15 ก.พ.) ตั้งแต่เวลา 23.00-01.00 น.

ทั้งนี้ การเบี่ยงการจราจรเพื่อการดำเนินการก่อสร้าง อาจทำให้ผู้ใช้เส้นทางไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง และอาจจะมีเสียงดังรบกวนในวันเวลาดังกล่าว ดังนั้น หากไม่มีความจำเป็น โปรดหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว

 

การบินไทยชี้แจง 8 ข้อ ปมกลุ่ม พนง.ร้องสื่อสอบความโปร่งใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ก.พ. 2560 12:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/858958


การบินไทย ชี้แจง ประเด็นกลุ่ม พนง.ร้องสื่อสอบความโปร่งใสของกรรมการบริหาร ทั้งการจัดซื้อเครื่องบิน การขายแอร์บัส เอ340 การตั้งบริษัทลูกเพื่อเอื้อประโยชน์คนกลุ่มหนึ่ง การนำโบอิ้ง 747 ไปทำเครื่องขนส่งสินค้า…

ตามที่มีกลุ่มพนักงานการบินไทยได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้มีการตรวจสอบปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบใน บริษัท การบินไทยฯ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2560 โดยได้ยื่นหนังสือร้องเรียนผ่านสื่อมวลชน ระบุ กลุ่มพนักงานการบินไทย ภายใต้ชื่อคนบินไทยจิตอาสาต้านโกง ส่งจดหมายถึงสื่อมวลชน เพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานตรวจสอบภาครัฐ ภาคเอกชน รับทราบปัญหาทุจริต และประพฤติมิชอบในการบินไทย โดยประเด็นที่ถูกชูขึ้นมา คือ การจัดซื้อเครื่องบิน การแปลงปรับระบบเครื่องบินของบริษัท โดยมีการเรียกร้องผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบการดำเนินการบริหารนโยบายของคณะบอร์ด และคณะผู้บริหารบริษัทการบินไทยฯ อีกทั้งยังขอเรียกร้องให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้มาตรา 44 ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบการทุจริตดังกล่าวนั้น

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้พิจารณาเห็นว่าประเด็นต่างๆ ที่กล่าวอ้างนั้นมีความคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดและความเสียหายโดยตรงกับบริษัทฯ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น บริษัทฯ จึงขอให้ข้อเท็จจริงเป็นประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้

1. บริษัท การบินไทยฯ ไม่เคยลดอายุการใช้งานจริงของเครื่องบินในฝูงบินของบริษัทฯ
บริษัทฯ ขอชี้แจงว่า บริษัทฯ ไม่เคยลดอายุการใช้งานจริงของเครื่องบินแต่อย่างใด ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ใช้งานเครื่องบินอย่างคุ้มค่าและคำนึงถึงความปลอดภัยและความสะดวกสบายของผู้โดยสารเป็นสำคัญ โดยจะปลดประจำการตามมาตรฐานสากลและมาตรฐานที่ถูกต้องทางบัญชี รวมทั้งข้อบังคับของหน่วยงานความปลอดภัยระหว่างประเทศเท่านั้น

2. บริษัท การบินไทยฯ มิได้ดำเนินการขายหุ้น ระดมทุน กู้เงิน ตามแผนฟื้นฟูฯ ปี 2552 – 2554 เพื่อนำเงินไปซื้อเครื่องบินใหม่
บริษัทฯ ขอชี้แจงว่า บริษัท การบินไทยฯ เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์การระดมทุนต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์อย่างชัดเจนและเมื่อได้เงินจากการระดมทุนมาดำเนินการ จะต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด

3. บริษัทฯ มิได้ปรับปรุงเครื่องบินแอร์บัส เอ 340 ที่มีแผนปลดระวางไว้ล่วงหน้าแล้ว
บริษัทฯ ขอให้ข้อเท็จจริงว่า กรรมการและผู้บริหารไม่เคยอนุมัติหรือดำเนินการปรับปรุงเก้าอี้ที่นั่งในเครื่องบินแอร์บัส เอ 340 ที่ได้มีแผนปลดประจำการในปี 2555 แต่อย่างใด

4. การจัดตั้งบริษัทลูกหลายบริษัท โดยเฉพาะบริษัท ไทยสมายล์ นกแอร์ และ Wingspan เป็นการดำเนินการตามแผนธุรกิจที่จะนำบริษัทฯ ให้แข่งขันได้ ไม่ใช่เอื้อประโยชน์ให้กับใคร
บริษัทฯ ขอชี้แจงว่า บริษัทฯ ได้จัดตั้งสายการบินนกแอร์เป็นสายการบินต้นทุนต่ำ ตั้งแต่ปี 2547 เนื่องจากในช่วงนั้นรัฐบาลมีนโยบายเปิดเสรีการบินภายในประเทศ และการเปิดเสรีการบินของประเทศในภูมิภาคเอเชีย มีแนวโน้มในการเปิดกว้างมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการแข่งขันในตลาดมีความรุนแรงมากขึ้น และไม่จำกัดอยู่เฉพาะภายในประเทศ แต่ขยายสู่ธุรกิจการบินระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย อีกทั้งแนวโน้มของผู้โดยสารที่หันมานิยมการเดินทางด้วยสายการบินต้นทุนต่ำ มีปริมาณความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเพื่อเป็นการปกป้องและช่วงชิงโอกาสทางธุรกิจที่เปลี่ยนไปจากเดิม บริษัทฯ จึงได้จัดตั้งสายการบินนกแอร์ เพื่อเป็น Fighting Brand สำหรับธุรกิจการขนส่งผู้โดยสารภายในประเทศ และระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย และหากไม่ทำ บริษัทฯ จะหมดโอกาสในการแข่งขันในตลาดการบินต้นทุนต่ำ

ส่วนสายการบินไทยสมายล์นั้น เริ่มจัดตั้งขึ้นในปี 2556 เพื่อเสริมศักยภาพและความแข็งแกร่งด้านเครือข่ายให้กับการบินไทย ด้วยเครื่องบินลำตัวแคบและต้นทุนต่ำ ที่เอื้อให้ลูกค้าประจำของการบินไทยอยู่กับการบินไทยได้ในราคาที่ถูกลง ทั้งนี้ เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ของบริษัทฯ โดยเริ่มจากการเป็นหน่วยธุรกิจก่อน หลังจากนั้นจึงได้แยกออกมาตั้งเป็นบริษัท เพื่อความคล่องตัวในการบริหารงาน และดำเนินการเป็นสายการบินแบบบริการเต็มรูปแบบ (Full Service) เช่นเดียวกับการบินไทย ราคาไม่แพงและสามารถบริหารต้นทุนได้ง่าย โดยใช้ฐานปฏิบัติการบินที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพื่อการเชื่อมโยงสนับสนุนการบินไทย

สำหรับบริษัท Wingspan ได้ตั้งขึ้นเมื่อปี 2553 เพื่อแก้ไขปัญหาด้านบุคลากรระดับปฏิบัติการที่ไม่มีทักษะเฉพาะด้านเป็นส่วนใหญ่ และมีอัตราการ เข้า-ออก สูง ทั้งนี้การปฏิบัติในแนวทางนี้เป็นเช่นเดียวกับรัฐวิสาหกิจหลายแห่งดำเนินการมาก่อนการบินไทย

5. บริษัทฯ ให้ความสำคัญในการปรับปรุงระเบียบจัดซื้อจัดจ้างและตรวจสอบการทุจริตตลอดมา แม้ไม่มีกรณีโรลส์-รอยซ์
บริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญเรื่องความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างของบริษัทฯ อย่างมากตลอดมา เห็นได้จากการปรับปรุงระเบียบพัสดุมาเป็นระยะๆ โดยล่าสุดในปี 2555 บริษัทฯ ได้ประกาศใช้ระเบียบพัสดุที่ปรับปรุงใหม่ โดยมีสาระที่สำคัญ คือบริษัทฯ จะไม่มีการจัดซื้อจัดหาผ่านคนกลาง รวมทั้งกำหนดให้แต่งตั้งคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างที่ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงาน เพื่อให้มีการถ่วงดุลอำนาจกัน ทั้งนี้ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของบริษัทฯ เป็นไปตามมาตรฐานการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มีความยุติธรรมและโปร่งใส รวมทั้งมีการจัดเก็บเอกสารครบถ้วน ตรวจสอบย้อนหลังได้ นอกจากนี้บริษัทฯ จะได้ดำเนินการจัดทำสัญญาคุณธรรม (Integrity Pact) สำหรับการจัดหาเครื่องยนต์ และการซ่อมบำรุงกับคู่ค้า เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีการให้สินบนกับการจัดซื้อจัดจ้างของการบินไทย นอกจากนั้น ในการจัดทำแผนปฏิรูปบริษัทฯ ตั้งแต่ปี 2557 บริษัทฯ ได้บรรจุเรื่องการปรับปรุงประสิทธิภาพในการจัดหาไว้ในแผนปฏิรูปฯ เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการจัดซื้อจัดจ้างของบริษัทฯ ได้รับการตรวจสอบจากภาครัฐเป็นระยะ โดยล่าสุด คณะกรรมการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ ที่แต่งตั้งโดย คสช. ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการฯ ซึ่งมี พล.อ.ไชยพร รัตแพทย์ เป็นประธานฯ เข้ามาตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของการบินไทย เมื่อกลางปี 2559 และไม่ปรากฏข้อท้วงติงแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อกลางปี 2559 บริษัทฯ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดซื้อจัดจ้าง โดยมีกรรมการบริษัทฯ 4 ท่าน ร่วมเป็นกรรมการ โดยมี พล.อ.ชาตอุดม ติตถะสิริ เป็นประธานคณะกรรมการฯ และได้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

6. สตง. เป็นผู้ตรวจสอบบัญชีของบริษัทฯ ตลอดมา และไม่เคยพบการแต่งบัญชีอย่างที่กล่าวอ้าง
บริษัทฯ ขอชี้แจงว่า ที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้น ได้มีมติแต่งตั้งให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีให้รัฐวิสาหกิจทุกแห่ง เป็นผู้สอบบัญชีและรับรองบัญชีของบริษัทฯ มาโดยตลอด ซึ่ง สตง.ได้ปฏิบัติงานตรวจสอบมาตรฐานการสอบบัญชี ไม่เคยพบการแต่งบัญชี หรือปิดบังการลงบัญชีสภาพเครื่องบินที่ผิดปกติแต่อย่างใด

7. กรณีการปลดระวางเครื่องบินและการขายเครื่องบินเป็นไปตามมาตรฐานและถือผลประโยชน์ของบริษัทฯ เป็นที่ตั้งเสมอมา
บริษัทฯ ขอชี้แจงว่า บริษัทฯ มีนโยบายและแนวทางหลักๆ ในการปลดระวางเครื่องบิน ดังนี้

1) เครื่องบินที่มีอายุใช้งานนาน ซึ่งจำเป็นต้องปลดระวาง โดยนำเครื่องบินรุ่นใหม่ที่ทันสมัยมาทดแทน แม้จะมีการปรับปรุงผลิตภัณฑ์มาอย่างสม่ำเสมอ แต่ก็ยังได้รับการวิจารณ์จากผู้โดยสารว่ายังไม่เทียบเคียงคู่แข่งได้

2) เครื่องบินที่มีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูง ไม่คุ้มค่าต่อการนำมาใช้ เช่น เครื่องบินแอร์บัส เอ 340 ซึ่งในขณะที่ซื้อมาราคาน้ำมันค่อนข้างถูก ยังพอใช้แข่งขันทางธุรกิจบินข้ามทวีปได้ ต่อมาเมื่อราคาน้ำมันแพงมาก สายการบินคู่แข่งที่เลือกใช้เครื่องบินแบบนี้ก็ประสบปัญหาขาดทุนเช่นเดียวกับการบินไทย และมีการปลดระวางเครื่องบินรุ่นดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาการบินไทยได้พยายามนำเครื่องบินดังกล่าวไปบินในเส้นทางอื่นๆ แต่ก็ไม่สามารถให้มีกำไรได้ จึงมีแผนทยอยการปลดระวางเครื่องบินเป็นระยะๆ และประกาศขาย แต่เนื่องจากเครื่องบินมือสองรุ่นนี้ไม่เป็นที่นิยมในตลาดการซื้อ-ขายเครื่องบิน ทำให้ราคาเครื่องบินที่จะขายมีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่ทางบริษัทฯ ควรได้รับ จึงปรับปรุงการขายและหาลูกค้าที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ เช่น ขายให้กองทัพอากาศ เป็นต้น การบินไทยเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจจึงมีกระบวนการและระเบียบในการขายสินทรัพย์ที่รัดกุม จนบางครั้งเป็นอุปสรรคที่ทำให้การขายเครื่องบินเป็นไปได้โดยรวดเร็ว

8. การปรับปรุงเครื่องบินโบอิ้ง 747-400 เป็นเครื่องบินขนส่งสินค้า (Cargo Freighter)
เครื่องบินดังกล่าวเป็นเครื่องบิน 4 เครื่องยนต์ที่มีอายุพ้นการบริการ โดยปกติแล้วได้นำมาปรับปรุงเพื่อบินขนส่งสินค้า ซึ่งในขณะนั้นราคาน้ำมันไม่แพงพอที่เครื่องบิน 4 เครื่องยนต์จะทำกำไรได้ แต่ในระยะหลังที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น เครื่องบินขนส่งสินค้าหันมาใช้เครื่อง/เครื่องยนต์ที่ประหยัดกว่าเครื่องบินรุ่นดังกล่าวมาก บริษัทฯ จึงทำแผนการขาย หรือให้เช่าในราคาที่บริษัทฯ มีกำไร.

 

กรุงไทย จับมือกรมทางหลวง พัฒนาโมบายแอปฯ เพิ่มสิทธิประโยชน์บัตร M-PASS

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ก.พ. 2560 11:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/858865


ธนาคารกรุงไทย จับมือกรมทางหลวง พัฒนา M-PASS โมบายแอปพลิเคชัน ตอบโจทย์ลูกค้ายุคดิจิตอล อำนวยความสะดวกผู้ถือบัตร M-PASS ตรวจสอบยอดเงินคงเหลือ เรียกดูรายการย้อนหลัง พร้อมเปิดให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ..

วันที่ 15 ก.พ. 60 นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า จากความร่วมมือในการเชื่อมต่อระบบเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติร่วมกันระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เพื่อให้ผู้ใช้บัตร M-PASS วิ่งผ่านได้ทุกเส้นทางทั้งมอเตอร์เวย์และทางพิเศษ กรมทางหลวงยังได้ร่วมมือกับธนาคารกรุงไทยพัฒนา M-PASS โมบายแอปพลิเคชัน เพื่อตอบโจทย์ลูกค้ายุคดิจิตอล อำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้บริการ M-PASS ในการตรวจสอบยอดเงินคงเหลือ รวมถึงการเรียกดูรายการผ่านทางย้อนหลัง โดยเปิดให้ดาวน์โหลดผ่าน App Store สำหรับระบบปฏิบัติการ iOS และ ผ่าน Google Play สำหรับระบบปฏิบัติการ Android ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนา แอปพลิเคชันดังกล่าวให้สามารถรองรับการใช้งานของลูกค้าให้หลากหลายมากยิ่งขึ้น

advertisement

ด้าน นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารจัดการทางการเงินเพื่อธุรกิจ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารให้ความสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินเพื่อก้าวไปสู่การเป็นดิจิตอลแบงกิ้ง สามารถตอบสนองพฤติกรรมของลูกค้าที่นิยมทำธุรกรรมออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของบัตร M-PASS นอกจากการพัฒนาโมบายแอปพลิเคชั่นดังกล่าวแล้ว ธนาคารยังให้บริการเติมเงินในบัตรผ่านเครื่องเอทีเอ็ม ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ และสาขาทั่วประเทศ โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม รวมทั้งเพิ่มช่องทางเติมเงินผ่านตู้บุญเติม และบุญเติมเคาน์เตอร์เซอร์วิส จำนวนกว่า 82,000 ตู้ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ธนาคารได้เพิ่มสาขาสมัครและรับบัตร M-PASS เป็น 120 สาขา ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่วนผู้สมัครผ่านสาขาอื่น หรือบริการ KTB netbank ธนาคารจะส่งบัตร M-PASS และอุปกรณ์ให้ถึงบ้าน นอกจากนี้ ผู้ใช้บริการยังสามารถใช้บัตร M-PASS กดเงินในกระเป๋า e-Money ผ่านเครื่องเอทีเอ็มโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม ตลอดจนใช้ซื้อสินค้าและบริการตามร้านค้าต่างๆ ที่มีสัญลักษณ์ VISA ทั่วประเทศ และคาดว่าในเร็วๆ นี้ จะสามารถเติมเงินผ่านหน่วยงานรับชำระอื่นๆ รวมทั้งรับส่วนลดจากร้านค้าที่ร่วมรายการ ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลดและพิมพ์ใบรายงานสรุปการผ่านทาง ใบสำคัญแทนใบเสร็จรับเงินได้ด้วยตัวเองผ่านเว็บไซต์ http://www.thaim-pass.com