กสทช. ร่วมกับรัฐบาลรัสเซีย หารือแนวทางลดค่าบริการโรมมิ่งระหว่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ก.พ. 2560 10:58

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/858892


รมช.กระทรวงโทรคมนาคมและการสื่อสาร รัสเซีย เดินทางเข้าพบ กสทช. หารือแนวทางลดอัตราค่าบริการโรมมิ่งระหว่างไทย-รัสเซีย คาด จะลงนามความร่วมมืออย่างเป็นทางการ ช่วง พ.ค.-มิ.ย. 60 …

วันที่ 15 ก.พ. 60 นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า นายอเล็กซี่ โวลิน (Mr.Alexey Volin) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงโทรคมนาคมและการสื่อสาร สหพันธรัฐรัสเซีย (Deputy Minister of Telecom and Mass Communications of the Russian Federation) และคณะ ได้เดินทางเข้าพบเพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางในการลดอัตราค่าบริการโรมมิ่ง (International Mobile Roaming) ระหว่างประเทศไทยและสหพันธรัฐรัสเซีย โดยเสนอให้มีการจัดทำความร่วมมืออย่างเป็นทางการระหว่าง 2 หน่วยงาน (Joint Statement) โดยมีเนื้อหาสาระสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่

1.การลดอัตราค่าบริการ International Mobile Roaming ระหว่างประเทศไทยและสหพันธรัฐรัสเซีย ทั้งในส่วนของดาต้าและบริการเสียงลง 2.ความร่วมมือด้านดิจิตอลทีวีที่จะช่วยเหลือทางด้านการพัฒนาเนื้อหารายการ การเปลี่ยนผ่านไปสู่โทรทัศน์ในระบบดิจิตอล และการยุติการให้บริการโทรทัศน์ในระบบแอนะล็อก เพื่อก้าวสู่ระบบดิจิตอลทีวีเต็มรูปแบบ และ 3.ความร่วมมือเกี่ยวกับความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) ที่สหพันธรัฐรัสเซียมีความเชี่ยวชาญ

ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะลงนามความร่วมมืออย่างเป็นทางการ ในช่วงเดือน พ.ค. หรือ มิ.ย. 2560 โดยทางสหพันธรัฐรัสเซียขอเป็นเจ้าภาพในการจัดพิธีการ และได้เชิญให้ กสทช. เดินทางไปร่วมพิธีลงนามที่ประเทศรัสเซีย ซึ่งในการนี้สำนักงาน กสทช. จะเชิญผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม ผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ของไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเดินทางเพื่อไปเจรจาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ประกอบการของรัสเซียโดยตรง การเจรจาต่างในครั้งนี้ เป็นไปเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งชาวไทยและชาวรัสเซีย

 

ทองเปิดตลาดขึ้น 50 รูปพรรณขายบาทละ 20,900

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ก.พ. 2560 09:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/858822


ราคาทองวันที่ 15 ก.พ. เปิดตลาดขึ้น 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,300 ขายออกบาทละ 20,400 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,935.40 ขายออกบาทละ 20,900 บาท…

เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 60 สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.27 น. ปรับเพิ่มขึ้น 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,300.00 บาท ขายออกบาทละ 20,400.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,935.40 บาท ขายออกบาทละ 20,900.00 บาท.

 

ฝันเทียบชั้นมหานครโลก รัฐทุ่มหมื่นล้านพัฒนาระบบไฟฟ้าเมืองใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.พ. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/858698


นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ดำเนินโครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าในเมืองใหญ่ระยะที่ 1 วงเงินลงทุน 11,668.56 ล้านบาท โดยใช้เงินกู้ในประเทศ 8,748.56 ล้านบาท และใช้เงินรายได้ของ กฟภ.เอง 2,920 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างและปรับปรุงระบบไฟฟ้า พร้อมติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมในพื้นที่ เพื่อเพิ่มความมั่นคงและเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า ลดปัญหาและอุปสรรคด้านการปฏิบัติการบำรุงรักษาและความปลอดภัย โดยมีพื้นที่เป้าหมายนำร่อง 4 แห่ง คือ เทศบาลนครเชียงใหม่, เทศบาลนครราชสีมา, เมืองพัทยา และเทศบาลนครหาดใหญ่ ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี ระหว่างปี 60-64

สำหรับปริมาณงานที่จะดำเนินการในพื้นที่ 4 แห่ง ประกอบด้วย งานก่อสร้างสถานีไฟฟ้า 4 แห่ง, งานสายส่ง 115 เควี 56 วงจร-กิโลเมตร ทั้งในส่วนของสายเหนือดินและใต้ดิน, งานระบบจำหน่ายใต้ดิน 119 วงจร-กิโลเมตร และงานระบบจำหน่ายเหนือดิน 460 วงจร-กิโลเมตร “รัฐให้ความสำคัญกับหัวเมืองใหญ่ที่จะลดปัญหาจากระบบไฟฟ้า และยกระดับให้เทียบเท่ากับมหานครของโลก ทั้งการลดจำนวนครั้งที่มีปัญหาไฟฟ้าดับ ลดระยะเวลาไฟฟ้าดับแต่ละครั้ง ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างมาตรฐานการให้บริการไฟฟ้าแล้ว ยังช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากปัญหาไฟฟ้าดับด้วย และยังมีการนำสายไฟฟ้าลงดิน เพื่อให้เกิดความสวยงามในเมืองท่องเที่ยวทั้งหมด ซึ่งจะทยอยดำเนินการเพิ่มอีก 8 เมืองสำคัญตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12”

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้ความเห็นว่า กฟภ. ควรประเมินจัดลำดับความสำคัญของพื้นที่ที่จะดำเนินงานอย่างรอบคอบ เพื่อให้คุ้มค่าในการลงทุนมากที่สุด.

 

แจก “ดาวมิชลิน” ยกชั้นร้านอาหารไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.พ. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/858694


นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติตามที่กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เสนอขอรับการสนับสนุนการดำเนินโครงการเดอะ มิชลิน ไกด์ ไทยแลนด์ ในปี 2560-2564 เป็นเวลา 5 ปี งบประมาณวงเงิน 4,100,000 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 143 ล้านบาท ที่อัตราแลกเปลี่ยน 35 บาทต่อดอลลาร์) ซึ่งโครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง ททท.กับบริษัท มิชลิน ทราเวล พาร์ทเนอร์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตคู่มือแนะนำร้านอาหารที่มีชื่อเสียงระดับโลก ที่จะเข้ามาสำรวจร้านอาหารของไทย และผลิตคู่มือแนะนำร้านอาหารไทยในประเทศไทยที่ผ่านการคัดสรรตามมาตรฐานของมิชลิน โดยจะจัดทำเป็นคู่มือทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งการที่มีเกณฑ์มาตรฐานในระดับสากลจะดึงดูดให้เชฟนานาชาติเข้ามาทำงานในไทย และช่วยให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยว

ทั้งนี้ ครม.ให้ ททท.รับความเห็นของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ไปดำเนินการด้วย คือ ให้ดำเนินการตามมติคณะกรรมการ ททท. ให้ครบถ้วน โดยการเจรจาทำสัญญากับบริษัท มิชลินฯ สมควรระบุในสัญญาให้ชัดเจนเกี่ยวกับการขยายพื้นที่จัดโครงการฯในจังหวัดท่องเที่ยวหลักอื่นๆ นอกเหนือจากกรุงเทพมหานคร รวมทั้งให้ ททท.จัดทำแผนงานส่งเสริมการท่องเที่ยวที่สนับสนุน หรือขยายผลจากการให้การสนับสนุนโครงการฯและทิศทางของโครงการฯ ภายหลังสิ้นสุดระยะเวลาดำเนินงาน 5 ปี และนำเสนอ ครม.โดยด่วนต่อไป ขณะเดียวกัน ให้ติดตามผลการดำเนินงานและประเมินผลสัมฤทธิ์ต่อเนื่องทุกปี และรายงานให้ ครม.ทราบ และควรต้องมีข้อกำหนดให้ ททท.ขอยกเลิกการดำเนินโครงการก่อนครบกำหนดระยะ 5 ปี ได้โดย ททท.ไม่ต้องเสียค่าปรับหรือค่าใช้จ่ายใดๆ

สำหรับงบประมาณจะแบ่งใช้ในปีแรก 900,000 เหรียญสหรัฐฯ และอีก 4 ปี ปีละ 800,000 เหรียญสหรัฐฯ โดยผู้เชี่ยวชาญของมิชลินที่เข้ามาสำรวจร้านอาหารไทย จะทำเป็นความลับ เข้าไปทานอาหารตามปกติเช่นลูกค้าทั่วไป โดยไม่เปิดเผยตัว พร้อมกันนี้ทางมิชลินจะหาผู้เชี่ยวชาญในท้องถิ่นเรื่องอาหารพื้นบ้านไทยร่วมทำการสำรวจด้วย ทั้งนี้ ประเทศในเอเชียที่มีการทำมิชลิน ไกด์ บุ๊กแล้ว ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ฮ่องกง และไทยจะเป็นประเทศที่ 6 โดยญี่ปุ่นมี 200 ร้านค้า และฮ่องกงมี 70 ร้านค้า ซึ่งในฮ่องกงมีการให้ระดับ 1 ดาวสำหรับร้านติ่มซำด้วย.

 

หุ้นสหรัฐฯ ทำนิวไฮวันที่ 4 หลังปธ.เฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ก.พ. 2560 06:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/858770


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ทำนิวไฮติดต่อกันเป็นวันที่ 4 ในวันอังคาร หลังจากประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่ามีโอกาสที่พวกเขาจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานได้ตลอดเวลา ช่วยหนุนหุ้นกลุ่มธนาคาร…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 14 ก.พ. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 92.25 จุด หรือ 0.45% ปิดที่ 20504.41 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 9.33 จุด หรือ 0.40% ปิดที่ 2337.58 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 18.61 จุด หรือ 0.32% ปิดที่ 5782.57 จุด

advertisement

นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เข้าให้การต่อสภาคองเกรสสหรัฐฯ เมื่อวันอังคาร โดยเธอแสดงความเห็นในแง่บวกต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เน้นย้ำว่าสถานการตลาดแรงงานยังคงพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อก็กำลังขยับเข้าสู่เป้าหมายที่ 2% ของเฟด และยืนยันว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานครั้งต่อไปสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา คำพูดของเธอช่วยหนุนให้หุ้นของบริษัทกลุ่มธนาคารเพิ่มขึ้น

 

ยังไม่สรุปเลิก-ไม่เลิกสัญญาเมล์ฉาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.พ. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/858688


นายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินโครงการรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ว่า เมื่อ 14 ก.พ.ทาง ขสมก.ได้แจ้งมาว่า ทางคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายและคณะกรรมการตรวจรับ ยังไม่ได้ประชุมเพื่อหาข้อสรุปว่าจะส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาหรือขยายระยะเวลาการส่งมอบรถให้บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด เนื่องจากทาง ขสมก.ต้องพิจารณาหนังสือที่บริษัท เบสท์ริน ส่งถึง ขสมก.เพื่อขอขยายเวลาส่งมอบรถเมล์ให้ชัดเจนก่อน จากนั้นจะนำเรื่องเสนอคณะกรรมการ (บอร์ด) ขสมก.ในวันที่ 22 ก.พ.นี้ เพื่อพิจารณาสรุปว่าจะยกเลิกสัญญาหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การพิจารณาละเอียดรอบคอบมากยิ่งขึ้น ขสมก.ยังได้ส่งหนังสือสอบถามไปยังอัยการสูงสุด และสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง ให้ช่วยพิจารณาเรื่องนี้ด้วย โดยคาดว่าภายในสัปดาห์นี้ทั้ง 2 หน่วยงาน จะส่งหนังสือตอบกลับไปยัง ขสมก. “ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่าจะมีการยกเลิกสัญญาหรือไม่ เพราะเรื่องนี้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจรับ จะเป็นผู้พิจารณา ซึ่งจะเป็นการนำหนังสือที่บริษัท เบสท์ริน ยื่นขอขยายระยะเวลาส่งมอบมาประกอบการพิจารณาด้วย โดยจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในการประชุมบอร์ด ขสมก.ครั้งต่อไป” นายพิชิตกล่าว

ด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีบริษัท โรลส์-รอยซ์ ยอมรับต่อสำนักงานปราบปรามการทุจริตของประเทศอังกฤษ (เอสเอฟโอ) ว่าได้จ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่และพนักงานของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อให้มีการซื้อเครื่องยนต์ของโรลส์-รอยซ์ ในระหว่างปี 2534-2548 ว่า ขณะนี้การบินไทยยังไม่ได้ส่งข้อมูลผลการตรวจสอบเพิ่มเติมให้กระทรวงคมนาคมรับทราบ ดังนั้น ก็ต้องรออีก 15 วัน ซึ่งจะครบกำหนดสัปดาห์หน้า ทางการบินไทยจึงจะรายงานความคืบหน้าผลการตรวจสอบให้ทราบอีกครั้ง.

 

แจกแพ็กเกจซื้อใจลูกค้า ดีแทคเข้าตาจนงัดกลยุทธ์ราคาถล่มคู่แข่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.พ. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/858681


ดีแทคงัดกลยุทธ์ราคาถล่มคู่แข่ง จัดแพ็กเกจซื้อใจลูกค้า ไม่ลดความเร็วในการเล่นเน็ต-เปิดโทรฟรีในเครือข่ายดีแทคไม่อั้น มั่นใจได้คลื่นใหม่มาให้บริการก่อนสัมปทานคลื่น 1800 หมดอายุปี 2562

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (ดีแทค) ได้เปิดแถลงข่าวประกาศปรับแบรนด์แพล็ตฟอร์มครั้งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “FLIP IT-แค่พลิก ชีวิตก็ง่าย” ใช้งบลงทุนกว่า 200-300 ล้านบาท โดยเป็นการปรับแบรนด์แพล็ตฟอร์มครั้งใหญ่ในรอบมากกว่า 10 ปี จากเดิมที่ดีแทคสื่อความหมายแบรนด์ภายใต้แนวคิด “Feel Good” มาโดยตลอด

และการประเดิมแบรนด์แพล็ตฟอร์มใหม่ เริ่มต้นจากการเปิดตัวแพ็กเกจ “Go โนลิมิต”สำหรับลูกค้าทั้งระบบรายเดือน (โพสต์เพด) และระบบบัตรเติมเงิน (พรีเพด) ของดีแทค ไม่ต้องถูกปรับลดความเร็วของบริการอินเตอร์เน็ต รวมทั้งยังปล่อยให้โทรฟรีในเครือข่ายของดีแทคทั้งหมดด้วย

โดยนายลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของดีแทค กล่าวว่า แพ็กเกจโนลิมิตไม่ใช่การเริ่มต้นสงครามราคา แต่เป็นนวัตกรรมใหม่ของการกำหนดค่าบริการ ตามความต้องการของลูกค้า และไม่มีความกังวลว่าจะกระทบต่อรายได้ เนื่องจากการเปิดตัวแพ็กเกจที่โดนใจ น่าจะสามารถเรียกความสนใจจากลูกค้าได้และทำให้ยอดขายรวมทั้งจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน โดยไม่มีความกังวลว่าฐานลูกค้าที่มีอยู่จะลดต่ำลงกว่าทรูมูฟ เอช ซึ่งเป็นผู้ให้บริการในอันดับ 3 ตราบใดที่ส่วนแบ่งด้านรายได้ยังคงอยู่ที่อันดับ 2 ส่วนเรื่องกำไรในปีที่ผ่านมา ซึ่งลดลงกว่า 65% นั้น สืบเนื่องมาจากการหักค่าเสื่อมก่อนสัมปทานหมดอายุในปี 2562 ซึ่งจะกระทบผลประกอบการในปีนี้ด้วย ก่อนจะดีขึ้นหลังจากนั้น

ส่วนการเตรียมพร้อมต่อการบริหารเครือข่ายและคลื่นความถี่ ก่อนที่สัมปทานบนคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์จะหมดอายุลงนั้น ส่วนตัวมีความมั่นใจมากว่าดีแทคจะสามารถได้คลื่นมาเพิ่มก่อนแน่นอน เนื่องเพราะมีคลื่นจำนวนมากที่จะถูกนำมาประมูลหรือนำมาใช้ในระยะต่อจากนี้

“สำหรับดีแทค การเปิดตัวแพ็กเกจใหม่ ถือเป็นจุดเริ่มต้น และในอนาคตจะมีบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าเพิ่มเติมออกมาอีก”

นายสิทธิโชค นพชินบุตร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด ดีแทค กล่าวว่า การแข่งขันของดีแทค จะแตกต่างจากคู่แข่ง และคิดว่าตอบโจทย์มากกว่า เพราะการถูกลดทอนความเร็วในการใช้งานอินเตอร์เน็ต ถือเป็นสิ่งที่รบกวนลูกค้ามาโดยตลอด ส่วนกรณีที่คู่แข่งทั้งเอไอเอสและทรูมูฟ เอช แข่งกันให้บริการคอนเทนต์รายการทีวีระดับโลก เช่น ช่องเอชบีโอหรือฟ็อกซ์นั้น ดีแทคมองว่าบริการของดีแทคเป็นประโยชน์กับลูกค้าในภาพรวมมากกว่า และน่าจะเป็นสิ่งที่ลูกค้าอยากได้จริงๆ

ด้านนายประเทศ ตันกุรานันท์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มเทคโนโลยี ดีแทค กล่าวว่า แม้ว่าจะมั่นใจมากว่าดีแทคจะได้คลื่นมาเพิ่ม ก่อนสัมปทานหมดอายุ แต่ก็ได้เตรียมความพร้อมด้านเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การเพิ่มความหนาแน่นของเครือข่ายเพื่อให้ลูกค้าใช้งานได้มีคุณภาพมากที่สุดบนคลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์ที่ดีแทคมี รวมทั้งการเตรียมความพร้อมต่อการได้มาซึ่งคลื่นใหม่เพื่อให้สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง ลื่นไหล และทันที

“สิ่งที่เรากำลังเผชิญไม่ใช่เรื่องใหม่ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่คู่แข่งทั้ง 2 รายเผชิญมาก่อนหน้านี้แล้ว และเขาก็ผ่านมาได้ เราจึงไม่มีความกังวลและเชื่อมั่นว่าเราจะผ่านไปได้สบายๆ”.

 

คนไทยรับมือน้ำตาลแพง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.พ. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/858674


นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างอ้อยและน้ำตาลทรายขณะนี้ได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ไปศึกษาแนวทางดำเนินงานโดยเฉพาะการนำไปสู่การปรับโครงสร้างราคาน้ำตาลทรายตามมติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดไว้ในช่วงฤดูหีบอ้อยปี 2560/61 หรือช่วงสิ้นปีนี้ ดังนั้นระหว่างนี้ต้องหาข้อสรุปให้ชัดเจนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 16 ก.พ.นี้ สอน.จะหารือร่วมกันของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชาวไร่อ้อย และ โรงงานน้ำตาลเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับแนวทางการลอยตัวราคาน้ำตาลทรายในประเทศ ที่ก่อนหน้านี้มีการเสนอแนวทางหลักๆไว้ 2 แนวทางคือ การกำหนดเพดานขั้นสูงและขั้นต่ำ และแนวทางที่ 2 ลอยตัวให้เป็นไปตามกลไกตลาดโลก ซึ่งทั้ง 2 แนวทางดังกล่าว คณะทำงานจะต้องศึกษาด้านกฎหมายว่า ดำเนินการได้หรือไม่ ล่าสุดได้ให้ฝ่ายทีมกฎหมายศึกษาว่าการเปิดเสรีลอยตัวราคาน้ำตาล จะดำเนินการภายใต้กรอบใดบ้างที่ไม่ขัดหลักการขององค์การการค้าโลก (WTO) โดยเฉพาะกรณีมีการกำหนดราคาเพดานต่ำสุดและสูงสุดจะทำได้หรือไม่ เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้บริโภคและชาวไร่อ้อยด้วย รวมทั้งต้องหาข้อสรุปการช่วยเหลือชาวไร่อ้อยว่าจะต้องทำอย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศบราซิลที่เป็นผู้ผลิตน้ำตาลทรายอันดับ 1 ของโลก มาฟ้องร้องว่าไทยทำผิดกฎองค์การการค้าโลกเรื่องการช่วยเหลือชาวไร่อ้อย.

 

“สมคิด” เปิดเวทีสัมมนาใหญ่ ชวนเอกชนไทย-เทศลุยลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.พ. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/858670


นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การจัดนิทรรศการและงานสัมมนาระดับชาติในประเทศ ภายใต้ชื่อ “โอกาสทางการลงทุนในประเทศไทย” (Opportunity Thailand) ในวันที่ 15 ก.พ.นี้ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อแสดงศักยภาพและความพร้อมของไทยในการเป็นศูนย์กลางภูมิภาค (Gateway of Asean) รวมทั้งเป็นแหล่งรองรับการลงทุนชั้นนำของโลก เพื่อต้องการเน้นย้ำให้ต่างชาติมองเห็นภาพจำลองของไทยในช่วง 10 ปีข้างหน้า การสัมมนาครั้งนี้ ได้เชิญนักธุรกิจมีชื่อเสียงระดับโลกในหลายภูมิภาคขึ้นเวทีเสวนาและร่วมรับฟังกว่า 3,000 คน เพื่อบรรยายให้นักลงทุนต่างชาติมองเห็นศักยภาพโอกาสการลงทุนและความพร้อมของไทยในอนาคต

“เนื่องจากปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุน ที่ต้องดึงภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศมาร่วมพัฒนา และมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของไทยในอนาคต เพราะขณะนี้จีดีพีไทยทยอยปรับตัวดีขึ้น รัฐบาลพร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงการต่างๆ จึงเริ่มมีสัญญาณแห่งการลงทุนของต่างชาติ ขณะที่เอกชนต้องการลงทุน เพราะเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจและบรรยากาศการเมืองที่สงบของไทย ดังนั้น 2-3 ปี ข้างหน้า จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของเมืองไทย”

นายสมคิดเผยถึงการหารือกับนายคอ บุน วัน รัฐมนตรีประสานงานด้านโครงสร้างพื้นฐาน และ รมช.คมนาคมสิงคโปร์ ว่า ได้หารือเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาเส้นทางรถไฟฟ้าของไทยจากภาคเหนือเชื่อมจากคุนหมิงของจีน ต่อลงมายังภาคใต้ของไทย เนื่องจากสิงคโปร์ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนา.

 

ชี้ตลาดรถยนต์ปีนี้ฟื้นจากหลุม รับอานิสงส์รูดม่าน “รถคันแรก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.พ. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/858669


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์แนวโน้มตลาดรถยนต์ในประเทศปี 60 ว่ามีโอกาสขยายตัวครั้งแรกในรอบ 5 ปีในอัตรา 2-7% หรือมียอดขาย 785,000-825,000 คัน เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและโครงการรถยนต์คันแรกที่จะทยอยครบกำหนดในครึ่งหลังปี 60 สำหรับประเภทของรถยนต์ที่มีโอกาสเติบโตได้ดี คือรถยนต์นั่งขนาดเล็ก รถหรูสัญชาติตะวันตก รถบรรทุกและรถกระบะแบบ 4 ประตู โดยกลุ่มรถยนต์นั่งมีแนวโน้มขยายตัวโดดเด่นที่ 3-8% หรือคิดเป็น 337,000-355,000 คัน จากการซื้อรถคันใหม่เมื่อครบกำหนดโครงการรถยนต์คันแรกและการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ขณะที่ตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์โตตามการลงทุนของประเทศ รวมถึงราคาสินค้าเกษตรดีขึ้นและปัญหาภัยแล้งที่บรรเทาลง ส่วนแนวโน้มตลาดรถยนต์มือสองน่าจะมีทิศทางชะลอตัวลงจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่และปริมาณรถจากโครงการรถยนต์คันแรกที่เข้าสู่ตลาดรถมือสองเพิ่มขึ้นทำให้โอกาสที่รถยนต์มือสองจะปรับขึ้นราคาได้ยาก

ด้านนายศาศวัต วีระปรีย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า คาดตลาดรวมสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ปี 60 มีโอกาสฟื้นตัว 2-4% โดยลีสซิ่งกสิกรไทยจะเน้นทำการตลาดในเซ็กเมนต์ที่มีศักยภาพ เช่น กลุ่มรถยนต์นั่งและกลุ่มรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ รวมถึง การออกผลิตภัณฑ์และแคมเปญส่งเสริมการขายใหม่ๆ ตั้งเป้ายอดสินเชื่อคงค้างที่ 96,430 ล้านบาท และเอ็นพีแอลไม่เกิน 1.82% ขณะที่ปี 59 สภาพตลาดรถยนต์ในประเทศยังหดตัวจากปัจจัยลบรอบด้าน โดยบริษัทปล่อยสินเชื่อได้ 79,772 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 9.72% แบ่งเป็นสินเชื่อใหม่เช่าซื้อและลีสซิ่งและสินเชื่อจำนำเล่มทะเบียน 37,009 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.21% และสินเชื่อผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ 42,763 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.65% มียอดสินเชื่อคงค้างรวม 90,696 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.28% และมีกำไร 820 ล้านบาท โต 25.19%.