แบงก์เอสเอ็มอีโชว์ฐานะแกร่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/858666


นายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ เปิดเผยถึงผลการดำเนินโครงการนโยบายรัฐผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจ หรือ PSA โดย ธพว.สนับสนุนสินเชื่อโครงการภาครัฐ ณ 31 ธ.ค.59 มียอดสินเชื่อคงค้าง 25,691 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นโครงการจากมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ก่อนปี 58 ในช่วงวิกฤติต่างๆ อาทิ สินเชื่อโครงการที่ได้รับผลกระทบจากการเมือง สินเชื่อที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เป็นต้น ทั้งนี้ ธนาคารได้รับการชดเชยความเสียหาย ชดเชยดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการที่เข้าโครงการบางส่วนมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจ ทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามปกติ ในกรณีนี้ธนาคารได้ติดตามให้ชำระหนี้ และบางรายอยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย แต่ส่วนใหญ่ยังดำเนินธุรกิจต่อเนื่องมากกว่า 80% และยังเป็นลูกหนี้ที่ชำระหนี้ต่อเนื่อง 100% โดยธนาคารมีมาตรการดูแลใกล้ชิด ซึ่งปัจจุบันมีสินเชื่อ PSA ที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ 5,651 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่รัฐบาลชดเชยความเสียหาย 2,803 ล้านบาท 2.กลุ่มที่รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ย 2,775 ล้านบาท 3.กลุ่มที่ไม่ได้รับการชดเชย 73 ล้านบาท ซึ่ง ธพว.ได้กันสำรองหนี้ตามเกณฑ์ไว้ครบถ้วนแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นสินเชื่อที่เกิดก่อนปี 58 จึงไม่มีผลกระทบต่อสภาพคล่องผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงินของ ธพว.

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 58 ธพว.ได้ปรับมาตรฐานกระบวนการบริหารจัดการหนี้ โดยปรับกระบวนการอำนวยสินเชื่อให้มีมาตรฐาน แบ่งหน้าที่หน่วยงานด้านการตลาดสินเชื่อและวิเคราะห์สินเชื่อเพื่อให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจและยังได้ตั้งหน่วยงานควบคุมคุณภาพสินเชื่อ ทำให้สินเชื่อที่ปล่อยใหม่ปี 58-59 รวม 66,000 ล้านบาท มีการตกชั้นหนี้เพียง 2.30% หรือ 1,315 ล้านบาท และเฉพาะสินเชื่อปล่อยใหม่ปี 59 มีตกชั้นเพียง 0.15% หรือ 51 ล้านบาท ส่วนเอ็นพีแอลมี 17,822 ล้านบาท คิดเป็น 19.02% ส่วนใหญ่เป็นเอ็นพีแอลก่อนปี 58 และปัจจุบันไม่มีโครงการที่ขอชดเชยความเสียหายจากรัฐเพิ่มเติมแล้ว “ตั้งแต่ปี 58 ที่ ธพว.ได้ฟื้นฟูกิจการจนดีขึ้น ส่งผลให้มีกำไรสุทธิ 1,235 ล้านบาท และปี 59 มีกำไรอีก 1,681 ล้านบาท ส่งผลให้ฐานะการเงินของ ธพว. แข็งแกร่งรองรับพันธกิจสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้ และปี 60 ธพว.จะคุมเอ็นพีแอลที่เกิดใหม่ไม่ให้เกิน 0.25% และทั้งปีไม่เกิน 5%.

 

ครม.อนุมัติ จ้างบีอีเอ็ม เดินรถเชื่อมเตาปูน-บางซื่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.พ. 2560 20:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/858622


ครม.อนุมัติจ้าง BEM เดินรถเชื่อมเตาปูน-บางซื่อ 918 ล้าน เซ็นสัญญา 16 ก.พ.นี้ เปิดให้บริการ ส.ค. 60 ส่วนเดินรถช่วงหัวลำโพง-บางแค บางซื่อ-ท่าพระ ชง ครม.พร้อมเซ็นสัญญา มี.ค.นี้ เปิดให้บริการหัวลำโพง-หลักสอง ก่อน ก.ย. 62

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ครม.มีมติเห็นชอบให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. ร่างสัญญาว่าจ้าง บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือ BEM บีอีเอ็ม เข้ามาบริหารจัดการวางระบบอาณัติสัญญาณและให้บริการเดินรถ จำนวน 1 สถานี ระยะทาง 1 กม. ช่วงบางซื่อ-เตาปูน ของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน วงเงินว่าจ้าง 918 ล้านบาทรวมแวต โดยคาดว่าจะสามารถลงนามได้ 16 ก.พ.นี้ หลังจากนั้น BEM จะเข้ามาดำเนินการวางระบบ และสามารถเดินรถให้บริการ 1 สถานีได้หลังจากนั้นภายใน 6 เดือน

ทั้งนี้ ในการดำเนินการดังกล่าว เป็นการดำเนินการตาม คำสั่ง คสช. เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 59 เรื่องการแก้ไขปัญหาการเชื่อมต่อระหว่างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง กับสายสีม่วงช่วง บางใหญ่-บางซื่อ เพื่ออำนวยความสะดวกการเดินทางให้กับประชาชน โดยให้รัฐบาลเป็นผู้รับภาระ และกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณจัดหาแหล่งเงินที่เหมาะสม

นอกจากนั้น กระทรวงคมนาคมได้รายงานความคืบหน้าการก่อสร้างรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงินช่วงหัวลำโพง-บางแค บางซื่อ-ท่าพระ ต่อ ครม. ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างก่อสร้างงานโยธาโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด โดย ข้อมูล เดือน ม.ค. 60 พบว่าการก่อสร้างมีความคืบหน้าในภาพรวม 89.16% ซึ่งต่ำกว่าแผนงานที่วางไว้ 89.42% คาดว่าจะเปิดให้บริการทั้งระบบได้ในเดือน มี.ค. 63

 

เอกชน 73 ราย แห่ยื่นซองคุณสมบัติประมูลข้าวสต๊อกรัฐ 2.87 ล้านตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.พ. 2560 18:29

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/858501


ภาคเอกชน 73 ราย แห่ยื่นซองคุณสมบัติเสนอซื้อข้าวสต๊อกรัฐ 2.87 ล้านตัน จับตาโรงสีแย่งซื้อข้าวหอมมะลิในโกดังตัวเอง เหตุข้าวที่เก็บไม่ได้มาตรฐาน หวั่นต้องชดเชยส่วนต่างให้ผู้ชนะประมูล หรือถูกรัฐฟ้องร้องดำเนินคดีได้ …

วันที่ 14 ก.พ. 60 นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้เปิดให้ผู้สนใจยื่นซองตรวจสอบคุณสมบัติ เพื่อเข้าร่วมการประมูลข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลเพื่อการบริโภคปริมาณ 2.87 ล้านตัน มีผู้สนใจยื่นซอง 73 ราย โดยจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติ วันที่ 16 ก.พ. และจะเปิดให้ผู้ผ่านคุณสมบัติยื่นซองเสนอราคาวันที่ 16 ก.พ. นี้ เช่นกัน

ส่วนสาเหตุที่มีเอกชนจำนวนมาก เพราะข้าวที่นำมาเปิดประมูล 2.87 ล้านตัน เป็นข้าวคุณภาพดีลอตสุดท้ายที่คนสามารถบริโภคได้ หลังจากเปิดซองเสนอราคาแล้ว จะนำผลสรุปเสนอประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) เห็นชอบต่อไป

ด้าน นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า การประมูลข้าวครั้งนี้คึกคักกว่าที่ผ่านมา เพราะข้าวที่เปิดประมูลมีปริมาณมาก อีกทั้งตลาดยังมีความต้องการข้าว โดยเฉพาะข้าวขาว 5% ที่เปิดประมูลครั้งนี้ 500,000 ตัน ซึ่งการระบายจำนวนมาก อาจกระทบต่อจิตวิทยาในระยะสั้น ทำให้ราคาข้าวในตลาดลดลงบ้าง แต่จะส่งผลดีในระยะยาว เพราะส่งสัญญาณไปยังตลาดต่างประเทศว่าข้าวสต๊อกรัฐบาลเหลือน้อยแล้ว และมีผลผลักดันให้ราคาปรับขึ้น ปัจจุบันราคาส่งออกข้าวขาว 5% ของไทย (เอฟโอบี) ตันละ 355-360 เหรียญสหรัฐฯ เวียดนาม ตันละ 335-340 เหรียญฯ ซึ่งการที่ได้ข้าวรัฐบาลมาส่งออกจะทำให้ผู้ส่งออกแข่งขันด้านราคาได้ดีขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้าวที่นำมาเปิดประมูลครั้งนี้ เป็นข้าวหอมมะลิ 1.4 ล้านตัน ทำให้มีการแห่ยื่นประมูลจำนวนมาก โดยเฉพาะโรงสี ที่รัฐเช่าโกดังเพื่อฝากเก็บข้าวในสต๊อก เพราะไม่ต้องการรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเก็บข้าวรัฐไม่ได้คุณภาพ ทำให้ข้าวเสื่อมสภาพมากกว่าที่ควรจะเป็น จึงต้องการประมูลข้าวเอาไว้เอง เพราะหากผู้ชนะการประมูลพบว่า ข้าวเสื่อมมากจนรับมอบไม่ได้ เจ้าของโกดังที่รัฐเช่าฝากเก็บต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้ชนะการประมูล หรืออาจถึงขั้นถูกรัฐฟ้องร้องดำเนินคดีได้

 

ครม.อนุมัติงบ 1.7 หมื่นล้าน สร้างมอเตอร์เวย์บางใหญ่-กาญจนบุรี 11 ช่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.พ. 2560 18:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/858545


ครม. อนุมัติงบสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางใหญ่-กาญจนบุรี ระยะทาง 96 กม. เพิ่ม 11 ช่วง วงเงิน 1.7 หมื่นล้าน คาดเริ่มงานก่อสร้างในปีนี้…

วันที่ 14 ก.พ. 60 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณปี 2559 โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายบางใหญ่-กาญจนบุรี ระยะทาง 96 กิโลเมตร วงเงิน 55,620 ล้านบาท จำนวน 11 ช่วง วงเงิน 17,975 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถเริ่มต้นงานก่อสร้างได้ในปี 2560

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้แบ่งงานออกเป็นทั้งหมด 25 ช่วง ซึ่งก่อนหน้านี้ ครม.ได้อนุมัติก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณเพื่อดำเนินการก่อสร้างไปแล้ว 9 ช่วง ระยะทางประมาณ 41.594 กม. วงเงิน 12,967,576,294 บาท ส่วนที่เหลืออีก 5 ช่วงนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการนำเสนอกระทรวงคมนาคม จากนั้นจะเสนอ ครม.พิจารณารับทราบการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณต่อไป

สำหรับการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณปี 2559 จำนวน 11 ช่วงนั้น ในปีงบประมาณปี 2560 จะเบิกจ่ายจำนวน 2,696 ล้านบาท และผูกพันข้ามปีงบประมาณ 2561-2563 อีกจำนวน 15,279 ล้านบาท

 

บลจ.ไทยพาณิชย์ คาดผลกำไรบริษัทจดทะเบียนปีนี้ยังเติบโตที่ 10%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.พ. 2560 17:51

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/858430


บลจ.ไทยพาณิชย์ ประเมิน หุ้นไทยยังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังฟันด์โฟลว์เริ่มไหลกลับเข้ามาลงทุน พร้อมคาดผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนในปีนี้จะยังเติบโตได้ที่ระดับ 10%

เมื่อวันที่ 14 ก.พ.60 นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในปีนี้ ดัชนีหลักทรัพย์ยังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังจากที่นักลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) เริ่มกลับเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอีกครั้ง โดยเกิดจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง บลจ.ไทยพาณิชย์ คาดว่าผลกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในนี้ยังเติบโตได้ที่ระดับ 10%

ทั้งนี้ปัจจัยหลักเกิดจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นที่จะส่งผลบวกต่อหุ้นพลังงาน  ประกอบกับการบริโภคของภาคเอกชนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นภายหลังจากที่การบริโภคของประชาชนลดลงในช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2559 นอกจากนี้ยังมองว่าในช่วงครึ่งปีหลังที่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเริ่มมีการก่อสร้างเพิ่มขึ้น และจะทำให้การลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นตามมาซึ่งเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ

ล่าสุด บลจ.ไทยพาณิชย์เตรียมจ่ายเงินปันผลกองทุนหุ้นที่ลงทุนในตลาดหุ้นไทย สำหรับผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 ส.ค.59 – วันที่ 31 ม.ค.60 โดยจะจ่ายให้กับผู้ถือหน่วยพร้อมกันในวันที่ 20 ก.พ.นี้ จำนวน 2 กองทุน ประกอบด้วย กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ ซีเล็คท์ อิควิตี้ ฟันด์ (SCBSE) ในอัตรา 0.2500 บาทต่อหน่วยลงทุน  และกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ SET ENERGY SECTOR INDEX (SCBENERGY) ในอัตราหน่วยละ 0.8500 บาท.

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วงแรง 13 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,572.24 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.พ. 2560 17:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/858528


หุ้นไทยวันที่ 14 ก.พ. ปิดตลาดลดลง 13.00 จุด เปลี่ยนแปลง -0.82% ดัชนีอยู่ที่ 1,572.24 จุด มูลค่าซื้อขาย 52,842.63 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 14 ก.พ. 60 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดลดลง 13.00 จุด เปลี่ยนแปลง -0.82% ดัชนีอยู่ที่ 1,572.24 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 52,842.63 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และ 5. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน).

 

ธุรกิจตั้งใหม่ ม.ค. 6,279 ราย พุ่งสุดรอบ 4 ปี หลังร้านทองแห่เข้าระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.พ. 2560 16:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/858452


ยอดจัดตั้งธุรกิจใหม่ เดือน ม.ค. พุ่งสูงสุดรอบ 4 ปี จำนวน 6,279 ราย โต 9% หลังต้อนร้านทองเข้าระบบได้เพิ่ม ส่วนจดเลิกกิจการลด 21% จำนวน 1,157 ราย คาดทั้งปี จดจัดตั้งใหม่ได้มากกว่า 6.6 หมื่นราย …

วันที่ 14 ก.พ. 60 นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงสถิติการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ในเดือน ม.ค. 60 ว่า มีผู้ประกอบการยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ทั่วประเทศ 6,279 ราย สูงสุดในรอบ 4 ปี เพิ่มขึ้น 9% เทียบกับ เดือน ม.ค. 59 โดยมีทุนจดทะเบียน 16,492 ล้านบาท ลดลง 42% โดยสาเหตุที่ทุนจดทะเบียนลดลงสวนทางกับยอดจำนวนที่เพิ่มขึ้น เป็นเพราะธุรกิจส่วนใหญ่ที่จดทะเบียนใหม่เป็นธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) มูลค่าการลงทุนไม่สูง แต่แสดงให้เห็นว่า ขณะนี้ ธุรกิจเอสเอ็มอีได้เข้าสู่ระบบมากขึ้น จากแรงกระตุ้นของมาตรการรัฐในการให้การสนับสนุน

ส่วนจำนวนธุรกิจที่จดทะเบียนสูงสุดรอบ 4 ปี ส่วนหนึ่งมาจากการผลักดันให้ร้านค้าทองเข้ามาในระบบมากขึ้น โดยในเดือน ม.ค. 60 มีร้านค้าทองจดทะเบียน 696 ร้าน คิดเป็นสัดส่วน 11% ของธุรกิจที่จดทะเบียนทั้งหมด ส่งผลให้ล่าสุด มีร้านค้าทองจดทะเบียนแล้ว 5,146 ร้าน คิดเป็น 69% จากร้านทองทั้งหมด 7,500 ร้าน รองลงมา คือ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จดทะเบียน 623 ราย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 282 ราย ธุรกิจให้คำปรึกษาด้านการจัดการ 150 ราย และธุรกิจขายส่งเครื่องจักรและอุปกรณ์ จำนวน 149 ราย

สำหรับยอดการจดทะเบียนเลิกกิจการ เดือน ม.ค. 60 มีจำนวน 1,157 ราย ลดลง 21% เทียบกับเดือน ม.ค. 59 มีทุนจดทะเบียนเลิกกิจการ 2,856 ล้านบาท ลดลง 70% โดยสาเหตุที่ธุรกิจจดทะเบียนเลิกกิจการน้อยลง คาดว่าเป็นผลจากเศรษฐกิจไทยดีขึ้น ทำให้ธุรกิจยังคงสภาพกิจการได้อยู่ ประกอบกับการสนับสนุนเอสเอ็มอีประกอบธุรกิจ ทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีที่ล้มอาจจะยังไม่จดเลิกกิจการ เพราะมีการฟื้นฟูธุรกิจใหม่

อย่างไรก็ตาม กรมฯ คาดการณ์ว่า ในปีนี้จะมีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่ไม่ต่ำกว่า 66,000 ราย เพราะเศรษฐกิจในประเทศ และการจับจ่ายเริ่มฟื้นตัว ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มดีขึ้น ส่งผลดีต่อภาคธุรกิจ และการที่รัฐสนับสนุนให้เกิดธุรกิจเอสเอ็มอี และสตาร์ตอัพมากขึ้น ตลอดจนการให้บริการของกรมฯ ผ่านระบบออนไลน์ ส่งผลให้มีผู้คนมาใช้บริการ และมายื่นขอจดทะเบียนมากขึ้น เพราะมีความสะดวกมากขึ้น

 

ขนส่งทางบก เปิดจุดบริการขอใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศแห่งใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.พ. 2560 14:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/858356


ขนส่งทางบก เปิดจุดให้บริการออกใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศ International Driving Permit แห่งใหม่ ภายในอาคาร 4 บริเวณชั้น 1 กรมการขนส่งทางบก จตุจักร เพื่อให้บริการประชาชนได้สะดวกมากขึ้น

เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 60 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า การเปิดให้บริการขอรับใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศ สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศ โดยผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศ หรือ International Driving Permit ส่วนใหญ่เป็นผู้เดินทางไปต่างประเทศเพื่อติดต่อธุรกิจ ศึกษาต่อ เพื่อท่องเที่ยว และมีความจำเป็นต้องขับรถในต่างประเทศซึ่งต้องมีใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศเพื่อการขับรถที่ถูกต้อง

โดยใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศมีลักษณะเป็นสมุดพกทำจากกระดาษแข็งสีขาว มีขนาดใหญ่กว่าหนังสือเดินทาง (passport) เล็กน้อย มีคำแปลหลายภาษา พร้อมแสดงภาพถ่ายผู้ได้รับใบอนุญาต และมีอายุการใช้งาน 1 ปี นับแต่วันออกใบอนุญาต

ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบก จึงจัดตั้งจุดให้บริการประชาชนแห่งใหม่ ซึ่งจะให้บริการเฉพาะการออกใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศเพียงอย่างเดียว ภายในอาคาร 4 บริเวณชั้น 1 กรมการขนส่งทางบก จตุจักร เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชนให้ได้รับความสะดวกมากขึ้น

สำหรับการขอรับใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศ มีอัตราค่าธรรมเนียม 505 บาท พร้อมหลักฐาน ได้แก่ สำเนาพาสปอร์ตหน้าที่มีรูปถ่าย (พร้อมฉบับจริง) บัตรประชาชนพร้อมสำเนา ใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคลหรือตลอดชีพ พร้อมสำเนา รูปถ่ายขนาด 2 นิ้ว 2 รูป กรณีไม่สะดวกไปดำเนินการเอง สามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทนได้ โดยต้องมีเอกสารเพิ่มเติมคือ หนังสือมอบอำนาจ และสำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ ใช้ระยะเวลาดำเนินการไม่เกิน 20 นาที

 

แรงงานไทยเข้าเกาหลีผิด ก.ม.กว่า 5 หมื่น จ่อฟัน บ.ทัวร์ หากพบมีเอี่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.พ. 2560 12:57

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/858226


กระทรวงแรงงาน จับมือ ตม.เกาหลี แก้ปัญหาคนไทยลักลอบทำงานผิดกฎหมาย หลังพบตัวเลขสูงถึง 5 หมื่นคน พร้อมดึงบริษัททัวร์ร่วมรับผิดชอบที่พาคนไทยไป แต่กลับไม่ครบตามจำนวน

เมื่อวันที่ 14 ก.พ.60 นายสิงหเดช ชูอำนาจ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยถึงการเดินทางไปร่วมประชุมหารือกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) สาธารณรัฐเกาหลี ถึงมาตรการป้องกันและลดจำนวนคนหางานไทยลักลอบทำงานอย่างผิดกฎหมายในเกาหลีใต้ ว่า ตม.เกาหลี แจ้งว่าคนหางานไทยที่ลักลอบไปทำงานมีตัวเลขสูงกว่า 50,000 คน ถือว่ามากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ

ทั้งนี้เนื่องจากการเดินทางไปค่อนข้างสะดวก เพราะเกาหลีเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปได้สะดวกยิ่งขึ้น ด้วยการงดเว้นการตรวจลงตราประทับวีซ่า เป็นเวลา 90 วัน เมื่อมีแรงงานผิดกฎหมายมากย่อมส่งผลกระทบต่อโควตาการจัดส่งแรงงานที่ต้องลดลง

โดยในที่ประชุมมีมติร่วมกันในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารร่วมกัน เช่น รายชื่อคนไทยที่ ตม.เกาหลี ส่งกลับ หรือรายชื่อคนที่อยู่เกินกำหนด ขณะที่ประเทศไทยจะมีการเข้มงวดเรื่องการออกหนังสือเดินทาง และการตรวจเข้มบริษัทนำเที่ยวที่พาคนไทยไป แต่กลับไม่ครบตามจำนวน เพื่อให้ร่วมรับผิดชอบ

อย่างไรก็ตามไทยและเกาหลีได้ตั้งคณะทำงานร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาแรงงานผิดกฎหมายในเกาหลีกว่า 50,000 คน โดยมีฝ่ายแรงงานประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล เป็นฝ่ายรับผิดชอบหารือร่วมกับ ตม.เกาหลีใต้ เช่น การขอให้เกาหลีใต้ผ่อนผันให้กลุ่มผิดกฎหมายทำงานก่อน 1 ปี และให้กลับมาสอบภาษาเกาหลีและเดินทางเข้าไปทำงานใหม่อย่างถูกต้องตามระบบ EPS อย่างไรก็ตามการหารือในครั้งนี้มีผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้แทนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ ตม. และกระทรวงยุติกรรม เข้าร่วมพูดคุยกับ ตม.เกาหลีด้วย.

 

กฟน. มอบรางวัลอาคารประหยัดพลังงาน MEA Energy Saving Building Awards 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 14 ก.พ. 2560 10:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/855968


การไฟฟ้านครหลวง เดินหน้าสานต่อโครงการปีที่ 5 เผยตัวเลขน่าภูมิใจ ผลสำเร็จของโครงการประกวดอาคารประหยัดพลังงาน MEA Energy Saving Building ตลอดระยะเวลาโครงการ 4 ปี ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ 20.5 ล้านหน่วย คิดเป็นเงินค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้ 83.86 ล้านบาท ช่วยลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ลง 12,597 ตัน โดยมีเงินลงทุนรวมของอาคาร 187.85 ล้านบาท จาก 8 ประเภทอาคารที่เข้าร่วมโครงการกว่า 247 แห่ง ร่วมมือร่วมใจประหยัดพลังงานในอาคารช่วยชาติ สรุปผลการประกวดปีที่ 4 โรงเรียนแจงร้อนวิทยา และบริษัทเซ็นทรัล แฟมิลี่มาร์ท จำกัด คว้ารางวัลอาคารประหยัดพลังงานดีเลิศ MEA Energy Saving Building Awards 2016

นายชัยยงค์ พัวพงศกร ผู้ว่าการ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน) เปิดเผยว่า กฟน. ได้จัดทำโครงการส่งเสริมการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคาร หรือ MEA Energy Saving Building เพื่อสนับสนุนให้เกิดการใช้พลังงานในอาคารอย่างมีประสิทธิภาพกระตุ้นการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พลังงานของพนักงานภายในองค์การผ่านกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างจิตสำนึกร่วมกันในการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า และพัฒนาสู่การเป็นต้นแบบอาคารประหยัดพลังงานระดับประเทศและในระดับสากล โดยจัดประกวดอาคารลุล่วงมาเป็นปีที่ 4 แล้ว จากเป้าหมายดำเนินโครงการรวม 5 ปี เริ่มดำเนินการ ระหว่าง พ.ศ. 2555-2559

โดยมีอาคารเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 247 แห่ง จากอาคาร 8 กลุ่ม คือ กลุ่มอาคารประเภทโรงพยาบาล, โรงแรม, สำนักงาน, มหาวิทยาลัย, ไฮเปอร์มาเก็ต, ศูนย์การค้า/ห้างสรรพสินค้า, โรงเรียน และร้านสะดวกซื้อ ซึ่งปรากฏผลประหยัดเป็นที่ประจักษ์จากความร่วมแรงร่วมใจของอาคารและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยช่วยลดพลังงานไฟฟ้าได้ถึง 20.5 ล้านหน่วย คิดเป็นเงินที่ประหยัดค่าไฟได้ 83.86 ล้านบาท ช่วยลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ลง 12,597 ตัน โดยมีเงินลงทุนของอาคารรวม 187.85 ล้านบาท

ทั้งนี้ในการประกวดอาคารปีที่ 4 เป็นการแข่งขันในอาคารประเภทโรงเรียนและร้านสะดวกซื้อ มีอาคารสมัครเข้าร่วมจำนวน 146 แห่ง ประกอบด้วย โรงเรียน จำนวน 20 แห่ง และร้านสะดวกซื้อ จำนวน 126 สาขา โดยมีอาคารที่ผ่านเกณฑ์ MEA Index ได้รับตราสัญลักษณ์ “กฟน. อาคารประหยัดพลังงาน” ในระดับที่ 1 จำนวนทั้งสิ้น 74 แห่ง แบ่งเป็นโรงเรียน 15 แห่ง และร้านสะดวกซื้อ 59 สาขา จาก 4 ผู้ประกอบราย ได้แก่ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ร้านสะดวกซื้อ เซเว่น อีเลฟเว่น 14 สาขา บริษัท เซ็นทรัล แฟมิลี่มาร์ท จำกัดร้านสะดวกซื้อ แฟมิลี่มาร์ท 16 สาขา บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ร้านสะดวกซื้อ มินิบิ๊กซี 6 สาขา บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด ร้านสะดวกซื้อ เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส 23 สาขา

เมื่ออาคารได้รับตราสัญลักษณ์ระดับที่ 1 แล้วจะเข้าแข่งขันต่อในระดับที่ 2 โดยในปีที่ 4 นี้ มีอาคารที่ผ่านเข้ารอบทั้งสิ้น 38 แห่ง แบ่งเป็นอาคารโรงเรียน 14 แห่ง และ ร้านสะดวกซื้อ 24 จากผู้ประกอบการ 4 ราย มีผลการพิจารณาตัดสินรางวัลในแต่ละประเภท ดังนี้

อาคารประเภทโรงเรียน

1. รางวัล “กฟน.อาคารประหยัดพลังงาน ดีเลิศ” พร้อมกับได้รับเงินรางวัล 1 ล้านบาท และเป็นสุดยอดอาคารประหยัดพลังงานของการไฟฟ้านครหลวงปีที่ 4 ประเภทโรงเรียนจำนวน 1 รางวัล ได้แก่

– โรงเรียนแจงร้อนวิทยา

2. รางวัล “กฟน.อาคารประหยัดพลังงาน ดีเด่นพิเศษ” พร้อมกับได้รับเงินรางวัล 5 แสนบาท จำนวน 3 รางวัลได้แก่

– โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย
– โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย
– โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี

3. รางวัล “กฟน.อาคารประหยัดพลังงาน ดีเด่น” (ไม่มีเงินรางวัล) จำนวน 9 รางวัล ได้แก่

– โรงเรียนวัฒนพฤกษา
– โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย
– โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า นนทบุรี
– โรงเรียนจันทร์หุ่นบำเพ็ญ
– โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา พุทธมณฑล
– โรงเรียนเซนต์หลุยส์ศึกษา
– โรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม
– โรงเรียนเกษมพิทยา
– โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชบางเขน

อาคารประเภทร้านสะดวกซื้อ

สำหรับอาคารประเภทร้านสะดวกซื้อ ได้แบ่งการพิจารณาตัดสินและมอบรางวัลให้กับอาคารเป็นกรณีพิเศษ โดยได้พิจารณาตัดสินผลคะแนนเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ร้านสะดวกซื้อ (สำนักงานใหญ่) และ ส่วนที่ 2 ร้านสะดวกซื้อ (สาขา)

ส่วนที่ 1 ร้านสะดวกซื้อ (สำนักงานใหญ่)

1. รางวัล “กฟน.อาคารประหยัดพลังงาน ดีเลิศ” พร้อมกับได้รับเงินรางวัล 1 ล้านบาท และเป็นสุดยอดอาคารประหยัดพลังงานของการไฟฟ้านครหลวงปีที่ 4 ประเภทร้านสะดวกซื้อ จำนวน 1 รางวัล ได้แก่

– บริษัท เซ็นทรัล แฟมิลี่มาร์ท จำกัด ผู้ประกอบการร้านสะดวกซื้อแฟมิลี่มาร์ท

2. รางวัล “กฟน.อาคารประหยัดพลังงาน ดีเด่นพิเศษ” พร้อมกับได้รับเงินรางวัล 5 แสนบาท จำนวน 3 รางวัล ได้แก่

– บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการร้านสะดวกซื้อ มินิบิ๊กซี

– บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่นซิสเทม จำกัดผู้ประกอบการร้านสะดวกซื้อ เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส

– บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น

ส่วนที่ 2 ร้านสะดวกซื้อ (สาขา)

1. สาขาที่ได้รับตราสัญลักษณ์ “กฟน.อาคารประหยัดพลังงาน ดีเลิศ” จำนวน 1 สาขา
– แฟมิลี่มาร์ท สาขาชานเมืองแยก 4

2. สาขาที่ได้รับตราสัญลักษณ์ “กฟน.อาคารประหยัดพลังงาน ดีเด่นพิเศษ” จำนวน 5 สาขา
– แฟมิลี่มาร์ท สาขาสุขุมวิท 48
– แฟมิลี่มาร์ท สาขาชุมชนราม 53
– แฟมิลี่มาร์ท สาขาหมู่บ้านเพิ่มสุข
– มินิบิ๊กซี สาขาบางกระดี่
– เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส สาขาพุทธมณฑลสาย 2

3. สาขาที่ได้รับตราสัญลักษณ์ “กฟน.อาคารประหยัดพลังงาน ดีเด่น” จำนวน 14 สาขา
– แฟมิลี่มาร์ท สาขาสุขสวัสดิ์ 2 แยกนายผิน
– เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส สาขาวัดเลา
– เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส สาขาตลาดถนอมมิตร
– เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส สาขาลาดปลาเค้า 52
– เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส สาขาวัดอินทราวาส
– เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส สาขาสี่แยกหนองใหญ่
– เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส สาขารัชดาภิเษก 13
– มินิบิ๊กซี สาขาซอยโพธิ์แก้ว
– มินิบิ๊กซี สาขาตลาดออเงิน
– มินิบิ๊กซี สาขาตลาดนำไท
– มินิบิ๊กซี สาขาซอยพูลเจริญ
– มินิบิ๊กซี สาขาซอยอุดมเดช
– เซเว่น อีเลฟเว่น สาขาสำเร็จพัฒนาจุด 2
– เซเว่น อีเลฟเว่นสาขาวัชรพลซอย 7

นายชัยยงค์ พัวพงศกร กล่าวว่า สรุปผลการดำเนินโครงการปีที่ 4 ในอาคารโรงเรียนและร้านสะดวกซื้อ มีมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคารมากถึง 114 มาตรการ มีเงินลงทุนรวมของอาคารทั้งสิ้น 21,376,973 บาท ระยะเวลาคืนทุนเฉลี่ยทั้งโครงการประมาณ 2.85 ปี ผลประหยัดรวมของโครงการ สามารถลดพลังงานไฟฟ้าลงได้ 1,678,143 หน่วยต่อปี คิดเป็นเงินค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้ 7,504,076 บาทต่อปี และยังช่วยโลกลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 976 ตันต่อปี

สำหรับในปี 2560 กฟน. ยังคงเดินหน้าสานต่อโครงการส่งเสริมการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคารต่อในปีที่ 5 หรือ MEA Energy Saving Building 2017 ด้วยการจัดประกวดสำหรับอาคาร 4 กลุ่ม คือ อาคารโรงพยาบาล, โรงแรม, สำนักงาน และศูนย์การค้า/ห้างสรรพสินค้า เปิดรับสมัครอาคารเข้าร่วมโครงการในเดือนกันยายน 2559 ที่ผ่านมาและจะดำเนินการแข่งขันต่อเนื่องถึงเดือนธันวาคม 2560 โดยมีอาคารสมัครเข้าร่วมในปีที่ 5 จำนวน 29 แห่ง ประกอบด้วย อาคารโรงแรม 6 แห่ง โรงพยาบาล 7 แห่ง สำนักงาน 8 แห่ง และศูนย์การค้า/ห้างสรรพสินค้า จำนวน 8 แห่ง มีอาคารที่ผ่านเกณฑ์คุณภาพการใช้พลังงานและดัชนีการใช้พลังงาน MEA Index ตามที่ กฟน. กำหนด และได้รับตราสัญลักษณ์ “กฟน. อาคารประหยัดพลังงาน” ในระดับที่ 1 จำนวน 23 แห่ง โดยสามารถติดตามความเคลื่อนไหวโครงการต่อเนื่องได้ที่ www.meaenergysavingbuilding.net และ www.facebook.com/MEAAward

“โครงการส่งเสริมการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคาร นั้น เป็นการแสดงเจตจำนง อย่างชัดเจน ของ กฟน. ในการส่งเสริมให้มีการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสม และคุ้มค่า การปรับปรุงประสิทธิภาพของการใช้พลังงานนั้น นอกจากเป็นการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจ ในด้านการจัดการต้นทุนแล้ว ยังช่วยลดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลกด้วย
ความร่วมมือความร่วมใจของทุกอาคารที่เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ นับเป็นเป็นความสำเร็จร่วมกันของทุกๆฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การที่ กฟน. ได้มีส่วนช่วยส่งเสริมให้เจ้าของอาคารเกิดแรงจูงใจในการอนุรักษ์พลังงาน ใส่ใจการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีส่วนร่วมในการช่วยยลดปัญหาภาวะโลกร้อน ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ กฟน. ภายใต้ค่านิยม ระบบไฟฟ้ามั่นคง บริการมั่นใจ ห่วงใยสังคม” นายชัยยงค์กล่าว

ระบบไฟฟ้ามั่นคง บริการมั่นใจ ห่วงใยสังคม 
กฟน. เชิญดาวน์โหลดฟรี MEA Smart Life App แจ้งไฟดับ, จ่ายค่าไฟ, เช็กค่าไฟย้อนหลัง ในแอปเดียวจบ..คลิก http://is.gd/KlyQKF