ทองเปิดตลาดลดลง 50 รูปพรรณขายบาทละ 20,900

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.พ. 2560 09:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/858060


ราคาทองเปิดตลาดวันที่ 14 ก.พ. ลดลง 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,300 ขายออกบาทละ 20,400 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,935.40 ขายออกบาทละ 20,900 บาท…

เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 60 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.25 น. ราคาลดลง 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,300.00 บาท ขายออกบาทละ 20,400.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,935.40 บาท ขายออกบาทละ 20,900.00 บาท.

 

จ่อผลิตคิทแคทรสทุเรียน-มะขาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.พ. 2560 06:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/857934


ลุ้นนักท่องเท่ียวแห่ซื้อกลับบ้าน ชูต้นแบบขนมญี่ปุ่นโกยรายได้

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยหลังการประชุมร่วมกับฝ่ายการตลาดบริษัทเนสท์เล่ ประเทศไทย ว่า ตนมีแนวคิดที่จะนำวัตถุดิบอาหารของประเทศไทย ที่ขึ้นชื่อและเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ มาพัฒนาต่อยอดให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม เพื่อจำหน่ายให้นักท่องเที่ยว โดยวัตถุดิบที่ใช้จะต้องคงคุณค่าและรสชาติความเป็นไทยที่มีเอกลักษณ์ เช่น การนำทุเรียน มะขาม มังคุดมาเป็นวัตถุดิบในการทำขนมคิทแคท ตามโมเดลคิทแคทชาเชียว ของประเทศญี่ปุ่นที่เป็นที่นิยมไปทั่วโลก ทำให้นักท่องเที่ยวมาใช้จ่ายมากขึ้น พร้อมตั้งเป้าหมายต้องการให้มีค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 10% ต่อทริป

“การหารือกับเนสท์เล่ ได้ขอคำแนะนำในเรื่องแนวทางการตลาดต่างๆ ว่าจะสามารถพัฒนาสินค้าด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องในด้านอาหาร เพราะขนมคิทแคท หากนำมาทำให้มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ นำผลไม้มาใช้เป็นส่วนผสม นักท่องเที่ยวมาเห็นจะรู้ได้ว่าขนมอันนี้ต้องมาซื้อที่เมืองไทยได้ที่เดียว ว่าจะสามารถทำได้หรือไม่”

ทั้งนี้ การที่กระทรวงสนใจพัฒนาสินค้าดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าจะตัดเรื่องการโปรโมตอาหารท้องถิ่นออกไป เพราะยังโปรโมตเหมือนเดิม แต่ปีนี้เรื่องอาหาร จะเป็นเรื่องที่ต้องทำการตลาดอย่างจริงจัง โปรโมตอาหารในทุกระดับ ตั้งแต่อาหารข้างทางไปจนถึงอาหารนานาชาติหรูหรา เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะกลุ่มชาวเอเชียและอาเซียน เมื่อเข้ามาท่องเที่ยวแล้วมีการใช้จ่ายในด้านอาหารสูงมาก

นอกจากนี้ ได้เตรียมหารือกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถึงแนวทางการพัฒนาสินค้าในชุมชนให้พัฒนาเป็นสินค้าด้านการท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มการใช้จ่ายให้สูงขึ้น โดยกระทรวงพาณิชย์มีแนวคิดพัฒนาตลาดในประเทศไทย ให้เชื่อมโยงกับนักท่องเที่ยวและแหล่งท่องเที่ยวไทย เช่น ตลาดทุเรียน เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่ชื่นชอบทุเรียนมาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็มีการหารือเรื่องพืชผลทางการเกษตรต่างๆ เช่น การนำผัก ผลไม้ ข้าว มาขายให้กับโรงแรม หรือการนำสินค้าท้องถิ่นขึ้นชื่อต่างๆของแต่ละท้องถิ่น เช่น ข้าวแต๋น ข้าวตัง มาวางต้อนรับนักท่องเที่ยว เมื่อมาเข้าพัก.

 

“บีโอไอ” สัมมนาใหญ่แห่งปีดึงเชื่อมั่นลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.พ. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/857936


นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า วันที่ 15 ก.พ.นี้ บีโอไอจะจัดสัมมนาใหญ่แห่งปี “โอกาสทางการลงทุนในประเทศไทย” ที่อิมแพค เมืองทองธานี เพื่อประชาสัมพันธ์กฎหมายใหม่และสิทธิประโยชน์ของบีโอไอ พร้อมรายงานความคืบหน้ากฎหมายฉบับอื่นๆให้นักลงทุนรับทราบ ขณะนี้มีผู้ตอบรับเข้าร่วมงาน 2,500 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารระดับสูงของภาคเอกชน จากบริษัทชั้นนำของไทยและต่างประเทศที่อยู่ในไทย รวมทั้งคณะนักธุรกิจจากต่างประเทศ นักธุรกิจที่เข้าร่วมงานจะเห็นภาพอนาคตประเทศไทยได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

สำหรับแผนการชักจูงการลงทุนในปีนี้ บีโอไอจะใช้มาตรการแบบเข้มข้น เพราะประเทศไทยจะก้าวไปสู่ประเทศไทย 4.0 ที่มีสภาพแวดล้อมใหม่ๆที่เอื้อต่อการลงทุน ขณะที่แผนการชักจูงการลงทุนไตรมาสแรก บีโอไอกำหนดแผนโรดโชว์ไปที่ฮ่องกง สิงคโปร์ อินเดีย เกาหลีใต้ สหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น โดยอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะชักชวนให้มาลงทุน ได้แก่ โทรคมนาคม ดาต้า เซ็นเตอร์ ชิ้นส่วนอากาศยาน ไบโอเทคโนโลยี ไอที ออโตเมชั่น เครื่องมือแพทย์ ส่วนช่วง กลางปีนี้จะเดินทางไปชักจูงการลงทุนที่ประเทศจีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย รัสเซีย สหรัฐฯ เกาหลี อินเดีย สหภาพยุโรป เน้นอุตสาหกรรม อากาศยานและการบิน เครื่องมือแพทย์ ออโตเมชั่น หุ่นยนต์สำหรับงานอุตสาหกรรม ไอที รถยนต์พลังงานไฟฟ้า แบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ซอฟต์แวร์.

 

เอกชนรอรัฐเปิดซื้อโซลาร์รูฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.พ. 2560 06:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/857930


นายวิเศษ จูงวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (WHAUP) เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างวางแผนพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน โดยจะต่อยอดโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และกำลังศึกษาความเป็นไปได้ของการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนอื่นๆ เช่น พลังงานขยะ นอกจากนี้บริษัทยังสามารถพัฒนาโครงการโซลาร์รูฟบนหลังคาของคลังสินค้า อาคารสำนักงานที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทได้ แต่โครงการโซลาร์รูฟยังต้องรอความชัดเจนจากภาครัฐว่าจะเริ่มพิจารณารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากที่บริษัทเสนอขายให้ลูกค้าได้เมื่อใด หากรัฐมีความชัดเจนบริษัทก็พร้อมเข้าร่วมโครงการ ส่วนโรงไฟฟ้าขยะนั้นมีผู้ประกอบการจำนวนมากที่มีโรงงานในพื้นที่นิคมเหมราชต้องการจัดการขยะ จึงเป็นไปได้ที่จะรับซื้อมาทำธุรกิจพลังงานในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายธุรกิจให้บริการน้ำประปาไปนอกนิคมอุตสาหกรรมเหมราชด้วย “ในส่วนของพลังงานลมนั้น ส่วนตัวมองว่าไม่เหมาะที่จะดำเนินธุรกิจในไทย เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่ เพราะพื้นที่ที่เหมาะทำโรงไฟฟ้าพลังลมจะอยู่บริเวณเขา ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าและพื้นที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) ต้องอาศัยการตีความจากหลายส่วน.

 

ฝันขึ้นแท่นศูนย์กลางดิจิทัล “ฐากร” ชู 4 ปัจจัยหนุนไทยแลนด์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.พ. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/857926


“ฐากร” ชู 4 ปัจจัย “คลื่นความถี่-โครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง-ความปลอดภัยในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล-การสร้างเนื้อหา” ร่วมขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เดินหน้าเปิดประมูลคลื่น คาดสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 539,035 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายปี 2563 ประเทศไทยยืนแถวหน้าภูมิภาคอาเซียนแน่

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า จากนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยสู่ยุค 4.0 หรือไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นั้น กสทช.ได้พิจารณาและวิเคราะห์ในรายละเอียดแล้ว พบว่า การจะทำให้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ประสบความสำเร็จได้นั้น กสทช.ถือเป็นหน่วยงานหนึ่งที่จะช่วยขับเคลื่อนและผลักดันให้สำเร็จได้

สำหรับปัจจัยที่จะสนับสนุนให้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ประสบผลสำเร็จนั้น ประกอบด้วย 1.การเปิดประมูลคลื่นความถี่ เพื่อขยายโครงข่ายโทรคมนาคมซึ่ง กสทช.ได้เตรียมการที่จะเปิดประมูลคลื่นเหล่านี้ อาทิ คลื่น 2600 เมกะเฮิรตซ์ จะเปิดประมูลในปี 2560 จำนวน 3-4 ใบอนุญาต คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 3 ใบอนุญาต คลื่น 850 จำนวน 1 ใบอนุญาต จะประมูลในปี 2561 คลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 3 ใบอนุญาต จะเปิดประมูลในปี 2563

ทั้งนี้ การเปิดประมูลคลื่นดังกล่าวคาดว่าจะสร้างรายได้ราว 539,035 ล้านบาท และจะทำให้ประเทศไทยมีคลื่นความถี่เพื่อใช้งานด้านโทรคมนาคมมากกว่า 800 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งสูงกว่าคำแนะนำของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) ที่กำหนดไว้ไม่ต่ำว่า 700 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งจะถือว่าประเทศไทยมีความพร้อมด้านดิจิทัลมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียนอย่างแน่นอน 2.การลงทุนโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) ให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้านของประเทศ โดยประเทศไทยมี 74,965 หมู่บ้าน ซึ่งขณะนี้

ผู้ประกอบการโทรคมนาคมได้ลงทุนสร้างโครงข่ายและให้บริการแล้ว 30,613 หมู่บ้าน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) อยู่ระหว่างติดตั้งอุปกรณ์เพื่อให้บริการอินเตอร์เน็ตอีก 24,700 หมู่บ้าน และรัฐบาลได้มอบหมายให้ กสทช.ติดตั้งอุปกรณ์และวางโครงข่ายอินเตอร์เน็ตอีก 19,625 หมู่บ้าน โดย กสทช.จะทยอยเปิดให้บริการในเดือน ธ.ค.2560 และจะเสร็จสมบูรณ์ภายในเดือน มิ.ย.2561 ซึ่ง

คาดว่าไม่เกินปี 2561 ทุกหมู่บ้านของประเทศไทย จะมีโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงทุกหมู่บ้าน และ กสทช.จะกำกับดูแลทั้งคุณภาพการให้บริการที่มีประสิทธิภาพ ราคาเป็นธรรม เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการอินเตอร์เน็ต

3.การสร้างความปลอดภัยในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล โดย กสทช.ได้ดำเนินการลงทะเบียนซิมโทรศัพท์มือถือ เพื่อแสดงตัวตน การสแกนลายนิ้วมือเพื่อพิสูจน์ตัวตน การลงทะเบียนใส่รหัส เพื่อยืนยันตัวตนในการใช้อินเตอร์เน็ตไร้สาย (ไวไฟ) ผ่านโทรศัพท์มือถือ การแชร์ข้อมูลของผู้ประกอบการโทรคมนาคมให้กับสถาบันการเงิน เพื่อยืนยันตัวตนในการทำธุรกรรมออนไลน์ ทั้งบริการโมบายแบงก์กิ้ง บริการพร้อมเพย์

4.การส่งเสริมด้านเนื้อหา (คอนเทนต์) โดย กสทช.จะสนับสนุนส่งเสริมให้ประชาชนมีองค์ความรู้ต่างๆ รวมถึงการพัฒนา และการสร้างคอนเทนต์ เพื่อนำไปสู่การเกิดธุรกิจใหม่ๆหรือสตาร์ตอัพ เช่น ประชาชนอยากจะขายสินค้าในท้องถิ่น กสทช.ก็จะเข้าไปช่วยพัฒนา เพื่อให้ประชาชนสามารถขายสินค้าออนไลน์ได้ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การทำธุรกิจโฮม สเตย์ ธุรกิจฟินเทค และอื่นๆ กสทช. ก็จะเข้าไปช่วยสนับสนุนขับเคลื่อน ผ่านโครงข่ายโทรคมนาคม

“ผมขอย้ำว่า ถ้าขาด 4 ปัจจัยเหล่านี้ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยสู่ยุค 4.0 จะไม่ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน ซึ่งเหมือนที่หลายๆคนชอบพูดว่า ถ้าไม่มีอินเตอร์เน็ต ก็ไม่มีการค้าขายออนไลน์ ไม่มีธุรกิจฟินเทค ดังนั้นกสทช.จะพยายามทำให้ประเทศไทยมีโครงข่ายอินเตอร์เน็ตให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้านให้ได้ เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางดิจิทัลในอาเซียน”.

 

บัตรกรุงศรีเจาะกิน-เที่ยว-เงินผ่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.พ. 2560 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/857922


นายฐากร ปิยะพันธ์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรีคอนซูเมอร์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้ภาครัฐเร่งนโยบายปรับลดการใช้เงินสด ตามแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ หรืออีเพย์เม้นท์ ด้วยการเร่งติดตั้งเครื่องรับบัตร (อีดีซี) 500,000 เครื่อง นำร่องให้กับหน่วยงานด้านสาธารณูปโภค ส่งผลให้ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเติบโตเพิ่มจากปกติอีก 5% และจะเห็นผลในช่วงปี 2561 เป็นต้นไป โดยการติดตั้งเครื่องอีดีซีดังกล่าวได้ปรับลดค่าธรรมเนียมการลดบัตรจาก 1-2% ของยอดใช้จ่ายผ่านบัตร เหลือแค่ 0.55% ถือว่าค่าธรรมเนียมลดลงกว่าครึ่ง ซึ่งเป็นตัวดึงดูดให้ร้านค้าเล็กๆ ติดตั้งเครื่องอีดีซีรับบัตรมากขึ้น

ทั้งนี้ ตลาดบัตรเครดิตในปีนี้ คาดว่ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรจะเติบโต 10% ขณะที่บัตรเครดิตในเครือของธนาคารกรุงศรีในปีนี้ตั้งเป้ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรเติบโตไว้ที่ 13% และออกบัตรเครดิตใหม่ 500,000 บัตร เมื่อหักกับบัตรเครดิตยกเลิก และทดแทนบัตรเดิม สิ้นปีนี้ยอดบัตรจะเติบโต 250,000 บัตร

สำหรับกลยุทธ์ทำตลาดของบัตรเครดิตในเครือกรุงศรี จะมีการดึงข้อมูลประวัติบัตรเครดิตของลูกค้ามาทำตลาดเฉพาะกลุ่มมากขึ้น พร้อมกับทำตลาดผ่านแอพพลิเคชั่น โทรศัพท์มือถือ เมื่อผู้ถือบัตรเครดิตเดินทางไปช็อปปิ้ง หรือท่องเที่ยวใกล้กับจุดโปรโมชั่นร้านอาหารจะส่งข้อมูลแคมเปญเข้าโทรศัพท์มือถือทันที และนอกจากร้านอาหารยังเน้นส่งเสริมสินค้าเงินผ่อน เนื่องจากในปี 59 ที่ผ่านมาเติบโตสูงมาก โดยหมวดอาหารเพิ่มร้านค้ารับบัตรจาก 21,000 ร้านค้าเป็น 27,000 ร้านค้า ขณะที่หมวดสินค้าเงินผ่อนตั้งเป้าเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% จากในปีที่ผ่านโตสูงถึง 25-27%

“ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตที่มาแรงมากๆ คือ หมวดช็อปปิ้งออนไลน์ และหมวดท่องเที่ยวรวมการจองซื้อตั๋วเครื่องบิน ปีที่แล้วมีอัตราการเติบโตสูงถึง 30% และในปีนี้ทั้ง 2 หมวดดังกล่าว ยังตั้งเป้าเติบโตไว้ที่ 30%”.

 

หุ้นสหรัฐฯ พุ่งปิดนิวไฮต่อเนื่อง ขานรับทรัมป์กางแผนลดภาษี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.พ. 2560 06:06

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/857984


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ทำนิวไฮเป็นวันที่ 3 ในวันจันทร์ โดยยังคงได้แรงกระตุ้นจากความคาดหวังว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะเปิดเผยแผนลดภาษีตามสัญญา…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 13 ก.พ. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 142.79 จุด หรือ 0.70% ปิดที่ 20412.16 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 12.15 จุด หรือ 0.52% ปิดที่ 2328.25 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 29.83 จุด หรือ 0.52% ปิดที่ 5763.96 จุด

ดัชนีหุ้นใหญ่ทั้ง 3 ของสหรัฐฯ ทำนิวไฮเป็นวันที่ 3 หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ ประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า เขาจะเปิดเผยแผนลดภาษีภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ขณะที่บริษัทกลุ่มธนาคารยังคงได้รับประโยชน์จากคำสั่งผ่อนคลายข้อบังคับทางการเงินที่ใช้มาตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2008

 

ไทยมีแรงงานนอกระบบสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.พ. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/857906


อาชีพเกษตรกรรมงานหนักไร้หลักประกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้รายงานให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทราบถึง ผลสำรวจแรงงานนอกระบบ ว่า ปี 59 มีแรงงานทั้งหมด 38.3 ล้านคน มีแรงงานนอกระบบหรือผู้มีงานทำที่ไม่ได้รับความคุ้มครองหรือไม่มีหลักประกันทางสังคมจากการทำงานทั้งสิ้น 21.3 ล้านคน หรือ 55.6% ของแรงงานทั้งระบบ ลดลงจากปีก่อนหน้า 100,000 คน ภาคที่มีแรงงานนอกระบบมากที่สุดคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7.5 ล้านคน ภาคกลาง 4.8 ล้านคน ภาคเหนือ 4.5 ล้านคน ภาคใต้ 3 ล้านคน และกรุงเทพฯ 1.5 ล้านคน

สำหรับแรงงานนอกระบบส่วนใหญ่มีการศึกษาระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่า ที่ 13.2 ล้านคน หรือ 61.9% ส่วนที่เหลือเป็นมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา และภาคเกษตรกรรมเป็นภาคที่แรงงานนอกระบบมากที่สุด 54.8% และนอกภาคเกษตร 45.2% โดยค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนยังต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท คือ เฉลี่ย 6,591 บาทต่อเดือน ที่อยู่ในภาคการค้าและบริการ 7,546 บาทต่อเดือน ภาคการผลิต 7,228 บาทต่อเดือน และภาคเกษตรกรรมต่ำสุด 5,129 บาทต่อเดือน และแรงงานนอกระบบทั้ง 21.3 ล้านคน เป็นผู้ที่ประสบปัญหา 5.9 ล้านคน ส่วนใหญ่ประสบปัญหาค่าตอบแทนต่ำ งานหนัก และขาดความต่อเนื่องของงาน ที่ทำงานมี ฝุ่น ละออง ควัน กลิ่น แสงสว่างไม่เพียงพอ และมีความไม่ปลอดภัยในการทำงาน เช่น ได้รับสารเคมีเป็นพิษ เครื่องจักร เครื่องมืออันตราย เป็นต้น

ทั้งนี้จากปัญหาแรงงานนอกระบบดังกล่าว จึงมีข้อเสนอต่อ ครม.ว่า ต้องกำหนดนโยบายเพื่อความช่วยเหลือแรงงานนอกระบบดังกล่าวให้ได้รับความคุ้มครองหรือหลักประกันทางสังคม เช่น กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อให้ประชาชนที่ประกอบอาชีพอิสระและไม่มีสวัสดิการใดๆ เพื่อให้มีหลักประกันในอนาคต.

 

เปิดโผ 5 ธุรกิจมาแรงรับวันวาเลนไทน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.พ. 2560 05:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/857938


กสอ.ชี้ผู้บริโภคนิยมซื้อสินค้าแบบเป็นคู่

นายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เปิดเผยว่า วันวาเลนไทน์ 14 ก.พ.นี้ ถือเป็นเทศกาลที่มีผู้บริโภคจับจ่ายใช้สอยหาซื้อของขวัญกันมากที่สุดอีกเทศกาลหนึ่ง และเป็นช่วงที่ผู้ประกอบการสามารถใช้กระแสจากเทศกาลมาเป็นสื่อนำเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคอุตสาหกรรมของตนได้ โดยเฉพาะใน 5 อุตสาหกรรม ที่ประกอบด้วย 1.อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ซึ่งวันวาเลนไทน์ ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางในหลายแบรนด์สินค้าจะมีความคึกคัก เนื่องจากมีการแข่งขันกันสูง ทั้งการสร้างโปรโมชั่นชวนซื้อใหม่ๆ การผลิตเครื่องสำอางในรูปแบบพิเศษ

2.อุตสาหกรรมแฟชั่น ที่วันวาเลนไทน์มีความคึกคัก เนื่องจากผู้บริโภคมีความต้องการสินค้าในลักษณะการออกแบบเฉพาะบุคคล อาทิ การพิมพ์ลายพิเศษ การทำสินค้าชิ้นเดียวเฉพาะบุคคล อีกทั้งยังมีความต้องการซื้อสินค้าในลักษณะคู่ อาทิ เสื้อคู่ รองเท้าคู่ กระเป๋าคู่ 3.อัญมณีและเครื่องประดับ ที่ในวันวาเลนไทน์จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความต้องการซื้อสินค้ามากขึ้นตามลำดับ 4.ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่กำลังเข้ามาแทนที่หลายๆสินค้าและเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ให้แก่คู่รัก 5.อุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่มาจากกลยุทธ์กระตุ้นยอดขายในช่วงระยะสั้นๆ จากการที่ผู้บริโภคต่างหาสถานที่เพื่อสร้างความประทับใจและการแสดงออกถึงความรักผ่านสถานที่ต่างๆ อาทิ ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า โรงแรม สถานที่ท่องเที่ยว บ้านพักตากอากาศในต่างจังหวัด.

 

น้ำท่วมใต้ขยับราคาปาล์มพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.พ. 2560 05:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/857940


นางวิวรรณ บุณยประทีปรัตน์ เลขาธิการสมาคมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ราคาปาล์มดิบที่เกษตรกรนำออกมาขายอยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 6-7 บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้านี้ที่เกษตรกรเคยขายได้ กก.ละ 4.20 บาท โดยราคาขายที่ปรับเพิ่มขึ้นเนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ทำให้เกษตรกรไม่สามารถเข้าไปตัดปาล์มน้ำมันได้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสถานการณ์ในลุ่มน้ำตาปีใน จ.นครศรีธรรมราช ยังมีน้ำท่วมขังอยู่ ส่งผลให้ต้นปาล์มแช่น้ำนานกว่า 2 เดือน โดยเฉพาะต้นปาล์มขนาดเล็กอายุ 1-5 ปี ซึ่งก็ล้มตายทั้งหมด 100% เพราะขาดออกซิเจน ทำให้ปาล์มน้ำมันออกสู่ตลาดลดลงและต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดว่าจะได้ 10 ล้านตัน จากพื้นที่ปลูก 450,000 ล้านไร่

ทั้งนี้ ในส่วนของสต๊อกน้ำมันปาล์มในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา มีปริมาณอยู่ 280,000-290,000 ตัน ซึ่งถือว่ายังอยู่ในระดับที่สูงอยู่ และยังเพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค ประกอบกับรัฐบาลได้ปรับลดอัตราส่วนผสมในไบโอดีเซล เหลือ บี 3 ทำให้สถานการณ์น้ำมันปาล์มไม่ขาดแคลน ต่างจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่รัฐบาลต้องประกาศนำเข้า อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากทุกปีช่วงเดือน มี.ค. ผลผลิตปาล์มน้ำมันจะออกสู่ตลาดมากที่สุด แต่ในปีนี้เป็นไปได้ยากเพราะเบื้องต้นผลผลิตปาล์มน้ำมันได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม

“ราคาปาล์มดิบที่สูงขึ้น กลายเป็นภาระให้กับกลุ่มโรงกลั่น เพราะต้องรับซื้อปาล์มดิบราคาสูง แต่นำมากลั่นขายได้เพียงลิตรละ 32 บาทเท่านั้น อีกทั้งยังไม่สามารถผลักดันให้สามารถส่งออกได้เพราะราคาของไทยสูงกว่าเมื่อเทียบกับมาเลเซีย จึงต้องรอเดือน มี.ค.อีกครั้งว่าจะมีผลผลิตปาล์มดิบออกสู่ตลาดได้อีกปริมาณเท่าไร และจะมีราคาเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด จะต้องรอดูสถานการณ์อีกครั้ง”.