เจาะตลาดรายภูมิภาค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.พ. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/857893


นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า หลังจากได้หารือกับที่ปรึกษารายภูมิภาค (Regional Advisor) ซึ่งเป็นภาคเอกชนรายใหญ่ของไทย ที่ทำธุรกิจในประเทศต่างๆทั่วโลกแล้ว ขณะนี้ได้จัดทำแผนเจาะตลาดทั้ง 7 ภูมิภาคเสร็จแล้ว โดยจะใช้เป็นมาตรการเสริมผลักดันการส่งออก สินค้าไทยอย่างเร่งด่วน เพื่อทำให้มูลค่าการส่งออกไทยในปี 60 ขยายตัวตามเป้าหมาย 2.5-3.5% จากปี 59 โดยจีนตั้งเป้าผลักดันมูลค่าการส่งออกให้ขยายตัว 3% ซึ่งจะทำโครงการ “ไทยแลนด์ โก” หรือมีชื่อภาษาจีนว่า “ไท่ เล่อ โก้ว” หมายถึง ซื้อสินค้าและมีความสุข โดยนำสินค้าไทยขายผ่านซี.พี.โลตัส ในจีน 73 สาขา รวมถึง Sinopec และห้างสรรพสินค้าเครือข่ายของล็อกซเล่ย์

ส่วนอาเซียน ตั้งเป้าขยายตัว 3.6% โดยจะผลักดันสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยผ่านช่องทางที่เป็นเครือข่ายบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) รวมทั้งกระจายผ่านตัวแทนกระจายสินค้า และจัดงานแสดงสินค้าไทย, ยุโรป ตั้งเป้าขยายตัว 1% โดยเครือเซ็นทรัลจะช่วยฝึกอบรมผู้ประกอบการเชิญผู้นำเข้าจากยุโรปมาซื้อสินค้าไทย และนำสินค้าเป้าหมายไปจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในห้างสรรพสินค้า และซุปเปอร์มาร์เก็ตในยุโรป รวมถึงผลักดันให้สินค้าไทยเข้าสู่ช่องทางการค้าออนไลน์

สำหรับแอฟริกาใต้และตะวันออกกลาง ตั้งเป้าขยายตัว 2% เท่ากัน จะเชิญผู้นำเข้ารายสำคัญเดินทางมาไทย เพื่อพบปะกับผู้ส่งออก และเยี่ยมชมโรงงาน โดยแอฟริกาใต้จะเชิญ 1,000 ราย ตะวันออกกลาง 700 ราย, เอเชียใต้ ตั้งเป้าขยายตัว 1% โดยคัดเลือกสินค้าที่มีโอกาส และเครือซิเมนต์ไทย (SCG) จะให้ความรู้ด้านการตลาด แนวโน้มตลาด จากนั้นจะจัดกิจกรรมการเจรจาธุรกิจ นำไปร่วมงานแสดงสินค้า เและเข้าช่องทางค้าขายออนไลน์, สหรัฐฯ ตั้งเป้าขยายตัว 3% เน้นอาหารและผลิตภัณฑ์ ผ่านค้าปลีก ค้าส่ง ห้างสรรพสินค้า และฟู้ดเซอร์วิส โดยเฉพาะบริการจัดส่งอาหารตามบ้าน ส่วนญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ตั้งเป้าขยายตัว 3% โดยจะนำสินค้าไทยไปขายผ่านเครือข่ายของเครือสหพัฒน์.

 

ใช้พร้อมเพย์จ่ายสวัสดิการรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.พ. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/857886


น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ภายในสิ้นเดือน ก.ย.60 กรมบัญชีกลางจะเป็นหน่วยงานที่บูรณาการข้อมูลของประชาชนมากที่สุดภายในประเทศ เนื่องจากต้องรับผิดชอบข้อมูลการลงทะเบียน เพื่อรับสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งจะเริ่มลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย.-15 พ.ค.60 สำหรับผู้มีรายได้น้อยกว่า 100,000 บาทต่อปี ที่มีอยู่ราว 14 ล้านคน คาดว่าจะมีผู้สนใจมาลงทะเบียนอย่างคับคั่ง เพิ่มจากปีที่แล้วที่มีลงทะเบียนเพียง 8.3 ล้านคน

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้ประกาศเริ่มใช้พร้อมเพย์ เมื่อวันที่ 27 ก.พ.ปีที่ผ่านมา โดยกรมบัญชีกลางจะจ่ายเงินให้ประชาชนที่รับเงินช่วยเหลือหรือเงินอุดหนุนจากรัฐ ผ่านระบบพร้อมเพย์ด้วยเช่นกัน ซึ่งจากการรวมรวบของกรมบัญชีกลางพบว่า การให้ความช่วยเหลือในลักษณะดังกล่าวของรัฐบาล มีมากถึง 44 รายการจากทุกส่วนราชการ โดยในจำนวนนี้ แบ่งเป็น 1.การให้ความช่วยเหลือที่เป็นตัวเงิน 27 รายการ เช่น เงินช่วยอุดหนุนเพื่อดูแลเด็กแรกเกิดคนละ 600 บาท เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและคนพิการ จำนวน 12 ล้านคนใช้เงิน 70,000-80,000 ล้านบาท 2.การให้ความช่วยเหลือจากรัฐที่ไม่เป็นตัวเงินอีก 17 รายการ เช่น การให้ความช่วยเหลือทางอาหาร หรือหนังสือเรียน เป็นต้น ซึ่งกรมบัญชีกลางจะไม่เข้าไปแตะต้อง

“ในปีนี้กรมบัญชีกลางจะค่อยๆบูรณาการข้อมูลทั้ง 2 ฝั่ง คือ 1.การลงทะเบียนขอรับสวัสดิการจากรัฐ 14 ล้านคน และ 2.การให้ความช่วยเหลือของรัฐบาลผ่านหน่วยงานต่างๆอีก 12 ล้านคน รวม 26 ล้านคน ซึ่งจะเป็นการรวบรวมข้อมูลของประชาชนที่มีรายละเอียดมากที่สุด เพราะจะระบุถึงรายได้ อาชีพ และการรับความช่วยเหลือจากภาครัฐด้านต่างๆ นอกเหนือจากชื่อ นามสกุล และวันเดือนปีเกิดด้วย”

น.ส.สุทธิรัตน์กล่าวว่า กรมบัญชีกลางได้นำร่องจ่ายเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ ให้โครงการเด็กแรกเกิดไปแล้ว ตั้งแต่เดือน ก.ย.59 โดยลงทะเบียนขอรับเงินผ่านพร้อมเพย์แล้ว 20,000-30,000 คน จากทั้งหมด 70,000-80,000 คน โดยพ่อแม่ของเด็กจะได้รับเงินคนละ 600 บาทต่อเดือน เป็นจำนวน 36 เดือนหรือ 3 ปี เช่นเดียวกับประชาชนที่ลงทะเบียนขอรับสวัสดิการแห่งรัฐ ก็ต้องลงทะเบียนพร้อมเพย์ควบคู่ไปด้วย เพราะในอนาคต กรมบัญชีกลางจะมีบัตรชิพการ์ดให้แก่ประชาชนที่ลงทะเบียน คาดว่าเดือน ก.ค.60 จะสามารถเริ่มแจกบัตรดังกล่าวได้.

 

ฉายภาพ ศก.ไทย-เทศ จัดพอร์ตลงทุนเข้ากับความเสี่ยง รับผลตอบแทนดีในอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.พ. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/856313


เข้าสู่เดือนที่ 2 ของปีไก่ทองกันแล้ว แม้ลมหนาวกำลังจะจากไป ฤดูร้อนกำลังจะเข้ามา แต่เชื่อว่าเงินในกระเป๋าของท่านทั้งหลายคงไม่ร้อนเหมือนกับฤดูที่กำลังจะมาเยือน ทางที่ดีเราควรนำเงินในกระเป๋าไปต่อยอดให้งอกเงยกันดีกว่า ‘ไทยรัฐออนไลน์’ ขอพาผู้อ่านไปท่องโลกแห่งการลงทุน ก่อนอื่นเราต้องมองภาพรวมเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทย หลังจากนั้นถึงจะลงลึกไปที่ตลาดหุ้น และตลาดตราสารหนี้ เมื่อฉายภาพทั้งหมดก็เริ่มจัดพอร์ตการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีในอนาคตกัน….

ภาพรวมเศรษฐกิจโลก-เศรษฐกิจไทย

สานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยนั้น สานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล นักวิเคราะห์กองทุนรวม บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ความเสี่ยงที่ทั่วโลกจะต้องจับตามองคือนโยบายการบริหารงานต่างๆ ของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยนโยบายบางอย่างก็ไม่ส่งผลดีต่อบริษัทจดทะเบียนของสหรัฐฯ ขณะที่ภาพในอนาคตเราก็ยังมองไม่ชัด ซึ่งจุดนี้เองถือเป็นความเสี่ยงที่เราต้องระมัดระวัง ส่วนการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดนั้น เราคาดว่าทั้งปีนี้น่าจะมีการปรับดอกเบี้ยประมาณ 2 ครั้ง

ทั้งนี้ เรามองว่าเศรษฐกิจยุโรปมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีประเด็นที่ต้องจับตามอง คือ การเลือกตั้งทั้งปีที่อาจจะส่งผลต่อตลาดหุ้นได้ ส่วนตลาดเกิดใหม่ เรามองว่าจีนก็น่าสนใจ หากดูในระยะยาวเราจะเห็นว่า จีนมีการปรับโครงสร้างภายในประเทศ เปลี่ยนจากผู้ส่งออกเป็นการเน้นการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก และรัฐบาลจีนเองก็ให้ความสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้วยเช่นกัน แต่ถ้าในภาพรวมเราให้น้ำหนักการลงทุนในเอเชียแปซิฟิกเป็นหลัก

ดร.สมชัย อมรธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัย บลจ.กรุงไทย มองว่า เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มดีขึ้นจากปีที่ผ่านมา สอดคล้องกับมุมมองของ IMF ที่ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกน่าจะขยายตัวได้ 3.4% สูงกว่าในปี 2559 อยู่ที่ 3.1% ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญมาจากเศรษฐกิจของกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมัน น่าจะฟื้นตัวตามทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวดีขึ้น อัตราเงินเฟ้อที่เริ่มสูงขึ้น และแรงกดดันเงินฝืดเริ่มหมดไป ผลักดันให้รายได้ของครัวเรือนปรับสูงขึ้นได้ สหรัฐฯ หันมาใช้นโยบายการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเรามองว่าเฟดน่าจะมีการปรับดอกเบี้ยประมาณ 2 ครั้งช่วงปลายปี และดอกเบี้ยทั่วโลกแม้จะมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น ก็ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำและเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ส่วนประเทศไทย เรามองว่า เศรษฐกิจจะเติบโตได้ 3.5% สูงกว่าปี 2559 ที่ขยายตัว 3.1% ปัจจัยสนับสนุนหลัก จากการใช้จ่ายภาครัฐ งบประมาณกลางปี 2560 วงเงิน 1.9 แสนล้านบาท ถือเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญที่ทำให้เม็ดเงินเข้ามาไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ประกอบกับดอกเบี้ยในประเทศต่ำ ถือว่าเป็นปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังน่าจะคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.50% ตลอดปีนี้

ด้าน คมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกในปีนี้มีความแตกต่างไปจากปีที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเงินเฟ้อที่จะกลับมาเร่งตัวขึ้น ตามราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ฟื้นตัว ส่งผลต่อรูปแบบการใช้นโยบายเศรษฐกิจ โดยเปลี่ยนจากการใช้นโยบายการเงิน เช่น การทำ QE และดอกเบี้ยติดลบ ไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายการคลัง

สำหรับจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว คือ การชนะการเลือกตั้งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และการครองเสียงข้างมากของพรรคริพับลิกัน ในสภาคองเกรส ซึ่งจะทำให้เกิดการผลักดันมาตรการลดภาษี และการเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐ กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงเศรษฐกิจโลกในปี 2560

โดยในปีนี้เราคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวได้ดีขึ้นที่ 3.4% ตามการฟื้นตัวของการลงทุนและการค้าโลกประกอบกับแรงส่งจากนโยบายการคลัง โดยเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลกในปี 2560 จะส่งผลให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกกลับมาขยายตัวอีกครั้ง หลังจากไม่ขยายตัวมาตั้งแต่ปี 2557

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ยังมีความเสี่ยงที่ต้องจับตา ได้แก่ 1. ความเสี่ยงทางการเมืองจากการเจรจา Brexit และการเลือกตั้งในยุโรปหลายประเทศ 2. ราคาน้ำมันที่อาจปรับตัวลดลง หากกลุ่มโอเปคตัดสินใจกลับมาเพิ่มกำลังการผลิตในการประชุมปลายเดือน พ.ค. ที่จะถึงนี้ และ 3. แนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น เช่น การปรับขึ้นดอกเบี้ย และการลดการอัดฉีดสภาพคล่องผ่านคิวอี (QE) ซึ่งเราคาดว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาส 4

หุ้นไทยเป็นอย่างไร

วิวัฒน์ เตชะพูลผล รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ทางเทคนิค บล.ทิสโก้ กล่าวว่า เมื่อประเมินมูลค่าหุ้นไทย (Valuation) นั้นค่อนข้างแพง แต่กำไรต่อหุ้น (EPS) ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง ซึ่งหุ้นไทยจึงยังอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่มีความผันผวนและมี Upside จำกัด โดยกรอบดัชนี SET Index ในปีนี้จะอยู่ที่ 1,500-1,650 จุด และอาจมี Upside จากฟองสบู่ได้ถึง 1,700 จุด

โดยในช่วงนี้ถึง เม.ย. จะเกิดปรากฏการณ์ Dividend Effect คือนักลงทุนซื้อหุ้นเพื่อเก็งปันผล ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น จึงแนะนำให้นักลงทุนทยอยซื้อหุ้นในช่วงที่ดัชนีย่อตัวลงมา และไปขายในช่วง มี.ค.-เม.ย. โดยแนะนำให้เล่นหุ้นที่ยังราคาขึ้นน้อย (Laggard) แต่มีผลประกอบการและปันผลดี ในกลุ่มธนาคารและก่อสร้าง

ธิดาศิริ ศรีสมิต รองกรรมการผู้จัดการ และ ประธานบริหารการลงทุนตราสารทุน บลจ.กสิกรไทย มองว่า การลงทุนในตลาดหุ้นไทยปีนี้ แม้ว่าในช่วงครึ่งปีแรกตลาดหุ้นไทยอาจเผชิญกับความเสี่ยงจากเม็ดเงินที่ไหลกลับเข้าสหรัฐฯ แต่ด้วยเศรษฐกิจไทยที่ยังสามารถฟื้นตัวได้ดีต่อเนื่องและฐานะการเงินของประเทศที่แข็งแกร่ง ทำให้ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยมีค่อนข้างจำกัด

โดยมีปัจจัยบวกจากรัฐบาลที่ยังคง ดำเนินนโยบายลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานตามแผนต่อเนื่องมาจากปีที่ผ่านมา ขณะที่ตัวเลขภาคการส่งออกของไทยที่ชะลอตัวลง คาดว่ารัฐบาลจะยังคงพยายามประคองเศรษฐกิจด้วยการสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการบริโภคภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องจับตาคือ การดำเนินนโยบายอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีทรัมป์ เนื่องจากอาจส่งผลถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตร อัตราเงินเฟ้อ และการดำเนินนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางต่างๆ ซึ่งจะส่งผลต่อกระแสเงินทุนไหลเข้าออกของนักลงทุนต่างชาติ รวมทั้งนโยบายทางการค้าที่อาจส่งผลต่อภาคการส่งออกของประเทศในภูมิภาคเอเชียรวมถึงไทยด้วย ทั้งนี้ บลจ.กสิกรไทยยังคงเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยปลายปี 2560 อยู่ 1,690 จุด

ส่วนสานุพงศ์ บล.ฟิลลิป กล่าวว่า เรายังคงให้มุมมอง wait and see ภาครัฐมีการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการลงทุนตัวโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ แต่ยังคงต้องจับตาปัจจัยลบที่จะมีตามมาด้วย ส่วนปัจจัยภายนนอกที่จะกระทบต่อหุ้นไทยก็ไม่ได้มีมากเท่าไรนัก แต่คงต้องดูฟันด์โฟลว์ที่จะเข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งแน่นอนว่าคงไม่ได้กระทบต่อตลาดหุ้นเหมือนปี 2009-2010 ที่ฟันด์โฟลว์ไหลออกไปเป็นจำนวนมาก โดยเราให้กรอบดัชนีในปีที่ 1,666 จุด

ตราสารหนี้ยังป๊อบอยู่

บลจ.กรุงไทย มองว่า ตลาดตราสารหนี้ในประเทศ ความน่าสนใจจะอยู่ที่ตราสารระยะสั้น ซึ่งสามารถใช้เป็นแหล่งลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง ท่ามกลางความผันผวนของตลาด เมื่อครบกำหนดหากอัตราผลตอบแทนปรับตัวเพิ่มขึ้นจนถึงระดับที่เหมาะสมแล้วก็สามารถกลับไปลงทุนใหม่ (Reinvestment) ที่อัตราผลตอบแทนสูงขึ้น หรืออาจยืดอายุของตราสารที่ลงทุนให้ยาวขึ้นได้หากอัตราผลตอบแทนได้ตอบรับ (Price in) กับปัจจัยต่างๆ ไปหมดแล้ว ดังนั้น กองทุนตราสารหนี้ที่น่าสนใจในปีนี้ จะเป็นกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นและกองทุนรวมตลาดเงิน เป็นต้น

จัดพอร์ตลงทุนตามความเสี่ยงรับผลตอบแทนดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

การจัดพอร์ตการลงทุนนั้น สิ่งแรกที่เราควรตระหนักถึงคือ การประเมินความเสี่ยงจากการลงทุน โดยเฉพาะการเฝ้าถามตัวเราเองว่า “รับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน กังวลหรือไม่หากเงินต้นที่ลงทุนไปมีการขาดทุน โดยเราต้องคำนึงเสมอว่า การลงทุนไม่ใช่การฝากเงิน” เมื่อเราข้ามข้อกังวลเหล่านี้ได้ก็ต้องทำแบบประเมินความเสี่ยงก่อน มาเมื่อถึงจุดนี้เราก็เตรียมจัดพอร์ตเพื่อรับผลตอบแทนที่ดีในอนาคตได้เลย เหล่ากูรูการลงทุนได้แนะนำไว้ดังนี้

ชาตรี โรจนอาภา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) หรือ KTBST แนะนำการลงทุนในโดยการจัดสรรพอร์ตลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่ตนเองสามารถรับได้ ดังนี้ นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้มากแนะนำลงทุนในหุ้น 60% ตราสารหนี้ 20% การลงทุนทางเลือก เช่น กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) หรือ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ 20%

ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงปานกลาง แนะนำลงทุนในหุ้น 40% ตราสารหนี้ 50% การลงทุนทางเลือก เช่น กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) หรือ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ 10% สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย แนะนำ ลงทุนในหุ้น 10% ตราสารหนี้ ประเภท Fix income 85% การลงทุนทางเลือก เช่น กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ( REIT) หรือ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ 5%

ทั้งนี้การลงทุนในตราสารหนี้สำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำนั้น ควรเป็นตราสารหนี้ภาครัฐอายุไม่เกิน 3 ปี ตราสารหนี้เอกชนที่มีเรตติ้งระดับ Investment Grade (BBB) สำหรับสัดส่วนของการลงทุนในหุ้นนั้น KTBST แนะนำลงทุนในหุ้นต่างประเทศไม่เกินครึ่งหนึ่ง โดยแนะนำ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ญี่ปุ่น จีน

บล.ฟิลลิป แนะนำ นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย ควรให้ลงทุนตราสารหนี้ 60-70% ที่เหลืออาจะเลือกลงทุนในหุ้น เป็นต้น ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางควรลงทุนตราสารหนี้ 50% หุ้น 50% และนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง แนะนำให้ลงทุนหุ้น 60-70% โดยแบ่งเป็นหุ้นไทย หุ้นเอเชียแปซิฟิก หุ้นยุโรป และหุ้นเฮลท์แคร์ ซึ่งในพอร์ตอาจจะมีทองคำ 10-15% ก็ได้

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ ให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลังของประธานาธิบดีทรัมป์ จะเป็นปัจจัยหนุนกำไรของบริษัทจดทะเบียน คงคำแนะนำ Overweight

ส่วนตลาดหุ้นญี่ปุ่นนั้น เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดี และ Valuation ไม่แพงเมื่อเทียบกับในอดีต มีผลประกอบการเติบโตแข็งแกร่ง รวมทั้งมีการเพิ่มอัตราการจ่ายปันผลและซื้อหุ้นคืนตามมาตรการปฏิรูปธรรมาภิบาล คงคำแนะนำ Overweight ด้านตลาดหุ้นอินเดียนั้นได้รับอานิสงส์จากการปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลอินเดีย ผลกระทบจากการยกเลิกการใช้ธนบัตร 500 และ 1,000 รูปี จะมีขึ้นในระยะสั้นๆ คงคำแนะนำ Overweight

ส่วนตลาดหุ้นจีนนั้น เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มชะลอตัว เนื่องจากรัฐบาลเข้าแก้ไขปัญหาหนี้ที่มีอยู่ในระดับสูง ตลาดหุ้น H-Share ให้ผลตอบแทนนำ A-Share หลังทางการจีนเปิดการเชื่อมต่อตลาดหุ้นเซินเจิ้นและฮ่องกง ส่วนทองคำ ทยอยสะสมเมื่อราคาปรับลดลงมากเพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน

 

ช็อปช่วยชาติดันยอดรูดปื๊ดพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.พ. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/857866


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานการให้บริการบัตรเครดิตของระบบในสิ้นเดือน ธ.ค.ปี 2559 ที่ผ่านมา พบว่าการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตโดยรวมเพิ่มขึ้น 42,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.53% เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย.59 ที่ยอดการใช้จ่าย 147,000 ล้านบาท เป็น 190,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากมาตรการช็อปช่วยชาติ ซึ่งสามารถนำยอดการซื้อสินค้าไปลดหย่อนภาษี บวกกับเป็นเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ที่มีการจับจ่ายใช้สอยสูงเพื่อซื้อของขวัญ เลี้ยงฉลองและท่องเที่ยวตามฤดูกาลอยู่แล้ว

ทั้งนี้ประเภทของการใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นการใช้จ่ายในประเทศ 162,000 ล้านบาท ส่วนการใช้จ่ายในต่างประเทศอยู่ที่ 10,700 ล้านบาท และการเบิกเงินสดล่วงหน้าผ่านบัตรอีก 17,700 ล้านบาท ซึ่งหลักๆมาจากบัตรที่ออกโดยธนาคารพาณิชย์เป็นสำคัญ โดยล่าสุดสิ้นเดือน ธ.ค.59 ที่ผ่านมา ทั้งระบบมีบัตรเครดิตอยู่ที่ 23.15 ล้านใบ มียอดสินเชื่อคงค้างรวม 358,000 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) รวม 10,400 ล้านบาท สำหรับทิศทางการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในปี 60 นี้ คาดว่าจะปรับดีขึ้นได้อย่างต่อเนื่องตามการบริโภคภาคเอกชนที่น่าจะขยายตัวได้ดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ คาดว่าการบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัวที่ 2.6%.

 

ปั้นธุรกิจบริการเทรนด์ใหม่ หวังเสริมแกร่งเศรษฐกิจไทยในอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/857850


พาณิชย์ลุยส่งเสริมเอสเอ็มอี New S-Curve ความหวังใหม่ของประเทศ สอดรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ทำแผนปั้นให้เข้มแข็ง และดันส่งออก เตรียมถก “สมคิด” ทำเป็นวาระแห่งชาติดันต่อในระยะยาว

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิด เผยถึงการส่งเสริมและผลักดันธุรกิจบริการ ที่เป็น เทรนด์ใหม่ของไทย หรือนิว เอส เคิร์ฟ (New S-Curve) ว่ากรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ส่งผลการศึกษาผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ในภาคธุรกิจบริการที่เป็นเทรนด์ใหม่ของไทย ที่มีศักยภาพในการส่งเสริม และผลักดันให้ขยายตัวได้มากขึ้น รวมถึงสามารถออกไปลงทุนในต่างประเทศ หรือส่งออก มาให้ตนพิจารณาแล้ว ซึ่งจะมีทั้งการพัฒนาธุรกิจที่ดำเนินการอยู่แล้วให้เข้มแข็งขึ้น และพัฒนาให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่ในธุรกิจบริการ New S-Curve ที่สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่จะใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีพัฒนาและผลิตสินค้าและบริการ รวมถึงความต้องการของโลก

“ภาคบริการมีส่วนผลักดันเศรษฐกิจโลก โดยปี 59 มูลค่าการค้าบริการโลกโต 2.5% แต่ไทยการส่งออกภาคบริการโตถึง 10.4% ซึ่งโตมากกว่าโลก ไทยจึงต้องส่งเสริมภาคบริการให้เข้มแข็ง เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต”

ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยมีนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ธุรกิจบริการที่เป็น New S-Curve ได้แก่ ธุรกิจบริการดิทัลจิ คอนเทนต์ เช่น ธุรกิจบริการเกี่ยวกับการออกแบบเว็บไซต์ การสร้างซอฟต์แวร์เกม การสร้างภาพยนตร์ การเขียนซอฟต์แวร์เสมือนจริง (Virtual) เป็นต้น, ธุรกิจบริการด้านการศึกษา เช่น ธุรกิจบริการด้านการฝึกอบรมบุคลากรในด้านต่างๆที่ไทยเชี่ยวชาญ อย่างการโรงแรมการบิน การเกษตรและอาหาร ความงาม ธุรกิจให้บริการด้านการศึกษา อย่างการทำบัญชี ทำตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจให้คำปรึกษาทำสื่อสังคมออนไลน์ หรือธุรกิจบริการเอาต์ซอร์ซ เช่น บัญชี ทรัพยากรบุคคล

นอกจากนี้ ไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ธุรกิจบริการ New S-Curve ได้แก่ ธุรกิจบริการเกี่ยวกับผู้สูงอายุทั้งในและนอกบ้าน ส่วนธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับความต้องการโลก เช่น ธุรกิจบริการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม อย่างเช่น การทำขยะรีไซเคิล พลังงานทางเลือก รวมถึงธุรกิจบริการด้านสุขภาพและความงาม เป็นต้น สำหรับแผนพัฒนากลุ่มธุรกิจบริการเดิมให้เป็น New S-Curve แบ่งเป็น ธุรกิจภาคการเกษตร อาหาร ยานยนต์ และการท่องเที่ยว เช่น ส่งเสริมให้เกิดสถานีบริการชาร์จไฟฟ้า เพราะไทยส่งเสริมให้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าผลักดันให้เกิดธุรกิจบริการร้านอาหารที่ขายผ่านออนไลน์, รถยนต์ขายอาหาร (Food Truck), ธุรกิจบริการสุขภาพและความงามที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว, ธุรกิจบริการกายภาพบำบัด, ธุรกิจบริการการประชุมและนิทรรศการ, ธุรกิจบริการซ่อมเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

“เมื่อได้ธุรกิจบริการ New S-Curve แล้ว ได้สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ส่งเสริมและผลักดันทันทีภายใต้งบปี 60 ซึ่งนอกจากจะอบรมให้ความรู้การทำธุรกิจแล้ว ยังต้องส่งเสริม และผลักดันให้ผู้ประกอบการเข้มแข็ง และเกิดผู้ประกอบการรายใหม่ เป็นแผนเร่งด่วนที่จะทำระยะสั้น ส่วนระยะกลาง และยาว ต้องหารือกับรองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ ในอนาคต ไทยจะส่งออกธุรกิจบริการมากกว่าสินค้าด้วยซ้ำ”.

 

ทองเปิดตลาดขึ้น 100 รูปพรรณขายบาทละ 20,950

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.พ. 2560 09:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/857424


ราคาทองวันที่ 13 ก.พ. เปิดตลาดขึ้น 100 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,350 ขายออกบาทละ 20,450 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,980.88 ขายออกบาทละ 20,950 บาท …

เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 60 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.22 น. ปรับเพิ่มขึ้น 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,350.00 บาท ขายออกบาทละ 20,450.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,980.88 บาท ขายออกบาทละ 20,950.00 บาท.

 

ผลสอบโรลส์รอยซ์ ปตท.ใกล้เส้นตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.พ. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/857330


นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานกรรมการเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีข่าวเจ้าหน้าที่ของ ปตท.รับสินบนบริษัท โรลส์-รอยซ์ เอเนอร์จี ซิสเต็ม จำกัด ว่า ขณะนี้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างเร่งรัดรวบรวมข้อมูล เพื่อรายงานผลตรวจสอบต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารบริษัท (บอร์ด ปตท.) ที่จะครบกำหนดการใช้เวลาตรวจสอบ 30 วันในวันที่ 17 ก.พ.นี้ เชื่อว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น อีกทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็ไม่ได้ส่งข้อมูลการตรวจสอบผู้กระทำใดๆ แจ้งมายัง ปตท.ด้วย โดย ปตท.มี กำหนดชี้แจงกรณีดังกล่าวต่อสื่อมวลชนในวันที่ 22 ก.พ.นี้

นอกจากนี้ ที่ประชุมบอร์ด ปตท.ปลายเดือน ก.พ.นี้ มีวาระรับรองงบลงทุน ของบริษัทในเครือ ปตท.โดยแผนการลงทุนในเครือของ ปตท.ปีนี้มีงบลงทุนรวม 300,000 ล้านบาท ซึ่งในส่วนของ ปตท.จะเน้นลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 83,000 ล้านบาท ได้แก่ โครงการท่อก๊าซธรรมชาติ เส้นที่ 5 เชื่อมฝั่งตะวันออกไปฝั่ง ตะวันตก และคลังรับก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) แห่งที่ 2 อำเภอมาบตาพุด จังหวัดระยอง ทั้งนี้ เม็ดเงินลงทุนรวมของทั้งสองโครงการคิดเป็นครึ่งหนึ่งของเงินลงทุนตามแผน 5 ปีของ ปตท. จากงบลงทุนรวมของบริษัทในเครือ 5 ปี มูลค่า 1.6 ล้านล้านบาท แต่ก็ได้ตั้งงบสำรองกรณีเผื่อใช้ไว้ที่ 1.9 ล้านล้านบาท

ขณะเดียวกัน ปตท.จะเร่งจัดหาแอลเอ็นจี เพื่อทดแทนก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยและพม่าที่กำลังการผลิตลดลงต่อเนื่อง โดยสัญญาซื้อขายแอลเอ็นจีที่ ปตท.ทำร่วมกับบริษัท บีพี และบริษัท เชลล์ จำกัด จะมีกำหนดส่งมอบครั้งแรกเดือน เม.ย.นี้ รวมถึงอยู่ระหว่างรอการพิจารณาของสำนักงานอัยการ สูงสุด เรื่องการลงนามสัญญาซื้อขายแอลเอ็นจีกับบริษัท ปิโตรนาส ของมาเลเซีย คาดว่าจะสามารถลงนามได้ไตรมาส 1 ปีนี้ เพื่อให้ปริมาณสำรองแอลเอ็นจีของประเทศรวมเป็น 5 ล้านตันต่อปี.

 

จัดหลักสูตรติวเข้มนักศึกษา แก้ปัญหาบุคลากรในตลาดหุ้นขาดแคลน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.พ. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/857328


แห่จัดหลักสูตรติวนักศึกษาเข้ามาทำงานสายหลักทรัพย์ แก้ปัญหาบุคลากรขาดแคลน หลังจำนวนโบรกเกอร์เพิ่มขึ้น บริษัทต่างชาติเข้ามาเปิดกิจการมากขึ้น หวังแบ่งเค้กชิงค่าคอมมิชชั่น หลังมูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยสูงสุดในอาเซียนหลายปีติดต่อกัน ขณะที่มีบริษัทใหม่ๆ ระดมทุนเข้าตลาดหุ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางนักลงทุนหน้าใหม่แห่เข้าตลาดเพิ่มขึ้นทุกปี เผยหมอ-วิศวะและพนักงานออฟฟิศฮิตเล่นหุ้นนางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางสมาคมฯร่วมกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้จัดทำหลักสูตรอบรมนักศึกษาที่เรียนสาขาการเงิน การธนาคาร, บัญชี, เศรษฐศาสตร์ และธุรกิจอื่นๆ เพื่อให้มีความรู้เกี่ยวกับวิชาชีพหลักทรัพย์มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หรือโบรกเกอร์ ขาดแคลนบุคลากรรวมกันไม่ต่ำกว่า 1,000 คน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมดังกล่าว ประกอบกับมีโบรกเกอร์ต่างประเทศเข้ามาทำธุรกิจในไทยต่อเนื่อง ขณะเดียวกันมีนักลงทุนหน้าใหม่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นทุกปี ปีละ 100,000 คน

ทั้งนี้ การขาดแคลนบุคลากรในธุรกิจหลักทรัพย์ ทำให้บางบริษัทได้ดึงบุคลากรจากบริษัทอื่นๆเข้ามาเสริมทีม ด้วยการให้ผลตอบแทนที่จูงใจกว่า แม้จะยังไม่ถึงขั้นการแย่งหรือซื้อตัวกันรุนแรงนัก แต่ที่ผ่านมาทางสมาคมฯได้เข้าไปติดตามอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับการโยกย้ายบุคลากรในอุตสาหกรรม เช่น การขอความร่วมมือไม่ให้มีการดึงบุคลากรจากบริษัทใดบริษัทหนึ่งมากเกินไป จนบริษัทนั้นๆไม่สามารถดำเนินกิจการได้ “การโยกย้ายบุคลากรในอุตสาหกรรมโบรกเกอร์เป็นปัญหาที่แก้ไขจัดการได้ยาก เนื่องจากบุคลากรมีจำนวนจำกัด สวนทางกับผู้ประกอบการรายใหม่ที่เพิ่มขึ้นทุกปี ประกอบกับบุคลากรที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ทยอยเกษียณอายุ โดยปัจจุบันมีโบรกเกอร์ประมาณ 40 แห่ง และปีนี้จะมีต่างชาติมาเปิดกิจการในไทยเพิ่มอีก 2-3 แห่ง เพราะเห็นศักยภาพตลาดทุนไทยที่มีสภาพคล่องหรือมูลค่าการซื้อขายหุ้นสูงสุดในอาเซียนหลายปีติดต่อกัน ขณะเดียวกันแต่ละปียังมีบริษัทจดทะเบียนรายใหม่ๆเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์จำนวนมากโดยเฉพาะหุ้นไอพีโอ”

นางภัทธีรากล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาโบรกเกอร์มีการแข่งขันเรื่องการลดค่าธรรมเนียมหรือค่าคอมมิชชั่นในการเป็นนายหน้าซื้อขายหุ้นที่รุนแรง เพื่อดึงลูกค้าเข้ามาใช้บริการ ส่งผลให้หลายโบรกฯประสบปัญหาเรื่องของรายได้ แต่ปัจจุบันบรรดาโบรกฯต่างหันมาใช้กลยุทธ์อื่นๆนอกเหนือจากการลดค่าธรรมเนียม เช่น การพัฒนาเครื่องมือใหม่เพื่ออำนวยความสะดวกในการซื้อขายหุ้น, การให้ข้อมูลนักลงทุนเกี่ยวกับหุ้นแต่ละตัวเพื่อให้เกิดการลงทุนระยะยาวและให้นักลงทุนมีกำไรจากการลงทุนมากขึ้น หากนักลงทุนมีกำไรก็จะเป็นลูกค้าโบรกฯนั้นได้นาน

นอกจากนี้ โบรกฯหลายรายยังหันมาทำธุรกิจเสริมเพื่อหารายได้เพิ่ม นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมการซื้อขายหุ้น เช่น การเข้าไปลงทุนในบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์เพื่อพัฒนาให้บริษัทมีความเข้มแข็งแล้วนำเข้ามาระดมทุนในตลาดฯ หรือมีพอร์ตการลงทุนประเภทอื่นๆ เป็นต้น

นางภัทธีรากล่าวด้วยว่า ปัจจุบันโบรกฯมีการเปิดช่องทางในการหาลูกค้ารายใหม่ๆ เช่น ผ่านระบบแอพพลิเคชัน เพื่อลูกค้ากลุ่มคนทำงานให้เข้ามาลงทุนและออมผ่านตลาดทุน เพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยในอนาคต โดยที่ผ่านมากลุ่มอาชีพที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นจำนวนมาก เช่น กลุ่มอาชีพแพทย์และวิศวกร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีพนักงานออฟฟิศจำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญกับการลงทุนและการออมมากขึ้น.

 

เร่งแจ้งเกิด “ดิจิทัลพาร์ค”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.พ. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/857325


นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ไปเร่งจัดทำรายละเอียด แผนธุรกิจของโครงการดิจิทัล พาร์ค บนเนื้อที่ 500 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ให้มีความชัดเจนและหากมีประเด็นใดที่จะให้กระทรวงดีอีช่วยเหลือและสนับสนุนก็ให้เสนอมาอย่างเร่งด่วน ซึ่งการพัฒนาที่ดินดังกล่าวจะสอดรับการพัฒนาโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)

ขณะเดียวกันได้เตรียมแผนเดินทางไปโรดโชว์ในต่างประเทศ เพื่อชักชวนนักลงทุนด้านดิจิทัลให้มาลงทุนในพื้นที่ดังกล่าว โดยวางแผนชักชวนนักลงทุนจากสหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน+6 ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มกันของ 16 ประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ กับประเทศที่อยู่นอกอาเซียน 6 ประเทศ “ขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดวันที่จะเดินทางไปโรดโชว์ แต่ก่อนไปแผนธุรกิจของดิจิทัลพาร์คต้องชัดเจนก่อน ซึ่งการไปโรดโชว์ต่างประเทศทำให้เราได้รู้ว่านักลงทุนต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนสิ่งใดบ้าง เหมือนเป็นการไปฟังเสียงนักลงทุน ว่ามีความเห็นอย่างไร มีกระแสตอบรับที่จะมาลงทุนในไทยมากน้อยเพียงใด โดยกลุ่มนักลงทุนเป้าหมายที่จะไปพบจะเน้นอุตสาหกรรมดิจิทัลทั้งรายเล็กรายใหญ่ เพื่อชักชวนให้มาลงทุนในไทยเพราะเมื่อมีการลงทุนก็มีการจ้างงาน สร้างรายได้ เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ”.

 

ลัก(หนัง)ยุค 4.0 EP.2 เว็บเถื่อนปลิวยาก อยากปราบ’เจ้าทุกข์’ต้องโผล่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.พ. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/856536


ในยุคไร้พรมแดนเช่นนี้ โลกทั้งใบอยู่แค่ปลายก้อย แค่ยกสมาร์ทโฟนเท่ๆ ขึ้นมาสักเครื่อง เราอยากดู เห็น ฟัง สิ่งใดแค่กดหรือสั่งลงไป เราได้สิ่งนั้นมาเสิร์ฟทันใจ

แต่ที่ใครหลายคนไม่นึกถึง งานที่เราได้รับชมรับฟังนั้นล้วนมีต้นทุน มีต้นสังกัด มีผู้ประกอบการ เราลักดูหนัง ลักฟังเพลง อย่างไม่ตั้งใจ แต่ในฐานะผู้ประกอบการคงขำไม่ออก แต่ในฐานะผู้ดูแลความเรียบร้อยก็มีหน้าที่ต้องจัดการ…

advertisement

ในตอนที่แล้ว ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้เปิดใจเจ้าของเว็บ doonee.com ที่ให้บริการดูซีรีส์ออนไลน์แบบถูกลิขสิทธิ์ โดยได้สะท้อนปัญหาว่ามีเว็บเถื่อนลักลอบนำงานมากมายไปฉายให้ดูฟรี และวันนี้เป็นคิวของภาครัฐ ซึ่งทีมข่าวฯ ได้สอบถามปัญหาค้างคาใจ รวมถึงแนวทางแก้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ จาก น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แล้ว ส่วนทางออกจะเป็นเช่นไร เริ่มต้นได้ ณ บัดนาว

นายฐากร เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความเป็นห่วงปัญหานี้เป็นอย่างยิ่ง จึงได้มีการจัดตั้ง คณะกรรมการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ โดยตัวนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มี พล.อ.ประวิทย์ วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการ ขณะที่ กสทช. เป็นกรรมการ ในคณะที่ท่านนายกรัฐนตรี และ พล.อ.ประวิทย์ เป็นประธาน

แต่ปัญหาที่หนักหน่วงที่สุดเวลานี้คือการละเมิดลิขสิทธิ์หนัง กสทช.ได้มีการรายงานความคืบหน้าเรื่องนี้อยู่ทุกสัปดาห์ ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ทางสมาคมสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติได้เข้ามายื่นเรื่องเร่งรัดให้เราแก้ปัญหา แต่เขาเองไม่เข้าใจกระบวนการว่าเราทำงานกันอย่างไร ดังนั้น เราจึงเชิญ คณะกรรมการจากสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ มาร่วมชี้แจง พร้อมกับแนะนำขั้นตอน คือ

1.ขอให้ทางผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ไปแจ้งความดำเนินคดี ว่าถูกละเมิดเรื่องใดบ้าง
2.นำใบหลักฐานที่แสดงว่าเป็นเจ้าของธุรกิจมียื่นแสดงเป็นหลักฐานกับ กสทช.
3.กสทช. ส่งเรื่องให้กับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ซึ่งตามกฎหมายบอกอยู่แล้วว่าห้ามนำสิ่งที่ผิดกฎหมายมาใช้งานบนอินเทอร์เน็ต
4.ISP มีหน้าที่เอาสิ่งที่ผิดกฎหมายลง โดยจะไปดำเนินการกับคู่ค้าบนเว็บไซต์ ซึ่งนำลงได้เลย! โดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล

เลขาฯ กสทช. อธิบายอีกว่า การทำงานตอนนี้นับว่าบรรลุเป้าหมายบ้างแล้ว สิ่งที่ทำ คือการบรรเทาความเสียหาย การเร่งรัดเอาสิ่งที่ผิดกฎหมายออกจาก ISP ของตนเองก่อน ส่วนกรณีขั้นตอนทางศาลนั้น เป็นการเรียกร้องค่าเสียหาย ที่เราขอหลักฐานการเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ คุณก็สามารถนำหลักฐานนี้ไปใช้ในศาลได้

หากเจ้าของลิขสิทธิ์อยู่ต่างประเทศ จะทำได้หรือไม่ ทีมข่าวฯ ยิงคำถาม นายฐากร ตอบทันควันว่า ไม่ได้! เพราะการดำเนินการดังกล่าวต้องมี “เจ้าทุกข์” ต้องแจ้งความร้องทุกข์ก่อน ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้มีการประสานงานกับเจ้าของลิขสิทธิ์ในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศสหรัฐฯ เขาเรียกร้องเข้ามา หากจะต้องการดำเนินคดี เขาจะต้องแจ้งความร้องทุกข์ จากนั้นส่งผ่านสถานทูตไทย สถานทูตก็จะส่งมายังประเทศไทย

ตรงนี้คือจุดบอดหรือไม่ ที่ต้องร้องเรียนหลายขั้นตอนกว่าจะมาถึงไทย นายฐากร กล่าวว่า จะมองว่าเป็นจุดบกพร่อง ก็กล่าวได้… สมมติว่า นาย ก. เอาหนังมาฉาย เขาอาจจะทำสัญญาถูกต้องกับเจ้าของลิขสิทธิ์ก็เป็นได้ แต่เราไม่รู้ หากเกิด กสทช. สั่งปิดกั้นไป กสทช. อาจถูกฟ้องคดีอาญากลับได้เลย เพราะทำให้เขาเสียหาย ดังนั้นเราจึงต้องตรวจสอบข้อมูลให้แน่ชัดเสียก่อน

“ครั้งที่แล้ว มีการแจ้งความร้องทุกข์เกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์ กว่า 20 เรื่อง เราก็สั่งให้ ISP นำหนังที่ถูกละเมิดที่ถูกแจ้งความร้องทุกข์ลง ส่วนเรื่องอื่นเราไม่ได้สั่ง เนื่องจากเราไม่รู้ว่ามีการซื้อขายลิขสิทธิ์กันหรือไม่…เราต้องทำงานกันอย่างระมัดระวัง อยากให้เห็นใจเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย เราสั่งการได้จริงแต่เราต้องมีเกราะป้องกันด้วย การตรวจสอบลิขสิทธิ์นั้น เป็นหน้าที่ของเจ้าของที่จะต้องสอดส่องดูแล เพราะเราหน่วยงานรัฐไม่อาจรู้ได้ว่าใครเป็นเจ้าของ กสทช. ไม่อาจรู้ได้ว่าใครเป็นเจ้าของ จะรู้ก็ต่อเมื่อเจ้าของมาบอก”

นอกจากนี้ เลขาธิการ กสทช. ยังยืนยันได้ว่า ทาง ISP เขาให้ความร่วมมืออย่างดี เพราะภายใต้เงื่อนไขใบอนุญาตเราเขียนไว้ คือ ผู้บริการ ISP จะต้องไม่นำเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย มาวิ่งบนโครงข่าย เมื่อเขาแจ้งความร้องทุกข์ตำรวจแล้ว มีหลักฐานเข้ามาถึง กสทช. เขาต้องให้ความร่วมมือ หากไม่ให้ความร่วมมือ จะมีโทษกำหนดไว้ดังนี้ 1.ตักเตือน 2.ปรับ 3.ถอนใบอนุญาตหรือยึดใบอนุญาต
ถ้าเป็นแบบนี้แสดงว่าเราไม่สามารถปิดกั้นเว็บไซต์ทั้งเว็บได้ แต่เป็นการปิดกั้นเฉพาะหนังบางเรื่องที่มีการพิสูจน์ทราบการละเมิดลิขสิทธิ์เท่านั้น ใช่หรือไม่ นายฐากรตอบว่า “ถูกต้องครับ”

พร้อมอธิบายต่อไปว่า…ของที่อยู่บนเว็บ เราจะตั้งสันนิษฐานว่าของที่อยู่บนนั้นเป็นของที่ถูกต้องตามกฎหมาย แม้ทางสมาคมสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติจะบอกว่า กว่าร้อยละ 90 เป็นเว็บละเมิดลิขสิทธิ์ทั้งหมด แต่..เราอยากจะบอกว่า ท่านพูดแบบนี้ได้ แต่ท่านต้องนำหลักฐานมาแสดงกับ สตช. ด้วย

เราใช้วิธีปิดกั้นเหมือนกับอายัดตรวจสอบไว้ก่อนได้หรือไม่ เลขาฯ กสทช. บอกว่า แบบนี้ไม่ได้ หากเราอายัดเขา เขาได้รับผลกระทบสูญเสียรายได้ เจ้าหน้าที่รัฐอาจถูกดำเนินคดีด้วย ขอแค่ไปแจ้งความร้องทุกข์ (นำหลักฐานทั้งหมดไป) วันเดียวก็จบแล้ว ครั้งแรก สมาคมสมาพันธ์ภาพยนตร์ฯ มาร้องเรียนนั้นมีการรวบรวมเอกสารไม่ครบ แต่เมื่อมีมาร้องเรียนครั้งที่ 2-3 เขารู้แล้วว่าใช้เอกสารอะไรบ้าง ดังนั้น หากมีการเตรียมเอกสารไว้ก่อนการทำงานก็จะรวดเร็วยิ่งขึ้น

เห็นๆ กันอยู่ว่ามีเว็บหนังละเมิดลิขสิทธิ์มาก ๆ ทำไมภาครัฐทำอะไรไม่ได้…

นายฐากร ยอมรับว่า จริงอยู่ ว่าเราเห็นว่ามีเว็บหนังละเมิดลิขสิทธิ์จำนวนมาก แต่ทำอะไรจำเป็นต้องมีหลักฐานแสดงตัวตนเจ้าของลิขสิทธิ์ ดังนั้น จึงอยากให้กลุ่มผู้ประกอบการด้านภาพยนตร์ให้ส่งเรื่องแจ้งความร้องทุกข์มา เราพร้อมจะดำเนินการให้ทันโดยทันที เพราะการละเมิดลิขสิทธิ์มันส่งผลต่อเรื่องการค้า และระบบเศรษฐกิจ ขอความร่วมมือไปยังผู้ที่ถูกละเมิดลิขสิทธิ์อย่านิ่งนอนใจ ขอให้ส่งเรื่องเข้ามาที่เรา เราพร้อมแก้ปัญหาให้

น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ตอนนี้มี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ และอยู่ในช่วงออกกฎหมายลูก ซึ่งเราก็คำนึงถึงกระบวนการตรงนี้ด้วย เพื่อคุ้มครองผู้บริสุทธิ์ที่ถูกละเมิด ผู้ประกอบการอาจจะรู้สึกว่าขั้นตอนมาก แต่จริง ๆ แล้วเรากำลังดำเนินการลดขั้นตอนต่าง ๆ ลง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งหากคลอดกฎหมายลูก พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ได้ การทำงานตรงนี้จะเร็วขึ้นกว่าเดิมมาก

ทั้งนี้ นอกจากงานละเมิดลิขสิทธิ์แล้ว เรายังต้องดูแลเรื่องการผิดศีลธรรมอันดี เช่น โชว์ถ่ายทอดสดลามก อนาจาร การสอนฆ่าตัวตาย เสพยา และอื่น ๆ อีกมากมาย รวมถึงการละเมิดลิขสิทธิ์หนัง อย่างไรก็ดี การปิดกั้นเว็บไซต์ข้อมูลเว็บไซต์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์นั้น มีการทำงานกันหลายหน่วยงาน ที่ผ่านมาไม่สัมฤทธิผลเนื่องจาก “กฎหมายไปไม่ถึง” ดังนั้น การออก พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฉบับปี 60 นั้น เป็นส่วนหนึ่งเพื่อลดช่องว่าง ช่องโหว่ โดยนำเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเข้ามา

“10 ปีที่ผ่านมา เรามีหลายคดีที่ศาลตัดสินออกมาเป็นบรรทัดฐาน ดังนั้น หากเจอคดีที่คล้ายกัน เราสามารถนำคำตัดสินนั้นมาใช้วัดเป็นกฎเกณฑ์ตัดสินในการดำเนินการ บางคดีเราอาจจะตัดออก เพราะเคยมีคำสั่งมาแล้วว่าไม่ผิด แต่คดีที่ทำผิดจริงๆ พ.ร.บ.คอมฯ ฉบับนี้จะมีโทษรุนแรง รวดเร็ว มากขึ้น โดยแยกเรื่องหมิ่นประมาทออกไป”

ทีมข่าวฯ ได้ถาม 2 หัวหอกแห่งการปราบปรามลิขสิทธิ์ในเรื่องของการละเมิดลิขสิทธิ์ทางโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะเฟซบุ๊ก ไลน์ ยูทูบ อย่างไร

นายฐากร กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ไลน์ เราได้มีการประสานงานและพูดคุยเรื่องนี้กันบ้างแล้ว ซึ่งเขาก็เข้าใจดี อย่างไรก็ดี การตรวจสอบนั้น เราจะทำผ่านถ้าพบว่าวิ่งอยู่ที่ ISP ไหน เราก็สามารถดำเนินการได้ แต่ในกรณีบางเว็บที่เอาลงไม่ได้ เพราะ เขาเอาลงแล้ววิ่งบนเว็บไซต์ของต่างประเทศ ไม่ใช่เว็บไซต์ของเรา

นอกจากนี้ เลขาฯ กสทช. ยังกล่าวต่อว่า การบูรณาการร่วมครั้งนี้ ก็เพื่อ สอดส่องดูแล ป้องกัน และ ปราบปราม ซึ่งหน้าที่ปราบปรามนั้น อยู่ในหน่วยงานของ พล.อ.ประวิทย์ เพราะท่านดูแล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะดูแลหน่วยงานความมั่นคงทั้งหมด โดยมี ก.ดิจิทัล กสทช. และหน่วยงานอื่น ๆ เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการชุดใหญ่ เมื่อมีการรวมตัวกันขนาดนี้เชื่อว่าจะทำงานสำเร็จได้ สิ่งที่ถูกละเมิดในขณะนี้นั้น มาจากต่างประเทศ

“ปัญหานี้คือปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วโลก เราประกาศเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ไทยแลนด์ 4.0 หมายถึงการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ฉะนั้น สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น เป็นยุคเศรษฐกิจดิจิทัล เราเองต้องตามให้ทัน หน่วยงานที่ดูแลต่างๆ ต้องร่วมกันดูแล”

ด้าน รองปลัด กระทรวงดิจิทัลฯ กล่าวว่าขั้นตอนปิดกั้นจริงๆ ไม่นานเลย แต่ที่นานคือขั้นตอนการตรวจสอบลิขสิทธิ์ ผมเองเข้าใจผู้ประกอบการดีว่ายิ่งนานก็ยิ่งเสียหาย เราจึงพยายามคุยกับหน่วยงานราชการเองเพื่อลดขั้นตอนเหล่านี้ให้ได้เพื่อเป็นการบริการประชาชน ซึ่งตัวเราเองก็ทราบปัญหาดี ก็พยายามแก้ปัญหาเหล่านี้อยู่

มีโอกาสไหมที่จะมีหน่วยงานที่แก้ไขปัญหาเรื่องนี้ภายใต้หน่วยงานเดียว ที่สามารถ “กำกับดู ป้องกัน และปราบปราม” น.อ.สมศักดิ์ กล่าวว่า ผมว่าเรื่องนี้คงมีโอกาสพัฒนาปรับปรุงกันไป และมีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม รัฐเองก็จะมีการปรับปรุงทุกอย่างเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน ระบบเศรษฐกิจ เรื่องการลิดรอนสิทธิประชาชนนั้นไม่มีแน่นอน

อนาคตเรื่องนี้จะแก้ได้หรือไม่ ความหวังคงอยู่ที่ภาครัฐเอาจริงเอาจังในการแก้ปัญหา กฎหมายแข็งแรงเอาผิดโจรยุคไซเบอร์ได้ ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจแบบพึ่งพาอาศัยกับประชาชน คนดูมีความสุข เอกชนอยู่ได้ แฮปปี้ทั้งสองฝ่ายก็จะดี…

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน 

อ่านเพิ่มเติม 

ลัก(หนัง)ยุค4.0 EP.1 เจ้าของสิทธิ์ปรับตัวแล้วไง! ของเถื่อนครองตลาด 95%