รถโดยสารสาธารณะห่วยไม่เลิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.พ. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/857324


นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ในช่วง 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2560 (ระหว่างเดือนตุลาคม 59-เดือนมกราคม 60) พบว่า มีประชาชนได้ร้องเรียนผ่านศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน 1584 เกี่ยวกับปัญหาการให้บริการรถโดยสารสาธารณะรวมทั้งสิ้น 18,366 เรื่อง และทางขนส่งทางบกได้แก้ไขเรื่องร้องเรียนจนได้ข้อยุติแล้ว 15,264 เรื่อง คิดเป็น 83.11% สำหรับรถโดยสารสาธารณะที่ประชาชนร้องเรียนมากที่สุด ได้แก่ รถแท็กซี่ได้รับการร้องเรียน 12,900 เรื่อง ประเด็นหลักที่ร้องเรียน 3 อันดับแรกคือ ปฏิเสธไม่รับผู้โดยสาร แสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ และไม่ใช้มาตรค่าโดยสาร ส่วนรถจักรยานยนต์รับจ้างร้องเรียน 469 เรื่อง 3 อันดับแรก ได้แก่ เรียกเก็บค่าโดยสารเพิ่ม ขับประมาทหวาดเสียว และแสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ ส่วนรถสี่ล้อเล็กรับจ้าง ได้รับการร้องเรียน 44 เรื่อง โดยเรื่องร้องเรียน 3 อันดับแรก ได้แก่ ขับรถประมาทหวาดเสียว แสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ และเรียกเก็บค่าโดยสารเพิ่ม ในขณะที่รถสามล้อรับจ้าง (รถตุ๊กตุ๊ก) ได้รับร้องเรียน 44 เรื่อง โดย 3 อันดับแรก คือ ขับรถประมาทหวาดเสียว แสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ และเรียกเก็บค่าโดยสารเพิ่ม โดยทุกปัญหาร้องเรียนขนส่งทางบกขอให้ผู้ร้องระบุรายละเอียดรถและผู้ขับรถ วัน เวลา สถานที่เกิดเหตุด้วย เพื่อติดตามได้เร็วขึ้น ส่วนการตรวจสอบหากพบความผิดซ้ำซาก จะพิจารณาพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถต่อไป.

 

ชงปัดฝุ่นกฎหมายค้าปลีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.พ. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/857316


นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงเตรียมเสนอ ครม.พิจารณาผลการศึกษาโครงสร้างธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง สภาพปัญหาและแนวทางการแก้ไข ตามแนวทางที่คณะกรรมาธิการพาณิชย์ การอุตสาหกรรมและแรงงาน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เสนอมา ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ โดยเห็นด้วยในหลักการว่า ไทยควรมีมาตรการกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง และส่งเสริมธุรกิจรายย่อย แต่ต้องไม่กระทบต่อผู้ค้าส่งค้าปลีกรายใหม่ที่จะเกิดขึ้นมา และต้องปรับปรุงร่างกฎหมายค้าปลีกใหม่ให้สอดรับกับสถานการณ์การประกอบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

ด้านนายสันติชัย สารถวัลย์แพศย์ กรรมการในคณะอนุกรรมาธิการพาณิชย์ กล่าวว่า จากผลศึกษาพบว่า ธุรกิจค้าปลีกมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ 1.69 ล้านล้านบาท คิดเป็น 12.87% ของจีดีพี มีการจ้างงาน 6.6 ล้านคน โดยช่วง 15 ปี นับจากปี 44-57 มีจำนวนสาขาร้านค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่เพิ่มขึ้นจาก 2,589 สาขา เป็น 16,629 สาขา ขยายตัวปีละ 26% ส่งผลให้ผู้ประกอบการค้าปลีกสมัยใหม่มีอำนาจต่อรองเหนือกว่า และทำให้เกิดพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม สร้างความได้เปรียบเสียเปรียบในธุรกิจ ส่งผลกระทบต่อโชห่วย ผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่าย (ซัพพลายเออร์) ที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่า และรัฐจัดเก็บภาษีได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ได้พยายามยกร่างกฎหมายค้าปลีก เพื่อวางแนวทางดูแลและแก้ปัญหานี้ถึง 4 ครั้งนับจากปี 44 แต่ไม่สำเร็จ จึงมีข้อเสนอแนะให้ออกกฎหมายประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งขึ้นอีกครั้ง เพื่อกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่งโดยเฉพาะ และในระหว่างยกร่างกฎหมาย ควรมีการปรับแก้ไขกฎหมายเดิมที่มีอยู่ เพื่อบังคับใช้ไปพลางก่อน เช่น พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2542 โดยต้องบังคับใช้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และผลักดันกฎหมายแฟรนไชส์ เพื่อกำกับดูแลให้มีมาตรฐานและมีความเป็นธรรม เป็นต้น.

 

องค์กรท้องถิ่นทุจริตสูงสุด!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.พ. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/857312


เงินขาดบัญชี-เจ้าหน้าที่โกงรัฐเสียหาย 1.1 หมื่นล้าน

นายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักงานปลัดฯ กำลังประสานส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง ให้เร่งแก้ปัญหากรณีหน่วยงานของรัฐมีปัญหาเงินขาดบัญชี หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริต หลังพบว่าการแก้ไขปัญหาดังกล่าวล่าช้ามาก แม้ที่ผ่านมาได้แจ้งหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐมาชี้แจงข้อเท็จจริง พร้อมให้แจ้งผลความคืบหน้าในการดำเนินการทางแพ่ง ทางอาญา และทางวินัยอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันสามารถยุติไปเพียง 7 เรื่องเท่านั้น และยังมีเรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการมากกว่า 2,931 เรื่อง “การแก้ไขปัญหาแต่ละเรื่องล่าช้ามาก อาจเป็นทั้งกระบวนการตรวจสอบทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางวินัย ที่มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบความผิดของผู้ที่กระทำการทุจริต ซึ่งจะแจ้งให้ทุกหน่วยงานเร่งสรุปเรื่องอย่างเร็วที่สุด เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนประเทศ และเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันให้หมดไป”

สำหรับในภาพรวม ตั้งแต่อดีตถึงสิ้นปีงบประมาณ 59 สำนักงานปลัดฯได้รับการรายงานว่ามีเรื่องเงินขาดบัญชีและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริต ที่อยู่ในระหว่างการดำเนินงาน จำนวน 2,838 เรื่อง รวมเป็นเงินที่เสียหาย 11,383 ล้านบาท จำแนกเป็นราชการส่วนกลาง 234 เรื่อง ราชการส่วนภูมิภาค 640 เรื่อง ราชการส่วนท้องถิ่น 1,496 เรื่อง รัฐวิสาหกิจและองค์การมหาชน 468 เรื่อง โดยหน่วยงานที่มีการทุจริตมาก 3 อันดับแรก คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 1,496 เรื่อง กระทรวงมหาดไทย 219 เรื่อง และกระทรวงศึกษาธิการ 218 เรื่อง

อย่างไรก็ตาม หากจำแนกตามประเภทการทุจริต พบว่า การกระทำผิดกรณีปัญหาเงินขาดบัญชี หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริตอันดับหนึ่ง คือ การยักยอกเงินหรือทรัพย์สินราชการ 1,507 เรื่อง การปฏิบัติผิดระเบียบ 656 เรื่อง การจัดซื้อจัดจ้าง 605 เรื่อง การเบิกค่าเช่าบ้านเท็จ 39 เรื่อง การทุจริตน้ำมันเชื้อเพลิง 20 เรื่อง และการเบิกค่ารักษาพยาบาลเท็จ 11 เรื่อง โดยแต่ละเรื่องถือว่ามีผลกระทบกับภาครัฐ และจำเป็นต้องเร่งดำเนินการตามกระบวนการสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงทันที.

 

‘พิชัย’ ซัดรัฐบาลเพิ่มภาษีให้ดูถังแตก ชี้ปชช.เป็นมานานแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.พ. 2560 10:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/856936


“พิชัย” ซัด รัฐบาลจะเพิ่มภาษีหลายอย่างทำให้ดูว่าถังแตก ชี้ ประชาชนถังแตกก่อนหน้านี้แล้ว หากธุรกิจเจ๊งเยอะเก็บภาษีไม่ได้ รัฐบาลจะถังแตกจริง …

วันที่ 12 ก.พ. 60 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงาน กล่าวถึงช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลมีการปรับขึ้นภาษีในด้านต่างๆ อย่างภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินภายในประเทศนั้น เชื่อว่ารัฐบาลอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าเครื่องบินเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย ซึ่งไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะสายการบินโลว์คอสต์มีราคาถูกมากใกล้เคียงกับรถบัสและรถไฟ ทำให้มีคนมาใช้บริการมากขึ้น การขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันจึงกระทบเป็นวงกว้าง เพราะประเทศไทยโครงสร้างพื้นฐานยังไม่ดี ยังไม่มีรถไฟฟ้าความเร็วสูงรถไฟรางคู่ที่จะมาทดแทนเครื่องบินการใช้เครื่องบินจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นของประชาชนในทุกระดับ และจะเป็นภาระของประชาชนอีกทางที่เพิ่มขึ้น

ส่วนการเก็บภาษีน้ำตาลที่รัฐบาลอ้างว่าเพื่ออยากให้ประชาชนลดการบริโภคน้ำตาลเพื่อให้มีสุขภาพดี แม้จะเป็นข้ออ้างที่ดีแต่น่าจะเป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขหรือไม่ แถมรัฐจะต้องเก็บภาษีอื่นๆ อีกด้วยไหมที่จะทำให้ประชาชนสุขภาพไม่ดี ยังไม่ต้องพูดถึงชาวไร่อ้อย ชาวไร่มันสำปะหลัง และโรงงานน้ำตาลที่จะได้รับผมกระทบจากเรื่องนี้ ขณะที่การเก็บภาษีจากที่ดินที่ราคาเพิ่มขึ้นตามแนวรถไฟฟ้าและสถานีรถไฟฟ้า จะเป็นการยากที่จะคำนวณว่าบริเวณไหนมีราคาเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ จะเพิ่มความสับสนมากขึ้น และจะทำให้เกิดการเก็บอย่างยุติธรรมได้อย่างไร

ดังนั้นการเก็บภาษีเพิ่มหลายอย่างทำให้ดูเหมือนว่ารัฐบาลกำลังถังแตก และสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนที่ถังแตกกันอยู่แล้ว และหากประชาชนถังแตกกันมากๆ หนี้เสียที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของภาคธนาคารโดยเฉพาะธุรกิจ SME ที่เจ๊งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกหน่อยรัฐบาลก็คงจะถังแตกจริงๆ เพราะประชาชนจะไม่สามารถจ่ายภาษีได้ รัฐก็ไม่มีรายได้ คราวนี้คงได้ถังแตกกันจริงๆ การที่เอ็นพีแอลเพิ่มมากและจะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ ตามที่ได้เคยเตือนแล้ว แสดงให้เห็นว่าประชาขนถังแตกไปก่อนล่วงหน้าจำนวนมากแล้ว

อย่างไรก็ตาม นายพิชัย มองว่า การขึ้นภาษีเกิดจากรัฐบาลใช้งบประมาณจำนวนมาก ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี เมื่อรัฐบาลหาเงินไม่ได้จึงขึ้นภาษีในทุกทาง เพื่อนำเงินมาแก้ปัญหาที่รัฐบาลไม่สามารถหาเงินได้ แต่รัฐบาลอาจจะเข้าใจกลับกัน ในภาวะที่เศรษฐกิจแย่รัฐบาลต้องหลีกเลี่ยงการขึ้นภาษีในทุกด้านหรือต้องลดภาษีด้วยซ้ำเพื่อให้เศรษฐกิจเดินต่อไปได้

 

ลัก(หนัง)ยุค4.0 EP.1 เจ้าของสิทธิ์ปรับตัวแล้วไง! ของเถื่อนครองตลาด 95%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.พ. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/856252


ไทยแลนด์ 4.0 เป็นยุคพัฒนาเศรษฐกิจโดยใช้เทคโนโลยีมาเสริมสร้างความแข็งแกร่ง หลายธุรกิจอาจจะเติบโตได้อย่างรวดเร็วในยุคนี้ แต่…บางธุรกิจก็เจอเทคโนโลยีที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายอุตสาหกรรม!

ใช่แล้ว เรากำลังพูดถึงอุตสาหกรรมบันเทิง สื่อเอ็นเตอร์เทนเมนต์ หนัง เพลง ซีรีส์ กำลังถูกโลกไซเบอร์สูบงานลิขสิทธิ์ไปเผยแพร่อย่างเมามัน และไม่มีใครเคยคิดถึงผู้สร้างสรรค์ ผู้ลงทุนมาก่อน..เพราะของฟรีมันดีแบบนี้นี่เอง!

เมื่อเร็วๆ นี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ทำสกู๊ปซีรีส์ “โจรแจกหนัง” ซึ่งประกอบด้วย 3 ตอนหลัก คือ

1.แฉเบื้องหลังเว็บดูหนังฟรี ไล่สูบผลงานชาวบ้าน สร้างรายได้อู้ฟู่!
2.จับผู้ร้ายไร้ตัวตน หวังพึ่ง พ.ร.บ.คอมฯ ใหม่ บล็อกเว็บทันใจ
3.ลูกถูกพราก เจ้าของลิขสิทธิ์ลาจาก แบบนี้หรือสังคมแบ่งปัน!

หลายคนตั้งข้อสังเกตทำนองเดียวกันว่า “โลกเปลี่ยนไปแล้ว เดี๋ยวนี้เขาดูผ่านโลกออนไลน์แล้ว ทำไมผู้ประกอบการไม่ปรับตัวให้ทันโลก”

และก็เป็นการดี ที่ทีมข่าวได้รับการติดต่อจากตัวแทน ของเว็บไซต์ฉายหนัง-ซีรีส์ ถูกลิขสิทธิ์ พร้อมจะให้ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจในด้านนี้ ฉะนั้นก็ไม่พลาด เราจึงเดินทางไปพบทันที

ทีมข่าวเดินทางไปถึงสำนักงานเว็บ doonee.com ที่บริเวณย่านปิ่นเกล้า และ พบกับ นายจตุพล สุธีสถาพร chief Executive Officer ของ บริษัท มีเดียเพล็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เจ้าของเว็บไซต์ doonee.com ผู้ให้บริการดูหนังและซีรีส์บนโลกออนไลน์

การปรับตัวทำธุรกิจด้านนี้ไม่ได้รับผลกระทบจากเว็บเถื่อนจริงหรือ คำแรกที่เราได้ยินคือ “ไม่จริง”

“ประเทศไทยติดอันดับประเทศที่มีปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์สูงที่สุดในอาเซียน”

นายจตุพล โอดครวญถึงปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ในเมืองไทย ก่อนขยายความให้ฟังว่า บริษัทของเขาเติบโตมาจากร้านเช่าวิดีโอ เหมือนกับผู้ประกอบการคนอื่นหลายคนที่ทำธุรกิจด้านนี้ บริษัทเดิมคือ ST VDO

ผู้บริหารหนุ่มเล่าว่า แต่ก่อนทำธุรกิจ ดีวีดี และ วีซีดี ก็เจอปัญหาหนังเถื่อนละเมิดลิขสิทธิ์ เคยไปตามจับด้วยตัวเอง แต่กลับได้ผลลัพธ์ที่แย่มาก “เราถูกกลุ่มคนมาคุกคาม โดนนำก้อนหินมาปาใส่ถึงหน้าสำนักงาน โดนจดหมายสนเท่ห์ มีอีเมลเข้ามาข่มขู่…เราคิดอย่างเดียวคือ “เลิก” ไม่ตามจับใครแล้ว ถึงแม้ธุรกิจคือสิ่งสำคัญของชีวิต แต่ก็ไม่คุ้มถ้าจะเอาชีวิตมาเสี่ยง”

ขณะที่หน่วยงานในบ้านเราก็จัดตั้งขึ้นมาเพื่อ “กำกับ” และ “ดูแล” แต่จะไม่มีหน่วยงานไหน “ป้องปราม ปราบปราม หรือ ลงโทษ” ได้เป็นรูปธรรมเสียที

“เมื่อก่อนยอดขายดีวีดี วีซีดีในตลาด ประมาณปีละ 2 หมื่นล้าน แต่นั่นคือยอดขายเพียง 10% ของตลาดทั้งหมด ซึ่งตลาดหนังเถื่อนกวาดไป 90% ลองจินตนาการดูว่าจะมีเงินสะพัดลงใต้ดินเท่าไหร่” ผู้บริหารหนุ่มไฟแรง แต่กล่าวอย่างท้อใจ และต้องยอมก้มหน้ารับชะตากรรมที่ต้องฝ่าฟัน

นายจตุพล ยอมรับว่า ปัญหาใหญ่ของการแก้ปัญหาเรื่องนี้คือเรื่อง “กฎหมาย” ที่ไม่เอื้อต่อคนทำถูกกฎหมาย แต่เอื้อต่อการทำผิดกฎหมาย เพราะ การจะจับการละเมิดลิขสิทธิ์หนังสักเรื่อง เราต้องได้รับใบมอบอำนาจจากต่างประเทศเป็นรายเรื่อง กว่าเราจะขอใบมอบอำนาจจากต่างประเทศได้ กระบวนการนี้ใช้เวลานานมาก 3-6 เดือน พอจดหมายมาถึง คนก็เลิกเสพหนังเรื่องนี้แล้ว พอหนังเรื่องอื่นออก จะให้เราไปขอแบบนั้นเรื่อย ๆ หรือ…เพราะกฎหมายไทยเขียนแบบนั้น และ 20 ปี ที่ผ่านมาก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อกฎหมาย การจะไล่จับโดยตรงนั้นเป็นอะไรที่ยากมาก

โลกหมุนเปลี่ยน อินเทอร์เน็ตวิ่งฉิว แต่ก็ไม่ได้เป็นผลดีกับคนทำธุรกิจเท่าใดนัก

ผู้บริหารหนุ่มเว็บดูนี่ บอกว่า กระทั่ง ปี 2558 เห็นแววแนวเทรนด์ธุรกิจหนังออนไลน์น่าจะโต จึงเริ่มเปิดเว็บ doonee ขึ้น ลองข้ามมาทำธุรกิจ “ออนดีมานด์” ปรากฎว่า เจอเว็บหนังเถื่อนเปิดให้ดูฟรี ซึ่งจากการเก็บสถิติพบว่า ผู้ที่ให้บริการถูกลิขสิทธิ์นั้นครองตลาดอยู่เพียง 5% ส่วนอีก 95% ไปดูเว็บหนังเถื่อน กอบโกยเงิน จากค่าโฆษณา

“เราทำงานกันเหนื่อย มีการจ้างบุคลากรที่เป็นมืออาชีพเข้ามาทำงาน และหวังว่าเราจะสร้างอุตสาหกรรม สร้างงานให้คนในประเทศของเรา แต่…คนกลับนิยมบริโภคของเถื่อน เงินทั้งหมดลงสู่ใต้ดิน ทั้งที่ทางทฤษฎีแล้ว ตลาดออนดีมานด์ ควรจะเป็นตลาดที่ใหญ่และเติบโตขึ้น เพราะเราสามารถชมที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องจ่ายรายเดือน รายวันก็สามารถดูได้”

รวมตัวยื่นหนังสือ ขอภาครัฐช่วย สุดท้ายเหมือนเดิม

เจ้าของเว็บให้บริการดูซีรีส์และหนังออนไลน์ เปิดเผยต่อไปว่า เราได้รวมตัวกับผู้ทำธุรกิจเดียวกัน คือ doonee monomaxx iflix เพื่อเรียกร้องให้เกิดตามหลักที่มันควรจะเป็น

ป้จจุบันเว็บไซต์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์มีนับพันเว็บ แต่การจะปิดได้สัก 1 เว็บ เป็นเรื่องที่ยากมาก แจ้งตำรวจก็แจ้งไป แจ้ง กสทช. ก็มีหน้าที่ ควบคุมและดูแล ซึ่งก็ทำงานตามตัวบทกฎหมายกำหนด หากจะจับกุมได้ ต้องเป็นกรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมกับ ไอซีที ซึ่งแต่ละหน่วยงานก็มีข้อจำกัดของตัวเองอีก ซึ่ง 2 หน่วยงานหลังเขาจะเน้นไปที่เว็บลามกอนาจาร และหมิ่นสถาบัน แต่ไม่ได้มีหน้าที่ดูแลเรื่องลิขสิทธิ์

บริษัทสื่อเอ็นเตอร์เทนเมนต์ทยอยปิดตัว อยากรอดก็ต้องปรับตัว

ผู้บริหารหนุ่ม เผยว่า บริษัทที่เคยทำ โฮมวิดีโอ ในอดีตปิดเกือบหมด ถ้าไม่ปิดก็ต้องปรับตัวอย่างเช่นเรา แต่เท่าที่เห็นอุตสาหกรรมสื่อบันเทิงในบ้านเราเติบโตช้ามาก เมื่อก่อนมีศูนย์วิดีโอใหญ่ๆ จ้างงานคนเป็นพัน แต่ปัจจุบันคนเหล่านี้ไปไหน…?

“มีเดีย ฮับ ปัจจุบัน อยู่ที่มาเลเซีย มีการสร้างงาน มีมืออาชีพอุตสาหกรรมบันเทิงเป็นหมื่นคน มีการซื้อขายลิขสิทธิ์ จัดตั้งบรัษทสำหรับงานด้านนี้มากมาย แต่ประเทศไทย ไม่มี…เพราะการละเมิดลิขสิทธิ์ ทำให้ทุกอย่างไม่พัฒนา”

ถึงแม้ธุรกิจนี้จะเติบโต แต่ก็โตช้ามาก เพราะเจอเว็บเถื่อนแบบนี้ ทางอยู่รอดคือ การทำธุรกิจ Business to Business คือการซื้อขายลิขสิทธิ์กับภาคธุรกิจ ซึ่งเรามีรายได้จากส่วนนี้ด้วยการซื้อขายซีรีส์ให้กับทีวีดิจิทัล ดาวเทียม ประมาณ 80% ส่วน business to consumer ที่ให้ดูบนออนไลน์ แอพ เรามีรายได้เพียง 20%

“การแข่งขันในเชิงธุรกิจเรายินดี แต่ควรจะแข่งขันแบบถูกต้อง ถูกลิขสิทธิ์ แต่ถ้าเจอพวกเว็บเถื่อน เปิดให้ดูฟรี แบบนี้มันยากจริง ๆ ที่จะต่อกรด้วย เพราะเขาไม่มีต้นทุนเลย ถ้าเหตุการณ์ยังเป็นแบบนี้ เชื่อว่าธุรกิจสื่อบันเทิงก็ยากที่จะอยู่รอด”

สะท้อนปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์ กูรูแนะเอกชนพึ่งตัวเอง ชี้หากปราบลิขสิทธิ์ได้ หนังแผ่นอาจยังพอขายได้

นอกจาก เจ้าของเว็บ doonee.com แล้ว ทีมข่าวฯ ยังได้สะท้อนปัญหานี้ผ่านวงการเกมด้วย ซึ่งสมัยก่อนเคยมีปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์อย่างหนัก ด้วยการเจอแผ่นผี แผ่นก๊อป แต่ปัจจุบัน สถานการณ์ของวงการเกมนั้นดีขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากตัวเอกชนหาวิธีป้องกัน

ในเรื่องนี้ นายกุมภฤทธิ์ พุฒิภิญโญ กูรูด้านเกม เจ้าของนามปากกา P-51 Mustang แห่งนิตยสาร PLAY บอกเรา ว่า ปัจจุบันการละเมิดลิขสิทธิ์ในวงการเกมก็ยังแก้ไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ดีกว่าสมัยก่อนมาก เนื่องจากตัวเอกชนเขาแก้ปัญหาของเขาเองด้วยการออกฮาร์ดแวร์ที่เครื่องเล่น หากเครื่องเล่นไม่สามารถเล่นของปลอมได้ แค่นี้คนก็ต้องหันมาซื้อของแท้

“เมื่อก่อนเคยมีเจ้าหน้าที่ปราบปรามแต่ของก๊อป ของละเมิดลิขสิทธิ์ไม่เคยหายไป มันอาจจะเกี่ยวเนื่องกับสภาพเศรษฐกิจ ปากท้อง หรือ ครอบครัว เพราะสื่อบันเทิงเหมือนกับไม่สัมพันธ์กับค่าครองชีพ กลายเป็นของฟุ่มเฟือย คนจึงเลือกที่จะละเมิดลิขสิทธิ์”

ตอนยุคที่ขายแผ่นผี DVD นั้น หากมีการควบคุมได้ ไม่สามารถเล่นแผ่นผีได้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์จบ แต่..ตอนนี้ปัญหาของเราก้าวข้ามไปแล้ว ไม่ได้ละเมิดกันตัวเครื่องเล่น แผ่นก๊อป แต่เป็นออนไลน์ สตรีมมิ่ง โซเชียลมีเดีย หรือ ยูทูบ ตรงนี้ปัญหามันซับซ้อน สิ่งที่จะทำได้คืออาจจะต้องใช้กฎหมาย พูดคุย ควบคุมกัน

หนุ่มที่คลุกคลีในวงการเกม กล่าวต่อไปว่า นอกจากปัญหาข้างต้นแล้ว ปัญหาของวงการหนัง ซีรีส์ออนไลน์ นั้น เห็นว่า มีทางเลือกน้อย ผู้ที่ให้บริการด้านนี้มีไม่มาก คอนเทนส์บางอย่างก็ไม่มีให้เขาดู เช่นซีรีย์ดังๆ บางเรื่อง ไม่ได้ถูกนำเข้ามาฉาย ก็ทำให้คนออกนอกลู่นอกทางไป หากมีทางเลือกมากกว่านี้ ของถูกกว่านี้ แล้วช่วยกันปลุกจิตสำนึกก็คงจะดีขึ้นบ้าง ยกตัวอย่างผมอยากดู game of thrones ผมจะดูได้ยังไง ในเมื่อระบบเซนเซอร์ยังเป็นแบบนี้

แผ่นเกมยังขายได้ ซื้อเกมผ่านระบบออนไลน์ กำลังมาแรง

ย้อนกลับไป 4-5 ปีก่อน ยอดขายแบบดิจิตอลดาวน์โหลด ขายได้เพียง 10% ของยอดขายทั้งโลก แต่ปัจจุบันขายกินไปประมาณ 40% แล้ว โดยเฉพาะเล่นใน PC แต่ถ้าเป็นเกมคอนโซล ยังขายแผ่นได้อยู่ ทั้งนี้ ส่วนตัวมองว่า การขายแบบดิจิตอล ช่วยแก้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ได้มาก ด้วยที่เครื่องที่เล่นนั้นมีโปรแกรมล็อกไม่ของละเมิดลิขสิทธิ์เล่นได้ ในขณะที่ PC ก็ยังละเมิดกันแบบหาได้ทั่วไป

วิธีการนี้เกิดมาจากคนขายเขาดัดหลังในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เวลาเล่นแบบออนไลน์คุณจะได้สิทธิประโยชน์ หากเล่นก๊อบปี้คุณจะไม่สามารถออนไลน์ได้อีก

เรื่องที่ต้องปรับคือ อยากให้เอกชนไปศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค เช่นไปศึกษาความเร็ว ความถูก อยากให้เขาทำไปในทิศทางนั้น หรือ ได้อะไรที่คุ้มค่า เช่น ซื้อตั๋วหนังแล้วได้ของพรีเมียมที่ติดอยู่บนหัวกระป๋องน้ำเป็นต้น อย่างไรก็ดี ผมเองไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ จึงอยากให้ผู้ประกอบการลองศึกษาดู

“หากปราบละเมิดลิขสิทธิ์ได้จะทำให้ยอดขายตั๋วหนัง แผ่น ดีขึ้นหรือไม่ นายกุมภฤทธิ์ กล่าวว่า สิบกว่าปีที่ผ่านมา เหมือนกับการพิสูจน์แล้วว่าการปราบอาจจะไม่ใช่วิธีการที่ดีร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่จำเป็นต้องปราบ แต่ก็ควรจะมีหนทางอื่น เหมือนกับการปราบคอมมิวนิสต์ เราไม่ได้ชนะเพราะอาวุธ แต่เราชนะด้วยการทำให้เขามีกิน เราเองไม่สามารถฝากความหวังกับรัฐบาลได้ เอกชนก็คงต้องพึ่งด้วยตัวเอง และต่อไปก็อย่าหวังว่าจะมีการลงทุนอะไรในประเทศ เนื่องจากนโยบายพื้นฐานไม่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนใดๆ ไม่ว่าจะเป็นรายย่อยในประเทศ หรือ รายใหญ่จากต่าง ในเมื่อนโยบายมันห่วยแตก ใครจะมาลงทุนทำอะไร เขาก็เลือกที่จะไปที่อื่น”

แสงสว่างที่ปลายถ้ำ หวังภาครัฐจริงจัง พ.ร.บ.คอมพ์ใช้ได้จริง

สอดคล้องกับ นายจตุพล ที่มองเห็นถึงปัญหานี้จะกระทบต่อภาพรวม และยังคงฝากความหวังไปที่ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฉบับใหม่ ที่จะช่วยได้บ้าง “จากที่อื่น พ.ร.บ.คอมพ์ฯ คือสิ่งคาดหวังไว้และอยากให้มันช่วยเหลือเราได้ หากภาครัฐอยากได้ข้อมูลเรายินดี แต่จะให้เราช่วยปราบขอบอกว่ามันไม่ใช่หน้าที่เราแล้ว

“ที่มันเป็นแบบนี้จะโทษที่ผู้บริโภคไม่ได้ เพราะต้องการหาทางเลือกที่ดีที่สุด แต่สิ่งที่ดีที่สุดของเขากลับเป็นเว็บเถื่อน ดูฟรี จะให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค…คงทำได้ยาก เพราะมีของผิดลิขสิทธิ์อยู่เต็มเมือง แต่หากเว็บละเมิดลิขสิทธิ์เหล่านี้ถูกปราบไปเรื่อย ๆ ค่อยๆ หมดไปเชื่อว่าพฤติกรรมผู้บริโภคจะหันกลับเข้ามาเอง ผมหวังลึกๆ ว่าเราจะเห็นแสงที่ปลายอุโมงค์ ส่วนตัวเชื่อว่าเงินหลักร้อย/เดือน ไม่ได้หนักหนา หากตลาดธุรกิจออนดีมานด์เติบโตขึ้น จะทำให้คุณภาพและบริการดียิ่งขึ้นด้วย

 

พาณิชย์ เตรียมตั้งเรื่องยึด-อายัดทรัพย์ ‘บุญทรง-พวก’ 14 ก.พ.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ก.พ. 2560 17:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/856657


พาณิชย์ เตรียมตั้งเรื่อง “กรมบังคับคดี” ยึด-อายัดทรัพย์ บุญทรง และพวก” 14 ก.พ.นี้ ยันที่ผ่านมาทำงานใกล้ชิดกันมาโดยตลอด แต่ที่ยังไม่ “ตั้งเรื่อง” เพราะการทำงานมีหลายขั้นตอน ประกอบกับเป็นเรื่องเทคนิคทางกฎหมาย ต้องใช้เวลา เผยล่าสุดอยู่ระหว่างสืบทรัพย์ทั้ง 6 คน …

วันที่ 11 ก.พ. 60 นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 14 ก.พ.นี้ กระทรวงพาณิชย์จะยื่นเรื่อง และเอกสารที่เกี่ยวข้องไปยังกรมบังคับคดี เพื่อขอให้ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์ของบุคคลทั้ง 6 ราย ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ที่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากกรณีนี้รวม 20,000 ล้านบาท

“ล่าสุด กรมบังคับคดี ได้ส่งแบบฟอร์มคำร้องการให้ยึดและอายัดทรัพย์มาให้กรมการค้าต่างประเทศกรอกแล้ว ซึ่งจะกรอกแบบฟอร์มเสร็จ และพร้อมส่งเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้กรมบังคับคดีได้ภายในวันที่ 14 ก.พ.นี้ ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ส่วนเหตุผลที่ดำเนินการล่าช้า เพราะแต่ละหน่วยงานไม่ได้มีประสบการณ์ในการดำเนินการในลักษณะนี้ ไม่ใช่เป็นการดึงเรื่อง และยังมีรายละเอียดการทำงานค่อนข้างมาก” ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

ด้าน นางสาวรื่นฤดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี กล่าวว่า เนื่องจากคดีนี้เป็นไปตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 57 ในการบังคับ ซึ่งอนุญาตให้นำวิธีพิจาณาความแพ่ง (วิ.แพ่ง มาตรา 271) มาใช้โดยอนุโลม ซึ่งการจะเร่ิมยึดหรืออายัพทรัพย์ได้ ต้องเริ่มจากโจทก์ (กรมการค้าต่างประเทศ) ตั้งเรื่องให้กรมฯ ยึด หรืออายัดทรัพย์ แต่ที่ผ่านมาเป็นเพียงการประสานการทำงานเท่านั้น โดยตามขั้นตอนหลังจากตั้งเรื่องแล้ว ต้องเสียค่าธรรมเนียม และส่งเอกสารเกี่ยวกับทรัพย์ที่จะยึดของบุคคลที่ทำผิด ซึ่งขั้นตอนนี้ฝ่ายโจทก์ต้องเป็นผู้ไปสืบทรัพย์ หาข้อมูลว่าบุคคลทั้ง 6 ราย มีทรัพย์สินรายการใดบ้าง และต้องมีการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น โฉนดที่ดิน ต้องได้รับการรับรองจากสำนักงานที่ดิน เป็นต้น มาประกอบการพิจารณา

ทั้งนี้ หากโจทก์มีการสืบทรัพย์ พร้อมทั้งส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวกับทรัพย์มาให้อย่างครบถ้วนแล้ว เจ้าหน้าที่กรมฯ จะพิจารณาคำขอยึดทรัพย์ จากนั้นจะรายงานต่อศาลเพื่อขออนุญาตขายทรัพย์ ซึ่งจะเข้าไปสู่ขั้นตอนการขายทอดตลาด แต่หากรายการทรัพย์สินของบุคคลทั้ง 6 ราย ไม่เพียงพอต่อมูลค่าหนี้ที่ต้องชำระ กรมฯ จะรายงานต่อศาล เพื่อให้โจทก์พิจารณาว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร โดยการพิจารณาความแพ่งมีอายุความ 10 ปี

ส่วน นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า การดำเนินมาตรการบังคับทางปกครอง กรมฯ ได้ทำงานร่วมกับกรมบังคับคดีอย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่เดือน ส.ค. 59 แต่กรมฯ ไม่มีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อน กรมบังคับคดี จึงเข้ามาช่วยดูแล และแนะนำว่าต้องทำอย่างไร นอกจากนี้ การทำงานมีหลายขั้นตอน ซับซ้อน และเป็นเรื่องทางเทคนิคของกฎหมาย จึงต้องใช้เวลาดำเนินการ อีกทั้งยังไม่ถึงขั้นตอนของการตั้งเรื่องให้กรมบังคับคดียึด หรืออายัดทรัพย์ เพราะขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการสืบทรัพย์ ซึ่งกรมฯ มีคณะทำงานด้านกฎหมายเพื่อดำเนินการอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 60 ศาลปกครอง มีคำสั่งยกคำขอทุเลาการบังคับคดีทางปกครองของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และนายอัฐฐิติพงศ์ หรือ อัครพงศ์ ทีปวัชระ หรือช่วยเกลี้ยง อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าว กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

 

ยูนิลีเวอร์ ตั้ง ‘สุพัตรา’ นั่ง ปธ.ที่ปรึกษาด้านนโยบายความยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ก.พ. 2560 16:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/856384


ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย ประกาศเปลี่ยนแม่ทัพใหม่ แต่งตั้ง “โรเบิร์ต แคนเดลิโน” ผู้บริหารระดับสูงจากยูนิลีเวอร์ สหรัฐอเมริกา นั่งเก้าอี้ซีอีโอ ส่วน “สุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์” นั่งประธานที่ปรึกษาด้านนโยบายความยั่งยืน มีผลตั้งแต่ 1 เม.ย. นี้ เป็นต้นไป …

เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 60 มีรายงานว่า ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย ประกาศแต่งตั้ง นางสุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ ให้ดำรงตำแหน่ง ประธานที่ปรึกษาด้านนโยบายความยั่งยืน ของกลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2560 เป็นต้นไป ในการนี้ มร.โรเบิร์ต แคนเดลิโน ผู้บริหารระดับสูงจากยูนิลีเวอร์ สหรัฐอเมริกา จะเข้ารับตำแหน่งประธานกรรมการบริหารคนใหม่ของกลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ ประเทศไทยด้วย

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงในครั้งนี้ เป็นผลมาจากความประสงค์ของนางสุพัตรา ที่ต้องการจะปรับบทบาทของตนจากการทำงานเชิงปฏิบัติการมาดูแลภาพรวม และให้คำปรึกษาเชิงนโยบายด้านความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น ด้วยความมุ่งมั่นในการนำวิสัยทัศน์ของยูนิลีเวอร์ ซึ่งเน้นการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน เพื่อการเจริญเติบโตของธุรกิจ และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

สำหรับนางสุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารหญิงคนแรกของยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย ด้วยประสบการณ์การทำงานกับยูนิลีเวอร์กว่า 25 ปี นางสุพัตรา คือตัวอย่างที่โดดเด่นของการดำเนินงานตามกลยุทธ์การพัฒนาบุคลากรของยูนิลีเวอร์ ที่ได้รับโอกาสดำรงตำแหน่งสำคัญต่างๆ ในระดับภูมิภาค รวมถึงในประเทศจีน มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยนางสุพัตราได้สร้างผลงานไว้มากมายทั้งในไทยและต่างประเทศ ทั้งยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการพลิกโฉมบทบาทกลุ่มผลิตภัณฑ์และตลาดผู้บริโภคของยูนิลีเวอร์ให้นำสมัย รวมถึงการวางรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับธุรกิจไอศกรีมของยูนิลีเวอร์ในประเทศไทย

นอกจากนี้ ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาบุคลากร ผู้นำคนไทยให้เติบโตในระดับภูมิภาค และระดับโลก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคต จึงมุ่งมั่นในการพัฒนาทักษะและเสริมสร้างความก้าวหน้าในการทำงานของพนักงานยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย โดยในระยะเวลาที่นางสุพัตราดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร ได้ส่งเสริมให้ผู้นำรุ่นใหม่จำนวน 50 ท่าน ให้มีความก้าวหน้าในการทำงานระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยผู้นำเหล่านี้จะกลับมาเป็นรากฐานอันแข็งแกร่งให้กับยูนิลีเวอร์ประเทศไทยต่อไป

 

ขนส่ง เผย ยอดร้องเรียนรถสาธารณะพุ่ง แท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสารยังครองแชมป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ก.พ. 2560 13:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/856508


ขนส่ง เผย แค่ 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 60 ปชช. ร้องเรียนรถโดยสารใน กทม. ผ่านศูนย์ 1584 รวมทุกช่องทางกว่า 18,000 ครั้ง แท็กซี่ได้รับการร้องเรียน 12,900 เรื่อง ปฏิเสธไม่รับผู้โดยสารมาอันดับ 1 แนะจดหมายเลขทะเบียนชื่อ-นามสกุลผู้ขับรถ วันเวลาสถานที่ใช้บริการให้ละเอียด ส่งตรงถึงกรมขนส่งทางบกได้ทุกช่องทาง …

วันที่ 11 ก.พ. 60 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบก เผยผลดำเนินการจัดการเรื่องร้องเรียนรถโดยสารสาธารณะในเขตกรุงเทพฯ ผ่านศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน 1584 ช่วง 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2560 (ระหว่างเดือนตุลาคม 2559-เดือนมกราคม 2560) พบว่า ประชาชนร้องเรียนปัญหาการให้บริการรถโดยสารสาธารณะรวมทั้งสิ้น 18,366 เรื่อง ดำเนินการแก้ไข เรื่องร้องเรียนจนได้ข้อยุติแล้ว 15,264 เรื่อง คิดเป็น 83.11%

สำหรับรถโดยสารสาธารณะที่ประชาชนร้องเรียนมากที่สุดตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ได้แก่ รถแท็กซี่ได้รับการร้องเรียน 12,900 เรื่อง (ดำเนินการจนได้ข้อยุติทั้งสิ้น 11,699 เรื่อง คิดเป็น 90.69%) ประเด็นปัญหา 3 อันดับแรก ได้แก่ ปฏิเสธไม่รับผู้โดยสาร แสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ และไม่ใช้มาตรค่าโดยสาร ส่วนรถจักรยานยนต์รับจ้าง มีการร้องเรียนจำนวน 469 เรื่อง (ดำเนินการจนได้ข้อยุติทั้งสิ้น 409 เรื่อง คิดเป็น 87.21%) 3 อันดับแรก ได้แก่ เรียกเก็บค่าโดยสารเพิ่ม ขับประมาทหวาดเสียว และแสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ

ส่วนรถสี่ล้อเล็กรับจ้าง ได้รับการร้องเรียนจำนวน 44 เรื่อง (ดำเนินการจนได้ข้อยุติทั้งสิ้น 39 เรื่อง คิดเป็น 88.64%) 3 อันดับแรก ได้แก่ ขับประมาทหวาดเสียว แสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ และเรียกเก็บค่าโดยสารเพิ่ม ในขณะที่ รถสามล้อรับจ้าง (รถตุ๊กๆ) ได้รับการร้องเรียนจำนวน 44 เรื่อง (ดำเนินการจนได้ข้อยุติทั้งสิ้น 37 เรื่อง คิดเป็น 84.09%) 3 อันดับแรก ได้แก่ ขับประมาทหวาดเสียว แสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ และเรียกเก็บค่าโดยสารเพิ่ม

ในส่วนของรถโดยสารสาธารณะตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก พบว่า รถเมล์ ขสมก. ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนสูงสุด 868 เรื่อง (ดำเนินการจนได้ข้อยุติทั้งสิ้น 474 เรื่อง คิดเป็น 54.61%) ประเด็นปัญหา 3 อันดับแรก ได้แก่ ไม่หยุดรับส่งผู้โดยสารที่ป้าย ขับประมาทหวาดเสียว แสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ รถตู้โดยสารได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจำนวน 779 เรื่อง (ดำเนินการจนได้ข้อยุติทั้งสิ้น 473 เรื่อง คิดเป็น 60.72%) 3 อันดับแรก ได้แก่ ขับประมาทหวาดเสียว แสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ และบรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนที่นั่ง

รถเมล์ร่วมบริการ ขสมก. (ปรับอากาศ) ได้รับการร้องเรียน 770 เรื่อง (ดำเนินการจนได้ข้อยุติทั้งสิ้น 430 เรื่อง คิดเป็น 55.84%) 3 อันดับแรก ได้แก่ ขับเร็วประมาทหวาดเสียว ไม่หยุดรับส่งผู้โดยสารที่ป้าย แสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ รถ บขส. และรถเอกชนร่วมบริการ ได้รับการร้องเรียนจำนวน 762 เรื่อง (ดำเนินการจนได้ข้อยุติทั้งสิ้น 553 เรื่อง คิดเป็น 72.57%) 3 อันดับแรก ได้แก่ ขับประมาทหวาดเสียว แสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ และเก็บค่าโดยสารเกินที่กำหนด ส่วนรถเมล์ร่วมบริการ ขสมก. (ธรรมดา) 725 เรื่อง (ดำเนินการจนได้ข้อยุติทั้งสิ้น 409 เรื่อง คิดเป็น 56.41%) 3 อันดับแรก ได้แก่ ขับเร็วประมาทหวาดเสียว ไม่หยุดรับส่งผู้โดยสารที่ป้าย แสดงกิริยาวาจา

นายสนิท กล่าวด้วยว่า ทุกปัญหาการร้องเรียนของประชาชน กรมการขนส่งทางบก เร่งตรวจสอบและแจ้งผลการดำเนินการให้ผู้ร้องเรียนทราบทาง SMS ภายใน 1-2 วัน และแจ้งความคืบหน้าการดำเนินการเป็นระยะจนกว่าจะแก้ไขเรื่องร้องเรียนแล้วเสร็จ กรณีเรื่องร้องเรียนเร่งด่วนที่เป็นความผิดร้ายแรงหรือเป็นภัยต่อสังคม เช่น ทำร้ายผู้โดยสาร ทำอนาจาร หรือลวนลามผู้โดยสาร แนะนำให้มีการแจ้งความดำเนินคดีร่วมด้วย และสำหรับความผิดอาญา หรือทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวอย่างร้ายแรง ส่งตัวดำเนินคดีและเพิกถอนใบอนุญาตขับรถทันที

ทั้งนี้ ขอให้ผู้ร้องเรียน ระบุรายละเอียดรถและผู้ขับรถคันที่กระทำความผิด เช่น หมายเลขทะเบียนรถ ชื่อ-นามสกุลผู้ขับรถ วันเวลาสถานที่เกิดเหตุ โดยกรมการขนส่งทางบกจะเปรียบเทียบปรับ ส่งตัวเข้ารับการอบรม และบันทึกประวัติการกระทำผิดไว้ที่ศูนย์ข้อมูลประวัติผู้ขับรถสาธารณะ สำหรับตรวจสอบการกระทำความผิดซ้ำซาก เพื่อพิจารณาพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถต่อไป

สำหรับช่องทางการติดต่อสอบถามและร้องเรียน ทางโทรศัพท์สายด่วน โทร.1584 ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ตลอด 24 ชั่วโมง, ทางเว็บไซต์ http://ins.dlt.go.th/cmpweb/ E-Mail dlt_1584complain@hotmail.com  Application ชื่อ “ร้องเรียนรถสาธารณะ” หรือ “dlt check-in”, FACEBOOK ชื่อ “กตส กรมการขนส่งทางบก” LINE ID ชื่อ “1584dlt” ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐ (GCC1111) ผ่านระบบการจัดการเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล สำนักนายกรัฐมนตรี ทางจดหมาย/หนังสือร้องเรียน ส่งมายังกรมการขนส่งทางบก หรือร้องเรียนด้วยตนเอง ได้ที่ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน กองตรวจการขนส่งทางบก อาคาร 3 ชั้น 4 กรมการขนส่งทางบก

 

กรมทรัพย์สินฯ ยัน ไทยคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาตามมาตรฐานสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ก.พ. 2560 11:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/856408


กรมทรัพย์สินทางปัญญา ยืนยันไทยคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาตามมาตรฐานสากล แต่ GIPC กำหนดตัวชี้วัดบางรายการสูงกว่ามาตรฐาน ประกอบกับความเข้าใจผิดว่า ไทยยังไม่มีกฎหมายป้องปรามสินค้าละเมิดที่เป็นสินค้าผ่านแดน พร้อมระบุได้มีหนังสือแจ้งสภาหอการค้าสหรัฐฯ ให้ทราบแล้ว …

เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 60 นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยกรณีสภาหอการค้าสหรัฐฯ (U.S. Chamber of Commerce) โดยศูนย์ทรัพย์สินทางปัญญาโลก (Global Intellectual Property Center: GIPC) ได้เผยแพร่ผลการจัดอันดับด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP Index) ที่มีผลต่อนวัตกรรม ประจำปี 2560 ที่จัดให้ไทยอยู่จัดอันดับที่ 40 จากประเทศที่ถูกจัดอันดับทั้งสิ้น 45 ประเทศ โดยไทยได้รับคะแนน 9.35 คะแนน จากคะแนนเต็ม 35 คะแนน สรุปได้ว่า การจัดอันดับดังกล่าวเป็นการประเมินความพึงพอใจของกลุ่มภาคเอกชนสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น มิได้มาจากการประเมินของผู้มีส่วนได้เสียอย่างรอบด้าน

advertisement

นายทศพล ยืนยันว่า ไทยได้ให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาตามมาตรฐานสากลตามความตกลงทริปส์ (TRIPS) ขององค์การการค้าโลก (WTO) แล้ว แต่ GIPC กำหนดตัวชี้วัดบางรายการสูงกว่ามาตรฐานดังกล่าว เช่น การชดเชยระยะเวลาการคุ้มครองสิทธิบัตร การผูกขาดข้อมูลการทดสอบยา และการเข้าเป็นภาคีความตกลงระหว่างประเทศต่างๆ เป็นต้น ทำให้ไทยได้คะแนนต่ำในบางหัวข้อ

นอกจากนี้ ในส่วนการบังคับใช้กฎหมาย GIPC ระบุว่า ไทยยังไม่มีกฎหมายป้องปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นสินค้าผ่านแดนและสินค้าผ่านลำเรือ (transit/transshipment goods) ซึ่งเป็นเรื่องที่ GIPC เข้าใจผิด เพราะไทยได้แก้ไข พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 และ พ.ร.บ. ว่าด้วยการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522 ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ศุลกากรในการตรวจจับผู้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นสินค้าผ่านแดนและผ่านลำเรือ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2558 ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้มีหนังสือแจ้งสภาหอการค้าสหรัฐฯ และสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ให้ทราบความเข้าใจผิดดังกล่าวแล้ว

อย่างไรก็ดี ในการจัดอันดับครั้งนี้ GIPC ตระหนักถึงพัฒนาการของไทยในด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา การป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และความโปร่งใสของศุลกากร และเห็นว่าไทยมีจุดแข็งเช่น ด้านมาตรฐานการคุ้มครองลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า และสิทธิบัตรการออกแบบ การกำหนดระยะเวลาการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล และการไม่มีข้อจำกัดในเรื่องการใช้ประโยชน์จากตราสินค้า เป็นต้น ทำให้ในปีนี้ไทยได้รับคะแนนการประเมินเป็นร้อยละดีกว่าปี 2559 (จากร้อยละ 25 ในปี 2559 เป็นร้อยละ 27 ในปี 2560)

เนื่องจากตัวชี้วัดด้านทรัพย์สินทางปัญญาของ GIPC เป็นเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบของหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงสาธารณสุข กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นต้น มิใช่อยู่ภายใต้กรมทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเดียว ในการนี้ไทยจำเป็นต้องมีการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้การดำเนินงานมีความสอดคล้องและแสดงภาพลักษณ์การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่ดีให้เป็นที่ประจักษ์ต่อไป

สำหรับการดำเนินการของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ขณะนี้อยู่ระหว่างการปฏิรูประบบทรัพย์สินทางปัญญาหลายด้าน ที่สำคัญได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพในการจดทะเบียนคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การส่งเสริมการสร้างสรรค์และใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา และการทบทวนกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน อาทิเช่น การปรับปรุงแก้ไขพ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 ซึ่งนอกจากจะปรับปรุงขั้นตอนการจดทะเบียนสิทธิบัตรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเตรียมการเพื่อเข้าเป็นภาคีความตกลงกรุงเฮกว่าด้วยการจดทะเบียนการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมระหว่างประเทศ (Hague Agreement)

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับมาตรการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา (Compulsory Licensing: CL) ของไทย เพื่ออนุวัติการตามความตกลง TRIPS ที่แก้ไขและมีผลใช้บังคับแล้วเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2560 โดยผ่อนปรนให้ประเทศสมาชิก WTO สามารถใช้มาตรการ CL เพื่อส่งออกยาไปยังประเทศอื่นที่ขาดแคลนแต่ไม่มีศักยภาพที่จะผลิตยาด้วยตนเองได้.

 

รฟม. คุมเข้มความปลอดภัย หลังเกิดเหตุชายขว้างระเบิดใส่รถไฟที่ฮ่องกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ก.พ. 2560 10:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/856388


รฟม. เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยสูงสุด สั่งเข้มงวดตรวจสัมภาระก่อนเข้าระบบ พร้อมเสริมกำลังคุมเข้มในขบวนรถ หลังเกิดเหตุชายขว้างระเบิดใส่รถไฟที่ฮ่องกง จนเป็นเหตุให้เกิดเพลิงลุกไหม้ในขบวน มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก …

วันที่ 11 ก.พ. 60 นายพีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้สั่งการให้ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการเดินรถไฟฟ้า MRT สายเฉลิมรัชมงคล สายฉลองรัชธรรม และหน่วยงานด้านความปลอดภัยของ รฟม. ให้ดำเนินการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย เพิ่มระดับความเข้มงวดหลังเกิดเหตุการณ์ผู้โดยสารชายขว้างระเบิดใส่รถไฟที่สถานีจิมซาจุ่ย เขตปกครองพิเศษฮ่องกง จนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 11 คน จนเป็นเหตุให้เกิดเพลิงลุกไหม้ในขบวนรถไฟฟ้า

นายพีระยุทธ์ กล่าวว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ รฟม. ตระหนักถึงความปลอดภัยของผู้โดยสาร โดยตนได้สั่งการทันทีกับส่วนงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เนื่องจากช่วงวันที่ 11-13 กุมภาพันธ์ 2560 นี้ เป็นช่วงวันหยุดยาวเนื่องในวันมาฆบูชา รฟม. คาดว่าจะมีจำนวนผู้โดยสารเดินทางด้วยรถไฟฟ้า MRT เป็นจำนวนมาก จึงต้องมีมาตรการเข้มงวดด้านความปลอดภัย ในช่วงวันหยุดยาวนี้ ดังนี้ 1. จัดวางกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชม. 2. เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสัมภาระผู้โดยสาร 3. ตรวจบริเวณโดยรอบสถานีรถไฟฟ้า MRT และ ภายในสถานีรถไฟฟ้าทั้ง 2 สาย เพื่อป้องกันเหตุโดยร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ 4. จัดกำลังหน่วยทำลายวัตถุระเบิด (EOD.) และสุนัข K-9 ตรวจตราและเตรียมความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง 5. เตรียมกำลังหน่วยกู้ภัยพร้อมอุปกรณ์ในที่ตั้งตลอด 24 ชั่วโมง และ 6. เสริมกำลังเจ้าหน้าที่คุมเข้มภายในขบวนรถไฟฟ้า

ทั้งนี้ จึงขอความร่วมมือผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า MRT โปรดให้ความร่วมมือในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และหากพบเห็นเหตุการณ์ ผิดปกติ สิ่งของต้องสงสัย หรือบุคคลที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานที่อยู่ในบริเวณนั้นทันที หรือแจ้งศูนย์วิทยุพสุธา รฟม. หมายเลขโทรศัพท์ 0-2938-3666 ตลอด 24 ชั่วโมง