รฟท. เล็งตัดขั้นตอนสร้างรถไฟทางคู่จิระ-ขอนแก่น มั่นใจเสร็จตามแผน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ก.พ. 2560 17:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/855964


การรถไฟฯ เผยความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย คืบหน้าตามแผนงาน คาดแล้วเสร็จตามแผน ขณะที่ รถไฟทางคู่ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ได้มีการหารือกับผู้รับจ้างให้ตัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เพื่อลำดับงานก่อสร้างให้เร็วขึ้น ยันเสร็จทันตามกำหนดภายในปี 61-62 …

วันที่ 10 ก.พ. 60 นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินการโครงการรถไฟทางคู่ 2 เส้นทาง ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น และช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย ว่า ขณะนี้ทั้ง 2 โครงการได้เริ่มก่อสร้างไปแล้วตั้งแต่เดือน ก.พ. 59 ที่ผ่านมา ล่าสุดโครงการรถไฟทางคู่ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย ระยะทาง 106 กิโลเมตร ได้แบ่งการก่อสร้างออกเป็น 2 สัญญา โดยสัญญาที่ 1 งานก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-วิหารแดง และช่วงบุใหญ่-แก่งคอย พร้อมทางคู่เลี่ยงเมือง ระยะทาง 97 กิโลเมตร ก้าวหน้าไปแล้ว 25.18% เร็วกว่าแผน 13.82% และมีกำหนดก่อสร้างเสร็จ ทั้งหมดภายในเดือน ก.พ. 62

ส่วนสัญญาที่ 2 งานก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ ช่วงวิหารแดง-บุใหญ่ ระยะทางรวม 9 กิโลเมตร รวมอุโมงค์ 1.2 กิโลเมตร ขณะนี้ก่อสร้างก้าวหน้าไปแล้ว 34.59% ช้ากว่าแผน 7.45% เนื่องจากผู้รับจ้างได้รับอนุมัติการใช้วัตถุระเบิดทำอุโมงค์ รถไฟล่าช้ากว่ากำหนด แต่อย่างไรก็ตาม การรถไฟฯ ได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการ ขุดเจาะอุโมงค์ทั้ง 2 ด้านให้เร็วขึ้น พร้อมกับปรับแผนงานให้สอดคล้องกับความเป็นจริง เพื่อช่วยเพิ่มความรวดเร็วของเนื้องานก่อสร้าง จึงมั่นใจว่า จะไม่กระทบต่อแผนการก่อสร้างในภาพรวม และมีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จทัน ตามแผนเดิมในเดือน มี.ค. 61

“ขณะเดียวกัน การรถไฟฯ ยังได้ดำเนินการเจรจากับบริษัทผู้รับจ้าง เพื่อเร่งรัดการก่อสร้างทางช่วงแรก ระหว่างฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า และช่วงบุใหญ่-แก่งคอย ให้สามารถทยอย เปิดใช้งานได้ก่อนภายในเดือน ต.ค. 60 เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถใช้รถไฟทางคู่ได้เร็วกว่าแผนเดิมที่กำหนดเปิดให้บริการ ภายในปี 61 และปี 62”

ส่วนการก่อสร้างล่าสุดของโครงการรถไฟทางคู่ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ระยะทาง 187 กิโลเมตร ได้มีความก้าวหน้าในการ ก่อสร้างไปแล้ว 19.89% ช้ากว่าแผน 4.79% เนื่องจากการสร้างสถานีรถไฟชั่วคราว ต้องมีการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวด แต่การรถไฟฯ ได้มีการเร่งรัดผู้รับจ้างให้ตัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นในการก่อสร้าง พร้อมกับแผนงานให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ทำให้มั่นใจว่า ลำดับการก่อสร้างจะรวดเร็วขึ้นทันตามแผนงานที่กำหนดไว้ และไม่กระทบต่อภาพรวมในการก่อสร้างและยืนยันว่าตลอดทั้งโครงการจะดำเนินก่อสร้างแล้วเสร็จได้ทันตามแผนช่วงเดือน ก.พ. 62 แน่นอน

นอกจากนี้ การรถไฟฯ ยังได้ดำเนินการตามนโยบายของ กระทรวงคมนาคม ในการเร่งหารือกับที่ปรึกษาโครงการและผู้รับจ้างให้มีการก่อสร้างรถไฟทางคู่ชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ช่วงแรกระยะทาง 50 กิโลเมตรให้เร็วขึ้น จากสถานีบ้านเกาะ ไปยังสถานีเมืองคงให้สามารถเปิดใช้งานได้ก่อนภายในเดือน ต.ค. 60 เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มีโอกาสใช้ประโยชน์ จากรถไฟทางคู่ได้เร็วขึ้น

 

ขนส่งเปิดให้ผู้ประกอบการยื่นคำขอเดินรถประจำทางหมวด 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ก.พ. 2560 17:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/855918


ขนส่ง เดินหน้าโครงการนำร่อง (Pilot Project) ตามแผนปฏิรูประบบรถโดยสารประจำทาง ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เปิดให้ผู้ประกอบการขนส่งยื่นคำขออนุญาตประกอบการเดินรถโดยสารประจำทางหมวด 1 จำนวน 3 เส้นทาง ตั้งแต่ 10 ก.พ.–26 มี.ค. 60 …

วันที่ 10 ก.พ. 60 นายเชิดชัย สนั่นศรีสาคร รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า หลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบยกเลิกมติ ครม. เดิมเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2526 ที่ให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เป็นผู้ประกอบการเดินรถในกรุงเทพมหานครเพียงรายเดียว โดยให้กรมการขนส่งทางบกเป็นผู้กำกับดูแล (Regulator) และให้ ขสมก. เป็นเพียงผู้ประกอบการเดินรถ (Operator) รายหนึ่งที่จะต้องมาขอใบอนุญาตกับกรมการขนส่งทางบก ตามแผนปฏิรูประบบรถโดยสารประจำทางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากการปฏิรูป กรมการขนส่งทางบก จึงได้จัดทำโครงการนำร่อง (Pilot Project) ในกลุ่มเส้นทางที่ใบอนุญาตประกอบการสิ้นอายุ และสามารถคัดเลือกผู้ประกอบการได้ทันที จำนวน 3 เส้นทาง ได้แก่ สายที่ G13 ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ – คลองตัน สายที่ G48 มีนบุรี – หัวลำโพง และสายที่ G49 สวนสยาม – บางรัก

advertisement

การเปิดรับคำขอในเส้นทางเดินรถโดยสารประจำทางหมวด 1 ได้แก่ สายที่ G13 ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ – คลองตัน กำหนดให้ใช้รถโดยสารปรับอากาศชั้น 2 (รถมาตรฐาน 2) จำนวน 9–12 คัน เดินรถ ขั้นต่ำวันละ 28 เที่ยว (ไป 14 เที่ยว กลับ 14 เที่ยว) และรถโดยสารธรรมดา (รถมาตรฐาน 3) จำนวน 9–12 คัน เดินรถขั้นต่ำวันละ 28 เที่ยว (ไป 14 เที่ยว กลับ 14 เที่ยว) อัตราค่าโดยสาร แบ่งเป็น รถโดยสารปรับอากาศชั้น 2 อัตราค่าโดยสารคิดตามระยะทางเริ่มต้น 12- 20 บาท ส่วนรถโดยสารปรับอากาศชั้น 2 มาตรฐาน EURO หรือเทียบเท่า อัตราค่าโดยสารคิดตามระยะทางเริ่มต้น 13-25 บาท และรถโดยสารธรรมดา ค่าโดยสารตลอดสาย 9 บาท

สายที่ G48 มีนบุรี – หัวลำโพง กำหนดให้ใช้รถโดยสารปรับอากาศชั้น 2 (รถมาตรฐาน 2) จำนวน 9–12 คัน เดินรถขั้นต่ำวันละ 28 เที่ยว (ไป 14 เที่ยว กลับ 14 เที่ยว) และรถโดยสารธรรมดา (รถมาตรฐาน 3) จำนวน 9–12 คัน เดินรถขั้นต่ำวันละ 28 เที่ยว (ไป 14 เที่ยว กลับ 14 เที่ยว) อัตราค่าโดยสาร แบ่งเป็น รถโดยสารปรับอากาศชั้น 2 อัตราค่าโดยสารคิดตามระยะทางเริ่มต้น 12-20 บาท ส่วนรถโดยสารปรับอากาศชั้น 2 มาตรฐาน EURO หรือเทียบเท่า อัตราค่าโดยสารคิดตามระยะทางเริ่มต้น 13-25 บาท และรถโดยสารธรรมดา ค่าโดยสารตลอดสาย 9 บาท

สายที่ G49 สวนสยาม – บางรัก กำหนดให้ใช้รถโดยสารปรับอากาศชั้น 2 (รถมาตรฐาน 2) จำนวน 6–10 คัน เดินรถขั้นต่ำวันละ 28 เที่ยว (ไป 14 เที่ยว กลับ 14 เที่ยว) และรถโดยสารธรรมดา (รถมาตรฐาน 3) จำนวน 6–10 คัน เดินรถขั้นต่ำวันละ 28 เที่ยว (ไป 14 เที่ยว กลับ 14 เที่ยว) อัตราค่าโดยสาร แบ่งเป็น รถโดยสารปรับอากาศชั้น 2 อัตราค่าโดยสารคิดตามระยะทางเริ่มต้น 12-20 บาท ส่วนรถโดยสารปรับอากาศชั้น 2 มาตรฐาน EURO หรือเทียบเท่า อัตราค่าโดยสารคิดตามระยะทางเริ่มต้น 13-25 บาท และรถโดยสารธรรมดา ค่าโดยสารตลอดสาย 9 บาท

สำหรับแผนปฏิรูประบบรถโดยสารประจำทางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลนี้ ประชาชนจะได้รับประโยชน์จากคุณภาพของตัวรถ ความปลอดภัย ความสะดวกรวดเร็วในการให้บริการ สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณภาพการให้บริการได้มาตรฐาน และมีความปลอดภัยภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐ สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล และหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชนแทน รวมถึงการปรับปรุงเส้นทางให้เชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนประเภทอื่นๆ เช่น โครงข่ายรถไฟฟ้า ระบบราง การสัญจรทางน้ำ ทางอากาศทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการขนส่งที่สนใจ สามารถยื่นคำขอพร้อมเอกสารหลักฐาน รวมทั้งขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กองบริหารรถโดยสารประจำทางพื้นที่กรุงเทพมหานคร กรมการขนส่งทางบก จตุจักร โทร. 0 2271 8888 ต่อ 3308-9, 0 2271 8519 และ 0 2271 8522 ในวันและเวลาราชการ ตั้งแต่วันที่ 10 ก.พ.–26 มี.ค. 60

 

รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่พิษณุโลก ติดตามแก้ปัญหาภัยแล้งลุ่มน้ำยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ก.พ. 2560 17:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/855893


รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่ จ.พิษณุโลก เพื่อติดตามการวางแผนป้องกันภัยแล้ง 3 จังหวัดลุ่มน้ำยม เร่งสร้างความเข้าใจเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำ เลื่อนทำนาเร็วขึ้นช่วง เม.ย. ก่อนเข้าฤดูน้ำหลาก …

วันที่ 10 ก.พ. 60 พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางตรวจเยี่ยมการป้องกันและช่วยเหลือภัยแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำยม จ.พิษณุโลก สุโขทัย และพิจิตร เพื่อเป็นการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเข้ารับฟังสถานการณ์ในพื้นที่ของทั้ง 3 จังหวัด ที่ศาลากลาง จ.พิษณุโลก จากนั้น พลเอกฉัตรชัย พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยังบริเวณแก้มลิงบึงตะเคร็ง ในพื้นที่ ต.บางระกำ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก โดยมี นายบัณฑิต อินต๊ะ ผู้อำนวยการชลประทานพิษณุโลก บรรยายสรุปการบริหารจัดการแก้มลิงในพื้นที่

advertisement

พลเอกฉัตรชัย กล่าวว่า ปัจจุบันพื้นที่ลุ่มน้ำยมไม่มีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ หรือเขื่อนขนาดใหญ่ในพื้นที่เช่นลุ่มน้ำอื่นๆ ทำให้ฤดูน้ำหลากเกิดน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี ส่วนในฤดูแล้งน้ำก็ไม่พอใช้ จึงต้องอาศัยน้ำต้นทุนจากแม่น้ำยม และแหล่งเก็บน้ำขนาดเล็กในพื้นที่ ซึ่งมีน้ำรวมกัน 206 ล้าน ลบ.ม. สำหรับพื้นที่เพาะปลูก 241,898 ไร่ แบ่งเป็น จ.สุโขทัย มีน้ำใช้การได้ 175 ล้าน ลบ.ม. ในพื้นที่เพาะปลูก 190,898 ไร่ จ.พิษณุโลก มีน้ำใช้การได้ 23 ล้าน ลบ.ม. ในพื้นที่เพาะปลูก 11,000 ไร่ และ จ.พิจิตร มีน้ำใช้การได้ 8 ล้าน ลบ.ม. ในพื้นที่เพาะปลูก 40,000 ไร่ ซึ่งในส่วนพื้นที่เพาะปลูกดังกล่าวสามารถดูแลได้ไม่เสียหาย

สำหรับแหล่งน้ำใน จ.สุโขทัย และ จ.พิษณุโลก จากการลงพื้นที่เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 59 เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำ อ.บางระกำ ได้สั่งการให้ปรับปรุงแก้มลิงเพื่อรับน้ำหลาก และเก็บน้ำไว้ใช้ฤดูแล้ง โดยก่อสร้างคลองไส้ไก่ชักน้ำเข้าแก้มลิงทุ่งทะเลหลวง และก่อสร้างคลองชักน้ำเข้าแก้มลิง 3 แห่ง คือ บึงตะเคร็ง บึงระมาณ และ บึงขี้แร้ง ทำให้มีน้ำใช้ในฤดูแล้งนี้ เป็นการชดเชยเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมไปอีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ ในส่วนพื้นที่ที่ไม่ได้ปลูกข้าวนั้น ได้สั่งการให้มีการติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำมาตรการเช่นเดียวกับปีที่แล้ว ให้เกษตรมีทางเลือกในการประกอบอาชีพ มีรายได้ในช่วงฤดูแล้งโดยใช้งบปกติ และมุ่งเน้นพื้นที่ที่เกิดภัยแล้งซ้ำซาก โดยมาตรการดังกล่าวได้เริ่มปฏิบัติตั้งแต่ ต.ค. 59 ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้รายงานให้ ครม. ทราบเมื่อวันที่ 24 ม.ค. 60

พลเอกฉัตรชัย กล่าวกับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ อ.บางระกำ ด้วยว่า เมื่อทำนาปีนี้และเก็บเกี่ยวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขอให้พักพื้นที่ทำนาสัก 15-30 วัน เพื่อให้ดินได้ปรับสภาพ โดยขอให้เริ่มทำนาในเดือนเมษายนนี้เป็นต้นไป ทางกรมชลประทานก็จะปล่อยน้ำจากเขื่อนมาช่วยเหลือเกษตรกรด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้การผลิตข้าวคราวหน้ามีคุณภาพและมีผลผลิตมากขึ้น โดยในขณะนี้ ภาครัฐ มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรหน้าแล้งนี้ 6 มาตรการ 29 โครงการ เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ขณะที่ บึงตระเคร็ง ควรปล่อยและเก็บน้ำไว้ใช้ให้มากขึ้น พร้อมปลูกต้นไม้เพื่อความร่มรื่น ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งต่อไป พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณเกษตรกร 17 ราย ที่เสียสละมอบที่ดินให้ทำแก้มลิง สำหรับรับน้ำหลากครั้งที่ผ่านมา และปัจจุบันยังเก็บกักน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้งอีกด้วย

 

ฟอร์ดเร่งแก้ปัญหาเกียร์ ขยายเวลารับประกันชุดคลัตซ์เพิ่ม 2 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ก.พ. 2560 16:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/855941


ฟอร์ด ประเทศไทย ประกาศแนวทางการดูแลลูกค้า เร่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าผู้ติดตั้งเกียร์พาวเวอร์ชิฟท์ 6 สปีด ยืนยันขยายระยะเวลารับประกันชุดคลัตช์เพิ่มอีก 2 ปี นับจากวันเริ่มประกัน …

วันที่ 10 ก.พ. 60 จากกรณีที่ลูกค้าออกมาร้องเรียนผ่าน สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. หลังซื้อรถฟอร์ด เฟียสต้า, ฟอร์ด โฟกัส พบ ว่าระบบเกียร์มีปัญหาขณะขับรถ มีอาการกระตุก บางครั้งก็เร่งไม่ขึ้น เหมือนไม่มีแรง และที่ผ่านมาก็ได้มีการส่งเข้าศูนย์ซ่อมกันไปหลายครั้ง แต่อาการก็ยังเหมือนเดิม จึงกลายมาเป็นเรื่องราวใหญ่โตจนกระทั่งทุกวันนี้ แม้จะมีการเจรจาพูดคุยกันทั้ง 2 ฝ่ายมาหลายรอบ แต่ทุกอย่างก็ยังหาข้อยุติไม่ได้

ล่าสุด นายณรงค์ สีตลายน รองกรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย เปิดเผยว่า กลุ่มลูกค้าที่ร้องเรียนผ่าน สคบ. ที่ยังไม่ได้รับความสะดวกจากกรณีดังกล่าว ฟอร์ดจึงได้นำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาแก่ สคบ. โดยจะพิจารณาจากข้อมูลการเข้ารับบริการของลูกค้า เพื่อเร่งหาทางออกที่เป็นธรรมให้แก่ลูกค้าแต่ละรายไป

อีกทั้ง ฟอร์ดยืนยันจะขยายระยะเวลารับประกันชุดคลัตช์ ที่เป็นส่วนประกอบของเกียร์พาวเวอร์ชิฟท์ 6 สปีด เพิ่มอีก 2 ปี นับจากวันเริ่มประกัน ให้แก่ผู้ใช้รถฟอร์ด เฟียสต้า, ฟอร์ด โฟกัส และ ฟอร์ด เอคโค่สปอร์ต ที่ติดตั้งระบบเกียร์พาวเวอรชิฟท์ 6 สปีด การขยายระยะเวลารับประกันคุณภาพเพิ่มเติมนี้ครอบคลุมชุดคลัตช์ไปจนถึงซีลเพลาอินพุทเกียร์ และการปรับเทียบซอฟต์แวร์เกียร์

นอกจากนี้ ฟอร์ดยังได้พัฒนาวัสดุใหม่ที่เป็นส่วนประกอบคลัตช์ของเกียร์พาวเวอร์ชิฟท์ 6 สปีด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรถยนต์ให้ดียิ่งขึ้น และได้ดำเนินการเปลี่ยนวัสดุรุ่นดังกล่าวให้กับรถของลูกค้าที่มีปัญหา โดยผลตอบรับที่ผ่านมานั้นเป็นที่น่าพึงพอใจ

ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถนำรถเข้ารับการตรวจสอบได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการฟอร์ด ทั้ง 143 แห่งทั่วประเทศ หากมีความจำเป็นในการเปลี่ยนชุดคลัตช์ ศูนย์บริการจะอำนวยความสะดวก และทำการนัดหมายแบบเร่งด่วนให้แก่ลูกค้าเพื่อเข้ารับบริการเปลี่ยนชุดคลัตช์ใหม่

“ฟอร์ด ขออภัยเป็นอย่างสูงต่อความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นจากปัญหาเกียร์พาวเวอร์ชิฟท์ เราเชื่อมั่นว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาในครั้งนี้ ครอบคลุมและเป็นธรรม เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดูแลลูกค้าของเรา” นายณรงค์ กล่าว.

 

เปิดงานโฮมเวิร์คเอ็กซ์โปกระตุ้นกำลังซื้อ คาดเงินสะพัด 500 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ก.พ. 2560 16:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/855944


เปิดฉากแล้วงาน “โฮมเวิร์คเอ็กซ์โป 2017” โดยผู้จัดงานหวังกระตุ้นกำลังซื้อช่วงต้นปี ให้ลูกค้าได้สินค้าราคาเหมาะสม พร้อมโปรโมชั่นและส่วนลด คาดเงินสะพัดกว่า 500 ล้าน…

เมื่อวันที่ 10 ก.พ. มีรายงานว่า นายกำชัย หลุยยะพงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล เปิดงานโฮมเวิร์คเอ็กซ์โป 2017 ซึ่งเป็นงานมหกรรมสินค้าเพื่อบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้า จัดขึ้นที่ไบเทคบางนา กรุงเทพฯ

advertisement

นายกำชัย กล่าวว่า งานโฮมเวิร์คเอ็กซ์โป 2017 ครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อต้นปี รวมทั้งเพื่อให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อสินค้าดี ราคาเหมาะสม พร้อมส่วนลดและโปรโมชั่นต่างๆ มากมาย จากสินค้ากว่า 500 แบรนด์ คาดว่ามีผู้เข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 500,000 คน และมียอดขายไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท จัดถึงวันที่ 19 ก.พ. 2560.

 

กฟน.ประกาศเจตจำนงการบริหารงานการไฟฟ้านครหลวงด้วยความสุจริตและโปร่งใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 10 ก.พ. 2560 16:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/855769


การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ประกาศเจตจำนงการบริหารงานด้วยความสุจริตและโปร่งใส นำโดยผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง ฝ่ายบริหาร และพนักงานการไฟฟ้านครหลวงทุกคน ร่วมแสดงพลังพร้อมตั้งปณิธานการบริหารและการดำเนินงานโดยยึดหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance : GCG) ณ ทุกที่ทำการ การไฟฟ้านครหลวง

วันนี้ (8 กุมภาพันธ์ 2560) ที่ผ่านมา นายชัยยงค์ พัวพงศกร ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เปิดเผยว่า กฟน. ในฐานะรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงมหาดไทย มีความตระหนักถึงการบริหารงานและดำเนินกิจการด้วยความสุจริต โปร่งใส เป็นไปตามนโยบายการส่งเสริมการบริหารราชการแผ่นดินที่มีธรรมาภิบาลและการป้องกันการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ ในยุทธศาสตร์ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560–2564) ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 3 (พ.ศ.2560–2564) ถือเป็นนโยบายสำคัญที่ กฟน. ยึดถือฏิบัติตลอดมา จึงได้กำหนดจัดงานในวันนี้ขึ้น เพื่อประกาศเจตจำนงการบริหารงานการไฟฟ้านครหลวงด้วยความสุจริตและโปร่งใส ให้แก่ฝ่ายบริหารและพนักงานทุกคน ได้ร่วมกันแสดงพลัง พร้อมตั้งปณิธานการบริหารและการดำเนินงานโดยยึดหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance : GCG) ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบในการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง กล่าวต่อไปว่า กฟน. ถือเป็นองค์กรชั้นนำที่มีความโดดเด่นในการบริหารงานด้วยความสุจริต โปร่งใส ดังจะเห็นได้จากการได้รับรางวัลองค์กรโปร่งใส ครั้งที่ 4 ประจำปี 2556 (NACC Integrity Awards 2013) จากนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. นอกจากนี้ เมื่อปีที่ผ่านมา พนักงานของ กฟน. ได้เข้ารับรางวัลบุคคลต้นแบบด้านความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างขององค์กร ประจำปี 2559 ซึ่งจัดโดย ป.ป.ช. ในฐานะบุคคลที่เป็นแบบอย่างที่ดี มีความซื่อสัตย์สุจริต ยึดมั่นในหลักคุณธรรมจริยธรรมในการปฏิบัติงาน จากพลตำรวจเอก วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. นอกจากนี้ กฟน. ยังได้รับผลคะแนนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity & Transparency Assessment: ITA) ประจำปี 2558 ในระดับสูงมาก โดยเป็นอันดับ 1 ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งถือเป็นสิ่งยืนยันในการดำเนินงานด้วยความสุจริต โปร่งใส ของ กฟน.อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ กฟน. ถูกกล่าวหาว่ารับสินบนจากบริษัท เจเนอรัล เคเบิล คอร์ปอเรชัน จำกัด เกี่ยวกับการจัดซื้อสายเคเบิลและสายไฟฟ้านั้น ในขณะนี้อยู่ในระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งได้มีการเร่งรัดผลการตรวจสอบโดยเร็วที่สุด โดยการดำเนินการสืบสวนดังกล่าวเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส ตรงตามระเบียบและกฎหมาย

 

ก.พาณิชย์ดันเพิ่มลานมันผลิตมันเส้นสะอาด รองรับผลผลิต-ดึงราคาสูงขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ก.พ. 2560 14:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/855726


รมว.พาณิชย์ ลงพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ติดตามสถานการณ์มันสำปะหลัง พร้อมเข้าเยี่ยมชมลานมันผลิตมันเส้นสะอาด เตรียมผลักดันให้มีลานมันในลักษณะนี้เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยรองรับผลผลิตหัวมันสด-ดึงราคามันสดให้สูงขึ้น…

เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 60 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อติดตามสถานการณ์มันสำปะหลัง ฤดูการผลิตปี 59/60 โดยได้เยี่ยมชมลานมันผลิตมันเส้นสะอาดของ นายวันชัย วิริยะทรพันธุ์ เจ้าของกิจการลานมันชัยเรืองกิจ ณ อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นผู้ผลิต และจำหน่ายมันเส้นสะอาดรายใหญ่และแห่งแรกของจังหวัด และเป็นผู้ประกอบการที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง โดยการคิดค้นเครื่องจักรในการทำมันเส้นสะอาดด้วยตนเอง รวมทั้งขยายผลให้กับลานมันที่มีความสนใจในการที่จะพัฒนาคุณภาพมันเส้นของประเทศไทยให้สูงขึ้น เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับมันสำปะหลัง โดยมันเส้นสะอาดที่ผลิตได้นำไปจำหน่ายให้กับโรงงานเอทานอลและผู้เลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ ซึ่งกระทรวงฯ จะผลักดันให้เกิดผู้ผลิตมันเส้นสะอาดในลักษณะนี้ให้ได้เพิ่มขึ้น เพราะจะมีส่วนช่วยในการรองรับผลผลิตหัวมันสด และช่วยผลักดันราคามันสำปะหลังให้สูงขึ้น

ส่วนการพบปะกลุ่มวิสาหกิจชาวไร่มันสำปะหลัง อำเภอไทรโยค ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรตัวอย่างที่เกิดจากความร่วมมือของเกษตรกรที่จะมุ่งเน้นดำเนินกิจการรวบรวมรับซื้อหัวมันสดจากเกษตรกรของกลุ่มวิสาหกิจ ให้เกษตรกรขายมันสำปะหลังได้ราคาดีขึ้นและไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากลานมันที่รับซื้อผลผลิตของเกษตรกร โดยในระยะต่อไป กลุ่มวิสาหกิจฯ มีเป้าหมายที่จะผลิตมันเส้นสะอาดรวมทั้งจัดเก็บผลิตภัณฑ์ เพื่อรอราคา ซึ่งกระทรวงฯ จะได้สนับสนุนและส่งเสริม พัฒนากลุ่มวิสาหกิจดังกล่าวให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้น

“หากเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในจังหวัดต่างๆ มีการรวมกลุ่มและดำเนินกิจการในลักษณะเช่นเดียวกันนี้มากขึ้น จะเป็นการพัฒนาตัวเกษตรกรเองรวมไปถึงพัฒนาคุณภาพมันเส้นของไทย และสามารถยกระดับราคามันสำปะหลังของไทยได้อย่างแน่นอน”

สำหรับการเยี่ยมชมศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน Farm Outlet บริเวณปั๊มน้ำมันบางจาก ตำบลสิงห์ เป็นศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรในความส่งเสริมของกรมการค้าภายใน ซึ่งเป็นศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชนแห่งแรกของจังหวัด เป็นการพัฒนาเกษตรกรให้ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ เพิ่มช่องทางการขายให้กับเกษตรกรในพื้นที่โดยรวบรวมสินค้าเกษตรที่สำคัญจำหน่ายตรงจากผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภค โดยศูนย์จำหน่ายแห่งนี้ เริ่มต้นจากการที่ปั๊มน้ำมันบางจาก เป็นจุดแวะพักของนักเดินทางมีนักท่องเที่ยวสัญจรและแวะพักเป็นจำนวนมาก นับเป็นโอกาสในการสร้างช่องทางการจำหน่ายอีกทางหนึ่ง และสร้างรายได้ให้กับผู้ผลิตสินค้าเกษตรโดยตรง ซึ่งกระทรวงฯ จะผลักดันให้มี Farm Outlet ในพื้นที่อื่นๆ เพื่อรองรับผลผลิตทางการเกษตรให้กับเกษตรกรต่อไป.

 

พณ. จับมืออูเบอร์ ดันร้านอาหารไทยขายผ่าน UberEATS เจาะกลุ่มลูกค้าใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ก.พ. 2560 14:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/855714


กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จับมืออูเบอร์ ดันร้านอาหารไทยร่วมขายผ่านแอปพลิเคชัน UberEATS เจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ได้กว้างขวางขึ้น ยันธุรกิจเติบโตเร็วแน่นอน …

วันที่ 10 ก.พ. 60 นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ลงนามในบันทึกความตกลง (เอ็มโอยู) ร่วมกับบริษัท อูเบอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการร้านอาหารของไทย ที่จดทะเบียนนิติบุคคลกับกรมฯ ราว 11,947 ราย คิดเป็นทุนจดทะเบียนรวม 75,756.70 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้ ผ่านการฝึกอบรมและพัฒนาการทำธุรกิจกับกรมฯ แล้ว 1,660 ราย ให้สามารถทำธุรกิจร่วมกับอูเบอร์ผ่านแอปพลิเคชัน UberEATS (อูเบอร์อีทส์) ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการร้านอาหารสามารถเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ได้อย่างกว้างขวาง และทำให้ธุรกิจขยายตัวได้มากขึ้น

advertisement

”การลงนามเอ็มโอยูกับอูเบอร์ เป็นโอกาสดีที่ผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารของไทยจะได้มีช่องทางการตลาด และการโฆษณาผ่าน UberEATS ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันจัดส่งอาหารระดับโลก ที่เป็นนวัตกรรมช่วยอำนวยประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการร้านอาหาร และผู้บริโภคที่ต้องการรับประทานอาหารที่ดีทั้งรสชาติและคุณภาพ ส่งตรงถึงบ้าน โดยไม่ต้องเดินทางไปถึงร้านให้เสียเวลา สอดรับกับดิจิตอลไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน และสอดคล้องกับดิจิตอล อีโคโนมี ที่มุ่งสู่การเป็นไทยแลนด์ 4.0 โดยนำเอานวัตกรรม และเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยสร้างโอกาส และสนับสนุนธุรกิจ มั่นใจว่า ผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารจะได้รับประโยชน์จากความร่วมมือในครั้งนี้เป็นอย่างมาก”

สำหรับธุรกิจร้านอาหาร ที่ผ่านการส่งเสริมและพัฒนาจากกรมฯ ที่สนใจเข้าร่วมลงทะเบียนใช้บริการแพลตฟอร์ม UberEATS ภายในวันที่ 10 มี.ค. นี้ จะได้รับสิทธิพิเศษฟรีค่าธรรมเนียมแรกเข้าทันทีเมื่อเริ่มให้บริการบนแอปพลิเคชันของ UberEATS ส่วนร้านอาหารทั่วๆ ไป สามารถสมัครเข้าร่วมได้เช่นกัน แต่จะไม่ได้รับสิทธิพิเศษ หรือค่าธรรมเนียมแรกเข้า ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจโทร.02-547-5954 หรือสายด่วน 1570 หรือเว็บไซต์ www.dbd.go.th

ด้าน มิสเตอร์อัลเลน เพนน์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก UberEATS กล่าวว่า ตั้งแต่อูเบอร์เข้ามาเปิดให้บริการในไทย เมื่อวันที่ 17 ม.ค.60 ปัจจุบันมีผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารของไทยเข้าร่วมแล้วกว่า 200 ราย และหวังว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะธุรกิจร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการ มียอดขายเพิ่มขึ้น บางรายสามารถเปิดสาขาใหม่ได้ เช่น ร้านขายส้มตำ หรือข้าวมันไก่ จึงอยากให้ผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารที่มีศักยภาพของไทยได้เข้าร่วมกับอูเบอร์ เพื่อให้ขยายธุรกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

”มั่นใจว่า จากการเปิดให้บริการของอูเบอร์อีทส์ ในกว่า 57 เมืองจาก 20 ประเทศทั่วโลก จะเป็นสิ่งยืนยันได้ว่าธุรกิจร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการนี้จะมีผลประกอบการที่น่าพอใจ และที่มีโอกาสขยายธุรกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม อูเบอร์อีทส์เพิ่งมาเปิดให้บริการในไทย พื้นที่การจัดส่งจึงอาจจะค่อนข้างจำกัด และอยู่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ในอนาคตหากได้รับการตอบรับที่ดี จะขยายพื้นที่การให้บริการ โดยร้านที่เข้าร่วมโครงการ จะต้องเป็นร้านที่ได้มาตรฐาน ทั้งความสะอาด รสชาติ ส่วนค่าการจัดส่งขึ้นอยู่กับร้านเป็นผู้ระบุ รวมถึงระยะทางระหว่างร้านกับผู้สั่งด้วย” อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าว.

 

นิด้าโพล พบคนไทยเน็ตมือถือไม่พอใช้ ชี้ โดนลดสปีดเป็นปัญหาใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ก.พ. 2560 12:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/855672


นิด้าโพล เผย คนไทยใช้เน็ตบนมือถือพุ่ง ชี้กว่าครึ่งไม่เข้าใจแพ็กเกจ ‘ใช้เน็ตได้ไม่อั้น’ ลูกค้ารายเดือนเจอ เน็ตปรับลดสปีด เป็นปัญหาใหญ่ ขณะที่ผู้ใช้บริการแบบเติมเงิน รู้ไม่เท่าทันข้อจำกัด ’โปรเสริม’ และเน็ตมือถือมีไม่พอใช้…

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพล ทำการสำรวจความคิดเห็นพฤติกรรมการใช้เน็ตบนมือถือ ในกลุ่มตัวอย่างคนไทยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 1,529 คน ระหว่างวันที่ 30 ม.ค. – 2 ก.พ. 2560 เพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อผู้บริโภคมากขึ้น  โดยพบว่าปัญหาหลักที่พบจากการใช้แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตทางมือถือ เป็นเรื่องความต้องการการใช้อินเทอร์เน็ตมีมากกว่าแพ็กเกจที่ทางผู้ให้บริการเสนอขายอยู่ คิดเป็นร้อยละ 43.99 รองลงมาคือ เรื่องราคาของแพ็กเกจสูงเกินไป ทำให้ไม่สามารถจ่ายค่าอินเทอร์เน็ตให้เพียงพอกับความต้องการใช้ได้ คิดเป็นร้อยละ 36.01 และแพ็กเกจของผู้ให้บริการมีความซับซ้อน เข้าใจยาก บางครั้งจึงได้ในสิ่งที่ไม่ตรงตามความต้องการ คิดเป็นร้อยละ 28.47 จากสองอันดับแรก นับได้ว่าร้อยละ 80.00 ของกลุ่มตัวอย่างมีอัตราการใช้อินเทอร์เน็ตพุ่งสูงเกินกว่าแพ็กเกจที่ผู้ให้บริการนำเสนอขายในปัจจุบัน

เมื่อสำรวจระยะเวลาการใช้งานเน็ตบนมือถือ พบว่า ในกลุ่มตัวอย่าง พบว่าใช้เวลา 1 – 2 ชั่วโมงต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 24.72 ซึ่งมากที่สุด รองลงมา ใช้เวลามากกว่า 4 ชั่วโมงต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 21.91 และใช้เวลา 2 – 3 ชั่วโมงต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 19.23 ตามลำดับ วัตถุประสงค์ในการใช้อินเทอร์เน็ตบนอุปกรณ์พกพาเคลื่อนที่ พบว่า ตัวอย่างส่วนใหญ่ ใช้เพื่อพูดคุยติดต่อกับบุคคลที่รู้จัก คิดเป็นร้อยละ 85.61 โดยผ่าน Line Facebook และ Instagram ตามลำดับ รองลงมา คือ โพสต์ข้อความ/รูปภาพ คิดเป็นร้อยละ 63.90 โดยผ่าน Facebook Instagram และ Line ตามลำดับ และติดตามข่าวสารทั่วไป เช่น การเมือง เศรษฐกิจ สังคม กีฬา คิดเป็นร้อยละ 55.79 ตามลำดับ

เมื่อสอบถามถึงความเข้าใจเกี่ยวกับแพ็กเกจแบบ ‘ใช้ได้ไม่อั้น’ หรือ ‘Unlimited’ ร้อยละ 49.05 เข้าใจว่า เมื่อใช้อินเทอร์เน็ตจนถึงจุดหนึ่งที่กำหนดไว้ในแพ็กเกจ อินเทอร์เน็ตจะถูกปรับลดความเร็ว แต่ยังใช้ต่อไปได้ ซึ่งไม่ถึงครึ่งหนึ่งของกลุ่มสำรวจ ขณะที่ร้อยละ 35.45 ที่เข้าใจว่าสามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้ไม่จำกัด ด้วยความเร็วที่ดีที่สุดของเครือข่ายมือถือนั้น และอีกร้อยละ 15.30 เข้าใจว่า สามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้ไม่จำกัด ตามจำนวนวันที่ซื้อ

เมื่อสำรวจเจาะลึกถึงปัญหาของผู้ใช้บริการแบบรายเดือน ที่เป็นกลุ่มที่ใช้เน็ตได้ไม่อั้น พบว่าปัญหาใหญ่ของกลุ่มนี้ คือ ‘เน็ตปรับลดสปีด’ ร้อยละ 40.25 อินเทอร์เน็ตจะถูกปรับลดสปีด ทำให้วิ่งช้าลง เมื่อการใช้งานผ่านไประยะหนึ่ง รองลงมา ร้อยละ 35.17 จำนวนอินเทอร์เน็ตที่ให้มาตามแพ็กเกจ ไม่เคยใช้พอ และร้อยละ 21.89 ค่าโทรที่ให้มาตามแพ็กเกจ ไม่เคยใช้พอ

ด้านผู้ใช้บริการแบบเติมเงิน พบว่า ร้อยละ 41.18 เจอปัญหาโปรเสริมมีข้อจำกัดมากมาย บางครั้งไม่สามารถรู้เท่าทัน จึงทำให้เสียเงินไปในสิ่งที่ไม่ได้ตั้งใจ หรือได้จำนวนเน็ตหรือโทรที่ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิดไว้ รองลงมา ร้อยละ 26.66 โปรเสริมมีมากมาย ซับซ้อน ยุ่งยาก ไม่เข้าใจรายละเอียดในการใช้งาน และร้อยละ 20.45 ยอดเงินที่เติมหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ

ในส่วนของระดับความพึงพอใจต่อแพ็กเกจในอุปกรณ์พกพาเคลื่อนที่ จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน พบว่า ผู้ใช้บริการแบบเติมเงิน มีความพึงพอใจ ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 6.52 คะแนน และผู้ใช้บริการแบบรายเดือน มีความพึงพอใจ ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 6.67 คะแนน สำหรับข้อเสนอแนะ หรือวิธีการแก้ไขปรับปรุงเกี่ยวกับแพ็กเกจแบบรายเดือน หรือแพ็กเกจแบบเติมเงิน พบว่า ร้อยละ 28.38 สัญญาณอินเทอร์เน็ตควรมีความเร็วสม่ำเสมอ ร้อยละ 16.59 ควรปรับปรุงสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้มีความเสถียร และร้อยละ 15.72 ควรเพิ่มจำนวนชั่วโมงเน็ตที่เยอะขึ้นแต่ราคาแพ็กเกจถูกลง.

 

กกพ. เลื่อนการซักซ้อมความเข้าใจยื่นคำร้อง โครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ก.พ. 2560 11:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/855638


กกพ. มีมติเลื่อนกำหนดการซักซ้อมความเข้าใจในการยื่นคำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้า โครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน ในวันที่ 15 ก.พ.60 พร้อมจะแจ้งกำหนดการใหม่ทางเว็บไซต์ให้ทราบต่อไป…

วันที่ 10 ก.พ. 60 นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยภายหลังจากการประชุม กกพ. ว่าตามที่ได้มีประกาศ กกพ. เรื่อง การจัดหาไฟฟ้าโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน ในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) พ.ศ. 2559 (ประกาศฯ) เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2559 ซึ่งกำหนดจัดประชุมเพื่อซักซ้อมความเข้าใจในการยื่นคำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้า ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 ที่จะถึงนั้น เนื่องจากพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา ได้เพิ่มเติมความในหมวด 3/1 การจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอย โดยมาตรา 34/1 กำหนดให้การเก็บ ขน และกำจัดสิ่งปฏิกูลและมูลฝอย ในเขตพื้นที่ของราชการส่วนท้องถิ่นใด ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของราชการส่วนท้องถิ่นนั้น แต่ไม่รวมถึงองค์การบริหารส่วนจังหวัด การมอบให้เอกชนดำเนินการหรือร่วมดำเนินการกับราชการส่วนท้องถิ่นต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด ซึ่งปัจจุบันกระทรวงมหาดไทยอยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำประกาศกำหนดเงื่อนไขดังกล่าว

ดังนั้น เพื่อมิให้กระทบต่อคุณสมบัติการเข้าร่วมโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชนของผู้ยื่นขอผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การจัดหาไฟฟ้าจากขยะชุมชน มีประสิทธิภาพและเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ตามเจตนารมณ์ของรัฐบาล กกพ. ในการประชุมครั้งที่ 5/2560 (ครั้งที่ 447) เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 จึงมีมติให้เลื่อนกำหนดการซักซ้อมความเข้าใจในการยื่นคำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 ออกไปก่อน โดยสำนักงาน กกพ. จะประกาศกำหนดการใหม่ให้ทราบอีกครั้งทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. (www.erc.or.th) ต่อไป.