ย้ายค่ายเบอร์เดิมระบบใหม่ ช่วยให้อัตราโอนย้ายสำเร็จเพิ่มขึ้น 94%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ก.พ. 2560 11:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/855616


สำนักงาน กสทช. เผยบริการย้ายค่ายเบอร์เดิมระบบใหม่ ช่วยให้อัตราการโอนย้ายค่ายสำเร็จเพิ่มขึ้น 94% พร้อมเชื่อมั่น เป็นการอำนวยความสะดวก เปิดโอกาสให้ผู้ใช้เลือกค่ายที่มีสัญญาณดีกว่า ราคาเหมาะสม ส่งผลให้มีการแข่งขันในอุตสาหกรรมสูงขึ้น…

วันที่ 10 ก.พ. 60 นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า นับตั้งแต่สำนักงาน กสทช. ได้เปิดให้บริการ “ย้ายค่ายเบอร์เดิม” ระบบใหม่ที่ช่วยลดระยะเวลาในการย้ายค่ายลงจากเดิม 3 วันทำการ เป็น 2 วันทำการนั้น พบว่า ระบบใหม่ที่มีระบบอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการสามารถตรวจสอบสิทธิก่อนไปย้ายค่าย ส่งผลให้มีอัตราการโอนย้ายสำเร็จมากถึงร้อยละ 94 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยการโอนย้ายสำเร็จในปี 2559 ที่อัตราการโอนย้ายสำเร็จอยู่ที่ร้อยละ 60 ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่น่าพอใจในการนำแนวคิดและเทคโนโลยีใหม่มาอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้ใช้บริการจากการถูกแอบอ้างเป็นเจ้าของเลขหมายเพื่อทำการโอนย้ายเลขหมาย

การย้ายค่ายเบอร์เดิมระบบใหม่นี้ สำนักงาน กสทช. ได้ออกแบบเครื่องมือเพื่อให้ผู้ใช้บริการที่ประสงค์จะย้ายค่ายสามารถเช็กหรือตรวจสอบสิทธิของตัวเองได้ฟรีก่อนย้ายค่าย เพียงกด *151* เลขบัตรประชาชน 13 หลัก (หรือเลขบัตรที่เคยใช้ลงทะเบียนซิม) # โทรออก หากไม่ติดเงื่อนไขใดๆ เช่น เป็นบุคคลเดียวกับที่เคยลงทะเบียนซิมไว้ และไม่มียอดค้างชำระกับค่ายมือถือที่ใช้งานอยู่ ก็จะได้รับรหัสแสดงตน 8 หลัก ทาง SMS ภายใน 10 นาที เพื่อนำไปสมัครย้ายค่าย ณ จุดบริการของค่ายใหม่ โดยจะสามารถย้ายไปใช้งานกับค่ายใหม่ได้ภายใน 2 วันทำการเท่านั้น และสำหรับชาวต่างชาติก็สามารถเช็กสิทธิได้ฟรี และสมัครย้ายค่ายได้เช่นเดียวกัน ผ่านวิธีส่งเลขหนังสือเดินทาง หรือเลขประจำตัวคนต่างด้าวทาง SMS หมายเลข 4444151

ทั้งนี้ ตั้งแต่มีการเปิดให้บริการ 3G มียอดการโอนย้ายเลขหมายสะสมในต้นปี 2559 จำนวน 53.2 ล้านเลขหมาย และเพิ่มขึ้นเป็น 58.7 ล้านเลขหมายในเดือนมกราคมปี 2560 ซึ่งจะเห็นได้ว่าแนวโน้มการย้ายค่ายเพิ่มจำนวนขึ้นทุกปี สำนักงาน กสทช. เชื่อมั่นว่าการให้บริการโอนย้ายเลขหมายหรือการย้ายค่ายเบอร์เดิมเป็นการอำนวยความสะดวก และเปิดโอกาสให้กับผู้ใช้บริการในการเลือกใช้บริการกับค่ายที่มีสัญญาณโทรศัพท์มือถือที่ดีกว่า มีราคาที่เหมาะสม และมีบริการที่ประทับใจ พร้อมทั้งส่งผลให้มีการแข่งขันในอุตสาหกรรมสูงขึ้น.

 

สถิติรถบกพร่องลดต่อเนื่อง ขนส่งเผย 3-7 ก.พ. สั่งห้ามใช้รถเหลือ 28 คัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ก.พ. 2560 10:56

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/855602


ขนส่ง เผยผลการตรวจความพร้อมรถโดยสาร-คนขับตาม Checklist ที่สถานีขนส่งผู้โดยสาร-จุดจอดรถทั่วประเทศ ระบุช่วง 15 วัน สถิติรถบกพร่องลดลงต่อเนื่อง วันที่ 3-7 ก.พ. สั่งห้ามใช้รถเหลือ 28 คัน ลดลงร้อยละ 94.60 จาก 5 วันแรก ส่วนคนขับไม่พร้อมลดลงร้อยละ 74 เน้นย้ำ ดำเนินการตรวจเข้มทุกเทศกาล…

advertisement

วันที่ 10 ก.พ. 60 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึงผลการดำเนินการเข้มงวดตรวจสอบความพร้อมของรถโดยสารสาธารณะและพนักงานขับรถตามมาตรฐานความปลอดภัย (Checklist) ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารและจุดจอดรถ 229 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่าง กรมการขนส่งทางบก บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยในระบบขนส่งสาธารณะตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม โดยดำเนินการเข้มข้นตลอดช่วง 15 วันที่ผ่านมา (ระหว่างวันที่ 24 ม.ค. – 7 ก.พ. 60) มีการตรวจความพร้อมของรถ/คนขับแล้วจำนวน 209,160 ราย พบรถที่มีข้อบกพร่องจำนวน 10,374 คัน หรือคิดเป็นร้อยละ 4.96 ส่วนรถโดยสารที่พบว่ามีข้อบกพร่องที่กระทบต่อความปลอดภัยและสั่งห้ามใช้รถจำนวน 701 คัน (ส่วนใหญ่เป็นเรื่องอุปกรณ์ส่วนควบไม่ครบถ้วน, กระจกร้าว, สภาพยาง, ถังดับเพลิง) หรือคิดเป็นร้อยละ 0.33 ของจำนวนรถที่ตรวจความพร้อมทั้งหมด ซึ่งผู้ประกอบการทุกรายให้ความร่วมมือดำเนินการเปลี่ยนรถคันใหม่โดยเร็ว เพื่อให้บริการได้อย่างปลอดภัยและไม่ส่งผลกระทบในการเดินทางของประชาชน

ส่วนการตรวจความพร้อมของพนักงานขับรถ อาทิ แอลกอฮอล์และสารเสพติด ตรวจสอบชั่วโมงการขับรถจากสมุดประจำรถและการแต่งกาย พบข้อบกพร่องจำนวน 296 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.14 และพบข้อบกพร่องที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการให้บริการ สั่งเปลี่ยนตัวผู้ขับรถทันที จำนวน 27 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 0.013 ของจำนวนที่ตรวจความพร้อมทั้งหมด และยังได้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามความผิด บันทึกประวัติที่ศูนย์ข้อมูลประวัติผู้ขับรถสาธารณะของกรมการขนส่งทางบก

จากสถิติการตรวจความพร้อมรถและคนตลอดช่วง 15 วันที่ผ่านมา พบว่า สถิติรถบกพร่องลดลงอย่างต่อเนื่อง ในช่วง 5 วันแรก (24-28 ม.ค. 60) ตรวจพบความไม่พร้อมของรถ และสั่งห้ามใช้รถ 557 คัน หรือเฉลี่ยวันละ 111 คัน ช่วง 5 วันต่อมา (29 ม.ค.-2 ก.พ. 60) สั่งห้ามใช้รถ 116 คัน หรือเฉลี่ยวันละ 23 คัน เฉลี่ยต่อวันลดลงร้อยละ 79 จากช่วง 5 วันแรก และช่วง 5 วันสุดท้าย (3-7 ก.พ. 60) สั่งห้ามใช้รถลดลงเหลือ 28 คัน หรือเฉลี่ยวันละ 6 คัน ค่าเฉลี่ยต่อวันลดลงร้อยละ 94.60 จากช่วง 5 วันแรก

เช่นเดียวกันกับการตรวจความพร้อมคนขับรถ ในช่วง 5 วันแรก ตรวจพบคนขับรถมีข้อบกพร่อง 175 คน หรือเฉลี่ยวันละ 35 คน ในช่วง 5 วันถัดมา ตรวจพบคนขับรถมีข้อบกพร่อง 77 คน หรือเฉลี่ยวันละ 15 คน ลดลงจากช่วง 5 วันแรกร้อยละ 57 และในช่วง 5 วันสุดท้ายตรวจพบคนขับรถมีข้อบกพร่อง 44 คน หรือเฉลี่ยวันละ 9 คน ลดลงจากช่วง 5 วันแรกถึงร้อยละ 74

นอกจากนี้ จากการเก็บข้อมูลอุบัติเหตุตลอดช่วงที่ผ่านมาพบว่า ไม่มีรถโดยสารประจำทางเกิดอุบัติเหตุเนื่องจากความบกพร่องของสภาพรถอีกด้วย ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการตรวจความพร้อมของรถและคนขับตาม Checklist อย่างเข้มข้นจริงจัง และได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการขนส่งในการร่วมตรวจสอบและควบคุมคนขับรถ และเพื่อให้มาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบก จะมุ่งเน้นแก้ปัญหาและลดความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุอย่างต่อเนื่อง อาทิ บังคับใช้มาตรการกฎหมายและกำหนดบทลงโทษที่เข้มข้นขึ้น ลงโทษทั้งพนักงานขับรถและผู้ประกอบการ ขั้นสูงสุดในทุกกรณีความผิด เร่งรัดการติดตั้ง GPS ในรถตู้โดยสารเส้นทางกรุงเทพฯ-ต่างจังหวัด (รถร่วม บขส.) ให้ครบทุกคันภายใน 31 มีนาคม 2560 และรถโดยสารสาธารณะทุกคันต้องติดตั้ง GPS ตามรอบต่ออายุทะเบียนในปี 2560 เพื่อควบคุมพฤติกรรมการขับรถทั้งการใช้ความเร็วและควบคุมชั่วโมงการทำงานให้มีความปลอดภัย และดำเนินการตรวจความพร้อมรถและคนตาม Checklist เข้มข้นในทุกช่วงเทศกาลและต่อเนื่องตลอดปี.

 

ทองเปิดตลาดร่วง 250 รูปพรรณขายออกบาทละ 20,850

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ก.พ. 2560 09:59

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/855566


ราคาทองเปิดตลาดวันที่ 10 ก.พ. ลดลง 250 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,250 ขายออกบาทละ 20,350 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,889.92 ขายออกบาทละ 20,850 บาท…

เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 60 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.32 น. ราคาลดลง 250 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,250.00 บาท ขายออกบาทละ 20,350.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,889.92 บาท ขายออกบาทละ 20,850.00 บาท.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดบวก หลังทรัมป์สัญญาจะเผยแผนหั่นภาษีเร็วๆ นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 ก.พ. 2560 06:34

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/855490


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในวันพฤหัสบดี หลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ สัญญาจะเผยแผนเกี่ยวกับการตัดลดภาษีในเร็วๆ นี้…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 9 ก.พ. ในแดนบวก โดยดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 118.06 จุด หรือ 0.59% ปิดที่ 20172.40 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 13.20 จุด หรือ 0.58% ปิดที่ 2307.87 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 32.73 จุด หรือ 0.58% ปิดที 5715.18 จุด

คำพูดของโดนัลด์ ทรัมป์ ระหว่างที่เขาพบปะกับเหล่าผู้บริหารของบริษัทสายการบิน ที่ว่า เขาจะเปิดเผยรายละเอียดของแผนลดภาษีอันมหัศจรรย์ภายใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า สร้างแรงกระตุ้นแก่ตลาดอย่างมาก เพราะเป็นเรื่องที่นักลงทุนคาดหวัง และหนุนตลาดมาโดยตลอดตั้งแต่นายทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง

 

ชาวกระบี่ร่วม “ครึ่งหมื่น” แสดงพลัง “สิทธิชุมชน” ยื่นหนังสือสนับสนุนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 10 ก.พ. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/854956


กระบี่ พร้อมใจยื่นหนังสือสนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่

วันนี้ (9 กุมภาพันธ์ 2560) เครือข่ายภาคประชาชนและผู้นำชุมชนทุกภาคส่วนของอำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ จำนวนกว่า 4,000 คน นำโดย นายดำรัส ประทีป ณ ถลาง อดีตประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอเหนือคลอง นายอนันต์ สันหาด อดีตประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอเหนือคลอง นายฐานิส เอ่งฉ้วน ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอเหนือคลอง นายบุญเที่ยง บัวเลิศ ประธานชมรมชาวลิกไนต์กระบี่ นายอุดม กิตติธรกุล อดีตผู้ใหญ่บ้านห้วยโสก ต.คลองขนาน ยื่นหนังสือสนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ ให้กับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อเร่งรัดให้พิจารณาการก่อสร้างโครงการขึ้นในพื้นที่โดยเร็ว เนื่องจากเห็นพ้องกันว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่จะช่วยเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในจังหวัดกระบี่และภาคใต้ ตลอดจนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ ณ ที่ว่าการอำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ โดยมี นายวิสูตร อินทรกำเนิด นายอำเภอเหนือคลองเป็นผู้รับมอบ ก่อนจะนำส่งให้นายกรัฐมนตรีต่อไป

ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีกลุ่มผู้นำชุมชน ภาคส่วนต่างๆ ในจังหวัดกระบี่ รวมถึงเครือข่ายประชาชนจากอำเภอต่างๆ ในจังหวัดกระบี่ ออกมาแสดง “สิทธิชุมชน” โดยการยื่นหนังสือแสดงการสนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ ไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อแสดงจุดยืนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่เห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้า มาอย่างต่อเนื่อง อาทิ

3 ก.พ. 2560 ตัวแทนกำนันผู้ใหญ่บ้าน และเครือข่ายประชาชน อ.เขาพนม จ.กระบี่ ได้ยื่นหนังสือผ่านนายอำเภอเขาพนม จ.กระบี่ เพื่อนำเรียนท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงจุดยืนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่เห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีสะอาดในการผลิตไฟฟ้า เพราะจะช่วยสร้างความมั่นคงระบบไฟฟ้าภาคใต้ อันจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ รวมถึงส่วนรวมของประเทศ

6 ก.พ. 2560 นายวรพงศ์ มุกดามนตรี ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน อ.คลองท่อม ได้เป็นตัวแทนของกำนันผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในเขตอำเภอคลองท่อมได้เข้ายื่นหนังสือแสดงการสนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ไปยังนายกรัฐมนตรี โดยมีนายเศวตฉัตร สุวรรณรัตน์ ตำแหน่งปลัดอาวุธโสอำเภอคลองท่อม ซึ่งเป็นประธานในการประชุม เป็นผู้รับมอบหนังสือ ในระหว่างการประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยแพทย์ สารวัตรกำนัน ประจำเดือนของอำเภอคลองท่อม โดยมีผู้ร่วมประชุมประมาณ 421 คน ณ อาคารหอประชุมอำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่

ทั้งนี้ นายวรพงศ์ มุกดามนตรี ประธานชมรมกำนันและผู้ใหญ่บ้านอำเภอคลองท่อม ได้กล่าวว่า ในภาพรวมของอำเภอคลองท่อมประชากรเกือบทั้งหมดให้การสนับสนุนโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ เพื่อให้ภาคใต้มีความมั่นคงด้านพลังงาน และเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันจะทำให้โรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ไม่เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

วันที่ 7 ก.พ.2560 เครือข่ายภาคประชาชนอำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ยื่นหนังสือสนับสนุนการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ต่อนายอำเภอ เพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงาน และเครือข่ายมีความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีที่สามารถควบคุมด้านสิ่งแวดล้อมได้ อีกทั้งจะนำความเจริญ มีรายได้จากการพัฒนามาสู่ชุมชนในพื้นที่

ฟังเสียงคนกระบี่ สนับสนุนโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

 

“จ็อบไทย” เปิดโผ 5 อาชีพมาแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ก.พ. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/855442


ชี้ช่างเทคนิค-งานขาย-บริการตลาดต้องการสูง!

น.ส.แสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการเว็บไซต์จ็อบไทยดอทคอม (JobThai.com) เปิดเผยว่า สถานการณ์ด้านแรงงานต้นปี 60 จากฐานข้อมูลของเว็บไซต์มีอัตราความต้องการแรงงานทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 1.6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 59 แบ่งเป็นกรุงเทพฯและปริมณฑล จำนวน 60,548 อัตรา ภาคตะวันออก จำนวน 9,400 อัตรา ภาคกลาง จำนวน 3,177 อัตรา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 2,280 อัตรา ภาคเหนือ จำนวน 1,036 อัตรา และภาคใต้ จำนวน 986 อัตรา

ทั้งนี้ กลุ่มสาขาอาชีพที่มีความต้องการแรงงานมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ งานขาย จำนวน 18,313 อัตรา งานช่างเทคนิคสายต่างๆ และซ่อมบำรุง จำนวน 8,090 อัตรา งานวิศวกรรม จำนวน 6,564 อัตรา งานผลิต-ควบคุมคุณภาพ จำนวน 5,996 อัตรา และงานบริการ จำนวน 5,571 อัตรา ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ประจำเดือน ธ.ค. 59 ซึ่งพบว่า ความต้องการแรงงานด้านการขาย การบริการ และการซ่อมบำรุง ทั่วประเทศมีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่า 170,000 คน

นอกจากนี้ จ็อบไทยดอทคอมยังได้วิเคราะห์ทิศทางการเติบโตของสาขาอาชีพในช่วงระหว่างปี 57-60 พบว่าอาชีพที่มีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ งานผลิตและงานควบคุมคุณภาพ คิดเป็น 33% งานด้านบริการ คิดเป็น 17% งานโยธา-สถาปนิก คิดเป็น 14% งานการตลาด คิดเป็น 6% และงานวิศวกรรม คิดเป็น 3% ส่วนกลุ่มงานที่มีแนวโน้มการเติบโตลดลง ได้แก่ กลุ่มงานด้านภูมิศาสตร์ ลดลง 68% งานสื่อสิ่งพิมพ์ ลดลง 57% งานอัญมณี-เครื่องประดับ ลดลง 45% และงานนักเขียน-บรรณาธิการ ลดลง 32% ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม การที่กลุ่มงานผลิตและบริการมีอัตราความต้องการแรงงานเฉลี่ยเติบโตเพิ่มขึ้น เนื่องจากภาคการผลิตได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ธุรกิจด้านการท่องเที่ยวก็มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริการขยายตัวดีตามไปด้วย.

 

ดึง 9 คู่รักต่างชาติแต่งงาน ททท.ย้ำภาพลักษณ์ประเทศไทยระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ก.พ. 2560 05:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/855441


ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับจัดงานแต่งงาน หรือ Wedding Destination ในภูมิภาคต่างๆ โดยเป็นอันดับ 1 ในท็อป เดสทิเนชั่น สำหรับเอเชีย อันดับ 3 สำหรับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ และอันดับ 6 สำหรับยุโรป ขณะที่เป็นอันดับ 3 ใน Emerging Destination หรือจุดหมายปลายทางดาวรุ่ง สำหรับตะวันออกกลาง และเป็นอันดับ 1 สำหรับแอฟริกา เป็นเช่นนี้ ททท.จึงงัดกลยุทธ์ส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในการเป็น Wedding Destination ระดับโลก ด้วยการจัดทำโครงการ “Thailand Wedding Destiny” ขึ้นมา

นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการการ ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา เปิดเผยว่า หลังจากที่เปิดตัวโครงการ “Thailand Wedding Destiny” ตั้งแต่เดือน พ.ย.2559 ททท.และพันธมิตรอย่างสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส และกลุ่มเวดดิ้ง ออร์กาไนเซอร์ชื่อดังของเมืองไทย ได้คู่รัก (บ่าวสาว) จาก 9 ประเทศ ได้แก่ ประเทศจีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เช็ก ออสเตรเลีย อเมริกา และบราซิล มาจัดงานแต่งงานใน 4 พื้นที่ สุดโรแมนติกของประเทศไทย ในช่วงของเทศกาลวาเลนไทน์ ได้แก่ จังหวัดสุโขทัย ภูเก็ต กระบี่ สมุย ซึ่งลักษณะการจัดงานจะขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่ ได้แก่ การแต่งงานแบบไทย และการแต่งงานบนชายหาดแบบตะวันตกสุดโรแมนติก

กิจกรรมครั้งนี้ เริ่มตั้งแต่ คู่รัก 9 คู่ ได้เริ่มกิจกรรมเรียนทำอาหารไทย ร่วมดินเนอร์สุดโรแมนติกบนเรือสำราญสุพรรณิการ์ ครูซ บริการระดับเวิลด์คลาสของโรงแรมเพนนินซูล่า กรุงเทพฯ ก่อนที่แต่ละคู่จะแยกย้ายกันไปแต่งงานในธีมของตัวเองใน 4 พื้นที่ เริ่มจากคู่รักจากประเทศจีน “Zhang Wei” วัย 37 ปี เจ้าของบริษัทในปักกิ่ง กับว่าที่เจ้าสาว “Wang Rui” วัย 32 ปี ที่ควงคู่กันมาแต่งงานที่เซเลส บีชฟรอนต์ รีสอร์ต สุดโรแมนติกที่เกาะสมุย เช่นเดียวกับคู่รักจากประเทศออสเตรเลีย “Alexander Brennan” และ “Yasmin Wellington” ที่คบหากันมากว่า 3 ปีครึ่งและเดินทางท่องเที่ยวมาแล้วทั่วโลก จนมาลงเอยจัดงานแต่งสุดโรแมนติกที่อินเตอร์คอนติเนนตัล สมุย บ้านตลิ่งงาม รีสอร์ท บนเกาะสมุยเช่นกัน

ด้านคู่รักจากฮ่องกง “Zaza” และ “Woody” บล็อกเกอร์ผู้ชื่นชอบแชร์ชุดแต่งงานสุดหรูในฮ่องกง เลือกที่จะเดินทางมาจัดพิธีที่โฟโต้ โฮเต็ล จังหวัดภูเก็ต เช่นเดียวกับคู่รักจากอังกฤษ “Luke Booth” นักธุรกิจ และเจ้าสาว “Naomi Wallen” เลือก มาจัดงานแต่งงานสุดโรแมนติกที่เดอะ วิจิตร รีสอร์ท ภูเก็ต และอีกคู่รักที่บินลัดฟ้ามาจากอเมริกา “Christopher Kehaulani” และ “Aida Mollenkamp” บล็อกเกอร์คนดัง เลือกมาแต่งงานสุดชิคที่ทวินปาล์ม ภูเก็ต รีสอร์ท โดยทั้งสามคู่จะจัดงานวิวาห์ในบรรยากาศสบายๆ สุดโรแมนติก

นอกจากบรรยากาศแต่งงานแบบเก๋ๆ บนชายหาดแล้ว โครงการนี้ยังชวนคู่วิวาห์มาสัมผัส มนต์ขลังกับพิธีแต่งงานแบบไทยๆด้วย โดย “Yaniss Lespert” นักแสดงชื่อดังชาวฝรั่งเศส และคู่รักนางแบบ “Betina Orsetti” จากประเทศฝรั่งเศสบินตรงไปจัดงานแต่งแบบไทยๆ ที่โรงแรมสุโขทัย เฮอริเทจ รีสอร์ท จังหวัดสุโขทัย เช่นเดียวกับคู่รักจากประเทศญี่ปุ่น “Nagai Kenji” และ “Niko Yukari” ที่ใฝ่ฝันอยากจะจัดงานแต่งงานในต่างประเทศ ได้เลือกจัดพิธีเรียบหรูในบรรยากาศไทยๆ ที่สุโขทัยเทรเชอร์ รีสอร์ท จังหวัดสุโขทัย

ปิดท้ายที่คู่รักจากประเทศบราซิล “Breno Lima” และ “Larissa da Silva” เลือกจัดงานแต่งงานสุดชิคที่พิมาลัย รีสอร์ท แอนด์ สปา จังหวัด กระบี่ และคู่รักสาวงามแห่งประเทศเช็ก “Andrea Bezdekova” ดีกรี มิสเช็ก รีพับลิก 2016 ควงคู่หมั้นมาเข้าพิธีวิวาห์ที่โรงแรม เดอะ ทับแขก กระบี่ บูทีค รีสอร์ท

“โครงการนี้ยังจะช่วยส่งเสริมให้เวดดิ้ง ออร์กาไนเซอร์ ชาวไทยเข้าสู่ ตลาดสากล ซึ่งประเทศไทยมีความพร้อมด้านสินค้าและการบริการ และความงดงามในการจัดงาน ทั้งการตกแต่งสถานที่และการบริการน่าประทับใจที่เป็นมืออาชีพ”.

 

คนกู้เงินต่ำสุดรอบ 7 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ก.พ. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/855433


นายสมบูรณ์ จิตเป็นธม ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาพรวมสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ในปี 2559 ขยายตัวเพียง 2% ชะลอลงจากที่ขยายตัวในอัตรา 4.3% ในปี 2558 โดยเป็นการขยายตัวต่ำที่สุดในรอบ 7 ปี นับตั้งแต่ปี 2552 ที่สินเชื่อหดตัว 1.7% ซึ่งในปีดังกล่าวได้เกิดวิกฤติการเงินสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก

สำหรับสินเชื่อที่ขยายตัวต่ำในปีที่แล้ว เป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยสินเชื่อธุรกิจขยายตัว 0.6% สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่หดตัว 1.1% ขณะที่สินเชื่อเอสเอ็มอีขยายตัวเพียง 1.8% ส่วนใหญ่เป็นการหดตัวในภาคอุตสาหกรรมและอสังหาริมทรัพย์ โดยพบว่ามียอดการปฏิเสธการอนุมัติสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นจาก 52% ในไตรมาส 3 เป็น 55% ในไตรมาส 4 ปี 2559

ด้านสินเชื่ออุปโภคบริโภคขยายตัว 4.9% ชะลอลงจากปีก่อนเช่นกัน โดยสินเชื่อที่อยู่อาศัยขยายตัวชะลอตัวต่อเนื่องโดยขยายตัว 6.9% บัตรเครดิตขยายตัว 5.9% และสินเชื่อส่วนบุคคลขยายตัว 3.8% ขณะที่สินเชื่อรถยนต์ยังคงเพิ่มขึ้น แต่ขยายตัวเพียง 1.3% ส่วนแนวโน้มสินเชื่อในปีนี้ คาดว่าจะขยายตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากช่วงครึ่งหลังของปี 2559 ในสินเชื่อบางธุรกิจ เช่น อุตสาหกรรมอาหาร ผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก พาณิชย์ และสาธารณูปโภค

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในปี 2560 คาดว่า แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่เริ่มสูงขึ้นต่อเนื่องในปีนี้จะทำให้ภาคธุรกิจตัดสินใจที่จะขยายการลงทุน และขอสินเชื่อเพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกัน โครงการลงทุนภาครัฐที่จะเริ่มลงทุนจริงมากขึ้นก็จะช่วยในการขยายสินเชื่อเช่นกัน สำหรับหนี้เอ็นพีแอลในปีนี้เชื่อว่าจะเริ่มลดลงต่อเนื่องตามภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น.

 

ยอมหั่นเส้นทางรถไฟฟ้าทับซ้อน คจร.ลั่นประหยัดงบ 1.5 หมื่น ล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ก.พ. 2560 05:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/855420


นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ได้พิจารณาแนวเส้นทางโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ซึ่งทับซ้อนกับแนวเส้นทางโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงตลิ่งชัน-สถานีศิริราช ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่ประชุมเห็นชอบให้ รฟม.ดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม แห่งประเทศไทย-ตลิ่งชัน โดยกำหนดเส้นทางให้สิ้นสุดที่สถานีบางขุนนนท์ ก่อนในระยะแรก และให้ชะลอการลงทุนช่วงบางขุนนนท์-ตลิ่งชัน ซึ่งทับซ้อนกับสายสีแดงอ่อน ทำให้สามารถลดค่าก่อสร้างงานโยธาของโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มลงได้ 15,000 ล้านบาท “ขณะนี้ที่ประชุมได้มอบหมายให้ รฟท.และ รฟม.พิจารณากำหนดค่าโดยสารให้เกิดความเหมาะสมร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนในอนาคต นอกจากนี้ยังมอบหมายให้สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะในเมืองภูมิภาคต้นแบบ 3 จังหวัด พิษณุโลก อุบลราชธานี และสระแก้วด้วย”.

 

แนะธุรกิจรับมือ “เศรษฐกิจโลกยุคใหม่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ก.พ. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/855398


เผยทฤษฎี 3 ต่ำ 2 สูงฉบับ ธปท.“วิรไท” ชี้ผันผวน-เหลื่อมล้ำสูงขึ้น

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในการบรรยายพิเศษเรื่อง “ทิศทางเศรษฐกิจปี 60 บนความท้าทาย” ว่า ในปีนี้เศรษฐกิจไทยจะอยู่ในภาวะ 3 ต่ำ 2 สูง ต่อเนื่อง โดยต่ำที่ 1 คือ อัตราการขยายตัวอยู่ในระดับต่ำ แต่ปีนี้จะขยายตัวดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาจากภาคการส่งออกที่ดีขึ้น และการกระตุ้นจากนโยบายการคลัง ต่ำที่ 2 คือ เงินเฟ้อต่ำ จากราคาพลังงานที่ลดต่ำลงในช่วงที่ผ่านมา แต่ขณะนี้ราคาพลังงานกลับมาสูงขึ้น ทำให้เงินเฟ้อในปีนี้มีแนวโน้มสูงขึ้น ประกอบกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐฯ ทำให้แนวโน้มเงินเฟ้อของสหรัฐฯสูงขึ้นส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วโลกสูงขึ้นบ้าง ต่ำที่ 3 คืออัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของประเทศหลักๆของโลก การลงทุนทั่วโลกตกต่ำ ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมของประชาชนที่ลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ ธปท.จับตาอยู่ ขณะที่ปีนี้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยระยะยาวอาจจะสูงขึ้นบ้าง

ส่วน 2 สูงนั้น ถือเป็นความเสี่ยงที่จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ประกอบด้วย สูงที่ 1 คือ ความผันผวนในตลาดเงิน ตลาดทุนโลก รวมถึงความผันผวนของค่าเงิน และเงินทุนเคลื่อนย้ายที่จะรุนแรงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ส่วนสูงที่ 2 คือ ความเหลื่อมล้ำมีสูง จากผลประโยชน์ของเศรษฐกิจที่กระจุกตัว โดยองค์การบรรเทาทุกข์ออกซ์แฟม (OXFAM) ระบุว่า คนที่รวย 8 คนในโลกมีสินทรัพย์เท่ากับคน 3,600 ล้านคนทั่วโลก และปัจจัยนี้จะรุนแรงมากขึ้น

“ธุรกิจไทยต้องตระหนักถึงความผันผวนที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งภายใต้ปัจจัยระยะสั้น และความท้าทายเชิงโครงสร้างที่กำลังปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยและโลก ใน 4 ด้าน 1.การเชื่อมโยงระหว่างการเมือง และเศรษฐกิจที่มีมากขึ้น เห็นได้จากนโยบายการกีดกันการค้า กีดกันแรงงาน นโยบายชาตินิยม และประชานิยมในประเทศอุตสาหกรรมหลักที่กระทบเศรษฐกิจทั่วโลกในขณะนี้ 2.ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด ซึ่งท้าทายความอยู่รอดของอุตสาหกรรมยุคเก่า และท้าทายต่อแรงงานที่จะมีเครื่องจักรมาทดแทน 3.การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงอายุ และ 4.การขยายตัวของชนชั้นกลางในเอเชียที่จะเปลี่ยนการค้าการลงทุน และกำลังซื้อของโลก”

ทั้งนี้ เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น นายวิรไท กล่าวว่า ภาคธุรกิจไทยจะดำเนินการใน 3 ด้าน คือ การเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพเพิ่มขึ้น การสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อรองรับความผันผวน และการปรับตัวอย่างเป็นพลวัตร หรือการพัฒนาและเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต.