6 ช่องทีวีดิจิตอล ยื่น กสทช.ขอยืดจ่ายค่าไลเซนส์ทีวีดิจิตอล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ก.พ. 2560 09:42

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/854737


เลขาธิการ กสทช. เผย ขณะนี้ มีผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล 6 ช่อง ยื่นขอขยายระยะเวลาการจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 76/2559…

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 76/2559 เรื่อง มาตรการส่งเสริมการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ ที่ให้ขยายระยะเวลาการจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ที่ผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลจะต้องชำระออกไปนั้น ขณะนี้ มีผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลจำนวน 6 ช่อง ได้แก่ 1.ช่อง NEW TV หมายเลขช่อง 18 ของบริษัท ดีเอ็น บรอดคาสท์ จำกัด 2.ช่อง Nation หมายเลขช่อง 22 ของบริษัท เอ็นบีซี เน็กซ์วิชั่น จำกัด 3.ช่อง NOW หมายเลขช่อง 26 ของบริษัท แบงคอก บิสสิเนส บรอดแคสติ้ง จำกัด 4.ช่อง Bright TV หมายเลขช่อง 20 ของบริษัท ไบรท์ ทีวี จำกัด 5.ช่อง MCOT HD หมายเลขช่อง 30 และ 6.ช่อง MCOT Family หมายเลขช่อง 14 ของบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นขอขยายระยะเวลาในการจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ดังกล่าวแล้ว และสำนักงานฯ ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว ทั้งนี้ ผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลช่องใดที่ประสงค์จะขยายระยะเวลาการจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตดังกล่าว สามารถยื่นหนังสือแจ้งความจำนงมาที่สำนักงาน กสทช. ได้.

 

ก.ล.ต.ประกาศผล 3 สตาร์ทอัพหน้าใหม่ เขย่าวงการฟินเทค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ก.พ. 2560 08:31

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/854686


ก.ล.ต.ประกาศผลการแข่งขัน FinTech Challenge ทีม C3.Finance และ ทีม PrivateChain ได้รับรางวัลประเภท Rising Star FinTech และ Innovative FinTech ส่วนทีม สานฝัน คว้ารางวัล Popular Vote

นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. กล่าวว่า เราพร้อมให้การสนับสนุนทั้งผู้ประกอบการเดิม และฟินเทค สตาร์ทอัพ (FinTech Startups) ที่เป็นผู้เล่นรายใหม่ ด้วยการสร้างกรอบระเบียบการกำกับดูแล (regulatory framework) และการจัดระบบนิเวศ (ecosystem) ที่เอื้ออำนวยให้ใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมทางเทคโนโลยีได้อย่างเต็มที่ โดยามารถจัดการข้อกังวลหรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม

ทั้งนี้หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของ ก.ล.ต. ในช่วง 3 ปีนี้จะเน้นเรื่องการขับเคลื่อนความสามารถในการแข่งขันและการลดความเหลื่อมล้ำด้วยเทคโนโลยี (Driving Competitiveness and Inclusiveness with Technology) เพื่อให้ผู้ที่เดิมอาจไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินหรือตลาดทุนได้รับการบริการอย่างทั่วถึง รวมทั้งช่วยทำให้ผู้ลงทุนมีข้อมูล และอำนาจต่อรองมากขึ้น

ขณะเดียวกันผู้ประกอบการของไทยและฟินเทค สตาร์ทอัพ เองก็สามารถนำเทคโนโลยีทางการเงินมาปรับใช้กับรูปแบบธุรกิจ (business model) ของตน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันได้ทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับโลก

สำหรับการแข่งขัน FinTech Challenge โครงการพัฒนาความคิดและประกวดผลงานนวัตกรรมด้านการเงิน การลงทุน และการประกันภัยรอบชิงชนะเลิศของ 10 ทีมที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย (‘ฟินเทค’ เปลี่ยนโลก รู้จัก 10 สตาร์ทอัพหน้าใหม่ เขย่าธุรกิจการเงิน)

ทีม ‘C3.Finace’ รับรางวัล Rising Star FinTech

โดยผลการตัดสิน รางวัลประเภท Rising Star FinTech นวัตกรรมที่มีแนวคิดจัดทำได้ดีและพร้อมต่อยอดในการทำธุรกิจ ตกของเป็นของทีม ‘C3.Finace’ ที่ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure) สำหรับธุรกรรมทางการเงินผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ซึ่งมีความปลอดภัยสูงสุด โดยการแปลงข้อมูลธุรกรรมเป็นโค้ดเข้าระบบ ช่วยให้สถาบันการเงิน รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้องสามารถดึงข้อมูลต่างๆ มาใช้ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นคลังข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data)

ส่วนรางวัลประเภท Innovative FinTech สำหรับการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ที่เป็นประโยชน์กับผู้ใช้บริการในวงกว้าง ได้แก่ ทีม ‘PrivateChain’ บริการระบบซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) โดย PrivateChain จะทำหน้าที่เสมือนตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นสื่อกลางระหว่างนักลงทุนกับเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องการระดมทุน ได้รับรางวัลทุนละ 100,000 บาท

สำหรับรางวัลประเภท Popular Vote ที่มีรางวัลทุนละ 50,000 บาท เป็นของทีม ‘สานฝัน’ บริการเป็นตัวกลางระดมทุนเปิดรับบริจาคเงินผ่านระบบบล็อกเชน (Blockchain) เพื่อนำไปจัดซื้อวัตถุดิบ อุปกรณ์การเกษตรและการจัดอบรมให้ความรู้เพื่อให้เกษตรกรบริหารจัดการได้ดีขึ้นและเติบโตอย่างยั่งยืน โดยผู้บริจาคสามารถติดตามได้ว่าเงินบริจาคของตัวเองถูกนำไปใช้ด้านใดบ้างผ่านระบบ พร้อมกันนี้ยังได้มอบทุนสนับสนุนจำนวน 20,000 บาท แก่ทั้ง 10 ทีมที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายอีกด้วย

 

คลังคุมเข้มค่ารักษาพยาบาล กรมบัญชีกลางแจกบัตรข้าราชการติดชิพการ์ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ก.พ. 2560 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/854569


“อภิศักดิ์” สั่งกรมบัญชีกลางจับมือแบงก์กรุงไทยออกบัตรรักษาพยาบาลให้ข้าราชการ และบุคคลในครอบครัว 4.6 ล้านคน นำไปใช้แสดงสิทธิ์ขอรับการรักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลหวังอุดการรั่วไหล หลังยอดเบิกจ่ายพุ่งจากวงเงิน 60,000 ล้านบาท เบิกจ่ายจริง 71,000 ล้านบาท มั่นใจเดือน ต.ค.นี้เสร็จแน่นอน

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่าได้สั่งให้กรมบัญชีกลางนำระบบการชำระเงินด้วยอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Payment มาใช้กับการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการ เพื่ออุดช่องโหว่และลดการทุจริต หลังจากกระทรวงการคลังชะลอโครงการให้บริษัทประกันชีวิตเข้ามาประกันเรื่องการรักษาพยาบาลให้แก่ข้าราชการ เนื่องจากมีกระแสต่อต้านทั้งที่ผลการศึกษาเรื่องดังกล่าว มีข้อดีและยังช่วยประหยัดเงินงบประมาณได้อีกด้วย

“งบประมาณด้านรักษาพยาบาลข้าราชการปี 59 สำนักงบประมาณตั้งเอาไว้ 60,000 ล้านบาทแต่เบิกจ่ายจริงสูงถึง 71,000 ล้านบาท ซึ่งเราเชื่อว่า มีการทุจริตหรือไม่โปร่งใสเกิดขึ้นอย่างแน่นอน จึงจำเป็นต้องมีระบบการชำระเงินรูปแบบใหม่ที่สามารถตรวจสอบได้ โดยได้เสนอให้กรมบัญชีกลางไปหารือกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อออกแบบวิธีการชำระเงินรูปแบบใหม่ ซึ่งในเบื้องต้น ข้าราชการต้องมีบัตรเพิ่มเติมอีก 1 ใบ ซึ่งมีหน้าตาคล้ายกับบัตรเครดิต ที่บรรจุข้อมูลต่างๆ ลงในชิพการ์ด เช่น ประวัติการักษาโรคและหน่วยงานที่สังกัด เป็นต้น โดยคาดว่า จะเริ่มแจกบัตรรักษาพยาบาลให้แก่ข้าราชการได้ต้นปีงบประมาณ 2561 หรือในเดือน ต.ค.นี้”

นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า รมว.คลัง ต้องการให้กรมบัญชีกลางวางระบบควบคุมการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้มีความถูกต้องและเข้มงวด เพราะที่ผ่านมายอมรับว่ามีข้าราชการหรือคนในครอบครัวที่ได้รับสิทธิ์ดังกล่าว แต่นำสิทธิ์ไปใช้อย่างไม่ถูกต้องเช่น เบิกยาจากโรงพยาบาลเกินความจำเป็นแล้วนำยาไปขาย หรือที่เรียกว่า ช็อปปิ้งยา และยังมีเรื่องโรงพยาบาลเบิกค่ารักษาพยาบาลและจ่ายยาแพงเกินจริง เป็นต้น

“ปัจจุบันข้าราชการ 1 คน จะได้รับสิทธิ์ในการรักษาพยาบาลประกอบด้วย พ่อ แม่ สามีหรือภรรยาและลูก ซึ่งรวมแล้วมีประมาณ 4.2-4.6 ล้านคนทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นภาระต่อเงินงบประมาณ และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกๆ ปี แต่เราจะไปตัดสิทธิประโยชน์ของข้าราชการไม่ได้ จึงต้องพยายามควบคุมการเบิกจ่ายเงินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดการรั่วไหลให้มากที่สุด”

ทั้งนี้ ในปัจจุบัน ข้าราชการต้องใช้บัตรประจำตัวข้าราชการในการติดต่อกับโรงพยาบาล ซึ่งข้อมูลในบัตรระบุเพียงแต่ชื่อ นามสกุล หน่วยงานสังกัดและชั้นยศเท่านั้น ไม่มีรายละเอียดใดๆ ทั้งสิ้น และที่สำคัญข้อมูลในบัตรก็ไม่ได้เชื่อมโยงกับระบบคอมพิวเตอร์เนื่องจากไม่มีชิพการ์ด แต่เมื่อถึงเวลาการจ่ายเงิน โรงพยาบาลก็จะโอนข้อมูลที่เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่ายา และค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ มายังกรมบัญชีกลางเพื่อขอเบิกจ่ายเงิน โดยค่าใช้จ่ายทั้งหมดกรมบัญชีกลางก็จะโอนเงินเข้าบัญชีของโรงพยาบาล ซึ่งกว่าตรวจสอบความถูกต้องได้หมดก็จะใช้เวลานานมาก

“การมีบัตรสุขภาพของข้าราชการจะเหมือนกับมีบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นอีก 1 ใบ เมื่อข้าราชการเข้าโรงพยาบาลก็ต้องโชว์บัตรและรูดบัตรรักษาพยาบาลกับโรงพยาบาล เพื่อตรวจสอบความถูกต้องเช่น ชื่อ นามสกุล ตำแหน่ง และสิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากทางราชการ โดยข้อมูลทั้งหมดจะเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของบัญชีกลาง เพื่อนำมาประมวลผลว่า ข้าราชการผู้นั้นพบแพทย์บ่อยแค่ไหน มีการเวียนเทียนไปโรงพยาบาลอื่นๆอีกหรือไม่ และยาที่ได้รับจากโรงพยาบาลนั้น มีปริมาณมากเกินไปหรือไม่ หากกรมบัญชีกลางพบสิ่งผิดปกติก็จะสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ทันที จากปัจจุบันที่กรมบัญชีกลางมีหน้าที่จ่ายเงินเพียงอย่างเดียว เพราะไม่มีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบดูแลข้าราชการได้อย่างทั่วถึง”

นางสาวสุทธิรัตน์กล่าวว่า ในต้นปีงบประมาณ 2561 หรือเดือน ต.ค.2560 กรมบัญชีกลางจะสามารถแจกบัตรรักษาพยาบาลให้แก่ข้าราชการได้ ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการศึกษาร่วมกับผู้แทนจากธนาคารกรุงไทย และบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (เคทีซี) โดยระบบใหม่นี้ ตนมีความมั่นใจว่าจะสามารถควบคุมการใช้จ่ายเงินทางด้านรักษาพยาบาลข้าราชการได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่า จะประหยัดเงินงบประมาณได้มากน้อยแค่ไหน เพราะอยู่ระหว่างการวางแผนและการวางระบบให้เกิดความชัดเจน

“ขอยืนยันว่า สิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลของข้าราชการยังอยู่เหมือนเดิมทุกประการ เพียงแต่ต้องนำบัตรไปใช้ควบคู่กับการรักษาพยาบาลด้วย ซึ่งจะช่วยให้การตรวจสอบมีความถูกต้องและแม่นยำมากขึ้น ดังนั้น ข้าราชการรวมถึงบุคคลที่ได้รับสิทธิ์ที่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมก็จะเกิดความเกรงกลัว ไม่กล้าช็อปปิ้งยา เพราะกฎหมายกำหนดรุนแรงถึงขั้นไล่ออกและเป็นคดีอาญา ขณะที่ข้าราชการที่ดี ก็ไม่ต้องกังวลเพราะไม่ได้ลิดรอนสิทธิ์”.

 

ข้าวนาปรังล้นทะลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ก.พ. 2560 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/854561


พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้เตรียมหารือกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อเดินหน้าวางแผนการทำตลาดข้าว โดยให้กระทรวงพาณิชย์มุ่งหาตลาดส่งออกข้าวเพิ่มเพื่อรับมือผลผลิตข้าวล้นตลาด ซึ่งจะส่งผลให้ราคาตกต่ำ ทั้งนี้ หลังจากสำรวจพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังทั่วประเทศ ณ วันที่ 1 ก.พ.60 พบว่ามีพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปรังลุ่มเจ้าพระยา และลุ่มแม่กลองแล้ว 6.57 ล้านไร่ สูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 4 ล้านไร่ หรือมากกว่าเป้า 2.57 ล้านไร่ ขณะที่พื้นที่เพาะปลูกทั่วประเทศมี 8 ล้านไร่ จากเป้าหมายที่วางไว้ 6.93 ล้านไร่ หรือสูงกว่าเป้า 1 ล้านไร่

“พื้นที่เพาะปลูกที่เพิ่มขึ้นทั่วประเทศในฤดูนาปรัง ชี้ให้เห็นว่าผลผลิตข้าวปี 60/61 ที่จะถึงน่าจะมีผลผลิตใกล้เคียงปีก่อน ที่ผลผลิตออกมามากจนทำให้ชาวนาต้องออกมาขายข้าวเองเพราะราคาตกต่ำ ดังนั้น ในปีนี้ จะพยายามควบคุมปริมาณปลูกข้าวให้เป็นไปตามแผน แต่ยอมรับว่าไม่มีมาตรการรับมือหรือบังคับไม่ให้ชาวนาปลูก แต่เรื่องนี้จะวัดฝีมือของกระทรวงเกษตรฯ คือชาวนาปลูกพืชอื่นแทนให้ได้”

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า หลังจากหารือกับคณะทำงานแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ที่มีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานยังเข้าใจไม่ตรงกัน เรื่องผลผลิตข้าวหอมมะลิ เพราะข้าวหอมมะลิทั่วประเทศปลูกได้ประมาณ 8 ล้านตัน โดยปี 59 ปลูกข้าวได้ 10 ล้านตัน ทำให้ราคาลดลงจนเป็นปัญหา แต่ในที่ประชุมแผนข้าวครบวงจรของพาณิชย์กำหนดปริมาณให้หอมมะลิเหลือ 4 ล้านตัน.

 

แนะรัฐวิสาหกิจวางแผน 20ปี “อภิศักดิ์”ระดมซีอีโอลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ก.พ. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/854558


นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวในการสัมมนาผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ (SOE CEO Forum) ว่า ในปีนี้รัฐบาลยังวางเป้าหมายให้การลงทุนภาครัฐ ทั้งการลงทุนของหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการลงทุนของภาคเอกชนที่จะเริ่มฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้ได้เป็นอย่างดี

“ขนาดของรัฐวิสาหกิจไทยใหญ่มาก แต่ละแห่งมีหน้าที่ของตัวเอง ดังนั้น เมื่อมารวมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และประสานความร่วมมือกันจะทำให้มีพลังที่ยิ่งใหญ่มาก โดยเฉพาะในด้านการลงทุนจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ และยืนยันว่าเรื่องเงินลงทุนของรัฐวิสาหกิจไม่มีปัญหา ยังมีความสามารถในการลงทุนอีกมาก ทั้งเม็ดเงินของหน่วยงานเอง การเงินกู้ การร่วมทุนกับเอกชนในรูปแบบการลงทุนร่วมภาครัฐและเอกชน (พีพีพี) ซึ่งเหมาะสำหรับหน่วยงานที่ยังขาดเม็ดเงินลงทุน และการระดมทุนผ่านไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์”

ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) มีการพัฒนาบทบาทการทำงานอย่างต่อเนื่องเช่นกันด้วยการเป็นผู้ถือหุ้นเชิงรุก ผ่านคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจที่เป็นตัวแทนของกระทรวงการคลัง ที่ต้องเพิ่มบทบาทในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ขององค์กรให้เดินหน้าสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีควบคู่กันไปด้วย

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า สคร.จะเปิดขายหน่วยลงทุนในกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ ให้นักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันได้ภายในเดือน พ.ค.-มิ.ย.นี้ ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) อยู่ระหว่างคัดเลือก 2 ใน 3 ของโครงการ ได้แก่ 1.เอกมัย-รามอินทรา 2.ทางพิเศษบูรพาวิถี (บางนา-ชลบุรี) และ 3.เส้นทางดาวคะนองต่อวงแหวนรอบนอก โดยจะระดมทุน 40,000-50,000 ล้านบาท อัตราผลตอบแทน 7-8% ขณะที่ กทพ. จะนำเงินไปลงทุนสร้างเส้นทางใหม่คือ เส้นพระราม 3-ดาวคะนอง และเส้น N2 หรือเกษตร-นวมินทร์.

 

กรมประมงปิดอ่าวไทย 3 เดือน แจงข้อมูลผลผลิตปลาทูเพิ่มขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ก.พ. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/854552


นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กรมฯจะประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ ในฤดูปลาที่มีการวางไข่ เลี้ยงตัวในวัยอ่อน ฝั่งทะเลอ่าวไทย (ปิดอ่าว) ประจำปี 2560 ในวันที่ 15 ก.พ.-15 พ.ค.นี้ รวม 3 เดือนคิดเป็นพื้นที่ 26,400 ตารางกิโลเมตร ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี โดยกำหนดห้ามใช้เครื่องมือทำการประมงบางชนิด ที่อาจส่งผลต่อการแพร่ขยายพันธุ์ของพ่อแม่พันธุ์และสัตว์น้ำวัยอ่อนในท้องทะเลอ่าวไทย โดยเฉพาะ “ปลาทู” ที่เป็นสัตว์น้ำที่มีคุณค่าและความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่จำเป็นจะต้องดูแลรักษาทรัพยากรเหล่านี้ ให้มีอยู่อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ จากข้อมูลการศึกษาวิจัยพบว่าในท้องทะเลบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี เป็นช่วงเวลาที่พ่อ-แม่พันธุ์สัตว์น้ำมีความสมบูรณ์เพศสูงและพร้อมที่จะวางไข่ เมื่อสำรวจจำนวนประชากรสัตว์น้ำเมื่อปีที่ผ่านมา เฉพาะปลาทูพบว่าหลังเปิดอ่าวไทย มีปริมาณการจับ 38,695 ตัน เพิ่มขึ้นจากก่อนมาตรการปิดอ่าวถึง 29,765 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 3.3 เท่า แสดงให้เห็นว่ามาตรการปิดอ่าวไทย สามารถสร้างความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำในท้องทะเลให้คืนกลับมาได้อย่างยั่งยืน ส่งผลให้ชาวประมงมีรายได้ในการประกอบอาชีพได้อย่างดี อีกทั้งคนไทยได้มีสัตว์น้ำบริโภคตลอดไป.

 

โคเรียคิงมือเติบสวนกระแส สมาคมมีเดียตั้งเป้าโต 10% หลังติดลบหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ก.พ. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/854548


สมาคมมีเดียหวังงบโฆษณาปีนี้โตได้ 10% ในระดับ 133,666 ล้านบาท ทีวีดิจิตอล สื่อดิจิตอลโตสูงสุด ขณะที่ฟรีทีวี ช่อง 7 ช่อง 3 กลับมาโตตามมาติดๆ เปิดงบโฆษณาปีที่แล้ว ติดลบ 11% ส่วนเดือนแรกของปีนี้ยังซึมอยู่ ด้าน Wizard แห่งโคเรียคิง โหมโฆษณากระทะ จนแหกโผขึ้นเป็นติด 5 บริษัทแรกที่ใช้งบโฆษณาสูงสุดเมื่อปีที่ผ่านมา ที่ 1,651 ล้านบาท เติบโต 910%

นายไตรลุจน์ นวะมะรัตน นายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการสรุปรวมตัวเลขการใช้เงินโฆษณาของมีเดียเอเจนซี่ทุกรายในฐานะสมาชิกสมาคม เห็นต้องกันว่าปีนี้งบโฆษณารวมทั้งระบบจะอยู่ที่ 133,666 ล้านบาท หรือเติบโต 10% ซึ่งถือเป็นอัตราเติบโตในระดับใกล้เคียงกับเมื่อปี 2558 ขณะที่เมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา งบโฆษณาทั้งหมดอยู่ที่ 121,777 ล้านบาท ติดลบ 11% โดยมีสาเหตุหลักมาจากเหตุการณ์เศร้าสลดของประชาชนชาวไทย ที่ทำให้บรรยากาศในประเทศอยู่ในภาวะอึมครึม

“ผ่านปีใหม่มาได้ 1 เดือน คิดว่าอาจจะดีขึ้น แต่ดูตัวเลขงบโฆษณาเดือนแรกก็ยังลดต่ำลงกว่าช่วงเดียวกันของปี 2559 ซึ่งมีมูลค่าโฆษณาอยู่ที่ 5,681 ล้านบาท การจะประเมินอะไรได้ชัดเจน จึงน่าจะต้องผ่านครึ่งแรกของปีไปก่อน โดยส่วนตัวยังเห็นว่าการลงโฆษณาผ่านโทรทัศน์ ยังเป็นสื่อที่คุ้มค่าที่สุด เพราะมีมาตรวัดที่ชัดเจน เชื่อถือได้ ส่วนสินค้าที่คาดว่าจะกลับมาซื้อสื่อโฆษณาเพิ่มมากขึ้นในปีนี้ ได้แก่ สินค้าอุปโภค บริโภค, ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ เช่น บิ๊กซี เทสโก้โลตัส, สินค้าบ้าน คอนโด, สินค้าหรูหรา เป็นต้น”

ด้านนายณัฐพล ชโยดม ที่ปรึกษาสมาคม กล่าวว่า ปีนี้การใช้งบโฆษณาน่าจะกลับมาเป็นปกติได้ โดยสื่อที่จะทำอัตราเติบโตได้สูงที่สุดคือทีวีดิจิตอลโต 32% ด้วยประมาณการเม็ดเงินโฆษณามูลค่ารวม 27,000 ล้านบาท ตามมาด้วยสื่อดิจิตอลโต 31% ด้วยมูลค่า 12,000 ล้านบาท และฟรีทีวี (ช่อง 7 ช่อง 3) โต 10% มูลค่า 52,000 ล้านบาท

ส่วนสื่อที่งบโฆษณาลดลงต่อเนื่องในปีนี้ มี 3 สื่อด้วยกัน ได้แก่หนังสือพิมพ์ ติดลบ 22% ด้วยมูลค่าเม็ดเงินโฆษณารวม 11,000 ล้านบาท, นิตยสารติดลบ 20% มูลค่ารวม 2,566 ล้านบาท และเคเบิลทีวี ทีวีดาวเทียม ติดลบ 13% ด้วยมูลค่ารวม 3,000 ล้านบาท

นายณัฐพลยังกล่าวถึงตัวเลขโฆษณาที่น่าสนใจเมื่อปี 2559 ที่ผ่านมาว่า 20 ภาคธุรกิจสำคัญใช้เม็ดเงินลดลงทั้งหมด โดยมีธุรกิจรถยนต์ใช้เงินโฆษณาสูงสุดที่ 8,466 ล้านบาท ลดลง 8.5% อันดับ 2 เป็นธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ใช้เงินรวม 7,543 ล้านบาท ลดลง 10.8% และอันดับ 3 ธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม ใช้เงิน 6,747 ล้านบาท ลดลง 9.4% มีเพียง 2 กลุ่มธุรกิจที่ใช้เงินเพิ่มขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา ได้แก่ ธุรกิจท่องเที่ยวใช้เงิน 3,497 ล้านบาท เติบโต 10% จากปี 2558 และธุรกิจสินค้าภายในบ้านและเฟอร์นิเจอร์ ใช้งบโฆษณารวม 2,027 ล้านบาท โต 270%

“การที่งบโฆษณาสินค้าภายในบ้านและเฟอร์นิเจอร์เติบโตสูงถึง 270% นั้น สืบเนื่องมาจากการโหมโฆษณานำตลาดของกระทะโคเรียคิง ของบริษัท Wizard Solutions ซึ่งเมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา ใช้งบโฆษณาไปทั้งสิ้น 1,651 ล้านบาท เติบโต 910% และทำให้ Wizard ทะยานซึ่งเป็นบริษัทที่ใช้งบโฆษณาสูงสุดเมื่อปี 2559 ในอันดับ 5 ทันที”

ทั้งนี้ 5 บริษัทแรกที่ใช้งบโฆษณาสูงที่สุดเมื่อปีที่ผ่านมา ประกอบด้วย ยูนิลีเวอร์ 4,495 ล้านบาท, โตโยต้า 2,322 ล้านบาท, เอไอเอส 1,867 ล้านบาท, พร็อกเตอร์แอนด์แกมเบิล 1,825 ล้านบาท และ Wizard ผู้ขายกระทะโคเรียคิง แหกโผขึ้นมาโผล่ที่ 5 จากการโหมโฆษณาหนักมาก.

 

หุ้นสหรัฐฯ ปิดผสม ดาวโจนส์ร่วง จากแรงฉุดกลุ่มธนาคาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ก.พ. 2560 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/854662


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นในวันพุธ โดยแนสแด็กทำนิวไฮเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน ขณะที่ดาวโจนส์ลดลงจากแรงกดดันจากบริษัทกลุ่มธนาคาร…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 8 ก.พ. แบบผสมผสาน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 35.95 จุด หรือ 0.18% ปิดที่ 20054.34 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 เพิ่มขึ้น 1.59 จุด หรือ 0.07% ปิดที่ 2294.67 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กเพิ่มขึ้น 8.23 จุด หรือ 0.15% ปิดที่ 5682.45 จุด

ดัชนีหุ้นใหญ่ทั้ง 3 ของสหรัฐฯ เปลี่ยนแปลงในวงแคบๆ ตลอดทั้งวัน โดยนักวิเคราะห์ระบุว่าเป็นเพราะมีแรงกระตุ้นจากข้อมูลเศรษฐกิจใหญ่ๆ ขณะที่การเพิ่มขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีช่วยหนุนแนสแด็ก จนปิดทำลายสถิติเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารโดยรวมลดลง ฉุดดาวโจนส์

 

เปิดประมูล “เอ็นจีวี” ลอตใหม่ พ.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ก.พ. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/854542


นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า หลังจาก ขสมก.ยกเลิกสัญญาจัดหารถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน กับบริษัท เบสรินทร์กรุ๊ป จำกัด ในวันที่ 9 ก.พ.แล้ว ขสมก.จะรีบดำเนินการเปิดประมูลจัดหารถเมล์ใหม่ทันที โดยจะยังคงเป็นการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีจำนวน 489 คันตามเดิม เนื่องจากมีมติ ครม.เดิมรองรับอยู่แล้ว เพื่อให้สามารถนำรถใหม่มาให้บริการประชาชนโดยเร็ว ตั้งเป้าในเดือน มี.ค. จะร่างทีโออาร์ใหม่แล้วเสร็จและสามารถเปิดรับฟังความเห็นได้ คาดว่าจะเปิดประมูลใหม่ได้ช่วงปลายเดือน พ.ค.นี้

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวว่า ขอเสนอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในปี 2548 ที่มีมติซื้อรถเมล์เอ็นจีวี จำนวน 3,183 คัน วงเงิน 13,000 ล้านบาท ให้ปรับมาเป็นการจัดซื้อรถเมล์ไฟฟ้า จำนวน 200 คัน รวมทั้งปรับปรุงรถเมล์เก่า 500 คันและรถเมล์ปรับอากาศ 200 คัน รวมงบประมาณ 4,300 ล้านบาท ว่าจะขอสำนักเลขาคณะรัฐมนตรีนำเรื่องกลับคืนเพื่อพิจารณาทบทวนปรับแผนการจัดซื้อรถ และแผนการซ่อมใหม่ทั้งหมด เนื่องจากมีข้อเสนอแนะจากหลายฝ่ายเรื่องของรูปแบบของเชื้อเพลิงที่เหมะสมเพราะขณะนี้มีความหลากหลายมาก

นายคณิสสร์ ศรีวชิระประภา ประธานบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 ก.พ. ได้เข้าร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้เข้าตรวจสอบเหตุการณ์ส่งมอบรถเมล์ให้ ขสมก. ล่าช้าว่า เกิดจากอะไรและเป็นเหตุผลเพียงพอที่จะใช้อ้างในการบอกเลิกสัญญาหรือไม่ และ 21 ม.ค.ที่ผ่านมา เบสท์รินยังได้ร่วมประชุมกับคณะกรรมการตรวจรับรถ เพื่อปรับแผนรับมอบรถใหม่โดยคณะกรรมการฯ ปรับเวลาการมอบรถคันสุดท้ายจาก 9 ก.พ. เป็น 21 ก.พ. แต่ ขสมก.กลับอ้างวันครบกำหนดเป็นวันที่ 9 ก.พ. และเตรียมบอกเลิกสัญญาซึ่งถือว่าขัดกับข้อตกลงที่ทำร่วมกันไว้ ซึ่งหาก ขสมก.ส่งหนังสือบอกเลิกสัญญามาบริษัทก็จะฟ้องร้องดำเนินคดีกับ ขสมก.

 

“สคบ.”ครวญทำเต็มที่แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ก.พ. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/854534


พล.ต.ต.ประสิทธิ์ เฉลิมวุฒิศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า สคบ.ได้เชิญสายการบินภายในประเทศ อาทิ การบินไทย ไทยแอร์เอเชีย นกแอร์ ไทยสมายล์ไทยไลอ้อนแอร์ เวียดเจท แอร์ไลน์ รวมทั้งกรมการบินพลเรือน (บพ.) มาหารือถึงกรณีที่สายการบินภายในประเทศได้ขึ้นราคาตั๋วเครื่องบิน 150-200 บาทต่อที่นั่งจากการที่รัฐบาลขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งจากการหารือทั้งหมดแล้ว ทางสายการบินระบุแนวทางการแก้ไขปัญหาคงต้องใช้ระบบการค้าเสรีที่ให้ทุกสายการบินออกโปรโมชั่นแข่งขันกัน เนื่องจากราคาที่สายการบินเรียกเก็บจากผู้โดยสารยังไม่เกินเพดานที่กรมการบินพลเรือนกำหนดไว้

“ที่ผ่านมามีการแชร์ข้อมูลในโซเชียลเน็ตเวิร์กว่า ไม่เห็นด้วยและสงสัยว่าเป็นธรรมกับผู้บริโภคหรือไม่ ทาง สคบ.จึงเป็นตัวแทนของผู้บริโภคเพื่อคลายข้อสงสัยนี้ แม้จะทำให้สายการบินลดราคาลงมาไม่ได้ แต่ได้ทำเต็มที่แล้ว”

เลขาธิการ สคบ.กล่าวว่า ในการหารือดังกล่าวพบว่าการกำหนดเพดานราคาค่าโดยสารโดยกรมการบินพลเรือนทำมานานแล้ว ตั้งแต่ราคาน้ำมันอยู่ที่ 130-140 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล แต่ราคาน้ำมันในปัจจุบันอยู่ที่ 70 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล จึงเป็นเหตุให้สายการบินขึ้นราคาแล้วก็ยังไม่เกินเพดาน ซึ่งในส่วนนี้กรมการบินพลเรือนได้รับที่จะไปปรับเพดานราคาใหม่ให้สอดคล้องราคาน้ำมันในปัจจุบัน.