หวงสหกรณ์ออมทรัพย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/847498


นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เตรียมเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้นำสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ที่ถูกย้ายไปอยู่ในการกำกับของกระทรวงการคลัง กลับมาอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงเกษตรฯเช่นเดิม และให้กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ช่วยยกร่างเกณฑ์การกำกับดูแล และนำหลักเกณฑ์การกำกับดูแล เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบก่อนประกาศใช้ในอีก 6 เดือนข้างหน้า พร้อมกับร่าง พ.ร.บ.สหกรณ์ ที่คาดว่าจะนำเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาแล้วเสร็จเช่นกัน

ทั้งนี้ ธปท. กระทรวงการคลัง และธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาของสหกรณ์ไทย โดยเฉพาะสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน พร้อมช่วยออกเกณฑ์เพื่อกำกับดูแล เพื่อให้เกิดการควบคุมภายใน สร้างกลไกการตรวจสอบ ทบทวนความเสี่ยงการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งให้องค์กร ออกเกณฑ์กำกับอัตราดอกเบี้ย ที่ขณะนี้สูงกว่าธนาคารพาณิชย์ราว 2-5% โดยการจ่ายปันผลต้องไม่สูงเกินไป และร่างกฎเกณฑ์เพื่อป้องกันความเสี่ยง ไม่ให้ซ้ำรอยการปล่อยกู้ที่ผิดกฎหมาย และนำเงินกู้ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์จนส่งผลให้สหกรณ์ล้มละลายเหมือนสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น

“ส่วนตัวหากให้ประเมินความสามารถของกรม ยอมรับว่า จากวันนี้หรืออีก 5-10 ปี ยังมีปัญหาเรื่องการกำกับดูแล เพราะเจ้าหน้าที่ไม่มีความเชี่ยวชาญทางการเงิน และการกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์ทำได้ยาก อาทิ การปล่อยสินเชื่อให้สมาชิก แล้วสมาชิกก็นำเงินไปลงทุนแล้วขาดทุน กรมในฐานะผู้กับดูแล ซึ่งการปล่อยกู้เป็นเรื่องธุรกิจ หากสหกรณ์ปล่อยกู้โดยมิชอบ ระบบมันจะรู้เรื่องเลย แต่การปล่อยกู้แล้วผู้กู้เอาเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์การตั้งสหกรณ์ ส่วนนี้จะต้องเขียนกติกาให้รัดกุมขึ้น”.

 

ฟันธงอุตสาหกรรมดาวรุ่งปีไก่ทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/847520


“กสิกรไทย” เปิดแผนปั๊มสินเชื่อ ผู้รับเหมาแห่ประมูลงานภาครัฐ

นายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปีนี้สินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ และเอสเอ็มอี ของธนาคารจะเน้นใน 4 อุตสาหกรรม ประกอบด้วย ท่องเที่ยว โครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ บริการสุขภาพ ยานยนต์ โดยสินเชื่อเอสเอ็มอีมีสัดส่วนของ 4 อุตสาหกรรมดังกล่าวสูงถึง 30% จากยอดสินเชื่อ 657,000 ล้านบาท และปีนี้ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีเติบโต 4-6% ขณะที่สินเชื่อรายใหญ่มีพอร์ตสินเชื่อที่ 511,700 ล้านบาท ตั้งเป้าสินเชื่อเติบโต 4-6% หรือ 30,000 ล้านบาท และล่าสุดได้มีสัญญาณการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐจำนวนมาก เพราะมีผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างโครงการภาครัฐมายื่นขอหนังสือค้ำประกันเพื่อประมูลงาน 100,000 ล้านบาท หากชนะการประมูล ต้องการใช้สินเชื่อก็สามารถขอเบิกได้ภายใน 90 วัน

ทั้งนี้ โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ 36 โครงการ มูลค่ากว่า 800,000 ล้านบาท มีเวลาดำเนินงาน 5 ปี โดยปีนี้มีมูลค่า 100,000 ล้านบาท ขณะที่เอสเอ็มอีกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และขายวัสดุก่อสร้างก็ได้รับประโยชน์จากโครงการภาครัฐ ซึ่ง ขณะนี้ได้เห็นสัญญาณจากการซื้อเครื่องจักรใหม่ๆเพื่อใช้ในงานก่อสร้างภาครัฐ

สำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้รับประโยชน์จากนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาท่องเที่ยวไทย 10 ล้านคน ธนาคารได้ร่วมกับพันธมิตรกับอาลีเพย์ (Alipay) และวีแชท (WeChat) ให้ร้านค้ารับชำระค่าสินค้าและบริการจากลูกค้าชาวจีน ขณะที่กลุ่มบริการสุขภาพได้รับประโยชน์จากต่างชาติที่เดินทางมารับบริการด้านสุขภาพที่ราคาถูกในประเทศไทย ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และยานยนต์ได้รับประโยชน์จากการครบกำหนดโครงการรถคันแรก ทำให้ประชาชนเริ่มขายรถ ซื้อรถคันใหม่ ฯลฯ

นางนพวรรณ เจิมหรรษา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ทิศทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวเชื่อว่าการใช้จ่ายของกลุ่มลูกค้ารายย่อยยังขยายตัวได้ โดยเฉพาะบัตรเครดิตคาดว่าจะมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 12% จากปีก่อน และธนาคารได้เน้นการพัฒนาดิจิทัลแบงก์กิ้งบนโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนเพื่อให้ลูกค้าทำธุรกรรมการเงินด้วยตัวเอง ไม่ต้องไปใช้บริการที่สาขา ซึ่งตั้งเป้าหมายการเติบโตฐานลูกค้าบุคคลปีนี้ จาก 13.5 ล้านราย เป็น 14.1 ล้านราย เพิ่มลูกค้าโมบายแบงก์กิ้ง จาก 4.6 ล้านราย เป็น 7.1 ล้านราย เพื่อรักษาความเป็นผู้นำอันดับ 1 ดิจิทัลแบงก์กิ้ง.

 

ตั้งเป้ารายได้ท่องเที่ยว 2.7 ล้านล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/847528


ททท.ปลื้มสารพัดสัญญาณบวกไตรมาส 1

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ปี 2559 ประเทศ ไทยสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเกินกว่าเป้าหมายโดยมียอดรวมรายได้ 2.52 ล้านล้านบาท ทำให้ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ไว้ที่ 2.77 ล้านล้านบาท และล่าสุดได้จัดทำคาดการณ์ไตรมาสที่ 1 ที่มั่นใจว่าจะมีรายได้ 733,000 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดต่างประเทศ 490,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% ตลาดในประเทศ 240,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% สำหรับ 5 ตลาดหลัก ที่เป็นตัวสร้างรายได้ให้มากที่สุดคือ จีน รัสเซีย มาเลเซีย สหราชอาณาจักร เกาหลีใต้ และตลาดที่มีอัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวสูงสุด คือ บราซิล ขยายตัว 49% เป็นผลพวงมาจากการเตรียมไปเปิดสำนักงาน ททท.แห่งใหม่ที่นครเซาเปาโล ตามด้วยตลาดรัสเซีย อาร์เจนตินา กัมพูชา ฯลฯ ขณะที่ปัจจัยสนับสนุน คือวันหยุดช่วงตรุษจีน ที่รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 39,500 ล้านบาท จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ช่วงตรุษจีน 1.2 ล้านคน

“สาเหตุที่รายได้ไตรมาส 1 ยังเติบโตได้ เนื่องจากยอดจองที่นั่งล่วงหน้า สำหรับสายการบินต่างๆ (ฟอร์เวิร์ดบุ๊กกิ้ง) ขยายตัว 7% และมีเที่ยวบินใหม่เข้าสู่ภูมิภาคมากขึ้น เช่น โนโวซิเบียร์คจากรัสเซียสู่อู่ตะเภา (ชลบุรี) ขณะที่เที่ยวบินเช่าเหมาลำ (ชาร์เตอร์ไฟลท์) เริ่มทยอยกลับมาสู่ตลาด ทำให้เดือน ม.ค.-ก.พ. มีจำนวนเข้ามาในไทย 88 เที่ยวบิน อาทิ จากรัสเซีย โปแลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน ฟินแลนด์”.

 

ปมแหล่งกำเนิดไม่ชัดเจน “อัยการสูงสุด” เบรก ขสมก.รับมอบรถเมล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/847516


ขสมก.ส่งหนังสือถามข้อเท็จจริงกรมศุลกากร ขอหลักฐานแหล่งกำหนดรถเมล์เอ็นจีวีเจ้าปัญหา ชี้หากกรมศุลกากรยืนยันเป็นของจีน พร้อมยกเลิกสัญญาทันที หลังจากกรมศุลกากรส่งเอกสาร 1 แผ่นชี้แจง แต่กรมศุลกากรยืนยัน ไม่เคยส่งเอกสารใดๆให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะที่อัยการสูงสุดขอให้ ขสมก.ยุติ รับมอบรถเมล์จาก “เบสท์ริน”

นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 ม.ค. ที่ผ่านมา ขสมก.ได้รับหนังสือตอบกลับความเห็น เกี่ยวกับการจัดหารถโดยสารปรับอากาศ ใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) 489 คัน จากอัยการสูงสุด ที่จัดส่งมาทางไปรษณีย์ ล่าสุด ฝ่ายกฎหมายได้พิจารณารายละเอียดในหนังสือและมีความเห็นว่า ขสมก.ควรยุติขบวนการพิจารณาตรวจรับมอบรถเมล์ทั้งหมดจากบริษัทเบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ก่อน โดยให้รอผลการพิจารณาจากกรมศุลกากร เกี่ยวกับข้อสรุปเรื่องแหล่งกำเนิดของรถยนต์โดยสารดังกล่าวก่อนว่ามีการผลิต และหรือประกอบในประเทศใด ให้เป็นที่ยุติเสียก่อน

“ขณะนี้ ขสมก.รับรถเมล์ ซึ่งเป็นการรับรถตามทีโออาร์มาแล้ว 390 คัน อีก 99 คัน ยังไม่ได้รับเพราะมีปัญหาภาษี ส่วนการพิจารณาตรวจรับมอบรถตามสัญญาที่แท้จริงยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งเดิมคณะกรรมการตั้งเป้าว่า จะเริ่มตรวจรับมอบรถส่วนที่ไม่มีปัญหา 390 คันก่อน ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.นี้ แต่เมื่ออัยการสูงสุดแนะนำให้ชะลอออกไปก่อน คาดว่าคณะกรรมการจะขอยุติการตรวจรับตามคำแนะนำ เพื่อรอขั้นตอนของกรมศุลกากรให้ได้ข้อยุติก่อน”

นายสุระชัยกล่าวว่า ขสมก.ต้องทำหนังสือไปยังกรมศุลกากรอีกครั้ง เพื่อสอบถามและขอให้กรมศุลกากรทำหนังสือยืนยันอย่างเป็นทางการกลับมายัง ขสมก. ว่ารถเมล์ของเบสท์รินทั้งหมด มีแหล่งกำเนิดมาจากประเทศจีนหรือมาเลเซีย ซึ่งไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะได้รับคำตอบเมื่อใด แต่หากกรมศุลกากรส่งเอกสารหลักฐานยืนยันกลับมาว่าเป็นรถที่นำเข้าจากจีน จะถือว่าเบสท์รินทำผิดสัญญา ซึ่ง ขสมก.จะทำหนังสือขอยกเลิกการทำสัญญาต่อไป รวมทั้งต้องเตรียมหารือฝ่ายกฎหมาย เพื่อเตรียมรับมือหากถูกเบสท์รินฟ้องร้องด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา ขสมก.ได้รับหนังสือจากกรมศุลกากร 1 แผ่น ชี้แจงกรณีการตรวจสอบแหล่งกำเนิดรถเมล์จำนวน 1 คัน ที่นำเข้าโดยบริษัทเบสท์ริน จำกัด โดยหนังสือเขียนระบุว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น การนำเข้ารถเมล์จำนวน 1 คัน ของเบสท์ริน พบหลักฐานว่า เป็นรถสำเร็จรูปที่นำเข้าจากประเทศจีน และขณะนี้ อยู่ระหว่างการสอบถามข้อเท็จจริงของประเทศต้นกำเนิด จากศุลกากรของมาเลเซีย และก่อนหน้านี้ ขสมก.ได้ทำหนังสือแจ้งเบสท์ริน เกี่ยวกับเรื่องจะยกเลิกสัญญา หากไม่สามารถส่งมอบรถได้ รวมทั้งให้นำเอกสารหลักฐานมาชี้แจงแหล่งกำเนิดของรถ แต่ยังไม่มีการตอบกลับจากเบสท์ริน ซึ่งเบสท์รินสามารถชี้แจงได้ถึงวันที่ 9 ก.พ.นี้ หากไม่มีการตอบกลับ มีแนวโน้มสูงที่ทำให้คณะกรรมการตรวจรับรถไม่สามารถรับรถเมล์ได้ ทั้งนี้ในวันที่ 31 ม.ค.นี้ ขสมก.จะนำเรื่องดังกล่าวเสนอที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกิจการ (บอร์ด) ขสมก. เพื่อพิจารณาหาแนวทางแก้ไขปัญหา

นายชัยยุทธ คำคุณ รองอธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า กรมศุลกากรยังไม่ได้ส่งรายงานหรือเอกสารใดๆที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้ารถเมล์เอ็นจีวี ให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง ขสมก.และกระทรวงคมนาคม เพราะกรมศุลกากรอยู่ระหว่างการดำเนินคดีกับบริษัท ซุปเปอร์ซาร่า จำกัด ซึ่งเป็นผู้นำเข้ารถเมล์ดังกล่าว และซุปเปอร์ซาร่ายังคงยืนยันว่ารถเมล์เอ็นจีวีนำเข้าจากมาเลเซีย ขณะที่กรมศุลกากรยืนยันว่าเป็นรถที่ผลิตและนำเข้ามาจากจีน ซึ่งเป็นเรื่องที่กำลังสืบหาข้อเท็จจริง และอยู่ในสำนวนการดำเนินคดีของกรมศุลกากร จึงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดใดๆได้ ส่วนกรณีที่ ขสมก.จะรับรถเมล์หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ ขสมก.ซึ่งกรมศุลกากรไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง.

 

ฤกษ์ดี 1 มี.ค.พร้อมเพย์นิติบุคคลเปิดบริการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/847525


ลดต้นทุนโอน-รับเงินสะดวกปลอดภัย 100%

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดให้บริการโอนเงินและรับโอนเงินแบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ในส่วนของประชาชนกับประชาชนไปแล้ว เมื่อวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมา และในช่วงต่อไปจะให้บริการพร้อมเพย์สำหรับนิติบุคคล ซึ่งจะมีช่วยลดต้นทุน และทำให้การทำธุรกิจสะดวกมากยิ่งขึ้น ในวันที่ 1 มี.ค.นี้ ธปท.จึงได้ออกหนังสือเวียน โดย น.ส.สิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.สายนโยบายระบบการเงินชำระเงิน เพื่อออกแนวปฏิบัติอันเป็นมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับกระบวนการรับลงทะเบียนนิติบุคคลในการให้บริการพร้อมเพย์ สำหรับธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจทุกแห่ง ให้รับทราบและถือปฏิบัติ เพื่อความรัดกุม ปลอดภัย และถูกต้องเชื่อถือได้

อย่างไรก็ตาม การเปิดให้ลงทะเบียนพร้อมเพย์นิติบุคคลจะต้องมีใบคำร้องต่อธนาคารพาณิชย์ รวมถึงคำยินยอมที่จะเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็น ลงนามโดยผู้มีอำนาจผูกพัน มีบัญชีที่แสดงได้ว่านิติบุคคลเป็นเจ้าของบัญชี บัตรประชาชน หรือหนังสือเดินทางของผู้มีอำนาจลงนามแทนนิติบุคคล หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล ซึ่งนายทะเบียนออกให้ไม่เกิน 3 เดือน บัตรประจำตัวผู้เสียภาษี และเอกสารอื่นที่ธนาคารพาณิชย์ร้องขอเพิ่มเติม ทั้งนี้ ในส่วนของสถาบันการเงินต้องตรวจสอบข้อมูลหมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องและชัดเจน.

 

ผนึกกำลังอุ้ม “เอสเอ็มอี” ลุยไฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/847532


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อร่วมกันพัฒนาเอสเอ็มอีให้มีความเข้มแข็ง อาทิ เอสเอ็มอีภาคการเกษตร เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าเกษตรแปรรูป เชื่อมโยงกับภาคการท่องเที่ยว และยังได้วางแผนปฏิบัติการ (แอ็กชั่น แพลน) โดยกระทรวงเกษตรฯ จะเป็นหน่วยงานในการจัดหาสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพ กระทรวงอุตสาหกรรมดูแลการแปรรูป กระทรวงพาณิชย์ดูแลการตลาด โดยจะนำตลาดต้องชม ที่กระทรวงพาณิชย์สนับสนุน และตลาดกลางประชารัฐ เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการกระจายสินค้า สำหรับงบที่ใช้ในโครงการ ส่วนหนึ่งมาจากงบประจำปีของแต่ละกระทรวง พร้อมทั้งดึงงบจากกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี 20,000 ล้านบาทมาใช้ ขณะที่ความคืบหน้าการจัดตั้งตลาดกลาง 3 ประเภทคือ ตลาดกลางสินค้าทั่วไป ตลาดกลางสินค้าเฉพาะ ตลาดชุมชนประชารัฐ ในวันที่ 31 ม.ค.นี้ กระทรวงพาณิชย์จะหารือร่วมกับตัวแทนกองทุนหมู่บ้าน เพื่อสรุปข้อคิดเห็นของพื้นที่จัดตั้ง ก่อนจะนำมาสู่ข้อสรุปของแผนพัฒนาโครงการในสัปดาห์นี้

นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ตนได้ลงนามความร่วมมือกับองค์การขนาดกลางและขนาดย่อมและนวัตกรรมภูมิภาคแห่งญี่ปุ่น (เอสเอ็มอาร์เจ) เพื่อให้เกิดความ ร่วมมือด้านเอสเอ็มอีร่วมกัน อาทิ สนับสนุนให้เอสเอ็มอีไทยและญี่ปุ่นจับคู่ธุรกิจกัน ในปริมาณที่มากขึ้น โดยในญี่ปุ่นมีการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ สำหรับเอสเอ็มอีอยู่แล้ว คือ เจกู๊ดเทค โดยในเจกู๊ดเทคมีเอสเอ็มอีญี่ปุ่นเข้าร่วม 4,000 ราย และเอสเอ็มอีต่างประเทศ 2,500 ราย และในจำนวน 2,500 ราย เป็นเอสเอ็มอีคนไทย 1,000 ราย.

 

เศรษฐกิจชีวภาพ ไทยทำใช้ไทยเจริญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/846997


“เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy)” เศรษฐกิจคลื่น

ลูกใหม่ตามนโยบายประชารัฐ วาดฝันสู่การพัฒนา ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ… อุตสาหกรรม ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0

เศรษฐกิจชีวภาพ…หัวใจสำคัญคือ การสร้างมูลค่าเพิ่ม เปลี่ยนจากเศรษฐกิจฐานเกษตรกรรมไปเป็นเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม ใช้สินค้าเกษตรจากมันสำปะหลัง อ้อย ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรไทยที่ส่งออกเป็นอันดับ 1 และ 2 ของโลก เป็นตัวนำร่อง ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมในลักษณะห่วงโซ่ที่เพิ่มมูลค่าได้หลากหลาย

ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาพลังงานชีวภาพ เช่น เอทานอล พลังงานไฟฟ้าชีวมวล เพื่อเป็นพลังงานทางเลือกที่มั่นคง แข่งขันได้…อุตสาหกรรมชีวเคมี พลาสติกชีวภาพ อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต ที่จะเข้ามาเป็นส่วนผสมในอาหารแทนการใช้สารเคมี หรือแม้แต่ผสมในอาหารสัตว์ เพื่อให้สัตว์ได้รับโปรตีนจากธรรมชาติที่ดีมีความสมบูรณ์ ตลอดจนอุตสาหกรรมทางชีวเภสัชภัณฑ์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมใหม่…มีอนาคต

ทว่าการที่จะก้าวไปสู่จุดหมาย…แน่นอนว่าจะต้องมีการลงทุนทางด้านวิจัยพัฒนาเป็นอย่างมาก

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมคณะกรรมการสานพลังประชารัฐ ตั้งเป้าหมายเดินหน้า “เศรษฐกิจชีวภาพ” จะส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีอนาคต ทั้งเรื่องอาหาร อาหารเสริม สุขภาพ พลังงาน โดยจะต้องผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจชีวภาพให้ได้

ทำงานเป็นทีม ครบวงจร…กระทรวงอุตสาหกรรมพัฒนาคลัสเตอร์ภาคอุตสาหกรรมแห่งอนาคตไปดูแนวทางว่าจะทำอย่างไรในการสร้างเมืองใหม่บนเศรษฐกิจชีวภาพและนวัตกรรมครบวงจรได้เหนือกว่าที่สิงคโปร์ทำอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากประเทศไทยมีพร้อมทุกอย่าง โดยเฉพาะการเป็นอุตสาหกรรมภาคเกษตร

“การเจริญเติบโตโดยรวมที่ผ่านมา สิ่งที่รัฐบาลดำเนินการนั้น ไม่ได้ทำเพื่อเอกชน แต่ทำเพื่อประชาชนส่วนใหญ่ ภาคเกษตรได้ประโยชน์อะไรบ้าง และเมื่อดำเนินการแล้วไม่ไปทำลายระบบนิเวศ ทุกสิ่งต้องเกื้อกูลกัน…ทำอย่างไรให้ไทยยั่งยืนทางเศรษฐกิจ ภาคชนบท เกษตรมีความเข้มแข็ง มีความสามารถในการแข่งขัน”

กระทรวงพลังงาน เร่งเดินเครื่องพัฒนาต่อยอดพลังงานชีวภาพ แผนพัฒนาพลังงานทดแทน พ.ศ.2558-2579 มีเป้าจะลดพึ่งพานำเข้าพลังงาน การกำหนดให้มีการใช้พลังงานทดแทน 30% ของการใช้พลังงานประเทศ และลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 70 ล้านตัน

เหลียวไปมองกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็เดินหน้าสนับสนุนในทุกๆด้าน ทั้งการร่วมวิจัยพัฒนาและการให้เข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ พร้อมๆไปกับเพิ่มพลังประชารัฐให้สมบูรณ์เต็มสูบด้วยความร่วมมือจากภาคเอกชน…ศักยภาพ “เศรษฐกิจชีวภาพ” เริ่มได้ทันทีที่จังหวัดระยอง

สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC บอกว่า 30 ปีที่ผ่านมาโครงการอีสเทิร์น ซีบอร์ด สร้างให้เกิดการยอมรับ ให้เป็นต้นแบบของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ สามารถสร้างคน สร้างรายได้ เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจของภาคตะวันออกและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจนถึงปัจจุบัน

ก่อให้เกิดการลงทุนตั้งแต่อุตสาหกรรมต้นน้ำ เช่น อุตสาหกรรมโรงกลั่นและปิโตรเคมี จนถึงอุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร ยา อุตสาหกรรมเสื้อผ้า สิ่งทอ

“เราพร้อมให้การสนับสนุนนโยบายพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ถือว่าเราเป็นองค์กรผู้นำในด้านนี้ที่ยกระดับจากการผลิตเคมีภัณฑ์พื้นฐานไปสู่เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ ซึ่งเป็นวัตถุดิบ…สนับสนุนโครงการต่างๆที่จะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ปัจจุบันได้เริ่มดึงนักลงทุนต่างชาติ เช่น ประเทศญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก ซึ่งจะนำเม็ดเงิน นวัตกรรม เทคโนโลยีมาที่ประเทศไทย”

“โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก” หรือ “EEC” เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐบาล ที่หวังสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ครอบคลุมถึง 3 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ได้รับ อนุมัติจากคณะรัฐมนตรี…เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2560 รัฐบาลมีมติเห็นชอบอนุมัติแผนงานโครงการแผนการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก 2560-64 เพื่อเตรียมรับนักลงทุนซึ่งถือเป็นความหวังใหม่ของการลงทุนไทย

อุตสาหกรรมที่จะได้รับการสนับสนุนให้ลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษจะเป็นกลุ่ม…อุตสาหกรรมขั้นสูง ซุปเปอร์คลัสเตอร์ และ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งต่อยอดอุตสาหกรรมที่มีอนาคตดี ประเมินกันว่า ใน 5 ปีจากนี้…จะมีเงินลงทุนลงสู่พื้นที่กว่า 2 ล้านล้านบาท ผ่าน 5 โครงการหลัก ได้แก่ สนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือแหลมฉบัง รถไฟความเร็วสูง อุตสาหกรรมไฮเทคสำหรับอนาคต และ 3 เมืองใหม่จากการลงทุนด้านการพัฒนาในพื้นที่

…เป็นการลงทุนเพื่อสร้างความสมดุลของเมืองสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี สร้างพลังงานให้กับประเทศในอนาคต ลดความเหลื่อมล้ำโดยการกระจายการลงทุนออกนอกพื้นที่ กทม.

วาดหวังกันว่า…ประเทศไทยจะก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้วในอีก 10-20 ปีข้างหน้า

สุพัฒนพงษ์ เปิดมุมมองให้ฟังต่อไปว่า PTTGC เป็นผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในประเทศไทย มีโรงกลั่นน้ำมัน โรงโอเลฟินส์…ที่มีกำลังการผลิตสูงที่สุดในอาเซียน โรงอะโรเมติกส์…โรงแรกของประเทศไทย และมีกำลังการผลิตปิโตรเคมีรวมสูงสุดในอาเซียน และยังสามารถต่อยอดไปยังภูมิภาคต่างๆทั้งอาเซียน สร้างความได้เปรียบ ดึงดูดนักลงทุน ปัจจุบันสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ คิดเป็นร้อยละ 6 ของ GDP ประเทศไทย

“เรามีความพร้อมที่จะตอบรับนโยบาย อีกทั้งยังมีการลงทุนเพิ่มในหลายโครงการที่มาบตาพุด ด้วยมูลค่าการลงทุนราวแสนล้านบาท เพื่อสร้างการเติบโตของอุตสาหกรรมในอนาคต”

อาทิ โครงการ Map Ta Phut Retrofit เพื่อสร้างโรงงานแนฟทาแครกเกอร์ ผลิตเอทิลีน 5 แสนตันต่อปี และโพรพิลีน 2.61 แสนตันต่อปี รวมถึงบิวทาไดอีน 1.63 แสนตันต่อปี เพื่อเป็นวัตถุดิบต้นน้ำ ในอุตสาหกรรมขั้นกลางและขั้นปลายให้กับอุตสาหกรรมเป้าหมายนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต อุตสาหกรรมการบินและชิ้นส่วน

โครงการลงทุนกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีขั้นปลายน้ำ…โครงการ PO/Polyol โพลียูรีเทนครบวงจรที่มีการลงทุนสูงด้านนวัตกรรม ทำให้เกิดการพัฒนาการผลิตให้ได้เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ เป็นการยกระดับผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีอยู่ที่จังหวัดระยอง เพื่อสนับสนุนการวิจัย…พัฒนาเทคโนโลยี…ผลิตภัณฑ์ใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทฯ และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องที่สอดคล้องกับเป้าหมายและการดำเนินธุรกิจ และมีศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพ

มุ่งเน้นการวิจัยพัฒนาเพื่อสร้างการเติบโต…ศักยภาพการแข่งขันแก่ธุรกิจกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ เคมีชีวภาพ…พลาสติกชีวภาพ ซึ่งจะสอดรับทิศทางของเศรษฐกิจชีวภาพ…รวมถึงผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องของโอลีโอเคมี ที่ใช้ในการผลิตสินค้าเพื่อการดูแลสุขอนามัย และสุขภาพ

“เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy)” กระแสโลกที่ถูกกล่าวถึง มากที่สุด…เศรษฐกิจคลื่นลูกใหม่ตามนโยบายประชารัฐ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม จะตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ได้กี่มากน้อย…ไม่นานคงได้รู้กัน.

 

สศค.ลุ้นจีดีพีปีนี้ทะยาน 4% รัฐเร่งใช้งบ-รายได้ท่องเที่ยวส่งออกหนุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/847472


สศค. ปรับเพิ่มประมาณการจีดีพีไทยปี 60 เป็นขยายตัว 3.6% จากเดิมคาดโตแค่ 3.4% แต่ยังมีลุ้นไปได้ถึง 4% หากรัฐเร่งเบิกจ่ายงบเพิ่มเติม 1.6 แสนล้านได้ครบ 100% รายได้จากการท่องเที่ยว-ส่งออกเพิ่ม และรัฐวิสาหกิจ-เอกชนแห่ลงทุนเพิ่ม

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 60 ใหม่มาอยู่ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โดยมีช่วงคาดการณ์อยู่ที่ 3.1-4.1% จากเดิมเมื่อช่วงเดือน ต.ค.59 คาดว่า จะขยายตัวที่ 3.4% ถือเป็นการขยายตัวที่ดีอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ไทยผ่านพ้นปัญหาการเมืองภายในประเทศ โดยในปี 57 เศรษฐกิจติดลบ แต่ในปี 58 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.8% และปี 59 ขยายตัว 3.2% เป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เช่น การลงทุนภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากต่างๆ

“จีดีพีไตรมาสแรกปี 59 ขยายตัว 3.2% ไตรมาส 2 ขยายตัว 3.5% ไตรมาส 3 ขยายตัว 3.2% และไตรมาสสุดท้าย ขยายตัว 2.9% ทำให้ทั้งปี 59 เศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงกว่าหลายปีที่ผ่านมา คาดว่า ตัวเลขจีดีพีจริงปี 59 ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะแถลงกลางเดือน ก.พ.นี้ น่าจะใกล้เคียงกับ สศค.”

อย่างไรก็ตาม หากรัฐสามารถเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม 160,000 ล้านบาท ได้ครบทั้ง 100% มีโอกาสจะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวได้ถึงระดับ 4% ซึ่งรัฐบาลต้องพยายามผลักดันเบิกจ่ายให้ครบ แม้ที่ผ่านมางบประมาณลักษณะดังกล่าวจะเบิกจ่ายได้ 60-70% ส่วนที่เหลือจะเบิกจ่ายได้ในปีงบประมาณถัดไป อีกทั้งอาจมีแรงหนุนรายได้จากการท่องเที่ยวเข้ามาช่วยเสริม เพราะคาดว่าปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในไทยอาจเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ รวมถึงรายได้จากการส่งออก ที่คาดว่า ปีนี้ มูลค่าจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน

“ตัวเลขที่ สศค.ต้องการเห็นคือ เศรษฐกิจขยายตัว 4% เพราะเราประเมินแบบระมัดระวัง หรือ conservative เอาไว้ก่อน แต่ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามเป้าหมาย เช่น นักท่องเที่ยวมาเที่ยวไทยมากกว่าเป้าหมาย การลงทุนรัฐวิสาหกิจมีมาก การส่งออกดีขึ้นกว่าปีก่อน เศรษฐกิจจะโตได้ในกรอบบนที่ สศค.คาดการณ์”

นอกจากนี้ ยังมีโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมใหม่ๆ ที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปีนี้ อาทิ โครงการรถไฟทางคู่ และรถไฟฟ้าในเขตเมือง โครงการมอเตอร์เวย์ โครงการพัฒนาท่าอากาศยาน ขณะที่รายได้เกษตรกร ที่ดีขึ้นตามราคาสินค้าน้ำมันในตลาดโลก จะเป็นแรงสนับสนุนให้การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่อง

สำหรับการประเมินเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัว 3.6% มาจากสมมติฐาน 7 ด้าน คือ 1.อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของ 15 ประเทศคู่ค้าหลัก เช่น สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น เป็นต้น ขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.40% จากเดิม 3.34% 2.ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจากปีก่อนมาอยู่ที่ 35.75 บาท/เหรียญฯ 3.ราคาน้ำมันดิบดูไบ เฉลี่ยที่ 53.70 เหรียญฯ/บาร์เรล 4.การส่งออก คาดขยายตัว 2.5% และนำเข้าขยายตัว 6.4% จากปีก่อน 5.คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.50% เท่าเดิม 6.นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ 35 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 7.3% สร้างรายได้ 1.84 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% และ 7.รายจ่ายภาครัฐ โดยได้เพิ่มงบประมาณกลางปี 60 จำนวน 160,000 ล้านบาท.

 

ไทยเฮ!คว้าคำสั่งซื้อข้าวญี่ปุ่น เสนอราคาต่ำสุด 355เหรียญฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/847481


ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า เมื่อเร็วๆนี้ ญี่ปุ่นได้เปิดเจรจาซื้อขายข้าวระหว่างภาคเอกชนด้วยกัน โดยผู้ส่งออกไทยได้เสนอราคาขายข้าวขาว 100% เกรดบี ให้ผู้นำเข้าญี่ปุ่นต่ำมากที่ตันละ 355 เหรียญสหรัฐฯ หรือต่ำกว่าราคาตลาดที่ควรจะขายตันละ 365 เหรียญฯ ทำให้ได้คำสั่งซื้อกลับมา 28,000 ตัน และคาดว่า การเสนอขายครั้งนี้ อาจจะกระทบต่อราคาตลาดข้าวไทย แม้ปริมาณการส่งมอบไม่มากนัก

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา อิรักประกาศนำเข้าข้าว 30,000 ตัน คาดว่าจะมีผู้ส่งออกไทยร่วมเสนอราคาด้วย โดยอิรักไม่ได้กำหนดจะนำเข้าข้าวประเภทใด แต่ส่วนใหญ่จะบริโภคข้าวขาว 5% “รอบนี้ต้องจับตาว่าไทยจะมีโอกาสหรือไม่ ที่ผ่านมาอิรักนำเข้าจากสหรัฐฯและอุรุกวัย เพราะชื่นชอบข้าวของทั้ง 2 ประเทศ แม้ไทยเสนอราคาต่ำสุดก็ไม่ซื้อ แต่ครั้งนี้น่าติดตามตรงที่สหรัฐฯมีประธานาธิบดีคนใหม่ และมีนโยบายปกป้องการค้า อาจให้อิรักนำเข้าข้าวจากประเทศอื่นแทน”

ส่วนการส่งออกข้าวไทยปี 60 คาดจะมีปริมาณ 9.5 ล้านตัน เพราะรัฐน่าจะ ระบายข้าวในสต๊อกที่เหลืออยู่ราว 8 ล้านตันให้หมดในปีนี้ ซึ่งมีทั้งข้าวดีที่ปรับปรุงและส่งออกได้ 3-4 ล้านตัน อีกทั้งยังมีความต้องการบริโภคข้าวเก่าในแอฟริกา เชื่อว่าสต๊อกข้าวของรัฐจะมาช่วยเพิ่มปริมาณส่งออก แม้ขณะนี้ผู้ซื้อต่างประเทศยังไม่คึกคัก โดยฟิลิปปินส์ยังไม่ส่งสัญญาณจะเปิดประมูลนำเข้าในเร็วๆนี้

 

รัฐสางปมมะพร้าวไทยขาดตลาด คนนิยมเปิบแกงกะทิจนต้องนำเข้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/847490


พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ว่า ที่ประชุมมีมติให้ตั้งคณะทำงาน 2 ชุด เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาการผลิตมะพร้าวและถั่วเหลืองแบบครบวงจร โดยมีรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน เน้น 3 ประเด็น คือ การเพิ่มพื้นที่การผลิต, การจัดการหนอนหัวดำให้หมดสิ้นไป และการป้องกันการลักลอบนำเข้าอย่างเข้มงวดเด็ดขาด เนื่องจากปัจจุบันผลผลิตมะพร้าวของไทยไม่เพียงพอกับความต้องการและพื้นที่การผลิตมะพร้าวของไทยลดลงมาก โดยปี 2559 มีพื้นที่ปลูกมะพร้าว 1.1 ล้านไร่ ลดลง 200,000 ไร่ จากปี 2555 ที่มีพื้นที่ปลูก 1.3 ล้านไร่ ขณะที่ผลผลิตต่อไร่ก็ลดลงจากปี 2555 อยู่ที่ 806 กิโลกรัม (กก.) ลดลงเหลือ 632 กก.ต่อไร่ในปี 2559 ประเทศไทยต้องนำเข้ามะพร้าวผลในปี 2559 จำนวน 144,000 ตัน จากปี 2555 นำเข้า 27,000 ตัน

“มะพร้าวแกงในปัจจุบันมีไม่เพียงพอกับปริมาณความต้องการในประเทศ ต้องนำเข้าจากอินโดนีเซียและเวียดนาม ซึ่งมีทั้งนำเข้าแบบถูกกฎหมายและลักลอบ ดังนั้น แผนปฏิบัติต้องดูแลตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ทั้งการเพิ่มพื้นที่การผลิต ผลผลิตต่อไร่ การพัฒนาวิจัยพันธุ์มะพร้าว การป้องกันโรคและแมลง เพื่อให้ปริมาณการผลิตมีสัดส่วนสัมพันธ์กับปริมาณความต้องการใช้”

พล.อ.อ.ประจินกล่าวว่า ปัจจุบันความต้องการใช้มะพร้าวเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมผลิตกะทิสำเร็จรูปที่ส่งออกไปทั่วโลกจากปี 2555 ส่งออกปีละ 110,000 ตัน เพิ่มเป็น 180,000 ตัน มูลค่า 1,500 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นตามชื่อเสียงและความนิยมบริโภคอาหารไทย ขณะที่ตลาดภายในประเทศก็มีความต้องการเพิ่มขึ้นเช่นกัน จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวในประเทศไทย มีการบริโภคอาหารไทยเพิ่มขึ้น และนิยมซื้อสินค้าที่ผลิตจากมะพร้าว เช่น น้ำมันมะพร้าว ซึ่งมีคุณค่าทั้งด้านการเป็นอาหารและยา

ส่วนแผนปฏิบัติการผลิตถั่วเหลืองอย่างครบวงจรนั้น จะพิจารณาการช่วยเหลือเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลือง ซึ่งมีจำนวนลดลง เพราะได้ผลกำไรต่อไร่ต่ำอยู่ที่ 300-500 บาทต่อไร่ ต้องไปคิดว่าจะทำอย่างไรให้เกษตรกรปลูกถั่วเหลืองมากขึ้น และมีผู้ประกอบการเข้ามาซื้อเต็มจำนวน ขณะเดียวกันต้องหาทางลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรด้วย นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้เห็นชอบการกำหนดมาตรการการนำเข้ารวมถึงอัตราอากรสำหรับกากถั่วเหลืองที่นำเข้ามาเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเพื่อมนุษย์บริโภค และเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมด้วย.