ทองเปิดตลาดราคาคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,700

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ม.ค. 2560 09:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/837636


ทองเปิดตลาดวันที่ 17 ม.ค. ราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,100 ขายออกบาทละ 20,200 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,738.32 ขายออกบาทละ 20,700 บาท…เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 60 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.28 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,100.00 บาท ขายออกบาทละ 20,200.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,738.32 บาท ขายออกบาทละ 20,700.00 บาท

 

จับตาเขม็งหวั่นเบร็กซิทออกฤทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ม.ค. 2560 08:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/837412


นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์เปิด เผยว่า จะสั่งการให้สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบแผนการออกจากสหภาพยุโรป (เบร็กซิท) ของสหราชอาณาจักร ซึ่งนายกรัฐมนตรีของอังกฤษจะประกาศแผนเบร็กซิทวันที่ 17 ม.ค.นี้ จนส่งผลให้ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลงอย่างรุนแรง ดังนั้นจึงต้องติดตามผลกระทบ เพราะไม่มีใครทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้น แม้แต่อังกฤษเอง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ต้องติดตามเบร็กซิทว่าจะกระทบต่อการค้าไทยอย่างไรบ้างอย่างไรก็ตาม แม้ผลกระทบของเบร็กซิทจะทำให้ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าอย่างรุนแรง แต่เป็นผลระยะสั้น หลังจากแผนเบร็กซิทมีความชัดเจนแล้ว สถานการณ์ค่าเงินน่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งในส่วนนี้ผู้ส่งออกไทยที่ส่งออกสินค้าไปยังอังกฤษ ต้องเตรียมพร้อมต่อการรับมือไว้ส่วนหนึ่งแล้ว อีกทั้งมองว่าเบร็กซิทไม่ได้มีแต่แง่ลบ แต่ยังมีโอกาสของภาคการค้าไทยที่จะเข้าไปเจาะอังกฤษด้วย หากแผนชัดเจนและไทยเตรียมรองรับได้เร็วก็จะทันกับสถานการณ์

ด้าน น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กล่าวว่า ค่าเงินปอนด์ที่อ่อนค่าลงรวดเร็วจากการเตรียมประกาศแผนเบร็กซิทนั้น พบว่าสินค้าไทยที่จะได้รับผลกระทบ เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วนประกอบ ไก่ เพราะเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 และ 2 ไปอังกฤษ และเชื่อว่าจะกระทบระยะสั้นเท่านั้น แต่ในระยะกลางเศรษฐกิจของอังกฤษยังมีแนวโน้มขยายตัวที่ดีและดีกว่าอียู และหากทั้งอังกฤษและสหภาพยุโรป (อียู) มีแผนเรื่องเบร็กซิทออกมาชัดเจนก็น่าจะส่งผลดีต่อไทยมากกว่า แต่ไม่อยากให้ชะล่าใจ ผู้ส่งออกควรทำประกันความเสี่ยงไว้
อย่างไรก็ตาม ในอนาคตไทยมีแผนที่จะเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับอังกฤษอยู่แล้ว หลังจากที่แยกตัวออกจากอียู และเชื่อว่าจะเป็นโอกาสการส่งออกสินค้าไทยเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสินค้าน้ำตาล ไก่ และข้าว เพราะไม่ต้องผูกโควตานำเข้ากับอียู และไทยมองอังกฤษเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยในระดับรัฐบาลได้มีการส่งสัญญาณในการเตรียม พร้อมเจรจาเอฟทีเอระหว่างกัน ดังนั้น ทิศทางในระยะกลางและยาวน่าจะเป็นโอกาสของไทย.

 

ตั้งเป้าปี 60 ปีทองขยายการค้า-ลงทุนไทย “พาณิชย์” วางยุทธศาสตร์จับเข่าคุยคู่ค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ม.ค. 2560 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/837410


นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ได้ปรับแผนการเจรจาการค้าตามนโยบายของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ตั้งเป้าหมายให้ปี 60 เป็นปีทองแห่งการค้าและการลงทุนของไทย โดยมีแผนจะเจรจาเปิดตลาดการค้าและการลงทุนให้กับผู้ประกอบการไทย โดยการใช้กลยุทธ์การเจรจาหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ หลังจากที่ปี 59 ประสบความสำเร็จในการขยายความร่วมมือกับญี่ปุ่น อิหร่าน รัสเซีย ศรีลังกา เกาหลีใต้นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายความสัมพันธ์กับคู่ค้าสำคัญๆ เช่น สหรัฐฯ ที่จะจัดคณะผู้แทนระดับสูง เดินทางไปเยือนและหารือกันอย่างต่อเนื่อง และจะใช้เวทีการประชุมคณะมนตรีภายใต้กรอบความตกลงการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐฯ (TIFA JC) ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือน เม.ย.60 ขยายการค้า การลงทุนระหว่างกัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของทีมเศรษฐกิจของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะมาหารือกับไทย รวมถึงจะร่วมมือกับอาเซียนผลักดันให้การเจรจาความ ตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) สำเร็จภายในปีนี้ ซึ่งจะช่วยขยายการค้าและการลงทุนของไทยเพิ่มขึ้น

“ตอนนี้ทุกประเทศต้องการเจรจาการค้า การลงทุนกับไทย เพราะไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียน และมีความพร้อม ขณะที่รัฐบาลเปิดกว้างส่งเสริมการค้าและการลงทุน ส่วนในด้านการส่งออกปีนี้ กระทรวงฯตั้งเป้าหมายมูลค่าขยายตัว 3% จากปีก่อน แต่อาจถึง 3.5%”.

 

ผุดกองทุนเพื่ออนาคตไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ม.ค. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/837408


นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) ว่า คาดว่าจะสามารถยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) เพื่อขออนุญาตจัดตั้งกองทุนได้ในเดือน มี.ค.นี้ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างรวบรวมรายละเอียดขั้นสุดท้าย ซึ่งสินทรัพย์ที่จะนำมาจัดตั้งกองทุนเป็นสินทรัพย์ประเภททางด่วน มูลค่ากองทุนเบื้องต้นราว 40,000-50,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันได้ให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เป็นผู้พิจารณาเลือกสินทรัพย์ ให้เหลือทางด่วนเพียง 1 เส้นทาง จาก 3 เส้นทาง ได้แก่ เส้นบูรพาวิถี, ทางด่วนเอกมัย- รามอินทรา, ดาวคะนอง โดยให้เลือก 1 เส้นทาง วัตถุประสงค์จัดตั้งกองทุนเพื่อนำเงินที่ได้ไปก่อสร้างทางด่วนพระราม 3-ดาวคะนองนอกจากนี้ สคร.จะพิจารณาสินทรัพย์ประเภทมอเตอร์เวย์ที่จะนำขายเข้ากองทุนในระยะต่อไปในปีนี้ เพื่อนำเงินไปลงทุนในโครงการคมนาคมอื่นๆ ตามแผนของรัฐบาล โดยปัจจุบันเส้นมอเตอร์เวย์ที่จะนำเข้ากองทุนระยะต่อไป ได้แก่ เส้นมอเตอร์เวย์ หมายเลข 7 กับหมายเลข 9 มูลค่าไม่ต่ำกว่า 60,000 ล้านบาท ทั้งนี้ในการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทยครั้งนี้ จะทำให้การลงทุนของรัฐบาลมีความรวดเร็วมากขึ้น เพราะรัฐบาลไม่ต้องทำเรื่องในการกู้ยืมเงิน และมีผลดีต่อสัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศไม่เพิ่มสูงขึ้น.

 

“เอสซีจี” มอบสุขาเพื่อประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ม.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/837404


นายยุทธนา เจียมตระการ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่-การบริหารกลาง เอสซีจี เปิดเผยว่า เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เดินทางมาเข้าถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท อย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนมาก เอสซีจีจึงได้ร่วมกับกรุงเทพมหานครและกระทรวงอุตสาหกรรมสร้างสุขาเพื่อประชาชนระบบน็อกดาวน์ บริเวณท้องสนามหลวงฝั่งด้านเหนือเพิ่มเติม เป็นจุดที่ 4 และ 5 เพื่อรองรับการใช้งานของประชาชนได้ตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา ห้องสุขาดังกล่าวมีการแยกเป็นสุขาชาย-หญิง ใช้งานได้สะดวก พร้อมทั้งมีการดูแลรักษาความสะอาดให้ถูกสุขอนามัยตลอด 24 ชั่วโมง“การส่งมอบสุขาเพื่อประชาชนครั้งนี้ เอสซีจีเป็นผู้ส่งมอบให้กับนายภัทรุตม์ ทรรทรานนท์ ปลัดกรุงเทพมหานคร ที่เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ ดูแลภาพรวมความเรียบร้อยของการใช้งานต่อไป”

สำหรับที่มาของสุขาเพื่อประชาชน เกิดขึ้นหลังได้รับการประสานจากกระทรวงอุตสาหกรรม เอสซีจีจึงจัดทำสุขาน็อกดาวน์แห่งแรกอย่างเร่งด่วนให้แล้วเสร็จใน 3 วัน พร้อมใช้งานตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.2559 โดยผนึกกำลังหน่วยงานในเครือเอสซีจีและคู่ธุรกิจ 13 บริษัท ใช้นวัตกรรมที่ออกแบบเฉพาะกิจเพื่อความสะดวก ถูกสุขอนามัย คำนึงถึงผู้ใช้งานหลากหลายวัย แยกเป็นส่วนสุขาชาย-หญิง สุขาสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และเด็ก ใช้งานได้พร้อมกันสูงสุดครั้งละ 40 คน สุขาเพื่อประชาชนดังกล่าว ผลิตและประกอบภายในโรงงาน SCG Heim ที่จังหวัดสระบุรี ก่อนยกมาติดตั้งที่บริเวณท้องสนามหลวง จุดแรกบริเวณใกล้พระบรมมหาราชวัง จุดที่ 2 บริเวณสวนสันติพร (กองสลากเดิม) จุดที่ 3 บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ส่วนจุดที่ 4 และ 5 ล่าสุด อยู่บริเวณท้องสนามหลวงฝั่งเหนือ ข้างเต็นท์พักคอย ก. และหลังเต็นท์พักคอย จ.

 

ลุ้นส่งออกไก่ปีนี้ทะลักแสนล้านบาท เห่กล่อมซาอุดีอาระเบียนำเข้า ผู้ผลิตชี้สารพัดปัจจัยเกื้อหนุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ม.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/837400


นายอนันต์ ศิริมงคลเกษม นายกสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อการส่งออกไทย เปิดเผยว่า ในปีนี้สมาคมได้ตั้งเป้าส่งออกไก่ 750,000 ตัน มูลค่า 100,000 ล้านบาท โดยปริมาณส่งออกจะเพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านที่มีการส่งออกไก่ 720,000 ตัน มูลค่า 92,600 ล้านบาท เนื่องจากแนวโน้มความต้องการไก่ในตลาดโลกมีอย่างต่อเนื่อง เพราะลูกค้าเชื่อมั่นในคุณภาพของอุตสาหกรรมไก่ไทย และปีนี้สมาคมสามารถเปิดตลาดไก่เพิ่มขึ้นได้อีก 2 ประเทศ คือเกาหลีใต้และสิงคโปร์ ในขณะที่กรมปศุสัตว์กำลัง เจรจากับซาอุดีอาระเบีย เพื่อขอให้นำเข้าไก่จากไทย ซึ่งคาดว่าจะประสบผลสำเร็จด้วยดี“ปัจจัยที่ทำให้การส่งออกเป็นไปตามเป้าหมาย คือ ต้นทุนการผลิตได้ในปีนี้ปรับเพิ่มขึ้นไม่มาก เนื่องจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ ข้าวโพด กากถั่วราคาทรงตัว และต้นทุนการเลี้ยงปัจจุบันอยู่ที่ 36 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ส่วนภาวะเศรษฐกิจโลกยังต้อรอดูอีกระยะหนึ่ง รวมทั้งนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ขณะที่กรณีเบรกซิทได้หารือกับกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ที่พบว่าหากไทยสามารถลงนามเปิดเสรีทางการค้าหรือเอฟทีเอ กับอังกฤษได้ การส่งออกก็จะไม่มีปัญหา”

ทั้งนี้ การส่งออกไก่ของไทยในตลาดสหภาพยุโรป (อียู) ตามโควตามีประมาณ 252,643 ตัน แบ่งเป็นไก่ปรุงสุก 160,033 ตัน ไก่สด รวมทั้งแช่เกลือ หรือในน้ำเกลือ 92,610 ตัน คิดเป็น 50% ของการส่งออกของไทย หากอียูตัดโควตาการส่งออกไก่ของไทย ออกตามการแยกตัวของอังกฤษก็จะกระทบกับการส่งออกในภาพรวมเช่นกัน ซึ่ง
ต้องรอดูผลการพิจารณาอีกครั้ง ขณะที่ปัญหาโรคระบาดโดยเฉพาะไข้หวัดนก ประเทศไทยก็ยังต้องเฝ้าระวัง ซึ่ง
กรมปศุสัตว์ได้เข้มงวดในการตรวจสอบ จึงเป็นข้อได้เปรียบที่สร้างความเชื่อมั่นของผู้นำเข้า โดยตลาดญี่ปุ่นหันมาสั่งซื้อสินค้าจากไทยแทนจีนมากขึ้นเนื่องจากยังไม่มั่นใจในคุณภาพสินค้าของจีน และปีนี้คาดว่าจะส่งออกไก่สดที่เกาหลีได้เพิ่มขึ้นอีก 10,000 ตัน ตลาดสิงคโปร์ คาดว่าส่งออกได้ 5,000 ตัน แม้ว่าทั้ง 2 ตลาดจะเล็ก แต่เมื่อรวมหลายๆ ตลาด ก็มีความสำคัญกับภาพรวมการส่งออก.

 

ภาษีสรรพสามิตใหม่ คิดจากราคาขายปลีก ไม่เพิ่มภาระผู้บริโภคจริงหรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ม.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/836996


หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ… รวมกฎหมายสรรพสามิตไพ่ สุรา ยาสูบ จาก 46 ฉบับ เหลือ 1 ฉบับ โดยระบุว่า ต้องการลดความซ้ำซ้อนและการบังคับใช้กฎหมายที่มีจำนวนมากให้คล่องตัว มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น โดยในส่วนของแนวทางการจัดเก็บนั้น ยังมีการปรับจากการอ้างอิงราคานำเข้า และราคาหน้าโรงงาน ที่มองว่ามีความไม่แน่นอนสูง มาเป็นการคำนวณตามราคาขายปลีก หรือราคาแนะนำช่วงสุดท้ายด้วย

นายสมชาย พูลสวัสดิ์

นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ได้มีการเปิดเผยถึง การแก้ไขกฎหมายภาษีสรรพสามิตใหม่ ว่า ตัวพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีสรรพสามิตใหม่นั้น ได้ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติ (สนช.) ไปเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยคาดว่า จะลงราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ในเดือน ม.ค.นี้ โดยตัวกฎหมายจะให้เวลาอีก 180 วัน เพื่อออกกฎหมายลูกและกฎระเบียบต่างๆ เพื่อเก็บภาษีตามกฎหมาย ทั้งนี้ การแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ก็เพื่อให้เกิดความโปร่งใส เกิดความเป็นธรรม เป็นสากล และตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นชอบร่างกฎหมายฉบับนี้ ได้เน้นย้ำในประเด็นว่า ต้องไม่สร้างภาระให้กับผู้บริโภคจนเกินไป

“ส่วนแนวโน้มการจัดเก็บภาษีจะเพิ่มขึ้นอย่างไร ภายใต้กฎหมายฉบับใหม่นั้น ในทางปฏิบัติการจัดเก็บรายได้ภาษีของกรมสรรพสามิตจะขึ้นอยู่กับการบริโภค โดยปัจจุบันกรมฯ มีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ประมาณ 20% ส่วนเป้าหมายการจัดเก็บภายใต้พระราชบัญญัติงบประมาณ ปีงบประมาณ 2560 นั้น กำหนดรายได้จัดเก็บไว้ที่ 5.2 แสนล้านบาท”

ฉะนั้นจึงพอสรุปได้คร่าวๆ ว่า การเก็บภาษีบุหรี่นั้นมีการคำนวณแบบผสมทั้งด้านปริมาณและราคา แต่เดิมส่วนใหญ่จะคำนวณการเสียภาษีจากด้านราคา แต่หากร่างกฎหมายฉบับใหม่บังคับใช้ จะมีการพิจารณาลดอัตราภาษีด้านราคาลดลง แต่จะเพิ่มอัตราภาษีด้านปริมาณมากขึ้น เพื่อป้องกันบุหรี่ราคาถูกจากต่างประเทศเข้ามาทำตลาดในไทย

จากข้อมูลของโรงงานยาสูบ ระบุว่า ผลจากการปรับวิธีคิดภาษีมาคำนวณจากฐานราคาขายปลีก จะไม่ทำให้ภาพรวมราคาขายปลีกบุหรี่ปรับราคาขึ้นมากนัก แต่จะกระทบต่อบริษัทผู้ผลิตบุหรี่มากกว่า

การแก้กฎหมายภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่ ได้เปลี่ยนการจัดเก็บภาษีจากราคาหน้าโรงงานมาเป็นจัดเก็บจากราคาขายปลีก โดยไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จะทำให้เกิดความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี และทำให้รัฐจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น โดยในส่วนของโรงงานยาสูบ ประเมินว่า การเก็บภาษีจากราคาขายปลีก จะทำให้ราคาบุหรี่บางตัวปรับเพิ่มขึ้น และบางตัวลดลง ซึ่งจากนี้จะได้เห็นกลยุทธ์ทางการตลาดของบริษัทผู้ผลิตบุหรี่ที่นำออกมาใช้กันมากขึ้นด้วย

ด้าน นายพงศธร อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการแผนกบรรษัทสัมพันธ์ ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด กล่าวว่า กฎหมายปฏิรูปภาษีสรรพสามิต ถือเป็นความคืบหน้าสำคัญในนโยบายการปฏิรูปภาษีของกระทรวงการคลังที่ต้องการสร้างความโปร่งใส ความเป็นธรรม และความเรียบง่ายในการจัดเก็บ หลังจากที่กรมสรรพสามิตพยายามปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวมาเกือบ 10 ปี

อย่างไรก็ดี ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดผลกระทบอย่างไร เนื่องจากต้องรอติดตามกฎหมายลูกที่จะออกมาก่อน ทั้งนี้จะต้องคำนึงในหลายเรื่อง อาทิ สัดส่วนการเก็บภาษีระบบผสมที่จะเก็บทั้งขาปริมาณและขามูลค่าอัตราการจัดเก็บจริง รวมทั้งหลักเกณฑ์วิธีการพิจารณาราคาขายปลีกแนะนำ เพื่อให้รัฐยังคงได้รายได้เท่าเดิมและช่วยให้บรรลุเป้าหมายด้านสุขภาพด้วย.

 

“ซีพีเอฟ” รับจองชุดไหว้ตรุษจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ม.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/837396


นายชัยยุทธ ทิพย์สุวรรณพร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟได้วางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ซีพี โดยในเทศกาลตรุษจีน ซีพีเอฟได้เปิดรับสั่งจองชุดไหว้ตรุษจีนมหามงคล ในราคาพิเศษสุดสำหรับชาวไทยเชื้อสายจีน นำไปประกอบพิธีไหว้เจ้าและบรรพบุรุษ ที่ร้านซีพีเฟรชมาร์ท ซุ้มห้าดาว ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ทุกสาขาสำหรับร้านซีพีเฟรชมาร์ท ได้จัดชุดไหว้ซาแซ ไก่-เป็ด-หมู, ชุดไหว้ซาแซหมูพะโล้, ชุดไหว้โหงวแซ ไก่-เป็ด-หมู-กุ้ง-ปลา ฯลฯ พิเศษสำหรับลูกค้าซีพี เซอร์ไพรส์ ได้รับส่วนลดเพิ่มอีก เมื่อซื้อสินค้ากลุ่มไหว้ตรุษจีนครบ 1,500 บาท สั่งจองสินค้าได้ตั้งแต่วันนี้-25 ม.ค.นี้ และเลือกซื้อชุดไหว้ได้ที่ร้านซีพีเฟรชมาร์ท 410 สาขา และที่ร้านแมกเนตทั้ง 4 สาขา สอบถามโทร. 1788 และ www.cpfreshmartshop.com  ส่วนธุรกิจห้าดาว ได้จัดชุดไหว้ตรุษจีน ชุดละ 159 บาท โดยเปิดจองเป็ด ไก่ ไหว้ตรุษจีนที่ซุ้มห้าดาว ตั้งแต่วันนี้ถึง 26 ม.ค. ร้าน 7-ELEVEN เปิดจองสินค้าไหว้เจ้า ให้สั่งจองผ่านระบบ 24Shopping สำหรับร้านที่ร่วมรายการ ที่เบอร์โทร. 0-2711-7600 ตั้งแต่วันนี้ถึง 18 ม.ค.นี้.

 

ทัวร์จีนกำลังซื้อสูงแห่มาไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/837393


นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.จะหารือกับนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อประเมินมาตรการการยกเว้นค่าธรรมเนียมการตรวจลงตรา (วีซ่า) ให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 19 ประเทศ ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2559-28 ก.พ.นี้ ได้ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวจีนและอินเดีย ที่เป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มที่เดินทางมาไทยปีละเกินกว่า 1 ล้านคน ได้ทำขอวีซ่าเข้าไทย ณ สถานทูตไทยในประเทศนั้นๆในจำนวนมากกว่าปกติ“ททท.สำนักงานเซี่ยงไฮ้มียอดขอวีซ่า 20,000 เล่มต่อวัน ต้องใช้เวลาในการดำเนินการเกือบ 20 วัน สำนักงานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู มียอดขอวีซ่า 8,900 เล่มต่อวัน สำนักงานคุณหมิง ภายหลังเทศกาลปีใหม่ การขอวีซ่าอยู่ที่ 2,000 เล่มต่อวัน และสำนักงานกงสุลใหญ่คุนหมิงได้ยืนยันว่า สามารถอนุมัติวีซ่าได้ภายใน 1 วัน”

นายยุทธศักดิ์กล่าวว่า สถานการณ์นักท่องเที่ยวจีนขณะนี้ถือว่าผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว ภายหลังจากที่มีการปราบปรามทัวร์ผิดกฎหมาย ขณะที่ในปีนี้จุดที่จะเป็นตัวชี้วัดการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีน คือวันหยุดตรุษจีน แม้ว่าจะมาต่ำกว่าปีที่ผ่านมา แต่เชื่อว่าได้ผ่านจุดต่ำที่สุด คือเดือน พ.ย.2559 ที่ติดลบ 31% และแม้ว่าเครื่องบินเช่าเหมาลำจะยังไม่กลับมา แต่ต้องเข้าใจว่าปกติ เป็นทัวร์ราคาถูก ขณะที่ในอีกมุมหนึ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้คือ นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเอง ผ่านเครื่องบินที่บินประจำมีการจองเกือบเต็ม 100% กล้าที่จะจ่ายในราคา สูงขึ้นจากเดิมเฉลี่ย 20% โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากเซี่ยงไฮ้ ที่ซื้อแพ็กเกจราคา 28,870 หยวน หรือ 144,350 บาท เพื่อเข้าพักที่โซเนวา คีรี เกาะกูด และเกาะสมุย ก็ยังเป็นจุดหมายปลายทางใหม่ของคนจีนด้วย.

 

สายการบินโตพุ่ง! เที่ยวบินในไทยปี 59 ขยายตัวสูงสุดในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ม.ค. 2560 22:34

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/837292


สายการบินโตพุ่ง ปี 59 เที่ยวบินในไทยขยายตัวสูงสุดในโลก เฉียดล้านเที่ยวบิน พร้อมทุ่ม 1.4 หมื่นล้าน ขยายห้วงอากาศรับเพิ่ม จับมือสนามบินฮีทโธรว์ทำแผนรับ 2.7 ล้านเที่ยวบินต่อปีเมื่อวันที่ 16 ม.ค. 60 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยระหว่างตรวจเยี่ยมกิจการบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) ว่า ในปี 2559 ที่ผ่านมา บวท. ให้บริการสายการบินต่างๆ ประมาณ 9.9 แสนเที่ยวบิน เฉลี่ยเติบโตมากขึ้น 9-10% ซึ่งถือเป็นการเติบโตมากกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่มีการเติบโตประมาณ 4.6% ต่อปี และเอเชีย-แปซิฟิก อยู่ที่ 6-7% ต่อปี ขณะเดียวกันได้ประเมินไว้ว่าในปี 2564 จะมีเที่ยวบินเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 ล้านเที่ยวบินต่อปี และในปี 2570 เป็น 2 ล้านเที่ยวบินต่อปี

ดังนั้น เพื่อรองรับการเติบโตของเที่ยวบินที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บวท. ได้ขยายขีดความสามารถในการรองรับให้มากขึ้น โดยได้ติดตั้งระบบบริการการเดินอากาศใหม่  ซึ่งจะเปิดให้บริการในปลายปีนี้ หรือต้นปี 2561 โดยจะสามารถรองรับการให้บริการได้ถึง 1.5 ล้านเที่ยวบินต่อปี จากปัจจุบันที่รองรับได้ 7-8 แสนเที่ยวบินต่อปี แต่จำนวนเที่ยวบินที่ใช้บริการมากเกินขีดความสามารถแล้ว แต่ยังสามารถบริหารจัดการให้เที่ยวบินสามารถขึ้นลงได้ นอกจากระบบใหม่ที่จะเปิดให้บริการแล้ว บวท. ยังจะต้องพัฒนาระบบให้สามารถรองรับเที่ยวบินให้ได้ 2 ล้านเที่ยวบินต่อปี เพื่อรองรับปริมาณเที่ยวบินในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยกำหนดให้เป็นแผนดำเนินการระยะ 5 ปี คือ ระหว่างปี 2560-2564 วงเงินลงทุน 14,453 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในการเพิ่มห้วงอากาศให้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้รองรับจำนวนเที่ยวบินให้มากขึ้นนั้น คงต้องขยายศูนย์กลางการบินย่อยออกไปด้วย จากปัจจุบันมีศูนย์กลางการบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง อู่ตะเภา เชียงใหม่ และภูเก็ต ซึ่งรองรับเต็มศักยภาพหมดแล้ว ก็อาจจะใช้สนามบินขอนแก่น และอุดรธานี เพื่อรองรับเที่ยวบินที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย

“หากเปรียบเทียบพื้นสนามบินสุวรรณภูมิ กับสนามบินลอนดอนฮีทโธรว์ ของอังกฤษ หรือสนามบินของประเทศเยอรมนี พื้นที่ของสุวรรณภูมิ มีมากกว่า แต่สนามบินที่อังกฤษและเยอรมนีรองรับได้มากกว่า โดยอยู่ระดับ 2 ล้านเที่ยวบินต่อปี มากกว่าไทยถึง 3 เท่า ทาง บวท.จึงได้ร่วมกับอังกฤษเพื่อพิจารณาการขยายห้วงอากาศ”

ด้าน นางสาริณี อังศุสิงห์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. กล่าวว่า การขยายห้วงอากาศถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยขณะนี้ บวท. อยู่ระหว่างร่วมมือกับสนามบินฮีทโธรว์ เพื่อจัดทำแผนในเรื่องดังกล่าว โดยจะแล้วเสร็จในปี 2561 “ห้วงอากาศในไทยถูกใช้ใน 2 แบบ คือ เพื่อความมั่นคง และเพื่อเชิงพาณิชย์ แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้วจะใช้แบบยืดหยุ่น จึงสามารถรองรับเที่ยวบินได้จำนวนมาก ในขณะที่ไทยแค่เกือบล้านเที่ยวบินต่อปีก็เต็มและมีปัญหาดีเลย์แล้ว แต่เมื่อร่วมมือกับทางสนามบินฮีทโธรว์จัดทำแแผนแล้วก็จะรองรับได้อีก 15 ปีข้างหน้า หรือประมาณ 2.7 ล้านเที่ยวบินต่อปี โดยสนามบินฮีทโธรว์จะเข้ามาช่วยดูว่าการเติบโตที่เกิดขึ้นจะจัดการอย่างไร ทั้งระยะสั้น กลาง และยาว”.