คาดตราสารหนี้ไทยผันผวน แนะลงบอนด์สั้นไม่เกิน 1 ปีรับดบ.ขึ้นครึ่งปีหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ม.ค. 2560 20:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/837260


บลจ.วรรณ คาดตลาดตราสารหนี้ปีนี้ยังผันผวนรับแนวโน้มดอกเบี้ย และทิศทางค่าเงินบาท แนะลงทุนตราสารหนี้ระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี รับโอกาสดอกเบี้ยขาขึ้นช่วงครึ่งปีหลัง มอง กนง.จะรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ที่ 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 1.75%เมื่อวันที่ 16 ม.ค.60 นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) วรรณ จำกัด กล่าวว่า ภาพแนวโน้มตราสารหนี้ไทยในปีนี้จะยังคงผันผวนตามปัจจัยหลักๆ เช่น แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยและทิศทางค่าเงินบาท โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในปีนี้ ประมาณ 3 ครั้ง ในส่วนของไทยคาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้ง โดยเป็นการปรับขึ้น 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 1.75% ในช่วงครึ่งปีหลัง

“อุปทานของตราสารหนี้ปีนี้คาดว่า เพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของภาครัฐและภาคเอกชน โดยภาครัฐฯ มีแผนออกพันธบัตรใหม่ในปีงบประมาณ 2560 วงเงินรวม 5.50 แสนล้านบาท เพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่อเนื่อง ขณะที่แนวโน้มเสนอขายตราสารหนี้ของภาคเอกชนคาดว่าปีนี้จะมีออกมาประมาณกว่า 200,000 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลตอบแทนในตราสารหนี้ปีนี้ ค่อนข้างมีความผันผวน โดยเฉพาะตราสารหนี้ที่มีอายุ (Duration) ไม่เกิน 1 ปี”

นอกจากนี้ ทิศทางของค่าเงินบาทและดอลลาร์สหรัฐฯ จะมีผลต่อการเคลื่อนย้ายของเงินทุนที่จะเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดตราสารหนี้ ซึ่งสะท้อนได้จากแนวโน้มอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มี Duration ยาว 10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังนักลงทุนลดความต้องการพันธบัตร และเริ่มเชื่อมั่นให้น้ำหนักลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างเช่นตลาดหุ้นมากขึ้น ล่าสุดบริษัทเปิดเสนอขายกองทุนเปิด วรรณ ชอร์ตเทอม ฟิกซ์ อินคัม (ONE-FIXED) ระหว่างวันนี้ถึงวันที่ 24 ม.ค.60 นี้อีกด้วย.

 

กรมทางหลวง ระดมเจ้าหน้าที่นับร้อย เร่งฟื้นฟูเส้นทางบางสะพาน-บ้านกรูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ม.ค. 2560 20:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/837268


กรมทางหลวง รวมพลังระดมเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรฟื้นฟูเส้นทางหลังเหตุการณ์อุทกภัยที่ภาคใต้ พร้อมสั่งทีมงานเฝ้าระวังพายุลูกใหม่ 24 ชม.เมื่อวันที่ 16 ม.ค.60 นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวว่า กรมทางหลวงได้สนธิกำลังจากหน่วยงานในสังกัดกรมทางหลวง จำนวน 5 สำนักงานทางหลวง 28 แขวงทางหลวงภาคกลาง รวมถึงสำนักงานทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง กว่า 350 นาย พร้อมด้วยอุปกรณ์ทำความสะอาด รถน้ำ และเครื่องจักรหนักและเบาจำนวน 100 คัน เข้าให้การช่วยเหลือประชาชนในการทำความสะอาดเส้นทางในพื้นที่บางสะพาน และบ้านกรูด จ.ประจวบคีรีขันธ์

นอกจากนี้กรมทางหลวงยังได้จัดรถบรรทุกน้ำ ขนน้ำสะอาดจากอำเภอทับสะแกมาให้บริการแก่ชาวบ้านบางสะพานระหว่างที่น้ำประปายังไม่ไหล และได้จัดทีมเข้าทำการซ่อมแซมทางหลวงหมายเลข 3459 ชายทะเลบ้านกรูด ที่ถูกน้ำกัดเซาะจากอุทกภัยจนทางขาดเป็นช่วงๆ ระยะทางเกือบ 1 กิโลเมตร ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมทางหลวงจะเร่งดำเนินการให้เปิดใช้งานได้ภายในวันที่ 17 ม.ค.60

อย่างไรก็ตามเกิดฝนตกหนักในบางพื้นที่ของภาคใต้ สถานการณ์ยังคงต้องเฝ้าระวังตลอดเวลา ซึ่งอาจก่อให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และดินโคลนถล่ม จึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานของกรมทางหลวง ประกอบด้วย สำนักงานทางหลวง แขวงทางหลวง และหมวดทางหลวงในพื้นที่ เตรียมความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมทั้งเข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นตลอด 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้ขอให้ประชาชนผู้ใช้ทางโปรดใช้ความระมัดระวังในการใช้เส้นทางเพิ่มขึ้น เพื่อความสะดวกและปลอดภัยของผู้ใช้ทาง หากต้องการสอบถามสภาพเส้นทาง สภาพการจราจร หรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่สำนักทางหลวงที่ 15 โทร. 0-3251-1357 หรือ สายด่วนกรมทางหลวง 1586.

 

มอนเดลีซ เปิดตัว ‘คลอเร็ท มินต์แท็บ’ ชูจุดเด่นขายดีในญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ม.ค. 2560 17:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/837130


มอนเดลีซ เปิดตัว “คลอเร็ท มินต์แท็บ” ลูกอมมินต์เข้มข้นอัดเม็ด ปราศจากน้ำตาล ชูจุดเด่นเป็นสินค้าขายดีในญี่ปุ่น มุ่งเน้น 3 กลยุทธ์หลักกระตุ้นยอดขาย หวังครองความเป็นแบรนด์ลูกอมอันดับ 1 ในไทยต่อเนื่อง พร้อมดันการเติบโตของตลาดลูกอมโดยรวมได้ถึง 12% …เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 60 นายฐานันท์ สุวรรณรักษ์ ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย บริษัท มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า คลอเร็ทเข้ามาสู่ตลาดไทยในปี พ.ศ. 2531 ทางบริษัท ได้มีการนำเสนอนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และบรรจุภัณฑ์ที่มีความทันสมัยในแต่ละยุค ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของคลอเร็ทในประเทศไทย และทำให้คลอเร็ทครองความเป็นผู้นำในตลาดลูกอมอัดเม็ดตลอดมา โดยในปีที่ผ่านมา ก็ยังคงเป็นแบรนด์ที่มีการเติบโตมากที่สุดในกลุ่มลูกอมอัดเม็ด ด้วยส่วนแบ่งตลาดที่ 30.3%

ในปี พ.ศ. 2560 นี้ จึงเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญของคลอเร็ทในการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ล่าสุดของคลอเร็ทเพื่อมอบประสบการณ์ที่แตกต่างให้แก่ผู้บริโภคในไทย

ด้าน นางวรณัน วิสิฐนรภัทร ผู้จัดการอาวุโส กลุ่มผลิตภัณฑ์ลูกอม บริษัทมอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การเปิดตัว “คลอเร็ท มินต์แท็บ” แสดงถึงความมุ่งมั่นและไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้แก่ผู้บริโภคในไทย นอกจากจะเป็นลูกอมมินต์เข้มข้นอัดเม็ดที่ปราศจากน้ำตาล ให้ลมหายใจหอมสดชื่นทันทีและยาวนาน มีรสชาติที่ถูกปากผู้บริโภคให้เลือก ในบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัย พกพาสะดวก ยังเป็นสินค้าที่เติบโตเร็วที่สุดในญี่ปุ่นอีกด้วย

สำหรับ คลอเร็ท มินต์แท็บ มอนเดลีซได้มุ่งเน้น 3 กลยุทธ์หลัก คือ

1. เสริมสร้างความพรีเมียมในผลิตภัณฑ์ ด้วยนวัตกรรมเม็ดอมมินต์เข้มข้น ปราศจากน้ำตาล ให้ลมหายใจหอมสดชื่นทันที และยาวนานยิ่งขึ้น ในบรรจุภัณฑ์โลหะสวยงาม ทันสมัย ขนาดกะทัดรัดพกพาสะดวก

2. เข้าถึงผู้บริโภคทุกช่องทาง ผ่านสื่อครอบคลุมทั้งออฟไลน์ ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาโทรทัศน์ ป้ายบิลบอร์ดทั่วกรุงเทพฯ สื่อ ณ จุดจำหน่าย รวมถึงช่องทางดิจิตอล เฟซบุ๊ก ยูทูบ และอินสตาแกรม เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคในยุคไทยแลนด์ 4.0 อย่างใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยยังคงมีบอย-ปกรณ์ เป็นแบรนด์ แอมบาสเดอร์ของคลอเร็ทเป็นปีที่ห้าติดต่อกัน

3. กระตุ้นยอดขายด้วยกิจกรรมส่งเสริมการขายแบบเต็มสูบ แจกตัวอย่างผลิตภัณฑ์กว่า 2 ล้านชิ้น ณ เซเว่น อีเลฟเว่น ทุกสาขาทั่วประเทศไทย ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ เพื่อมอบประสบการณ์ให้แก่ผู้บริโภคก่อนวางขายจริง พร้อมเติมเต็มสื่อสนับสนุนในร้านค้าให้ผู้บริโภคเห็นคลอเร็ทได้ง่าย ทั้งยังเสริมด้วยโปรโมชั่นราคาพิเศษในช่วงเปิดตัวอีกด้วย

นายฐานันท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า มีความเชื่อมั่นว่า การเปิดตัวคลอเร็ท มินต์แท็บ พร้อมแคมเปญการตลาดที่ครอบคลุมนี้ จะช่วยเสริมสร้างความสำเร็จของคลอเร็ทในประเทศไทย และครองความเป็นผู้นำอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยคาดว่า ผลิตภัณฑ์ล่าสุดนี้ จะช่วยผลักดันการเติบโตของตลาดลูกอมโดยรวมได้ถึง 12%

ทั้งนี้ สามารถติดตามโปรโมชั่นมากมายได้ที่เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/CloretsThailand/

 

ก.แรงงานอัดงบ 90 ล้าน จ้าง ปชช.ฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ที่ถูกน้ำท่วมในภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ม.ค. 2560 17:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/837114


กระทรวงแรงงาน ออกมาตรการฟื้นฟูภาคใต้หลังน้ำลด ใช้งบ 90 ล้าน จ้างงานเร่งด่วน ช่วยผู้ใช้แรงงานให้มีรายได้เมื่อวันที่ 16 ม.ค.60 นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า มาตรการฟื้นฟูภายหลังน้ำลดในพื้นที่ 12 จังหวัดภาคใต้ ที่ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน ได้ลงนามในร่างแก้ไขกฎกระทรวงแรงงาน ตามมาตรา 79/1 ในพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2558 เพิ่มเติมสิทธิประโยชน์กรณีที่ผู้ประกันตนไม่ได้ทำงาน เนื่องจากเหตุสุดวิสัย หรือนายจ้างไม่ให้ทำงาน เนื่องจากมีเหตุสุดวิสัย ทำให้ไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ ให้ได้รับเงินประกันว่างงาน เนื่องจากเหตุสุดวิสัย

โดยจะจ่ายเงินให้ลูกจ้างในอัตรา ร้อยละ 50 บาท ไม่เกิน 180 วัน ซึ่งจะจ่ายให้ตามจริงกับวันที่สถานประกอบการหยุดงาน ทั้งนี้อยู่ระหว่างรอประกาศราชกิจจานุเบกษา

จากการสำรวจล่าสุดพบ สถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 8,753 แห่ง ลูกจ้างเกี่ยวข้อง 127,018 คน อีกทั้งยังมีมาตรการการจ้างงานเร่งด่วน ฟื้นฟูบ้านเรือน หรือชุมชน ดำเนินการตามที่ร้องขอมา มีค่าตอบแทนให้ 150 บาท ต่อการทำงาน 4 ชั่วโมง ใน 1 วัน โดยมีงบประมาณสนับสนุนจำนวน 90 ล้านบาท

นอกจากนี้กระทรวงแรงงานยังมีการตรวจสอบความปลอดภัยในสถานประกอบการ  เพื่อแนะนำให้ปรับปรุงแก้ไขถูกต้องและปลอดภัยก่อนเริ่มใช้งาน ทั้งนี้หากผู้ประกอบการ หรือลูกจ้างประสงค์ใช้บริการ สามารถติดต่อได้ที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานในจังหวัดต่างๆ ที่ประสบอุทกภัย.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง คลิกที่นี่

 

กกจ.เข้มแรงงานต่างด้าว พบส่วนใหญ่ลักลอบค้าขาย หาบเร่ แผงลอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ม.ค. 2560 17:31

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/837097


กกจ. ตรวจเข้ม ปราบปรามนายจ้าง และแรงงานต่างด้าว ทำผิดกฎหมาย จับกุมส่งดำเนินคดีทันที เผยเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2559 ดำเนินคดีแรงงานต่างด้าว 1,844 ราย นายจ้าง 277 ราย พบส่วนใหญ่ยึดอาชีพค้าขาย หาบเร่ แผงลอย และมัคคุเทศก์เมื่อวันที่ 16 ม.ค.60 นายสิงหเดช ชูอำนาจ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กล่าวว่า ตั้งแต่เดือน ต.ค.-ธ.ค.59 ได้ทำการตรวจสอบนายจ้างและสถานประกอบการ จำนวน 2,304 แห่ง พบกระทำผิดและดำเนินคดี จำนวน 277 ราย ตรวจสอบการทำงานของแรงงานต่างด้าว จำนวน 17,166 คน พบกระทำผิดกฎหมายและดำเนินคดี 1,844 คน โดยส่วนใหญ่ลักลอบทำงานอาชีพค้าขาย หาบเร่ แผงลอย และมัคคุเทศก์

นายสิงหเดช กล่าวอีกว่า พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน มีนโยบายให้แรงงานต่างด้าวเข้าสู่ระบบการจ้างงานที่ถูกต้อง และได้รับการคุ้มครองตามมาตรฐานสากล  เพื่อป้องกันการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน กรมการจัดหางานจึงขอให้นายจ้าง และสถานประกอบการที่จำเป็นต้องจ้างแรงงานต่างด้าวทำงานดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะหากเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่ากระทำความผิดจะถูกจับกุมและส่งดำเนินคดีอย่างเข้มงวด โดยถ้าทำผิดพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 ข้อหารับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน จะถูกปรับตั้งแต่ 10,000–100,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน

ทั้งนี้นายจ้าง หรือสถานประกอบการที่มีความจำเป็นต้องการจ้างแรงงานต่างด้าว ต้องขออนุญาตทำงานให้ถูกต้องตามกฎหมาย หากแรงงานต่างด้าวเคยมีใบอนุญาตทำงาน แต่ไม่ได้ทำงานกับนายจ้างรายเดิมแล้ว สามารถขอเปลี่ยนนายจ้างได้ 4 กรณี คือ
1. นายจ้างเลิกจ้างแรงงานต่างด้าว
2. นายจ้างเลิกกิจการหรือเลิกการทำงานในส่วนที่ต้องใช้แรงงานต่างด้าว
3. นายจ้างกระทำทารุณกรรม
4. นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน

โดยจะเสียค่าธรรมเนียมในการเปลี่ยนนายจ้าง จำนวน 1,000 บาท ซึ่งจะเป็นผลดีกับนายจ้าง เนื่องจากทราบข้อมูล ประวัติเบื้องต้นของแรงงานต่างด้าว ซึ่งนายจ้างสามารถพาลูกจ้างไปติดต่อขออนุญาตทำงานได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องผ่านนายหน้า  ซึ่งจะช่วยป้องกันการค้ามนุษย์ด้านแรงงานอีกด้วย.

 

ไทยสมายล์ เปิดแผนปี 60 เปิดจุดบินใหม่ เน้นจีน-อินเดีย-อาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ม.ค. 2560 17:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/837146


ไทยสมายล์ เผยแผนธุรกิจปี 60 เปิดจุดบินใหม่ เน้นจีน-อินเดีย-อาเซียน เสริมทัพการบินไทย ทุ่มงบเกือบ 200 ล. ปรับปรุงห้องรับรองฯ พัฒนาระบบความบันเทิงบนเครื่อง หวังเป็นหนึ่งในสายการบินชั้นนำของเอเชีย ตั้งเป้ารายได้พุ่ง 1.1 หมื่นล. ผู้โดยสารทะลุ 4.5 ล้านคน…เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 60 กัปตันวรเนติ หล้าพระบาง รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด เปิดเผยทิศทางการดำเนินธุรกิจปี 60 ว่า วันที่ 16 ม.ค. เป็นวันแรกที่สายการบินไทยสมายล์ย้ายฐานปฏิบัติการบินทั้งหมด จากท่าอากาศยานดอนเมืองมารวมฐานที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพียงแห่งเดียว ตามนโยบายการปรับแผนยุทธศาสตร์ของกลุ่มสายการบินในเครือการบินไทย เพื่อเตรียมพร้อมรองรับการขยายตัวเปิดตลาดการบินใหม่ๆ ในต่างประเทศ เน้นตลาดอินเดีย จีน และอาเซียน โดยในปีนี้จะปรับสัดส่วนการบินจากเดิมในประเทศ 80% ระหว่างประเทศ 20% เป็นในประเทศ 55% ระหว่างประเทศ 45% รวมทั้งจะมีการเปิดจุดบินใหม่ ได้แก่ วันที่ 27 ม.ค. เส้นทางกรุงเทพฯ-เจิ้งโจว ประเทศจีน 7 เที่ยวต่อสัปดาห์ และวันที่ 1 มี.ค. เส้นทางกรุงเทพฯ-โกตา คินาบาลู ประเทศมาเลเซีย 7 เที่ยวต่อสัปดาห์

กัปตันวรเนติ กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกันในปีนี้จะเน้นปรับปรุงการบริการให้ดียิ่งขึ้น  โดยตั้งงบประมาณไว้ 195 ล้านบาท ประกอบด้วย การปรับปรุงห้องรับรองผู้โดยสารที่สนามบินต่างๆ 65 ล้านบาท และเสริมศักยภาพการบริการบนเครื่องบิน 130 ล้านบาท สำหรับการปรับปรุงห้องรับรองฯ นั้น ขณะนี้ ปรับปรุงเสร็จแล้ว 2 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานขอนแก่น และอุบลราชธานี และกำลังดำเนินการ 4 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี หาดใหญ่ เชียงราย และอุดรธานี

นอกจากนี้ กำลังเจรจาเพื่อขอใช้พื้นที่อีก 4 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานกระบี่ ภูเก็ต เชียงใหม่ และสุวรรณภูมิ ในส่วนของภูเก็ต เชียงใหม่ และสุวรรณภูมินั้น จะจัดทำขึ้นเพื่อให้บริการผู้โดนยสารชั้นประหยัด ในลักษณะเดียวกับห้องพักรับรองของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ส่วนชั้นธุรกิจ และชั้นหนึ่ง จะให้ใช้บริการห้องพักรับรองร่วมกับสายการบินไทย

อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการในส่วนของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้ก่อนในเดือน ส.ค.นี้ ส่วนการเสริมศักยภาพการบริการบนเครื่องบินนั้น จะเป็นการพัฒนาระบบการให้บริการสาระความบันเทิงบนเครื่องบิน เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับประสบการณ์ความบันเทิงตลอดการเดินทาง โดยผู้โดยสารจะสามารถนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนตัวมาใช้เชื่อมต่อกับระบบของไทยสมายล์ เพื่อใช้รับชมสาระบันเทิงได้บนเครื่อง ไม่ว่าจะเป็น ภาพยนตร์ เพลง นิตยสาร ข่าว และเกม ทั้งนี้จะเปิดให้บริการผู้โดยสารในเดือน พ.ค.60 ซึ่งถือเป็นสายการบินแรกของไทยที่ให้บริการดังกล่าว

สำหรับภาพรวมการดำเนินธุรกิจในปี 59 ทำได้ค่อนข้างดี และคาดว่าในปี 60 จะดีอย่างต่อเนื่อง โดยปี 59 ทำรายได้อยู่ที่ประมาณ 7,000 ล้านบาท ผู้โดยสารอยู่ที่ 3.2 ล้านคน และอัตราบรรทุกผู้โดยสารอยู่ที่ 73.5 ส่วนปีนี้ตั้งเป้ารายได้อยู่ที่ 11,000 ล้านบาท เติบโตกว่าปีที่ผ่านมาประมาณ 30-35% ผู้โดยสาร 4.5 ล้านคน และอัตราบรรทุกผู้โดยสารอยู่ที่ 78%.

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 3.44 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,571.80 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ม.ค. 2560 17:23

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/837168


หุ้นไทยวันที่ 16 ม.ค. ปิดตลาดลดลง 3.44 จุด เปลี่ยนแปลง -0.22% ดัชนีอยู่ที่ 1,571.80 จุด มูลค่าซื้อขาย 49,057.71 ล้านบาท…การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 16 ม.ค. 60 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดลดลง 3.44 จุด เปลี่ยนแปลง -0.22% ดัชนีอยู่ที่ 1,571.80 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 49,057.71 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) 2. บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท โพลีเพล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน).

 

โลตัส จัดนิทรรศการ จำหน่ายสินค้าโครงการหลวงวาระพิเศษ 16-22 ม.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ม.ค. 2560 17:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/837078


โลตัส เดินหน้าซื้อผลิตภัณฑ์โครงการหลวงต่อเนื่อง ตั้งเป้าเป็นผู้รับซื้อรายใหญ่สุดในประเทศ ย้ำแผนซื้อผัก-ผลไม้มากกว่า 80 ตันต่อสัปดาห์ พร้อมจัดนิทรรศการ “ธ ทรงทำ” นำผลิตภัณฑ์โครงการหลวงวางจำหน่ายวาระพิเศษ 16-22 ม.ค. นี้ …วันที่ 16 ม.ค. 60 มร.มาร์ค รัฟลีย์ ประธานกรรมการฝ่ายการตลาด เทสโก้ โลตัส เปิดเผยว่า โลตัสมีความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่อง ในการสานต่อพระราชปณิธานในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ต้องการพลิกฟื้นพื้นที่บนดอยสูงให้เกิดเป็นการเกษตรที่ถาวรและยั่งยืน ที่ผ่านมา เทสโก้ โลตัส ทำหน้าที่เป็นช่องทางกระจายผักและผลไม้ของโครงการหลวง มากกว่า 40 รายการ โดยวางจำหน่ายในร้านเทสโก้ โลตัส กว่า 1,800 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งลูกค้าสามารถหาซื้อได้ตลอดทั้งปี

นอกจากนี้ เทสโก้ โลตัส ยังได้ร่วมกับโครงการหลวงในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการขนส่งผลผลิตทุกชนิดจะขนส่งด้วยรถห้องเย็นที่ควบคุมอุณหภูมิอย่างเหมาะสม จากจุดรวบรวมผลผลิตใกล้แหล่งเพาะปลูกมากที่สุด ซึ่งมั่นใจได้ว่าผักผลไม้จะส่งถึงมือลูกค้าไม่เกิน 2 วัน

ส่วนในปี 2560 นี้ เทสโก้ โลตัส มีเป้าหมายรับซื้อทั้งผักและผลไม้มากกว่า 80 ตันต่อสัปดาห์ ตลอดจนยังมุ่งมั่นสู่การเป็นผู้รับซื้อสินค้าโครงการหลวงรายใหญ่ที่สุดในประเทศด้วย

สำหรับนิทรรศการ “ธ ทรงทำ” ที่เทสโก้ โลตัส ร่วมกับโครงการหลวงจัดขึ้นนั้น ก็เพื่อเผยแพร่ความเป็นมาของโครงการหลวงและพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง รัชกาลที่ 9 รวมถึงนำเสนอผลิตภัณฑ์โครงการหลวงที่จำหน่ายในร้านเทสโก้ โลตัส

อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์โครงการหลวงอีกมากมายจะถูกนำมาจำหน่ายในวาระพิเศษให้กับลูกค้า ณ บริเวณลานกิจกรรมชั้น 1 พลัสมอลล์ บางใหญ่ ระหว่างวันที่ 16-22 มกราคมนี้อีกด้วย.

 

ธนชาตส่งมาตรการ พักชำระหนี้ ลดดอกเบี้ย เยียวยาลูกค้า 12 จว.น้ำท่วมใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ม.ค. 2560 17:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/837145


ธนาคารธนชาต ส่งมาตรการช่วยลูกค้า 12 จังหวัดที่ถูกน้ำท่วมทางภาคใต้ ครอบคลุมลูกค้าทั้งรายย่อย และเอสเอ็มอี มีทั้งพักชำระหนี้ และลดดอกเบี้ย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของลูกค้าเมื่อวันที่ 16 ม.ค.60 นายสมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนชาตได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยใน 12 จังหวัดภาคใต้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และช่วยฟื้นฟูความเป็นอยู่และกิจการภายหลังน้ำลด ให้ลูกค้าของธนชาตสามารถตั้งหลักและกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติสุขอีกครั้งโดยเร็ว

สำหรับลูกค้ากลุ่มที่มีรถยนต์ และใช้บริการสินเชื่อรถยนต์กับธนาคารธนชาต และได้รับความเดือดร้อนขาดสภาพคล่อง สามารถขอพักชำระหนี้ได้นานสูงสุด 4 เดือน หรือ สามารถขอขยายระยะเวลาผ่อนชำระเพื่อทำให้ค่างวดลดลงได้

ส่วนประชาชนทั่วไปที่มีรถยนต์เป็นของตัวเอง แต่ต้องการเงินสดไปใช้จ่ายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน สามารถนำรถยนต์มาใช้บริการสินเชื่อรถแลกเงินได้ โดยธนชาตจะมอบสิทธิพิเศษให้ คือช่วยตั้งหลักด้วยการรับเงินไปก่อน และเริ่มผ่อนงวดแรกในอีก 90 วัน

ส่วนผู้ที่ทำประกันภัยรถยนต์กับธนชาตประกันภัย และรถเสียหาย จะได้รับบริการรถยกฟรีไปที่อู่ พร้อมการประสานไปยังอู่รถยนต์และศูนย์บริการที่มีความเชี่ยวชาญในการจัดซ่อมรถยนต์ที่ถูกน้ำท่วมให้สำหรับผู้ที่ทำประกันภัยรถ ประเภท 1, One Lite Plus, One Lite, Super Lite, 2 บวกจัดเต็มคุ้มครองน้ำท่วม, 2 บวกคุ้มครองน้ำท่วม และ 2 บวกโกลด์คุ้มครองน้ำท่วม หากรถเสียหายสามารถเคลมประกันน้ำท่วมได้ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ซึ่งขณะนี้ลูกค้าที่ทำประกันภัยรถยนต์กับธนชาตได้รับการดูแลช่วยเหลือครบ 100% แล้ว

ส่วนผู้ที่ใช้บริการสินเชื่อเคหะกับธนาคารธนชาต แม้บ้านไม่ได้รับความเสียหาย แต่ได้รับความเดือดร้อน สามารถขอพักชำระหนี้กับธนาคารได้นานสูงสุด 4 เดือน หรือขอปรับลดค่างวดได้นานสูงสุด 12 เดือน ส่วนผู้ที่ใช้ประกันรักบ้านห่วงบ้านกับธนชาตประกันภัย จะได้รับค่าใช้จ่ายสำหรับเช่าที่พักชั่วคราวได้วันละสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท และค่าใช้จ่ายสำหรับการขนย้ายซากทรัพย์สินที่เสียหาย

สำหรับลูกค้าที่ใช้บริการ บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อสารพัดนึก และได้รับความเดือดร้อนขาดสภาพคล่อง สามารถขอพักชำระหนี้กับธนาคารได้นานสูงสุด 4 เดือน โดยลูกค้าบัตรเครดิต ถ้าไม่ต้องการพักชำระหนี้กับธนาคารนานสูงสุด 4 เดือน สามารถเลือกปรับลดอัตราการผ่อนชำระหนี้บัตรเครดิตขั้นต่ำจาก 10% ให้เหลือ 3% ได้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2560

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ขาดสภาพคล่อง บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด ธนาคารธนชาตยังได้ร่วมกับเพาเวอร์บาย โฮมโปร เมกาโฮม อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ และบุญถาวร ที่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ จัดโปรโมชั่นซ่อมแซมบ้านเพื่อผู้ประสบภัย ทั้งการลดราคาสินค้าที่ร่วมรายการสูงสุด 20% และผ่อนดอกเบี้ย 0% นาน 10–20 เดือน พร้อมกับเครดิตเงินคืนสูงสุด 34,000 บาท อีกด้วย

ส่วนเจ้าของธุรกิจที่ใช้บริการ สินเชื่อ SME และได้รับผลกระทบ สามารถขอพักชำระหนี้ได้นานสูงสุด 4 เดือน หรือขอปรับลดค่างวดได้นานสูงสุด 12 เดือน ในส่วนของเจ้าของธุรกิจรายใหญ่ที่ใช้บริการ สินเชื่อธุรกิจ และได้รับผลกระทบโดยตรงจากน้ำท่วม หรือได้รับผลกระทบเนื่องจากคู่ค้าของตนเอง (Supply Chain) ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม สามารถขอพักชำระหนี้เงินต้นหรือเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยได้ โดยธนาคารจะพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป.

 

คลัง ย้ำ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา บังคับใช้แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ม.ค. 2560 15:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/837046


รมว.คลัง เผย พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา มีผลบังคับใช้แล้ว ฝ่าฝืนมีโทษทางอาญา หวังเป็นกลไกเพิ่มประสิทธิภาพแก้ปัญหาหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการทุกวงจร …เมื่อวันที่ 16 ม.ค. นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 มีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งจะเป็นกลไกที่เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการทุกวงจรได้ โดยกฎหมายดังกล่าว จะจำกัดให้เจ้าหนี้นอกระบบไม่ให้ปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยสูงเกินกว่ากฎหมายกำหนด เพราะหากฝ่าฝืนจะมีโทษทางอาญา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะช่วยไม่ให้ประชาชนที่มีความต้องการใช้เงินจริงไม่ต้องเจออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงเกินจริง

ทั้งนี้ ภาครัฐได้มีทางออกให้เจ้าหนี้นอกระบบ โดยได้เปิดทางให้สามารถเข้ามาดำเนินการปล่อยกู้ในระบบแบบถูกกฎหมายได้ภายใต้โครงการพิโกไฟแนนซ์ ซึ่งสามารถปล่อยกู้ได้ในอัตราดอกเบี้ยสูงสุด 36% และจะปล่อยได้เฉพาะในจังหวัดที่ได้ทำการจดทะเบียนไว้เท่านั้น ซึ่งเชื่อว่าเพดานอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดดังกล่าวเจ้าหนี้จะอยู่ได้ และประชาชนที่ขาดเงินก็จะมีความสามารถในการกู้เงินได้เช่นกัน

ขณะที่ ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้เปิดหน่วยพิเศษเพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่มีความต้องการและจำเป็นต้องใช้เงินอย่างแท้จริง โดยหลักการให้ความช่วยเหลือจะดูที่ความจำเป็นในการใช้เงินของประชาชนมากกว่าความสามารถในการชำระคืน โดยให้ธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. แยกบัญชี (PSA) และรัฐบาลจะชดเชยให้ในอัตรา 50% นอกจากนี้ ยังได้ส่งเสริมให้โครงการธนาคารประชาชน และธนาคารชุมชน เข้ามามีบทบาทในการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการมากขึ้น

ส่วนสัดส่วนหนี้นอกระบบที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ จะมีคณะกรรมการเข้ามาดูแลเจรจาเพื่อให้กลับมามีสถานะผ่อนชำระปกติ และเมื่อประชาชนได้กู้เงินในอัตราดอกเบี้ยที่ไม่แพง จะทำให้ความสามารถในการชำระหนี้มีมากขึ้น ไม่กลายมาเป็นหนี้นอกระบบในที่สุดโดยตั้งเป้าหมายแก้ปัญหาให้ได้ทั้งหมดในระบบ พร้อมย้ำจะไม่มีการแก้ไขเกณฑ์การจดทะเบียนพิโกไฟแนนซ์ เพราะได้มีการพิจารณาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมเพียงพอแล้ว.