สมคิด เผย คลังเตรียมตั้งกองทุนพัฒนา SME จ่อชงเข้า ครม. พรุ่งนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ม.ค. 2560 14:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/836960


สมคิด เผย คลังเตรียมเสนอที่ประชุม ครม. วันพรุ่งนี้ อนุมัติจัดตั้งกองทุนพัฒนา SME ด้าน กระทรวงอุตุฯ คาด กองทุนพัฒนา SME จะเริ่มทำงานภายใน 2 เดือน หลัง ครม.เห็นชอบ …เมื่อวันที่ 16 ม.ค. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุ กระทรวงการคลัง จะเสนอให้ที่ประชุม ครม. วันที่ 17 ม.ค. อนุมัติจัดตั้งกองทุนพัฒนา SME โดยกระทรวงการคลังจะทำงานร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม ผ่านกลไกสถาบันการเงินภาครัฐ ได้แก่ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SMEBank ธนาคารกรุงไทย (KTB) และธนาคารออมสิน เพื่อช่วยเหลือ SME เป็นการเฉพาะ โดยจะผลักดันให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง ไม่ใช่เรื่องการปล่อยสินเชื่อเพียงอย่างเดียว โดยจะส่งเสริม SME ทุกกลุ่ม ทั้งเกษตร อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว และบริการ ซึ่งระหว่างนี้สถาบันการเงินแต่ละแห่งจะไปคิดรูปแบบโครงการ และได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมไปคิดเรื่องการจัดทำโครงสร้างที่เชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยและหอการค้าจังหวัดที่จะเข้ามาช่วยเหลือ

ขณะที่ นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม คาดว่า กองทุนพัฒนา SME จะเริ่มทำงานภายใน 2 เดือน หลังจาก ครม.เห็นชอบแล้ว โดยสถาบันการเงินแต่ละแห่งจะออกแพ็กเกจ โดยในส่วนของ SME มี 3 กลุ่ม คือ กลุ่มเริ่มทำธุรกิจใหม่ที่ยังมีเงินทุน จะมีกองทุนฯ เข้าไปช่วยดูแล, กลุ่มที่จะปรับโครงสร้างเป็น 4.0 ด้วยการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและเทคโนโลยี และกลุ่มที่มีประสิทธิภาพแต่ประสบปัญหา แต่ต้องไม่เป็นหนี้เน่า ทั้งนี้ จะเน้นเรื่องการปรับโครงสร้าง SME ในระดับชุมชน การขับเคลื่อน S Curve และการพัฒนาโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC).

 

กนร.จัดโซนนิ่งที่พักแรงงานต่างด้าวให้ถูกสุขลักษณะ เล็งนำร่องก่อน 11จว.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ม.ค. 2560 14:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/836957


(ภาพจากประชาสัมพันธ์กรมการจัดหางาน)กนร.มีมติ ขยายเวลาทำงานแรงงานต่างด้าว ประมง-แปรรูปสัตว์น้ำ ถึง 1 พ.ย.พร้อมเร่งจัดโซนนิ่งที่พักต่างด้าว 11 จังหวัดนำร่องที่มีแรงงานต่างด้าวหนาแน่นเกินกว่า 50,000 คนพร้อม เปิดช่องเอกชนร่วมก่อสร้าง

เมื่อวันที่ 16 ม.ค.60 นายสิงหเดช ชูอำนาจ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน (กนร.) ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธานว่า ที่ประชุม กนร.มีการพิจารณาปัญหาการตรวจสัญชาติของแรงงานในกิจการประมงทะเลที่ใบอนุญาตทำงานจะหมดอายุในวันที่ 31 ม.ค.60 จำนวน 10,375 คนและแรงงานในกิจการแปรรูปสัตว์น้ำที่ใบอนุญาตทำงานจะหมดอายุในวันที่ 22 ก.พ.60 จำนวน 23,489 คน

ทั้งนี้ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ขยายเวลาการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและการอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวทั้งสองประเภท ที่เป็นแรงงานคนเดิมรวมถึงผู้ติดตาม ซึ่งเป็นบุตรของแรงงานต่างด้าวที่อายุไม่เกิน 18 ปี ออกไปจนถึงวันที่ 1 พ.ย.60 เพื่อให้สอดคล้องกับการตรวจสัญชาติของประเทศต้นทาง โดยกำหนดให้ดำเนินการต่อใบอนุญาตตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.-31 มี.ค. 60 ในสถานที่ตั้งของแต่ละหน่วยงานหรือดำเนินการในลักษณะศูนย์บริการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวแบบเบ็ดเสร็จ (one stop service)

ส่วนกรณีแรงงานประมงทะเลที่ไม่สามารถเข้าฝั่งได้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนดให้นายจ้างยื่นบัญชีรายชื่อแรงงานต่างด้าวดังกล่าว ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัด 22 จังหวัดที่มีพื้นที่ติดทะเลภายในกำหนดและเมื่อแรงงานต่างด้าวเดินทางเข้าฝั่งให้ไปตรวจสุขภาพ ทำประกันสุขภาพ รายงานตัวและขออนุญาตทำงานภายใน 30 วัน

ส่วนต่างด้าวในตำแหน่งช่างเครื่องยนต์ในเรือประมงทะเลและตำแหน่งผู้ประสานงานด้านภาษากัมพูชา ลาว เมียนมา อนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและอนุญาตให้ทำงานได้ต่อไปจนถึงวันที่ 1 พ.ย.โดยให้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัด

นอกจากนี้ในที่ประชุมยังมีการหารือถึงการตรวจบัตรประจำตัวแรงงานต่างด้าว ที่ในอนาคตจะปรับให้แรงงานต่างด้าวถือบัตรประจำตัวในลักษณะสมาร์ทการ์ด เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบด้วย

นายสิงหเดช กล่าวอีกว่า พล.อ.ประวิตร มอบหมายให้ กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ไปศึกษาเรื่องการดูแลที่อยู่อาศัยของแรงงานต่างด้าว ในลักษณะการจัดโซนนิ่ง ให้ถูกสุขลักษณะและได้มาตรฐาน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาในการศึกษาให้แล้วเสร็จภายในเดือน ม.ค.60 ทั้งในเรื่องกฎหมาย การลงทุน และความร่วมมือการก่อสร้าง

โดยพื้นที่เป้าหมายในพื้นที่ที่มีแรงงานต่างด้าวหนาแน่นเกินกว่า 50,000 คน ใน 11 จังหวัดนำร่อง คือ ชลบุรี นครราชสีมา สมุทรสงคราม ปทุมธานี สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ สงขลา สมุทรปราการ นนทบุรี ระยอง และตาก ทั้งนี้อาจจะต้องมีการศึกษารูปแบบของการเคหะแห่งชาติด้วยเนื่องจากที่ผ่านมามีการดำเนินการไปแล้วในจังหวัดสมุทรสาคร และระนอง.

 

ดัชนีเชื่อมั่นทอง ม.ค.บวกแรง เชื่อราคาต้นปีไก่สดใส บาทละ 19,000-20,500

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ม.ค. 2560 12:51

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/836900


ดัชนีเชื่อมั่นราคาทองคำ ม.ค. บวกแรง 29.59 จุด นักลงทุนมองราคาช่วงต้นปีมีแนวโน้มสดใส ผ่าน 3 ปัจจัยทั้งความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลก แรงซื้อเก็งกำไร และซื้อขายช่วงปีใหม่-ตรุษจีน คาดราคาในประเทศกรอบบาทละ 19,000 – 20,500…เมื่อวันที่ 16 ม.ค. ดร. พิบูลย์ฤทธิ์ วิริยะผล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำ เดือน ม.ค. 2560 อยู่ที่ระดับ 59.63 จุด โดยราคากลับขึ้นมาเป็นเชิงบวกอีกครั้ง จากระดับ 30.04 จุด ในเดือนธ.ค. ปี 2559 ถือเป็นการปรับตัวขึ้นมากถึง 29.59 จุด หรือปรับขึ้นกว่า 98.50% แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อราคาทองที่น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนแรกของปี 2560 โดยกลุ่มตัวอย่างเชื่อว่าปัจจัยเชิงบวกที่ส่งผลต่อราคาทองคำ คือ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก, แรงซื้อเก็งกำไร ตามด้วยการซื้อขายตามเทศกาลช่วงปีใหม่และตรุษจีน, การอ่อนค่าของค่าเงินบาทและความต้องการซื้อสินทรัพย์ที่ปลอดภัย

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำในระยะ 3 เดือนข้างหน้า ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนที่ผ่านมา 1.24 จุด หรือปรับขึ้น 2.12% จากระดับ 58.79 มาอยู่ที่ระดับ 60.03 จุด เป็นการยืนยันแนวโน้มของราคาทองในเชิงบวกต่อจากเดือนที่แล้ว โดยมีปัจจัยบวก คือ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ปัจจัยรองลงมาคือ นโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตามมาด้วยแรงซื้อเก็งกำไร ความต้องการซื้อทรัพย์สินที่ปลอดภัย และความไม่แน่นอนทางการเมืองในยุโรป

ทั้งนี้ จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 309 ตัวอย่าง พบว่า 46.93% คิดว่าจะซื้อทองคำในช่วงเดือน ม.ค. ซึ่งได้ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้านี้ -10.72 % ขณะที่กลุ่มตัวอย่าง 32.04% ยังไม่แน่ใจว่าจะซื้อทองคำหรือไม่ซื้อ และ อีก 21.04% ระบุว่า จะยังไม่ซื้อทองคำในช่วงเดือน ม.ค.นี้

ขณะที่กลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ประกอบกิจการค้าทองคำรายใหญ่ และผู้ประกอบกิจการนายหน้าซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับราคาทองคำ จำนวน 9 ตัวอย่าง พบว่ามี 5 ราย ที่เชื่อว่าราคาทองคำในเดือนม.ค. 2560 จะเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้น รองลงมา คือ กลุ่มตัวอย่าง 3 ราย คาดว่าราคาทองคำจะใกล้เคียงกับราคาในเดือน ธ.ค. 2559 และสุดท้าย 1 ราย มองว่าราคาทองคำจะลดลง

นอกจากนี้ ผู้ประกอบกิจการค้าทองคำรายใหญ่ มีมุมมองในการคาดการณ์ราคาทองเดือน ม.ค. 2560 ดังนี้ Gold Spot กรอบราคาช่วงต่ำสุดให้น้ำหนักบริเวณ 1,111 – 1,130 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ กรอบช่วงราคาสูงสุดให้น้ำหนักบริเวณ 1,181 – 1,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ ด้านราคาทองคำแท่งในประเทศ ความบริสุทธิ์ 96.5% กรอบช่วงราคาต่ำสุดให้น้ำหนักที่บริเวณ 19,001 – 19,500 บาททองคำต่อน้ำหนัก 1 บาท กรอบช่วงราคาสูงสุดให้น้ำหนักที่บริเวณ 20,001 – 20,500 บาทต่อทองคำต่อน้ำหนัก 1 บาท ขณะที่ค่าเงินบาทไทย กรอบช่วงอัตราต่ำสุดให้น้ำหนักที่บริเวณ  35.01 – 36.00 บาทไทย ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนกรอบช่วงอัตราสูงสุดให้น้ำหนักที่บริเวณ 36.01 – 36.50 บาทไทย ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ.

 

กลุ่ม ปตท. พาน้องๆ ตะลุยฝันวันเด็ก ตามรอยพ่อสู่พลังที่ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 16 ม.ค. 2560 11:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/836832


ในงาน “ตะลุยฝันวันเด็กกับ กลุ่ม ปตท. ประจำปี 2560 ตอน ธ ทรงเป็นแรงบันดาลใจ สืบสานพระราชปณิธาน เป็นพลังที่ยั่งยืน” ส่งมอบความรู้คู่ความสนุกสนานให้กับเด็กๆ ด้วยกิจกรรมท่องแดนพลังงาน ตามรอยพระราชา ณ อาคารสำนักงานใหญ่ ปตท. วิภาวดีรังสิต เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ประทับใจและซึมซับน้อมนำความรู้ที่ได้ไปสร้างสรรค์ประโยชน์ต่างๆ และเป็นพลังในการพัฒนาประเทศชาติต่อไปนายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติปีนี้ กลุ่ม ปตท.ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ จำกัด ร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ หาที่สุดมิได้ จึงร่วมกันจัดงาน “ตะลุยฝันวันเด็ก ประจำปี 2560 ตอน ธ ทรงเป็นแรงบันดาลใจ สืบสาน พระราชปณิธาน เป็นพลังที่ยั่งยืน” เพื่อแสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในด้านการพัฒนาพลังงานทดแทน รวมถึงด้านการรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เด็กๆ ทุกคนที่มาร่วมงานได้รับความรู้และประสบการณ์ต่างๆ ที่เป็นแรงบันดาลใจ สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดในชีวิตประจำวัน และที่สำคัญคือ การเป็นทั้งคนดี คนเก่ง และมีความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อเป็นพลังในการสร้างประเทศชาติให้มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนต่อไป ซึ่งเป็นการสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์อย่างแท้จริง”

การจัดงานวันเด็กกลุ่ม ปตท. ในปีนี้ มุ่งหวังให้เด็กๆ ได้ทั้งความรู้ และความสนุกสนานควบคู่กันไป โดยภายในงานได้จัดกิจกรรมในรูปแบบของการ “ท่องแดนพลังงาน ตามรอยพระราชา” ทั้งยังให้น้องๆ เพลิดเพลินไปกับเกม รวมถึงกิจกรรมประดิษฐ์สิ่งของต่างๆ พร้อมลุ้นรับของรางวัลอีกมากมาย นอกจากนี้ ยังได้จัดฉายภาพยนตร์แอนนิเมชั่น เรื่องพระมหาชนก โดยได้รับความอนุเคราะห์จาก สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) อีกด้วย

กลุ่ม ปตท. ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ ดำเนินธุรกิจด้านพลังงาน และปิโตรเคมีอย่างครบวงจร ควบคู่ไปกับการดูแลรับผิดชอบ สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม รวมถึงการให้ความสำคัญต่อการพัฒนาการศึกษาของเยาวชนไทยให้มีความรู้ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีจินตนาการ ผ่านกิจกรรมต่างๆ มากมาย ดังเช่น กิจกรรมวันเด็กในวันนี้ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี นอกจากที่ ปตท. แห่งนี้แล้ว กลุ่ม ปตท. ได้จัดงานวันเด็กขึ้นทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคที่มีหน่วยงานตั้งอยู่ รวมถึงสวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จังหวัดระยอง และศูนย์เรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี ซึ่งร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของเด็กๆ ที่จะเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป นายเทวินทร์ กล่าวเพิ่มเติม

 

โรงเรียนสอนภาษาจีน เคพีเอ็น ไชนีส จัดโครงการ “ไชน่า ซัมเมอร์ แคมป์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 16 ม.ค. 2560 10:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/836814


โรงเรียนสอนภาษาจีน เคพีเอ็น ไชนีส (KPN Chinese Academy) ดำเนินการสอนภาษาจีนกลาง (Mandarin) มากว่า 20 ปี ขอเชิญชวนน้องๆ เข้าร่วมโครงการ “ไชน่า ซัมเมอร์ แคมป์” เพื่อพัฒนาศักยภาพในการเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมจีน ในช่วงปิดเทอมกับเจ้าของภาษาโดยตรง ณ ประเทศจีนเพราะทิศทางของโลกเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การรู้เพียงแค่สองภาษาอาจไม่เพียงพอโดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ความสามารถในการสื่อสาร “ภาษาอังกฤษ” ที่ปัจจุบันไม่ใช่ความสามารถพิเศษอีกต่อไปยุคนี้จึงกลายมาเป็นยุคของ “ภาษาที่สาม” สิ่งที่คนรุ่นใหม่ทุกคนควรจะมีและถือเป็นข้อได้เปรียบที่นอกจากภาษาไทยและภาษาอังกฤษแล้วเราต้องพัฒนาทักษะทางด้านภาษาของตัวเองให้โดดเด่นขึ้นไม่ให้น้อยหน้าใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาที่สาม “ภาษาจีนกลาง” ซึ่งนับวันจะทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น

โครงการ “ไชน่าซัมเมอร์แคมป์” ที่ทางโรงเรียนสอนภาษาจีน เคพีเอ็น ไชนีส ได้จัดทำขึ้นจะมี 2 โปรแกรมให้น้องๆ ได้เลือก ได้แก่

โปรแกรม 1 : Zhejiang ZhujiRonghuai School (โรงเรียนมัธยมนานาชาติหรงหวาย) เมืองจู้จี้มณฑลเจ้อเจียง ซึ่งเป็นโรงเรียนระดับประถมและมัธยมศึกษา ขนาดใหญ่ เป็นโรงเรียนที่ได้รับการรับรองจากทางรัฐบาลของประเทศจีน และเป็นที่รู้จักกันดีในประเทศไทยมายาวนานมีชื่อเสียงด้านการเรียนการสอนภาษาจีนวัฒนธรรมสังคมและประวัติศาสตร์จีน โปรแกรมนี้เริ่มระหว่างวันที่ 25 มีนาคม – 22 เมษายน 2560 (1 เดือน) ราคา 83,900 บาท

โปรแกรม 2 : Shaoguan University (มหาวิทยาลัยเสากวน) เมืองเสากวนมณฑลกวางตุ้งซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยรัฐบาลก่อตั้งมากว่า 50 ปี มีชื่อเสียงมากทางด้านศิลปวัฒนธรรมและด้านภาษาจีนคณาจารย์ที่ผ่านการคัดเลือกและรับรองจากหน่วยงานรัฐบาล โปรแกรมนี้เริ่มระหว่างวันที่ 24 มีนาคม – 7 เมษายน 2560 (15 วัน) ราคา 22,990 บาท

โดยทั้งสองโปรแกรมนี้นอกจากน้องๆ ได้พัฒนาศักยภาพทางด้านภาษาจีนแล้วยังจะได้รับความสนุกและประสบการณ์ความรู้กับอาจารย์เจ้าของภาษาโดยตรงในช่วงปิดเทอมนี้ พร้อมที่พักสะดวกสบาย และการดูแลจากเจ้าหน้าที่ตลอดโครงการ เมื่อจบคอร์สแล้วจะได้รับประกาศนียบัตรเป็นการรับรองอีกด้วย

สมัครด่วน!!! ภายในวันที่ 31 มกราคม 2560 หรือสนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โรงเรียนสอนภาษาจีน เคพีเอ็น ไชนีส ทุกสาขา ได้แก่ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ชั้น 9 อาคาร Tower A โทร. 02-884-8800 เซ็นทรัล บางนา ชั้น 11 อาคาร Tower 1 โทร. 02-745-7165 เซ็นทรัล พระราม 2 ชั้น 3 โซน Junction X โทร. 02-872-4499 สยามพารากอน ชั้น 4 A โทร. 02-129-4540-1

 

ซีพีเอฟร่วมกับภาคีเครือข่าย เสิร์ฟอาหารให้เด็กและเยาวชน ฉลอง “วันเด็กแห่งชาติ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 16 ม.ค. 2560 10:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/836812


ซีพีเอฟ ร่วมฉลองวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2560 นำทัพชาวซีพีเอฟจิตอาสาจัดกิจกรรมวันเด็กสร้างรอยยิ้ม พร้อมส่งมอบอาหารคุณภาพ ปลอดภัย เสริมสร้างโภชนาการที่ดี และสุขภาพใจแก่เด็กและเยาวชนไทยทั่วประเทศบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ตระหนักถึงความสำคัญของเด็กและเยาวชน ผู้เป็นอนาคตของชาติ โดยสำนักงาน โรงงาน และฟาร์มทั่วประเทศ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และโรงเรียนจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี พร้อมทั้งสนับสนุนผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพปลอดภัย และของขวัญ สร้างเสริมสุขภาพกาย สุขภาพใจแก่เด็กและเยาวชนไทย ร่วมฉลองวันเด็กแห่งชาติปี 2560

นายณฤกษ์ มางเขียว รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจอาหารสำเร็จรูป ซีพีเอฟ กล่าวว่า วันเด็กแห่งชาติปีนี้ ผู้บริหารนำทัพชาวซีพีเอฟจิตอาสาเดินทางไปจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ที่โรงเรียนวัดสระแก้ว (รุ่งโรจน์ธนกุลอุปถัมภ์) อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยมีน้องและนักเรียนจากโรงเรียนที่อยู่ใกล้เคียงมาร่วมงาน 2,000 คน ซีพีเอฟจัดกิจกรรมแสดง และเกมสันทนาการให้น้องได้ร่วมสนุกพร้อมรับของขวัญมากมาย และรับประทานอาหารคุณภาพหลากหลายที่พี่จิตอาสานำมาปรุงให้น้องๆ ได้อิ่มท้อง อิ่มสมอง และอิ่มใจในวันสำคัญครั้งนี้

ในวันเดียวกัน โรงงานแปรรูปอาหาร และฟาร์มซีพีเอฟทั่วประเทศ ได้ร่วมสนับสนุนผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพ ปลอดภัย กับหน่วยงานราชการ โรงเรียน ภาคีเครือข่ายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และมีชาวซีพีเอฟจิตอาสาไปร่วมปรุงอาหารแจกเด็กที่มาร่วมงานได้อิ่มอร่อยกับอาหารคุณภาพปลอดภัยกันทั่วหน้า เพื่อสร้างความสุข เสริมโภชนาการที่ดีแก่เด็กและเยาวชน ทั้งที่ โรงงานแปรรูปไก่นครราชสีมา ร่วมกับสถานีตำรวจภูธรภาค 3 และจ.นครราชสีมา จัดกิจกรรมวันเด็กที่สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ด้านโรงงานแปรรูปไก่สระบุรี สนับสนุนผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ปรุงสุกให้แก่เด็กที่ร่วมกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ที่ศาลากลางจังหวัดสระบุรี รวมถึงโรงเรียนที่อยู่รอบโรงงาน

นอกจากนี้ หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา จัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ให้เด็กและเยาวชนในหมู่บ้านและโรงเรียนใกล้เคียงได้ร่วมสนุกกับกิจกรรมมากมาย พร้อมรับของรางวัลมากาย ซีพีเอฟยังส่งเสริมสุขภาพกายและใจให้น้องๆ เยาวชนอย่างต่อเนื่อง ในเสาร์ที่ 21 มกราคม 2560 ที่หมู่บ้านเกษตรกรรมกำแพงเพชร อ.เมือง จ.กำแพงเพชร อีกด้วย

ซีพีเอฟ ให้ความสำคัญกับสุขภาพของเด็กและเยาวชนผู้ที่จะเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศ จึงร่วมสนับสนุนการมีโภชนาการที่ดีแก่เยาวชนในวันเด็กแห่งชาติ ส่งเสริมการมีสุขภาพกายที่แข็งแรง และเพิ่มความสุขใจให้กับเด็กไทยทั่วประเทศ เป็นประจำทุกปีอย่างต่อเนื่อง.

 

ทองเปิดตลาดขึ้น 50 รูปพรรณขายบาทละ 20,650

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ม.ค. 2560 09:43

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/836806


ราคาทองวันที่ 16 ม.ค. เปิดตลาดขึ้น 50 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,050 ขายออกบาทละ 20,150 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,692.84 ขายออกบาทละ 20,650 บาท …

เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 60 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.25 น. ปรับเพิ่มขึ้น 50 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,050.00 บาท ขายออกบาทละ 20,150.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,692.84 บาท ขายออกบาทละ 20,650.00 บาท

 

สมุนไพรไทยเจาะตลาดโลก สั่ง “ทูตพาณิชย์” ทำแผนส่งออกเพิ่มรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ม.ค. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/836573


“พาณิชย์” ส่ง “สมุนไพรไทย” เจาะตลาดโลก รับกระแสผู้บริโภคหันหาวิถีธรรมชาติดูแลสุขภาพ สั่งทูตพาณิชย์สำรวจกฎระเบียบและความต้องการ ก่อนทำแผนดันส่งออก ล่าสุดพบฮ่องกงนิยมดอกอัญชันนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงได้ทำแผนผลักดันการส่งออกสินค้าสมุนไพรไทย ตามนโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้อย่างยั่งยืน และ
พัฒนาสินค้าส่งออกรายการใหม่ๆ ออกสู่ตลาดโลก เพราะเล็งเห็นว่าสมุนไพรกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโลก เพราะผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญกับการบำรุงสุขภาพหรือรักษาสุขภาพด้วยวิถีธรรมชาติมากขึ้น และหลีกเลี่ยงการ
ใช้สารเคมี จึงเป็นโอกาสในการส่งออกสมุนไพรไทยได้เพิ่มขึ้น ทั้งสมุนไพรสด และผลิตภัณฑ์ “กระทรวงกำลังจัดทำแผนผลักดันการส่งออกสมุนไพรไทย เพราะไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มมูลค่าส่งออก แต่ยังช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากแทนที่เกษตรกรจะเพาะปลูกพืชอย่างเดียว แต่สามารถปลูกสมุนไพรแซมในไร่นา เพื่อหารายได้เสริมได้ด้วย และอาจเป็นรายได้หลักในอนาคต หลังจากที่ตลาดต้องการมากขึ้น”

สำหรับตลาดสมุนไพรปัจจุบัน ไม่ว่าขิง ข่า ตะไคร้ ไพล มะกรูด กวาวเครือ ว่านหางจระเข้ ส้มแขก กำลังมีความต้องการเพิ่มขึ้น ทั้งการใช้บริโภคแบบสด และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ที่มีมูลค่าเพิ่มหลายเท่าตัว โดยสามารถทำเป็นเครื่องดื่มสำเร็จรูป เครื่องแกงสำเร็จรูป อาหารเสริม เครื่องสำอาง และยา เช่น น้ำมันนวด น้ำมันหอมระเหย สบู่ แชมพู ครีมทาผิว ชาสมุนไพร กระเทียมแคปซูล เป็นต้น

นอกจากนี้ กระทรวงได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆทั่วโลก สำรวจความต้องการของตลาดที่ดูแลอยู่ และให้ตรวจสอบระเบียบปฏิบัติที่เกี่ยวข้องของแต่ละประเทศว่ามีเงื่อนไขในการนำเข้าสินค้าเหล่านี้อย่างไร เพราะบางประเทศอาจมีกฎระเบียบที่เข้มงวด รวมถึงการขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากทราบข้อมูลแล้ว จะทำให้ผู้ประกอบการไทยวางแผนในการส่งออกได้ง่ายขึ้น “แม้ตลาดต่างประเทศมีความต้องการสมุนไพรและผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะส่งออกไปได้เลย เพราะสินค้าที่ใช้บริโภค หรือสัมผัสกับผิว ต้องผ่านการตรวจสอบรับรอง และได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละประเทศก่อนว่าไม่เป็นอันตรายต่อการบริโภค ซึ่งผู้ประกอบการไทยต้องศึกษาข้อมูลให้ดี และต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบให้ถูกต้องด้วย”

นางอภิรดีกล่าวต่อว่า จากการสำรวจเบื้องต้น พบว่าการทำตลาดสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ ในตลาดเอเชียและตลาดซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ทำได้ง่ายกว่าตลาดยุโรป สหรัฐฯ หรือญี่ปุ่น เพราะกฎระเบียบยังไม่ยุ่งยาก และระยะทางใกล้กว่า ไม่เป็นภาระด้านการขนส่ง โดยล่าสุด ฮ่องกงให้ความสำคัญกับสมุนไพรไทย เช่น ดอกอัญชัน เพราะมีสรรพคุณช่วยบำรุงเส้นผม ทำให้นอนหลับสบาย และได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่น เพื่อใช้เป็นเครื่องดื่ม โดยมีชื่อเรียกว่า Blue Magic Water และยังได้รับการยอมรับจากนักโภชนาการว่าเป็นสมุนไพรที่ช่วยในการหมุนเวียนโลหิต บำรุงสายตา ลดความอ้วน ลดการสะสมของไขมัน เพราะมีสาร Anthocyanidin มากกว่าพืชชนิดอื่นๆ ถึง 10 เท่า แต่ไม่ได้หมายความว่า ตลาดยุโรป สหรัฐฯ หรือญี่ปุ่นไม่มีโอกาส ยังคงเป็นตลาดที่มีโอกาส หากผู้ประกอบการไทยปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยส่งออกสมุนไพรเป็นมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท สารสกัดจากสมุนไพรกว่า 270 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เช่น สบู่ แชมพู และผลิตภัณฑ์รักษาผิว ที่ใช้สมุนไพรเป็นส่วนผสม อีกกว่า 71,000 ล้านบาท.

 

สคบ.จับลวดดัดฟันแฟชั่นอันตราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ม.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/836570


พล.ต.ต.ประสิทธิ์ เฉลิมวุฒิศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ สคบ.ตรวจสอบการลักลอบขายสินค้าและบริการทุกประเภท ที่ สคบ.ได้ออกประกาศห้ามขาย ทั้งลวดดัดฟันแฟชั่น ของเล่นที่เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าช็อตสำหรับแกล้งคน ลูกโป่งวิทยาศาสตร์ เครื่องเล่นฉีดน้ำที่มีลักษณะเป็นกระบอกสูบ และใช้แรงอัดกระแทกน้ำในกระบอกสูบโดยตรง และการให้บริการบารากู่ หลังพบยังมีการลักลอบขายสินค้าดังกล่าวหลายพื้นที่ โดยเฉพาะการขายผ่านอินเตอร์เน็ต หากตรวจพบถือว่ามีความผิด ต้องถูกลงโทษตามกฎหมายสำหรับสินค้าที่ยังพบมีการลักลอบขาย หรือให้บริการอยู่มาก นอกจากบารากู่ ที่ลักลอบขายในสถานบันเทิงแล้ว ยังมีสินค้าลวดดัดฟันแฟชั่น ที่พบลักลอบขายทางอินเตอร์เน็ต เช่น เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ไลน์ ซึ่งสินค้านี้เป็นลวดสเตนเลสใส่ลูกปัดสี หรือพลาสติก ที่ทำเลียนแบบการจัดฟันโดยทันตแพทย์ ซึ่งผู้ขายจะโฆษณาขายสินค้า และจัดส่งสินค้าให้ผู้ซื้อ พร้อมสาธิตขั้นตอนการติดลวดดัดฟันแฟชั่นด้วยตนเอง หรืออาจนัดผู้ซื้อมาพิมพ์ฟันก่อนแล้วนัดมาใส่ในภายหลัง โดยสินค้านี้อันตรายมาก เพราะผู้ขายไม่ใช่ทันตแพทย์ ไม่มีความรู้ทางด้านทันตกรรม แม้อุปกรณ์ที่ใช้ดัดฟันแฟชั่นจะคล้ายกับที่ทันตแพทย์ใช้ แต่ไม่ปลอดภัย ไม่ถูกสุขอนามัย อีกทั้ง สคบ.เคยส่งตัวอย่างลวดดัดฟันแฟชั่นไปทดสอบอันตราย พบว่า ตรวจพบสารปนเปื้อน ซึ่งเป็นโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว พลวง ซีลีเนียม โครเมียม และสารหนู

ขณะที่วัสดุที่ใช้ก็ไม่ได้มาตรฐาน ส่วนการนำมาคล้องที่ฟัน ก็มีโอกาสทำให้หลุดลงคอ และทำให้ผู้บริโภคมีอันตรายหรือเสียชีวิตได้ เมื่อเกิดการอักเสบของเหงือก และติดเชื้อในกระแสเลือด ที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตจากการดัดฟันแฟชั่นแล้ว อย่างไรก็ตาม ถ้าตรวจพบว่าลักลอบขายหรือให้บริการใส่ลวดดัดฟันแฟชั่น จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีเป็นผู้ผลิต หรือนำเข้า ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนแนวทางควบคุมสินค้าที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคว่า ที่ประชุม คคบ. เห็นชอบ
ให้จัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาสินค้าอันตรายหากพิจารณาว่าอันตรายจริงจะส่งให้ คคบ.ออกคำสั่งห้ามขายทันที.

 

ชาวไทย-จีนแห่ซื้อทองคำคึกคักรับตรุษจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/836568


แฟ้มภาพ

นายพิชญา พิสุทธิกุล เลขาธิการสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยถึงสถานการณ์ทองคำในประเทศว่า เริ่มกลับมาคึกคักอีกรอบเนื่องจากใกล้ถึงเทศกาลตรุษจีน ทำให้ประชาชนที่มีเชื้อสายจีนนำเงินโบนัสจากปีก่อนมาซื้อทองคำเพื่อเป็นของขวัญให้แก่ลูกหลานญาติพี่น้องหรือซื้อเก็บไว้เอง ส่งผลให้ร้านค้าทองเริ่มมียอดขายเพิ่มขึ้น หลังจากช่วงไตรมาส 4 ที่ผ่านมามียอดขายซบเซา ดังนั้นคาดว่าตรุษจีนปีนี้ราคาทองในประเทศน่าจะปรับตัวขึ้นไปอยู่ระดับบาทละ 20,500 บาท “สถานการณ์ราคาทองคำภาพรวมคาดว่าจะมียอดขายมากกว่าปีก่อน 5% ส่วนหนึ่งมาจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้น ประกอบกับกำลังซื้อของประชาชนเพิ่มขึ้น และที่สำคัญนักลงทุนเริ่มทยอยเข้ามาเก็งกำไรกันมากขึ้น ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่ทำให้ราคาทองปรับขึ้น เช่น อินเดียได้ประกาศลดภาษีนำเข้าทองคำลงเพื่อแก้ปัญหาการลักลอบนำเข้าทองปลอม รวมถึงความต้องการในจีนก็ยังมีสูง เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดันราคาทองตลาดโลกให้ปรับตัวขึ้น”

ด้านนายพิบูลย์ฤทธิ์ วิริยะผล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำเดือน ม.ค. อยู่ที่ระดับ 59.63 จุด ปรับขึ้นจากเดือนก่อนถึง 98.50% โดยมีปัจจัยบวกมาจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและการซื้อเก็งกำไร รวมถึงการซื้อเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลปีใหม่และตรุษจีน ประกอบกับการอ่อนค่าของค่าเงินบาทและความต้องการซื้อสินทรัพย์ที่ปลอดภัย ทั้งนี้ นักค้าทองรายใหญ่ประเมินว่ากรอบราคาทองคำเดือน ม.ค.ช่วงต่ำสุดอยู่ที่ระดับ 1,111—1,130 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ และราคาสูงสุดอยู่ที่ 1,181—1,200 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ ส่วนราคาทองแท่งในประเทศ ราคาต่ำสุดอยู่ที่บาทละ 19,001—19,500 บาท และกรอบราคาสูงสุดให้น้ำหนักที่บาทละ 20,001—20,500 บาท.