สนามบินเมืองคอน ตั้งเครื่องสูบน้ำ พร้อมรับมือมรสุม ช่วง 16-18 ม.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ม.ค. 2560 23:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/836518


ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช เตรียมการรับมรสุมระลอกใหม่เข้าภาคใต้ ช่วง 16-18 ม.ค.นี้ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ ป้องกันฝนตก น้ำท่วมรันเวย์ …นายดรุณ แสงฉาย อธิบดีกรมท่าอากาศยาน ได้สั่งการให้ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช เตรียมการป้องกันน้ำท่วมจากมรสุมลูกใหม่ที่จะทำให้ฝนตกในภาคใต้ ช่วงวันที่ 16-18 มกราคมนี้ ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศแจ้งเตือน

นายสุขสวัสดิ์ สุวรรณโณ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานนครศรีธรรมราชได้ประสานและได้รับความอนุเคราะห์จาก สนง.ชลประทานจังหวัดนครศรีธรรมราช นำเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่จำนวน 2 เครื่อง และระดมเจ้าหน้าที่ช่วยกันติดตั้งเครื่องสูบน้ำแล้วเสร็จเมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา เพื่อเตรียมพร้อมสูบน้ำหากมีฝนตก ไม่ให้น้ำเข้าท่วมบริเวณรันเวย์ ทำให้เกิดความเสียหายต่อการให้บริการด้านการบินอีก

ทั้งนี้ ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราชได้ปิดให้บริการเนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมเมื่อวันที่ 6 – 13 มกราคม 2560 เมื่อน้ำลดได้ทำการทดสอบระบบไฟฟ้าสนามบิน ระบบเครื่องช่วยการเดินอากาศ ความแข็งแรงของพื้นผิวรันเวย์ ซึ่งมีความพร้อมและเปิดทำการบินอย่างเป็นทางการ เมื่อ 14 มกราคม ที่ผ่านมา โดยมีเที่ยวบินทั้งสิ้น 13 เที่ยวบิน รวมไปกลับ 26 เที่ยวบิน นอกจากนี้ สายการบินยังเตรียมพร้อมเพิ่มเที่ยวบินพิเศษ (Extra Flights) เพื่อรองรับประชาชนที่ต้องการเดินทาง ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช.

** ข่าวที่เกี่ยวข้อง คลิกที่นี่ ** 

 

 

ขนส่ง ดึงร.ร.สอนขับรถเอกชนเข้าร่วมโครงการ ชูสอบผ่านรับใบขับขี่ทันที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ม.ค. 2560 15:32

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/836365


ขนส่งทางบก ดึงโรงเรียนสอนขับรถเอกชนที่ได้มาตรฐานเข้าร่วมโครงการ ชูหากผู้เข้าอบรมผ่านการทดสอบทั้งทฤษฎีและปฏิบัติผ่านตามกำหนด สามารถรับใบอนุญาตขับรถได้ที่สำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศเมื่อวันที่ 15 ม.ค.60 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า ตามที่ขนส่งฯ ได้ปรับหลักเกณฑ์การอบรมภาคทฤษฎีสำหรับการขอรับใบอนุญาตขับรถชนิดชั่วคราวจาก 4 ชั่วโมง เป็น 5 ชั่วโมง โดยเพิ่มเนื้อหาการอบรมในหัวข้อวิชาข้อปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินและการให้ความช่วยเหลือและการปฐมพยาบาล การขับรถอย่างปลอดภัยให้มากขึ้น

ทั้งนี้กรมการขนส่งทางบก ส่งเสริมให้เอกชนที่มีความพร้อมเปิดโรงเรียนสอนขับรถเอกชนที่ได้มาตรฐาน เพื่อดำเนินการอบรม และทดสอบ ให้กับผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถ ภายใต้การกำกับ ดูแล ของกรมการขนส่งทางบก โดยผู้ที่ผ่านการอบรมและทดสอบจากโรงเรียนสอนขับรถเอกชนที่ได้รับการรับรองจากกรมการขนส่งทางบก สามารถนำหนังสือรับรองมาขอรับใบอนุญาตขับรถได้ที่สำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ โดยไม่ต้องเข้ารับการทดสอบใดๆ อีก

นายสนิท กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีโรงเรียนสอนขับรถที่ได้รับการรับรองเปิดให้บริการทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 93 แห่ง อยู่ระหว่างดำเนินการอีกจำนวน 48 แห่ง และยังมีภาคเอกชนที่สนใจจัดตั้งโรงเรียนสอนขับรถอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งในการดำเนินการของโรงเรียนสอนขับรถดังกล่าว ต้องมีหลักสูตรการอบรมตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนดไว้ เพื่อให้ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถสามารถขับรถบนท้องถนนได้อย่างปลอดภัย

ส่วนผู้สนใจเรียนขับรถกับโรงเรียนสอนขับรถเอกชน ที่กรมการขนส่งทางบกรับรอง สามารถตรวจดูรายชื่อได้ที่ http://apps.dlt.go.th/school_driving หรือ สำนักงานขนส่งจังหวัดที่โรงเรียนสอนขับรถตั้งสถานประกอบการอยู่ในเขตพื้นที่ หรือ กลุ่มมาตรฐานใบอนุญาตและโรงเรียนสอนขับรถ สำนักสวัสดิภาพการขนส่งทางบก กรมการขนส่งทางบก หมายเลขโทรศัพท์ 0-2271-8888 ต่อ 6611.

 

‘พิชัย’ แจง 4 เหตุ นักลงทุนหด หวั่น ศก.ถอย ซัด ‘สมคิด’ เลิกขายฝัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ม.ค. 2560 11:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/836074


“พิชัย” แนะ “สมคิด” ถามปลัดฯ คลังก่อนจ้อขายฝันปีทองเศรษฐกิจ ยก 4 เหตุนักลงทุนหนีหด ขอรัฐเปิดใจกว้างรับฟังความเห็น หวั่น ศก.เสื่อมถอยส่งผลระยะยาวอนาคต แนะกลับคืนสู่ ปชต.โดยเร็ว เตือนเลื่อนโรดแม็ปปัญหายิ่งเพิ่มเมื่อวันที่ 15 ม.ค.60 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า ตามที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ พยายามจะขายฝันว่าปีหน้าจะเป็นปีทองแห่งการลงทุนของไทย ก็อยากให้นายสมคิดได้ศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนพูด เพราะตั้งแต่พูดมาตลอดว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้น ก็ยังไม่เป็นจริงสักครั้งเลย จึงอยากให้นายสมคิดได้ไปถามข้อมูลจาก นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ที่เพิ่งออกมาบ่นน้อยใจว่ารัฐให้สิทธิประโยชน์มากมาย แต่นักลงทุนกลับไม่ลงทุนเลย แล้วปี 2560 จะเป็นปีแห่งการลงทุนของไทยตามที่นายสมคิดพูดได้อย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ตนได้เตือนมาตลอดตั้งแต่มีการปฏิวัติแล้วว่า นักลงทุนจะหายหมดเพราะขาดความเชื่อมั่น ซึ่งก็เป็นจริง

ทั้งนี้ 4 สาเหตุหลักที่นักลงทุนไม่ลงทุน คือ 1. ประเทศไทยไม่สามารถเจรจาข้อตกลงการค้ากับหลายประเทศได้ เพราะระบอบการปกครองไม่เป็นที่ยอมรับ ทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจว่าจะโดนภาษีเท่าไร และจะส่งสินค้าไปขายประเทศเหล่านี้ได้หรือไม่ จึงไม่ลงทุนในไทย แต่เลือกไปลงทุนในประเทศอื่นแทน 2. พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ใหม่ จะยิ่งทำให้ไม่มีการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีสูง เพราะนักลงทุนไม่มั่นใจว่าจะถูกล้วงข้อมูลทางเทคนิคหรือไม่ ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถรักษาความลับของบริษัทได้ 3. ข้อมูลข่าวสารทางด้านลบที่กระจายออกไปทั่วโลกมาโดยตลอด ตลอดจนข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสากล มีการใช้อำนาจ ม.44 ซึ่งทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจใน rule of law ของประเทศไทย และ 4. กำลังการผลิตยังมีเหลือเนื่องจากการส่งออกของไทยลดลงมาหลายปีติดกัน

นายพิชัย กล่าวต่อว่า ซึ่งหากรัฐบาลยังแก้ไขปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ ก็จะไม่สามารถชักชวนนักลงทุนให้ลงทุนได้ โดยเฉพาะนักลงทุนจากต่างประเทศ และการยกระดับประเทศเป็น ไทยแลนด์ 4.0 ก็จะเป็นเพียงแค่ความหวังเพราะถ้าหากนักลงทุนต่างประเทศไม่ลงทุน ประเทศไทยก็จะไม่สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีระดับสูงเองได้ ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลเปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่ตนบอกมาตลอดแล้วก็เป็นจริง หากปฏิเสธความจริงและพยายามจะเพียงพูดเพื่อการตลาด รัฐบาลก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริงได้ และผลกระทบจากการไม่มีการลงทุนมาหลายปีในช่วงปฏิวัตินี้จะทำให้ อีก 15 ปี ประเทศไทยจะยิ่งจะเสื่อมถอยแทนที่ประเทศจะมั่นคงตามที่นายสมคิดขายฝัน ดังนั้นการกลับสู่ระบอบที่ประชาคมโลกยอมรับโดยเร็วจึงเป็นความจำเป็นไม่ใช่ทางเลือก ยิ่งเลื่อนโรดแม็ปปัญหาเศรษฐกิจก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นอีกมาก

 

จตุจักรหรือว่าหมอชิต! สนข.เร่งเปลี่ยนชื่อสถานีรถไฟฟ้า ป้องกันสับสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ม.ค. 2560 09:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/836013


เปิดรับฟังความเห็นประชาชนเพื่อเปลี่ยนชื่อสถานีรถไฟฟ้า 4 แห่งที่อยู่ในบริเวณเดียวกันใช้เกณฑ์ใหม่ตั้งชื่อ ป้องกันสับสนกับจุดตัดรถไฟฟ้าอีก 31 แห่ง ที่จะผุดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้…นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการบูรณาการด้านการขนส่งทางราง ที่มีนายพีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธานว่า คณะกรรมการบูรณาการฯ ได้ทบทวนหลักเกณฑ์และวิธีการตั้งชื่อสถานีรถไฟฟ้าเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน เนื่องจากรถไฟฟ้าบางสายใช้สถานีร่วมกับรถไฟฟ้าสายอื่น หรือมีจุดตัดอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน ถ้าหากแต่ละโครงการตั้งชื่อสถานีรถไฟฟ้าแตกต่างกันก็อาจทำให้ประชาชนและชาวต่างชาติสับสนได้

สำหรับหลักเกณฑ์ใหม่มี 4 ข้อ คือ 1. ถ้าเป็นสถานีที่ใช้โครงสร้างเดียวกันต้องมีชื่อเหมือนกัน 2. กรณีที่มีโครงสร้างแยกกัน แต่ทางออกของรถไฟฟ้าทั้ง 2 สายห่างกันไม่เกิน 50 เมตร ก็ให้ใช้ชื่อเดียวกัน 3. กรณีที่มีโครงสร้างแยกออกจากกัน แต่ทางออกของรถไฟฟ้าทั้ง 2 สาย ห่างกันระหว่าง 50-500 เมตร ให้พิจารณาเป็นรายกรณีตามความเหมาะสม เช่น กรณีสถานีสีลม-สถานีศาลาแดง และสถานีเพชรบุรี-มักกะสัน รวมถึงสามารถใช้ชื่อเหมือนกัน แต่กำหนดสีเพื่อแบ่งแยก เช่น สถานีวุฒากาศแดง-สถานีวุฒากาศเขียว เป็นต้น

4. กรณีที่ทางออกห่างกันเกิน 500 เมตร และสถานีไม่ได้เชื่อมถึงกันให้ใช้ชื่อต่างกัน ทั้งนี้ในหลักเกณฑ์การตั้งชื่อใหม่จะใช้ในโครงการที่ยังไม่ได้เริ่มออกแบบและก่อสร้าง และจะให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ไปจัดการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนก่อนตัดสินใจว่าควรดำเนินการอย่างไร คาดว่า สนข. จะสรุปผลสำรวจได้ในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า

นอกจากนี้ ได้มอบนโยบายว่า การตั้งชื่อรถไฟฟ้านับจากนี้ควรอิงชื่อย่านมากกว่าชื่อถนน เพราะชาวต่างชาติจะเข้าใจได้มากกว่า อีกทั้งถนนแต่ละสายก็เป็นสายยาวและมีรถไฟฟ้าหลายสถานี ถ้าหากใช้ชื่อถนนก็อาจจะทำให้ประชาชนสับสนได้ เช่น ถนนสายสุขุมวิท ก็มีทั้งสถานีอโศก สถานีเอกมัย เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ว่า ในแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลระยะแรก 10 เส้นทาง จะมีจุดตัดรถไฟฟ้าทั้งหมด 37 จุด ดังนั้นจึงควรกำหนดชื่อสถานีใหม่ให้ชัดเจนเพื่อป้องกันประชาชนสับสน เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ที่กำลังจะก่อสร้างของ รฟม. มีสถานีพัฒนาการที่อยู่ใกล้กับรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ สถานีหัวหมาก ที่เปิดให้บริการแล้ว เป็นต้น

ทั้งนี้ จุดตัดรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการแล้วมีทั้งหมด 6 แห่ง แบ่งเป็น 2 แห่งที่ใช้ชื่อเหมือนกัน คือ สถานีเตาปูนของรถไฟฟ้าสายสีม่วงและรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และสถานีบางซ่อนของรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อนและรถไฟฟ้าสายสีม่วง ส่วนอีก 4 ที่ซึ่งปัจจุบันใช้ชื่อแตกต่างกัน ทางสนข. ก็จะสำรวจความคิดเห็นของประชาชนผ่านทางอินเทอร์เน็ตก่อนเสนอต่อที่ประชุมว่า ประชาชนต้องการเปลี่ยนชื่อสถานีให้เหมือนกันหรือไม่.

 

ถนนทางหลวงสัญจรไปใต้ ทั้ง 126 สายทาง ใช้ได้แล้ว เร่งทำความสะอาดผิวทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ม.ค. 2560 21:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/835863


กรมทางหลวง สรุปสถานการณ์น้ำท่วมใต้ ทำถนนพังเสียหาย 126 สายทาง ล่าสุดกลับสู่สภาวะปกติ สามารถใช้ได้ทุกเส้นทางแล้ว พร้อมเร่งทำความสะอาดผิวทางให้คืนสภาพเดิม…เมื่อวันที่ 14 ม.ค. นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมทางหลวง ได้สรุปสถานการณ์เนื่องจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ระหว่างวันที่ 1-14 ม.ค. 2560 ทำให้ทางหลวงได้รับผลกระทบทั้งสิ้น 15 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพัทลุง, นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี, ชุมพร, ประจวบคีรีขันธ์, ตรัง, ระนอง, ภูเก็ต, พังงา, กระบี่, สตูล, สงขลา, ยะลา, ปัตตานี และนราธิวาส จำนวนทั้งสิ้น 126 สายทาง ถนนเสียหาย 442 แห่ง และขณะนี้เส้นทางที่เสียหายประชาชนสามารถใช้สัญจรผ่านไปมาได้แล้วทั้ง 126 สายทาง

อย่างไรก็ตาม ทุกหน่วยงานของกรมทางหลวงประกอบด้วย สำนักงานทางหลวง แขวงทางหลวง และหมวดทางหลวงในพื้นที่ยังคงเฝ้าระวังพร้อมรับมือกับสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง และพร้อมเข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นตามการร้องขอจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ โดยในขณะนี้สำนักทางหลวงที่ 15 (ประจวบคีรีขันธ์) ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ทุกแขวงทางหลวงในสังกัด เร่งดำเนินการทำความสะอาด เกรดโคลนดินที่ติดค้างบนผิวทาง และบริเวณหน้าบ้านประชาชน 2 ข้างทาง พร้อมฉีดล้างบริเวณชุมชนบางสะพาน ให้คืนสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนผู้ใช้ทางศึกษาเส้นทางที่จะใช้เดินทางและโปรดใช้ความระมัดระวัง ในการใช้เส้นทางเพื่อความสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น หากประชาชนต้องการสอบถามสภาพเส้นทาง สภาพการจราจร หรือต้องการความช่วยเหลือสามารถติดต่อได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 .

 

นครชัยแอร์ ช่วยโอทอป เปิดพื้นที่สถานีให้ชาวบ้านขายของส่งเสริมท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ม.ค. 2560 17:42

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/835798


นครชัยแอร์ เปิดพื้นที่สถานีเดินรถโดยไม่มีค่าเช่า จัดตั้งโครงการแสดงสินค้าโอทอปและภูมิปัญญาไทย ช่วยเหลือผู้ประกอบการจัดแสดงสินค้า กระจายรายได้ …วันที่ 14 ม.ค. 60 นางเครือวัลย์ วงศ์รักมิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทนครชัยแอร์ จำกัด กล่าวว่า จากนโยบายของนครชัยแอร์ที่น้อมนำกระแสพระราชดำรัส ในหลวง รัชกาลที่ 9 เน้นขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม เน้นกระจายรายได้ จึงได้จัดตั้งโครงการแสดงสินค้าโอทอปและภูมิปัญญาไทย ที่สถานีเดินรถนครชัยแอร์ โดยไม่มีค่าเช่าพื้นที่ OTOP ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 59 ที่ผ่านมา ปรากฏว่าได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้ประกอบการที่มาจัดแสดงสินค้า OTOP กับนครชัยแอร์ ทั้ง 3 สาขา (กรุงเทพฯ, อุบลราชธานี, เชียงใหม่) รวม 88 ผู้ประกอบการ นอกจากนั้น จะปรับลดค่าเช่าพื้นที่ จากผู้ประกอบการร้านลดลงจากเดิม 15-20% เพื่อช่วยลดต้นทุนในการประกอบการด้วย

 

สุวรรณภูมิ ลงโทษแท็กซี่เรียกเหมาค่าโดยสาร สั่งห้ามเข้าสนามบินอีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ม.ค. 2560 14:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/835694


ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สั่งลงโทษคนขับขี่รถแท็กซี่ อ้างไม่มีมิเตอร์ เรียกเก็บเงินเหมาจ่ายจากผู้โดยสารคนไทย เบื้องต้น ทำการล็อกรหัส ไม่ให้เข้ามาให้บริการแล้ว พร้อมประสานขนส่งตรวจสอบ-ลงโทษตามกฎหมายต่อไป …วันที่ 14 ม.ค. 60 จากกรณีที่มีข่าวเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ กรณีที่ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ที่ให้บริการ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) เรียกเก็บเงินผู้โดยสารแบบเหมาจ่ายว่า ในเหตุการณ์ดังกล่าว อ้างว่า เป็นรถแท็กซี่ขนาดใหญ่ และไม่มีมิเตอร์ ซึ่งจากการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2560 เวลาประมาณ 14.10 น. ได้มีผู้โดยสารชาวไทยไปใช้บริการรถแท็กซี่สาธารณะ ที่บริเวณด้านหน้าชานชาลาอาคารผู้โดยสาร ชั้น 1 โดยกดบัตรคิวได้รถแท็กซี่ช่องจอดหมายเลขที่ 25 ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ ชื่อ นายธินกิโม สีโสภา รหัส 511064 ขับรถแท็กซี่ขนาดใหญ่ รุ่น Innova สีเขียว-เหลือง (รถส่วนบุคคล) ทะเบียน มฉ 2772 เมื่อผู้โดยสารได้แจ้งให้ไปส่งปลายทางที่สถานีรถไฟฟ้า บีทีเอส (บางหว้า) นายธินกิโม แจ้งว่า ไม่มีมิเตอร์ เนื่องจาก เป็นแท็กซี่ขนาดใหญ่ รวมทั้งยังอ้างว่า รถแท็กซี่คันใหญ่ที่ให้บริการที่สุวรรณภูมิไม่มีมิเตอร์ทุกคัน เมื่อผู้โดยสารเห็นว่าไม่ถูกต้องและไม่พึงพอใจ จึงได้ยกเลิกการให้บริการและนำส่งผู้โดยสารที่ชั้น 4 อาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งไม่ใช่จุดให้บริการแท็กซี่เดิมของ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และผู้ใช้บริการได้มีการโพสต์ข้อความร้องเรียนผ่านทางเว็บไซต์พันทิป

เมื่อท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้รับทราบจึงรีบดำเนินการ โดยได้เรียกผู้ขับขี่รถแท็กซี่คันดังกล่าว เพื่อสอบถามและทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง ทั้งนี้ ผู้ขับขี่คนดังกล่าว ได้ยอมรับว่า กระทำความผิดจริง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จึงได้สั่งระงับรหัสผู้ขับขี่รถแท็กซี่คันดังกล่าว ไม่ให้เข้ามาให้บริการที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2560 เป็นต้นไป และได้มีการประสานงานไปยังกรมการขนส่งทางบก เพื่อดำเนินการลงโทษตามกฎหมายต่อไป

อย่างไรก็ตาม ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีนโยบายเข้มงวดกวดขันผู้ขับขี่รถแท็กซี่ ให้เปิดมิเตอร์บริการผู้โดยสารทุกคัน โดยจัดเจ้าหน้าที่ตรวจสอบการให้บริการอย่างสม่ำเสมอ หากพบผู้ขับขี่รถแท็กซี่คันใดไม่คิดค่าบริการตามที่กฎหมายกำหนด ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จะมีบทลงโทษ โดยการสั่งระงับรหัสผู้ขับขี่ ซึ่งทำให้ผู้ขับขี่ดังกล่าวไม่สามารถเข้ามาให้บริการภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ชั่วคราวหรือถาวรได้

ทั้งนี้ หากผู้โดยสารที่ใช้บริการแท็กซี่สาธารณะที่ขึ้นทะเบียนไว้กับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีปัญหาหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ประสานงานรถแท็กซี่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โทรศัพท์ 0 2132 0360 และ 02 132 9199 หรือ AOT Call Center 1722 ตลอด 24 ชั่วโมง

 

ทองเปิดตลาดราคาคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,600

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ม.ค. 2560 09:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/835533


ทองเปิดตลาดวันที่ 14 ม.ค. ราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,000 ขายออกบาทละ 20,100 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,647.36 ขายออกบาทละ 20,600 บาท…

เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 60 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.32 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,000.00 บาท ขายออกบาทละ 20,100.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,647.36 บาท ขายออกบาทละ 20,600.00 บาท

 

‘นิโอ ทาร์เก็ต’ จับมือ ‘ไมล์เลจ คอมมูนิเคชั่นส์’ สร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 14 ม.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/834149


นางวรรณี ลีลาเวชบุตร (ซ้าย) ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิโอ ทาร์เก็ต จำกัด ที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ด้านการสื่อสารภาพลักษณ์องค์กรและการสื่อสารการตลาด ลงนามในสัญญาการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจร่วมกับ นายแย็บ โบ เตียง (ขวา) ประธานกลุ่ม บริษัท ไมล์เลจ คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด (Mileage Communications Pte Ltd) ที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ชั้นนำจากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีเครือข่ายการให้บริการอยู่ในภูมิภาคเอเชีย ครอบคลุมถึง 15 เมืองสำคัญ ใน 9 ประเทศ ได้แก่ นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน กรุงนิวเดลี มุมไบ บังกาลอร์ เชนไน และกัลกัตตา ประเทศอินเดีย กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ กรุงฮานอยและโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม และกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย เพื่อสร้างเครือข่ายการให้บริการครอบคลุมและรองรับความต้องการของลูกค้าในการสร้างภาพลักษณ์และชื่อเสียงของแบรนด์ในกลุ่มประเทศอาเซียนได้มากยิ่งขึ้น ณ ชั้น 14 อาคารกมลสุโกศล เมื่อเร็วๆ นี้ 

สุดทน! 2 ปีผ่านแก้รถตู้ไม่คืบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ม.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/835426


เครือข่ายผู้บริโภคไล่บี้ทวงสัญญาคมนาคมเครือข่ายผู้บริโภคยื่น 6 ข้อเสนอ จี้กระทรวงคมนาคมยกมาตรฐานการดูแลผู้โดยสารรถสาธารณะ หนุนยกเลิกจดทะเบียนรถตู้โดยสารใหม่ พร้อมแนะให้ตั้งกองทุนคุ้มครองผู้โดยสาร และนำค่าปรับผู้ประกอบการมาจ่ายเป็นสินน้ำใจให้ผู้แจ้งเบาะแสขับรถไม่ปลอดภัย ขีดเส้นตายอีก 30 วันจะกลับมาติดตามความคืบหน้า อัดเคยเสนอมาตรการมา 2 ปีแล้วแต่ไม่มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม

น.ส.บุญยืน ศิริธรรม ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค ในฐานะตัวแทนของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค 5 ภูมิภาค เปิดเผยว่า ได้ยื่นข้อเสนอเรื่องมาตรการคุ้มครองสิทธิผู้ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะต่อนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม โดยเห็นว่าแนวทางการยกระดับความปลอดภัยของรถตู้โดยสารสาธารณะของกระทรวงคมนาคม เช่น การเปลี่ยนรถตู้โดยสารสาธารณะเป็นรถไมโครบัส หรือการกำหนดให้รถขนส่งสาธารณะทุกคันต้องติดตั้งระบบจีพีเอส อาจแก้ปัญหาได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ดังนั้น ทางเครือข่ายฯจึงเสนอมาตรการเพิ่มเติม 6 ข้อเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและจะกลับมาติดตามข้อเสนอภายใน 30 วันหลังจากนี้

สำหรับข้อเสนอทั้ง 6 ข้อ ประกอบด้วย 1. กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ควรยกเลิกการจดทะเบียนรถตู้โดยสารใหม่ พร้อมกำหนดแนวทางยกเลิกและไม่ต่ออายุการจดทะเบียนรถตู้โดยสาร โดยต้องกำหนดเงื่อนไข กรอบเวลา และแนวทางการสนับสนุนเงินทุนให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาปรับตัว 2. ควรเร่งออกประกาศให้มีการติดตั้งเครื่องเตือนความเร็ว หรือเครื่องจำกัดความเร็วในรถตู้โดยสารและรถโดยสารทุกประเภทที่วิ่งให้บริการในเส้นทางกรุงเทพฯ-ต่างจังหวัด และต่างจังหวัด-ต่างจังหวัด โดยระบบเตือนจะมีสัญญาณเสียงหรือสัญญาณภาพแจ้งแก่ผู้โดยสารระหว่างที่ใช้บริการ หากรถโดยสารเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

3. ควรเปิดเผยข้อมูลของระบบจีพีเอสในรถตู้โดยสารและรถโดยสารทุกประเภทต่อสาธารณชน โดยต้องมีระบบให้ผู้โดยสารและประชาชนทั่วไปติดตามผ่านออนไลน์โดยทันที เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบป้องกันการเกิดอุบัติเหตุแบบทันที เมื่อพบว่ามีการขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดก็สามารถแจ้งเตือนผู้ประกอบการหรือเจ้าหน้าที่ได้ทันที

4. สนับสนุนกลไกเฝ้าระวังรถโดยสารในภาคประชาชน โดยสนับสนุนให้ประชาชนร่วมแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนผู้กระทำผิดในประเด็นความปลอดภัย เช่น ขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด ขับหวาดเสียว เป็นต้น โดยสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเฝ้าระวัง เช่น แบ่งเงินค่าปรับจากพนักงานและผู้ประกอบการให้ประชาชนผู้แจ้งเบาะแสด้วย

5. พัฒนาช่องทางร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแสออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือ เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถร้องเรียนได้ง่ายและเป็นระบบ และเจ้าหน้าที่ควรแจ้งผลการลงโทษผู้กระทำผิดแก่สาธารณชนโดยเร็วด้วย

6.เร่งยกระดับและพัฒนาวิชาชีพพนักงานขับขี่รถโดยสารทั้งประจำทางและไม่ประจำทาง โดยเร่งรัดเรื่องการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพ สวัสดิการ รายได้พนักงานขับรถให้พอเหมาะกับการดำรงชีวิต จำกัดชั่วโมงการขับขี่ กำหนดเที่ยววิ่งต่อวันให้ชัดเจน ยกเลิกค่าตอบแทนในลักษณะการทำรอบ รวมถึงพิจารณาเส้นทางไม่ให้ซ้ำซ้อนเพื่อป้องกันการแย่งผู้โดยสาร ซึ่งมาตรการนี้ ทางเครือข่ายฯได้ยื่นข้อเสนอไปเมื่อ 2 ปีก่อน แต่ถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีมาตรการที่เป็นรูปธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีอุบัติเหตุรถตู้โดยสารประจำทางสายกรุงเทพฯ-จันทบุรี เสียหลักพุ่งข้ามถนนชนรถกระบะ บนทางหลวงหมายเลข 344 บริเวณกิโลเมตรที่ 26 ต.หนองอิรุณ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 2 ม.ค.2560 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุทั้งสิ้น 25 ราย และบาดเจ็บอีก 2 ราย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับสถิติการเกิดอุบัติเหตุของรถตู้โดยสารในปี 2559 ตั้งแต่เดือน ม.ค.-พ.ย. ที่รวบรวมโดยมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) และศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) พบว่า รถตู้โดยสารเกิดอุบัติเหตุมากถึง 215 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 1,102 ราย บาดเจ็บ 103 ราย หรือเกิดอุบัติเหตุเฉลี่ยมากถึง 19.5 ครั้งต่อเดือน และมีผู้เสียชีวิตเฉลี่ยเดือนละ 9.4 ราย

ทั้งนี้ในปัจจุบันมีรถตู้โดยสารที่จดทะเบียนสะสมกับกรมการขนส่งทางบก ณ วันที่ 31 ต.ค. 2559 จำนวน 41,202 คัน แบ่งเป็นรถตู้โดยสารประจำทาง 16,002 คัน รถตู้โดยสารไม่ประจำทาง 24,136 คัน และรถตู้ส่วนบุคคล 1,064 คัน แม้กฎหมายจะบังคับให้รถโดยสารสาธารณะทุกคันต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัย ก็ยังพบปัญหาของรถโดยสารที่มีเข็มขัดนิรภัยแต่ไม่อยู่ในสภาพที่สามารถใช้งานได้ ไม่มีอุปกรณ์นิรภัยประจำรถ พนักงานขับรถ ขับรถด้วยความประมาท สภาพร่างกาย พักผ่อนไม่เพียงพอ ขับรถเร็ว บรรทุกผู้โดยสารเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะในรถตู้ประจำทาง ที่ส่งผลถึงมาตรฐานการให้บริการรถตู้โดยสารของผู้ประกอบการที่ไม่มีคุณภาพ และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงจากอุบัติเหตุ.