รู้ทันความเสี่ยง ‘ตั๋วบีอี’ ลงทุนอย่างไรให้ได้ผลตอบแทนกลับคืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ม.ค. 2560 18:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/838085


กระแสข่าวการผิดนัดชำระหนี้ตั๋วแลกเงิน หรือ ตั๋วบี/อี ที่เกิดขึ้นกับบริษัทต่างๆ โดยเฉพาะบริษัทที่ไม่มีการจัดอันดับเครดิตองค์กร หรือสารหนี้ (unrated) ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมานั้น ต้องยอมรับว่าปัญหาดังกล่าวส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนในตราสารหนี้เป็นอย่างมาก ทำให้นักลงทุนหลายคน ต้องมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับลงทุนในตราสารหนี้ใหม่อีกครั้ง รวมถึงการตั้งคำถามว่าจะต้องเลือกลงทุนในหุ้นกู้ หรือ ตั๋วบี/อี อย่างไร  ซึ่งประเด็นดังกล่าวนี้ ‘ไทยรัฐออนไลน์’ ขอพาผู้อ่านไปรู้จักการลงทุนในตราสารหนี้ หุ้นกู้ ตั๋วบี/อี ให้มากขึ้นและรู้ลึกกว่าเดิม ว่าตราสารหนี้ความเสี่ยงและมีกระบวนการเลือกลงทุนอย่างไรชัชชัย สฤษดิ์อภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการ และประธานบริหารการลงทุนตราสารหนี้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า การลงทุนในตราสารหนี้จะมีความเสี่ยงที่สำคัญอยู่ 2 ประเด็นหลักที่ผู้ลงทุนควรทราบ คือ

1.ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของราคา ซึ่งเป็นผลมาจากความคาดหวังในอัตราผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น หรือ อัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวสูงขึ้น (market risk / interest rate risk)

2.ความเสี่ยงที่เกิดจากการไม่ได้รับชำระเงินคืนตามกำหนดเวลา (default risk) ซึ่งความเสี่ยงนี้ ถ้าหากเกิดขึ้นก็มักจะกระทบต่อราคา หรือ มีโอกาสขาดทุนมากกว่าความเสี่ยงมากกว่าข้อ 1

ทั้งนี้โดยหลักการแล้ว การผิดนัดชำระเงินของตราสารหนี้อาจเกิดขึ้นได้กับตราสารต่างๆ ทั้งตราสารประเภทที่ไม่มีการจัดอันดับเครดิต (non rated) ตราสารที่มีอันดับเครดิตต่ำกว่าระดับที่ลงทุนได้ (non investment grade) หรือ แม้แต่ตราสารที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตในระดับที่ลงทุนได้ (investment grade) ก็ตาม เพียง แต่ตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิต จะมีการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทต่อนักลงทุน ทำให้นักลงทุนมีข้อมูลเบื้องต้นในการประเมิน หรือ พิจารณาความเสี่ยงก่อนการลงทุนนั้นเอง

จากสถิติพบว่า ตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตในระดับที่ดี ส่วนใหญ่จะมีโอกาสของการผิดนัดชำระหนี้น้อยกว่าตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตในระดับที่ต่ำกว่า หรือ ไม่มีการจัดอันดับเครดิต แต่ก็จะได้รับอัตราผลตอบแทนในระดับที่ต่ำกว่าโดยเปรียบเทียบเช่นเดียวกัน

สำหรับกรณีการผิดนัดชำระหนี้ของหลายบริษัทที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ จะเห็นว่าบริษัทผู้ออกตราสารเหล่านี้ดำเนินธุรกิจที่แตกต่างกัน จึงไม่อาจเหมารวมว่ากลุ่มอุตสาหกรรมใดกำลังมีปัญหาเรื่องการดำเนินงาน หรือ ขาดสภาพคล่อง หรือไม่ ทั้งนี้ความผิดพลาดอาจเกิดจากสาเหตุเล็กๆ

เช่น มีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการภายใน หรือ ปัญหาเรื่องการจัดเงินในระยะเวลาสั้นๆ ไม่ดี (fault settlement) ซึ่งสาเหตุเหล่านี้หากเกิดขึ้นกับเจ้าหนี้ที่เป็นสถาบันการเงินจะไม่เป็นปัญหา หรือ มีผลกระทบไม่มาก เพราะสามารถยืดหยุ่นได้มากกว่าเจ้าหนี้ที่เป็นกองทุนซึ่งบริหารจัดการโดย บลจ. เพราะต้องนำเงินไปส่งมอบต่อผู้ถือหน่วยให้ทันตามกำหนดเวลา แต่ถ้าพบปัญหาว่ากิจการเริ่มมีการจัดการกับสภาพคล่อง หรือ มีปัญหากับธุรกิจที่ดำเนินการอยู่จริงๆ ก็เป็นสิ่งที่ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะเจ้าหนี้ต้องเข้าไปติดตามและแก้ปัญหา

นอกจากนี้ประเด็นที่สำคัญคือ แม้ว่ากองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ที่ผิดนัดชำระส่วนใหญ่จะเป็นกองทุนที่จดทะเบียนจัดตั้งกับ ก.ล.ต. เป็นกองทุนรวมที่เสนอขาย สำหรับผู้ลงทุนที่มิใช่รายย่อยก็ตาม บลจ.หรือ เจ้าหนี้ก็ยังมีหน้าที่ที่จะต้องชี้แจงให้ผู้ถือหน่วยลงทุนรับทราบถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นด้วย หรือแม้กระทั่งหากมีการผิดนัดชำระหนี้เกิดขึ้นแล้ว ก็ควรมีคำชี้แจงพร้อมแนวทางในการแก้ไขจัดให้แก่ผู้ลงทุนทราบด้วยเช่นเดียวกัน

นายชัชชัย กล่าวอีกว่า การลงทุนในตราสารหนี้ของบริษัทเอกชนนั้น จำเป็นที่จะต้องทำการวิเคราะห์ความเสี่ยงในด้านต่างๆ ทั้งระดับมหภาคและจุลภาค ไม่แตกต่างจากการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ และต้องมีการติดตามการบริหารผลการดำเนินงานของบริษัทผู้ออกตราสารหนี้อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องอีกด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง คลิกที่นี่

 

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เร่งฟื้นฟูระบบจ่ายไฟให้กับประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 17 ม.ค. 2560 18:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/838092


วันนี้ 17 มกราคม พ.ศ. 2560 นายมนูญ จันทรักษา รองผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดเผยถึงสถานการณ์ของระบบไฟฟ้าในพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ ว่า ขณะนี้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ดำเนินการจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าสู่บ้านเรือนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ จากการงดจ่ายไฟในช่วงอุทกภัยเกือบครบสมบูรณ์ทุกพื้นที่แล้วพร้อมกันนี้ ยังได้ส่งทีมงานเจ้าหน้าที่เข้าไปฟื้นฟูซ่อมแซมระบบ ติดตั้งหม้อแปลง เปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้า มีศูนย์ควบคุมการจ่ายไฟ และ จะมีการติดตามสถานะการจ่ายไฟตลอด 24 ชั่วโมง ในทุกพื้นที่ร่วมกับทางจิตอาสา พร้อมดำเนินการตรวจสอบระบบไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้านเรือนของประชาชนที่ถูกน้ำท่วมขัง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยด้วย มีเพียงบางพื้นที่เท่านั้นที่ยังไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่ได้ เนื่องจากอยู่ในทางน้ำไหล ถนนตัดขาด เสาไฟฟ้าล้มชำรุด จากดินสไลด์ ซึ่งทาง กฟภ.จะเร่งดำเนินการเข้าซ่อมแซมและฟื้นฟูทันทีเมื่อสามารถเข้าถึงพื้นที่ได้ เพื่อให้ประชาชนมีไฟฟ้าใช้ตามปกติ

รวมถึงจะมีการจะพิจารณาผ่อนผันขยายระยะเวลาในการชำระค่ากระแสไฟฟ้าหลังครบกำหนดตามใบแจ้งค่าไฟฟ้าในพื้นที่ประสบภัย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่การเดินทางทำได้ค่อนข้างลำบาก สืบเนื่องจากเหตุการณ์ฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 1-17 มกราคม 2560 ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับประชาชนในพื้นที่ต่างๆ เนื่องจากมีระบบจำหน่ายของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้รับความเสียหาย มีเสาไฟฟ้าล้มชำรุดประมาณกว่า 400 ต้น จากดินสไลด์ ถูกน้ำกัดเซาะ เนื่องจากอยู่ในทิศทางน้ำไหล สายไฟฟ้าขาด กฟภ.ต้องงดจ่ายไฟ ทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบจากการงดจ่ายไฟ จำนวน 275,040 ราย ซึ่ง กฟภ. จ่ายไฟคืนแล้ว จำนวน 274,996 ราย คงเหลือจำนวน 44 ราย ที่ กฟภ. จะเร่งดำเนินการ เพื่อให้ประชาชนมีไฟฟ้าใช้ตามปกติ

 

ขนส่ง เร่งรถตู้โดยสาร กทม.-ต่างจังหวัด ติด GPS Tracking ภายใน มี.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ม.ค. 2560 17:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/838036


ขนส่ง เร่งสร้างความเชื่อมั่นระบบรถโดยสารสาธารณะ ตรวจความพร้อมรถทุกคันตามมาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนด พร้อมเร่งรัดติดตั้ง GPS Tracking ในรถตู้สาธารณะกรุงเทพฯ–ต่างจังหวัด เชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์บริหารจัดการเดินรถด้วยระบบ GPS ของกรมขนส่งให้แล้วเสร็จ ภายใน 31 มี.ค. 60เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 60 พล.ต.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ม.2รอ.) พร้อมด้วย นายเชิดชัย สนั่นศรีสาคร รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก พ.ต.อ.จักษ์ ยังให้ผล ผู้กำกับกลุ่มงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และนายณัฐวุฒิ อ่อนน้อม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ฝ่ายบริหารการเดินรถ บริษัท ขนส่ง จำกัด แถลงผลการประชุม เพื่อตรวจสอบจำนวนรถตู้โดยสารประจำทางในแต่ละเส้นทางให้ตรงกับบัญชีรายละเอียดรถในใบอนุญาตประกอบการขนส่ง (บัญชี ขส.บ.11) พร้อมชี้แจงแนวทางการปฏิบัติการนำรถตู้โดยสารประจำทาง (เฉพาะหมวด 2) เข้าสถานีขนส่งปลายทาง 29 จังหวัด รวมถึงการกำหนดจุดจอดเป็นสถานีขนส่งชั่วคราว ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

นายเชิดชัย เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในระบบรถโดยสารสาธารณะ จึงได้กำหนดมาตรการตรวจสอบความปลอดภัยรถตู้โดยสารสาธารณะที่สถานีขนส่งผู้โดยสารทั่วประเทศอย่างเข้มข้น เด็ดขาด จริงจัง โดยจะเป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่าง กรมการขนส่งทางบก บริษัท ขนส่ง จำกัด สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานท้องถิ่นร่วมดำเนินการตรวจความพร้อมคน ตรวจชั่วโมงการทำงานจากสมุดประจำรถ ตรวจความพร้อมรถตามมาตรฐานความปลอดภัยของตัวรถ (Checklist) ที่กำหนดกว่า 20 รายการ เช่น ระบบเบรก ยาง ล้อ เข็มขัดนิรภัย ประตูรถ ถังดับเพลิง ค้อนทุบกระจก เป็นต้น ต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมกราคม 2560 จนถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ และทุกๆ เทศกาลหยุดยาว เพื่อสร้างความเชื่อมั่น มั่นใจ ในระบบรถโดยสารสาธารณะปลอดภัยสูงสุดตลอดทั้งปี

นอกจากนี้ ได้ให้เข้มงวดกวดขันในทุกขั้นตอนการตรวจสภาพรถ ตรวจสอบด้วยเครื่องมือและต้องผ่านเกณฑ์ที่กำหนดทุกรายการ ลงโทษขั้นเด็ดขาดหากไม่ยอมนำรถเข้ารับการตรวจสภาพ ด้านบริษัท ขนส่ง จำกัด ให้เตรียมการตั้งจุด Check Point จุดพักรถในเส้นทางสำคัญ พร้อมเร่งรัดการดำเนินการติดตั้ง GPS Tracking ในรถตู้โดยสารสาธารณะกรุงเทพฯ-ต่างจังหวัด และเชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์บริหารจัดการเดินรถด้วยระบบ GPS ของกรมการขนส่งทางบก ให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2560 เพื่อสร้างระบบการติดตามพฤติกรรมการขับขี่แบบเรียลไทม์ และการควบคุมแบบมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของภาครัฐ ผู้ประกอบการ และประชาชนผ่านแอปพลิเคชัน DLT GPS สามารถแจ้งร้องเรียนทุกกรณีการให้บริการที่ผิดกฎหมายผ่านทาง application ดังกล่าวได้ด้วย

ทั้งนี้ ทุกๆ มาตรการจะบังคับใช้กฎหมาย ควบคุม กำกับ ดูแล การดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ลงโทษขั้นสูงสุดทุกกรณีทั้งพนักงานขับรถและผู้ประกอบการ

 

คาดเศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง ดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าหุ้นไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ม.ค. 2560 17:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/838049


บลจ.ไทยพาณิชย์ มองปีนี้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว ดึงเม็ดเงินต่างชาติไหลกลับ หนุนหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี จะได้รับปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวขึ้นเมื่อวันที่ 17 ม.ค.2560 นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมการลงทุนหุ้นไทยในปี 2560 ยังคงได้รับปัจจัยบวกจากเศรษฐกิจไทยที่ยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับเงินลงทุนต่างชาติที่เริ่มกลับเข้าไทยอีกครั้ง ภายหลังจากที่ไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมาต่างชาติได้ขายหุ้นไทยไปถึง 54,553 ล้านบาท

ทั้งนี้นักลงทุนได้คาดการณ์ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาได้รับข่าวเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเติบโตจากนโยบายของประธานาธิบดีคนใหม่ไปพอสมควรแล้ว จึงขายทำกำไรและกลับเข้ามาลงทุนในหุ้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่ รวมถึงประเทศไทยอีกครั้ง ประกอบกับการคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะเคลื่อนไหวในกรอบ 55-60 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนในหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีเป็นสัดส่วนที่สูง จึงได้รับผลบวกจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นอีกทางหนึ่ง

“ภาพรวมปี 2560 หุ้นไทยยังคงคาดการณ์ว่า จะมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง  แต่จะยังคงมีความผันผวนระหว่างทางจากปัจจัยเสี่ยงภายนอกประเทศ ทั้งเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา และความไม่แน่นอนในนโยบายของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา”

สำหรับการบริหารกองทุนของรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF ของ บลจ. ได้แก่ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นระยะยาวปันผล 70/30 (SCBLT1) กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นระยะยาวอินเตอร์ (SCBLT4) และกองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นระยะยาวทาร์เก็ต (SCBLTT) ที่กำลังจะจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหน่วยในวันที่ 20 ม.ค.60 นี้ โดย บลจ.ได้ปรับกลยุทธ์เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่างๆ ตลอดเวลา เพื่อสร้างผลตอบแทนของกองทุนไม่ให้ผันผวนไปตามตลาดที่มีความผันผวนสูง แต่ยังคงคัดเลือกหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตสูงในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า และเข้าซื้อในช่วงที่ราคาหุ้นปรับตัวลงแรง โดยมองว่าช่วงที่ราคาหุ้นปรับตัวลงแรงเป็นจังหวะเข้าซื้อ.

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 4.96 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,566.84 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ม.ค. 2560 17:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/838053


หุ้นไทยวันที่ 17 ม.ค. ปิดตลาดลดลง 4.96 จุด เปลี่ยนแปลง -0.32% ดัชนีอยู่ที่ 1,566.84 จุด มูลค่าซื้อขาย 50,193.03 ล้านบาท…การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 17 ม.ค. 60 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดลดลง 4.96 จุด เปลี่ยนแปลง -0.32% ดัชนีอยู่ที่ 1,566.84 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 50,193.03 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 4. บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และ 5. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน).

 

ไทยสมายล์ ขยายเวลาบัตรโดยสารราคาพิเศษให้พี่น้องชาวใต้ เริ่มต้น 999 บ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ม.ค. 2560 16:58

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/838022


ไทยสมายล์ ขยายเวลาบัตรโดยสารราคาพิเศษให้พี่น้องชาวใต้ เริ่มต้นที่ 999 บาท เพื่ออำนวยความสะดวก-แบ่งเบาภาระผู้โดยสารที่ต้องเดินทางในเส้นทางพื้นที่ประสบอุทกภัย สำรองบัตรได้ถึง 22 ม.ค. เดินทางได้จนถึง 31 ม.ค. 60 …เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 60 กัปตันวรเนติ หล้าพระบาง รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายการบินไทยสมายล์ กล่าวว่า ขณะนี้สายการบินไทยสมายล์ ได้ขยายเวลาบัตรโดยสารราคาพิเศษ SMILE PRICE 999 เพื่ออำนวยความสะดวกและแบ่งเบาภาระให้แก่พี่น้องชาวใต้ ที่จำเป็นต้องเดินทางในเส้นทาง กระบี่ สุราษฎร์ธานี หาดใหญ่ และ นราธิวาส ซึ่งเป็นพื้นที่ประสบอุทกภัย ในราคาเริ่มต้นที่ 999 บาท ต่อท่าน ต่อเที่ยว (รวมทุกอย่างแล้ว) สำรองบัตรโดยสารได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 22 มกราคม 2560 และ เดินทางได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 31 มกราคม 2560

ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสำรองที่นั่งได้ที่ www.thaismileair.com, Smile Call Center 1181 หรือ 0-2118-8888, Smile Service Center และตัวแทนจำหน่ายใกล้บ้านคุณ.

 

พณ. เตรียมเปิด YEN-D ซีซั่น 3 เดือน ก.พ. ดันผู้ประกอบการลุยตลาด CLMV

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ม.ค. 2560 15:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/837901


กรมการค้าต่างประเทศ เดินหน้าสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการไทยกับเพื่อนบ้าน เตรียมเปิดตัว YEN-D Program ซีซั่น 3 เดือน ก.พ.นี้ เน้นเชื่อมโยงธุรกิจนวัตกรรม หวังยกระดับสู่ผู้ประกอบการ 4.0 ส่วน 2 ซีซั่นสำเร็จเกินคาด สร้างเครือข่ายธุรกิจได้กว่า 560 ราย มีมูลค่าการค้า-ลงทุนร่วมกันกว่า 1,700 ล้าน…วันที่ 17 ม.ค. 60 นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ เตรียมจัดโครงการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือ YEN-D Program ซีซั่น 3 เพื่อสร้างเครือข่ายให้แก่ผู้ประกอบการไทยในการลุยตลาด CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) หลังจากที่ซีซั่น 1 และ 2 ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยสามารถสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการรุ่นใหม่ CLMVT กว่า 560 ราย และมีมูลค่าการค้าขาย การลงทุน การร่วมทุน และการร่วมมือทำธุรกิจระหว่างกันแล้วกว่า 1,700 ล้านบาท และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผู้ประกอบการโครงการ YEN-D ทั้ง 2 ซีซั่น ที่ประสบความสำเร็จ สามารถขยายตลาดในประเทศเพื่อนบ้านได้เพิ่มขึ้น เช่น กระทะ Korea King และไทยรุ่ง เอ็นเนอร์จี ขยายไปยังตลาดลาว, พันท้ายนรสิงห์ ขยายไปตลาดเมียนมา และยังร่วมลงทุนจัดตั้งโรงงานผลิตตู้ควบคุมกระแสไฟฟ้าในเมียนมา, การร่วมลงทุนทำตลาดสินค้าเครื่องสำอางที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา รวมทั้งยังมีการร่วมทุนในการจัดตั้งไทยทาวน์ ทั้งที่กรุงย่างกุ้งประเทศเมียนมา และนครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม เพื่อจำหน่ายและกระจายสินค้าไทยในประเทศเพื่อนบ้าน

ส่วน YEN-D Program ซีซั่น 3 กรมฯ จะเปิดตัวโครงการในเดือน ก.พ.60 และจะเริ่มการฝึกอบรมผู้ประกอบการในเดือน มี.ค.60 โดยเริ่มจากรุ่นไทย-กัมพูชา ตามด้วยรุ่นไทย-ลาว รุ่นไทย-เมียนมา และรุ่นไทย-เวียดนาม และในปีนี้กรมฯ ได้ขยายโอกาสไปยังผู้ประกอบการรุ่นใหม่จากจังหวัดชายแดนของประเทศเพื่อนบ้านที่มีศักยภาพ เช่น เมียวดี เมาะลำไย ตองยี เชียงตุง ท่าขี้เหล็ก ของเมียนมา, พระตะบอง ไพลิน และศรีโสภณ ของกัมพูชา ให้เข้าร่วมฝึกอบรมด้วย

“การจัดโครงการ YEN-D Program ซีซั่น 3 ได้ใช้ธีมงานว่า YEN-D 4.0 เป็นการขานรับนโยบายรัฐบาลไทยแลนด์ 4.0 โดยกรมฯ จะเลือกเฟ้นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีแววที่จะนำนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ การค้าออนไลน์ มาต่อยอดให้กับสินค้าหรือบริการของตนเอง ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทย”

ทั้งนี้ กรมฯ ได้เปิดรับสมัครผู้ประกอบการไทยที่เป็นเจ้าของกิจการหรือทายาทเจ้าของกิจการ อายุไม่เกิน 45 ปี เพื่อเข้าร่วมโครงการ โดยขณะนี้มีคนสนใจสมัครเข้ามาเป็นจำนวนมาก และถือเป็นหนึ่งในหลักสูตรที่ได้รับความสนใจมากที่สุด มีสัดส่วนสมัคร 100 คน รับได้แค่ 1 คน เพราะปัจจุบันทุกคนยอมรับว่า CLMV เป็นตลาดที่มีศักยภาพ เป็นขุมทรัพย์ใกล้บ้าน มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 7-8% จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย.

 

หอการค้า ประเมินผลกระทบ เหตุน้ำท่วม 12 จว.ภาคใต้ ฉุดจีดีพี 0.1-0.7%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ม.ค. 2560 14:09

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/837820


หอการค้าไทย ประเมินผลกระทบความเสียหายจากเหตุน้ำท่วม 12 จังหวัดภาคใต้ กระทบจีดีพี 0.1-0.7% ขึ้นกับระยะเวลาน้ำท่วม พร้อมคาดสถานการณ์ด้านท่องเที่ยวพื้นที่ภาคใต้จะกลับมาเป็นปกติช่วงสงกรานต์…เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 60 นายวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยร่วมกับหอการค้าจังหวัดภาคใต้ได้ประเมินผลกระทบความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ 12 จังหวัด โดยแบ่งเป็น 2 กรณี กรณีแรก หากสถานการณ์น้ำท่วมยุติลงภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ คาดว่าความเสียหายจะอยู่ที่ประมาณ 10,000-15,000 ล้านบาท ส่งผลกระทบต่อ GDP ที่ 0.1% ส่วนกรณีที่สอง หากสถานการณ์น้ำท่วมกินเวลานานไปถึง 2-3 เดือน คาดว่า ความเสียหายจะสูงถึง 85,000-120,000 ล้านบาท ผลกระทบต่อ GDP ที่ 0.5-0.7%

ส่วนผลกระทบทางด้านการท่องเที่ยว พบว่า โรงแรมและที่พักในฝั่งอ่าวไทย ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกการจองห้องพักประมาณ 10% และมีการปรับแผนการท่องเที่ยวไปยังฝั่งอันดามันแทน ดังนั้นจึงคาดว่าสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้จะกลับมาเป็นปกติได้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์

นอกจากนี้ หอการค้าไทยและหอการค้าจังหวัดภาคใต้ ได้มีข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาภายหลังน้ำลด โดยเสนอให้มีการเร่งฟื้นฟูความเสียหายให้เร็วที่สุด พร้อมกับใช้บทเรียนจากวิกฤติที่เกิดขึ้นในรอบนี้มาใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว โดยข้อเสนอที่สำคัญ คือ 1. การบูรณาการบังคับใช้กฎหมายผังเมืองควบคู่กับการใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกัน เช่น พ.ร.บ.ควบคุมอาคารและสิ่งปลูกสร้าง 2. เสนอให้มีการจัดทำผังน้ำในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงภัย หรือพื้นที่ที่เป็นทางไหลผ่านของน้ำ โดยขอความร่วมมือจากประชาชนเพื่อขอกันพื้นที่ในการทำ Flood Way

3. เสนอให้รัฐบาลเร่งฟื้นฟูแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค รวมทั้งการฟื้นฟูสิ่งปลูกสร้าง โดยจะประสานไปยังผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้างให้เข้าไปช่วยเหลือหรือจัดหาสินค้าในราคาพิเศษ 4. รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ในการปรับปรุงโครงสร้างการผลิตของภาคการเกษตรใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และ 5. เสนอให้มีการจัดแคมเปญด้านการท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย.

 

เอสโซ่ สนับสนุนมอเตอร์ไซค์จิตอาสาที่สนามหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 17 ม.ค. 2560 13:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/837752


เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โดย นายมงคลนิมิตร เอื้อเชิดกุล กรรมการและผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์ (ขวา) มอบบัตรน้ำมันจำนวน 500 ใบ ใบละ 200 บาท รวมมูลค่า 100,000 บาท ให้แก่ นายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (ซ้าย) ณ ห้องรับรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อมอบให้แก่จิตอาสาที่ขับขี่มอเตอร์ไซค์อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่สนามหลวงต่อไป

นายมงคลนิมิตร กล่าวว่า “ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ บริษัทฯ ขอร่วมทำความดีถวายเป็นพระราชกุศล ด้วยการสนับสนุนมอเตอร์ไซค์จิตอาสาที่บริการรับ-ส่งประชาชนตามจุดต่างๆ รอบสนามหลวงโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง และช่วยสนับสนุนการทำความดีเพื่อส่วนรวม”

 

สุวรรณภูมิ เตรียมซ่อมพื้นผิวรันเวย์ทิศเหนือบางส่วน ช่วง มี.ค.-พ.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 17 ม.ค. 2560 11:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/837717


ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เตรียมแผนปรับปรุงทางวิ่งด้านเหนือบางส่วน เพื่อซ่อมแซมพื้นผิวให้สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย-เป็นไปตามมาตรฐานสากล ระหว่าง 3 มี.ค.-5 พ.ค. 60 รวม 60 วัน พร้อมเตรียมแผนรองรับ กระทบการบริการขึ้น-ลงเที่ยวบินน้อยที่สุด …วันที่ 17 ม.ค. 60 นายศิโรตม์ ดวงรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) มีแผนปรับปรุงทางวิ่งด้านทิศเหนือบางส่วน (01R/19L) ในระหว่างวันที่ 3 มีนาคม–5 พฤษภาคม 2560 รวมทั้งสิ้น 60 วัน

ทั้งนี้ แผนการดำเนินการดังกล่าว เป็นไปตามแผนการปรับปรุงทางวิ่งและทางขับตามระยะที่ ทอท. กำหนด เพื่อความปลอดภัยของอากาศยานและผู้โดยสาร ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากล รวมทั้ง การดำเนินการดังกล่าวอยู่ในช่วงเวลาการปรับปรุงที่เหมาะสมที่สุดเพราะเป็นช่วงก่อนเข้าสู่ฤดูฝนของปี 2560 และเป็นช่วงเวลาที่มีการใช้บริการของผู้โดยสารน้อยกว่าช่วงเวลาอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้ใช้บริการโดยทั่วไปเป็นกังวลว่า อาจมีผลกระทบต่อความล่าช้าในการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งอยู่ในช่วงระหว่างการดำเนินการปรับปรุงทางวิ่งนั้น ทสภ. ได้พิจารณาและตรวจสอบปริมาณเที่ยวบินและสถิติจำนวนผู้โดยสารแล้ว ส่วนใหญ่เป็นผู้โดยสารที่เดินทางภายในประเทศ และเดินทางผ่านทางท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) ดังนั้น ช่วงเวลาดังกล่าวจะส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อการให้บริการ ซึ่ง ทสภ. ได้เตรียมแผนการรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว

นายศิโรตม์ กล่าวด้วยว่า สำหรับขีดความสามารถของทางวิ่งดังกล่าว ปัจจุบันสามารถรองรับได้ 68 เที่ยวบิน/ ชั่วโมง แต่ในช่วงระหว่างการปรับปรุงจะสามารถรองรับได้ 60 เที่ยวบิน/ ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม จากสถิติปริมาณเที่ยวบินที่มีการให้บริการสูงสุด ณ ทสภ. ที่ผ่านมา จะอยู่ในช่วงระหว่างเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ของทุกปี ซึ่งมีเที่ยวบินเฉลี่ยไม่เกิน 58 เที่ยวบิน/ชั่วโมง ดังนั้น ทสภ. จึงมั่นใจว่า ช่วงระหว่างที่มีการปรับปรุงทางวิ่งดังกล่าว จะไม่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการแต่อย่างใด เนื่องจากขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบินมีมากพอต่อการให้บริการ รวมทั้ง ทสภ. ยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) สายการบินที่ให้บริการที่ ทสภ. ในการบริหารจัดการตารางการบิน รวมทั้งหลุมจอดของแต่ละเที่ยวบินให้เป็นไปตามแผนการบินที่กำหนด และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ได้ออกประกาศเพิ่มเติมเอกสารแถลงข่าวการบิน (AIP Supplement) ให้นักบินและผู้เกี่ยวข้องรับทราบเป็นข้อมูลแล้ว เมื่อ 22 ธ.ค. 59 เพื่อให้สามารถรองรับการให้บริการผู้โดยสารได้

ทั้งนี้ ทางวิ่งเส้นที่มีการปรับปรุงดังกล่าวยังคงความสามารถในการทำการบินขึ้น (Take off) ได้ต่อไป