กางแผนยุทธศาสตร์รถไฟปี 60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ม.ค. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/838285


“วุฒิชาติ” สั่งเร่งลงทุน-ปรับโฉมบริษัทในเครือปี 2559 ที่ผ่านมา การรถไฟฯได้มีการยกระดับการพัฒนาของการรถไฟฯ มาแล้วระดับหนึ่ง และในโอกาสที่ปีปฏิทินเปลี่ยนเข้าสู่ศักราชใหม่ 2560 การรถไฟฯ เตรียมที่จะพัฒนาปรับโฉมรูปแบบบริการเพิ่มเติมอีกเพื่อให้การรถไฟฯก้าวสู่ระดับสากลมากขึ้น

นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้กล่าวถึงแผนการพัฒนารถไฟไทยในปี 2560 ที่กำลังจะเกิดขึ้นว่า จะเน้นการต่อยอดเพิ่มเติมจากปีที่แล้ว ทั้งในบทบาทการตอบสนองนโยบายการทำงานของรัฐบาล ปรับปรุงประสิทธิภาพภายในองค์กร ตลอดจนการยกระดับการให้บริการให้เป็นที่พึ่งพิงแก่ประชาชน
ในปีที่ผ่านมาเราได้มีการนำรถโดยสารรุ่นใหม่ออกมาให้บริการ ซึ่งตอบโจทย์ของผู้ใช้บริการได้อย่างดี มียอดจองเต็มล่วงหน้านานหลายเดือน และปีนี้จะเห็นเราปรับปรุงคุณภาพบริการรถไฟโดยสารชั้น 3 ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการดูแลสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้มีรายได้น้อยกับผู้ที่มีรายได้ปานกลาง สามารถซื้อตั๋วโดยสารในราคาใกล้เคียงกัน โดยคาดว่าจะปรับปรุงและให้บริการรถไฟชั้น 3 โฉมใหม่ได้ครบ 148 คัน

“เป้าหมายต่อไปเราต้องการยกระดับการบริการของรถไฟไทยให้มีมาตรฐานสากล ซึ่งปีที่ผ่านมาได้เริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงไปแล้วในขบวนรถโดยสารรุ่นใหม่ 115 คัน ไม่ว่าจะเป็นการบริการอาหาร ชุดยูนิฟอร์มของพนักงาน สัญญาณไวไฟ เป็นต้น มาในปีนี้ ผมจะนำประสบการณ์จากการออกไปดูงานตามต่างประเทศ ซึ่งได้มีโอกาสพบเจอรูปแบบบริการรถไฟดีๆจากที่ต่างๆนำมาประยุกต์เพื่อให้รถไฟไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก”

ทั้งนี้ นอกจากการเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางแล้ว การรถไฟฯยังเน้นความปลอดภัย โดยเฉพาะการลดอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดเสมอระดับทางรถไฟ โดยปีนี้ตั้งใจว่าจะติดตั้งอุปกรณ์บริเวณจุดตัดทางเสมอระดับรถไฟได้ครบถ้วนตามแผน ซึ่งมั่นใจว่าจะทำให้สถิติการเกิดอุบัติเหตุรถไฟกับรถยนต์ลดน้อยลง

ขณะที่อีกบทบาทหนึ่งที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่ากัน คือการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลเดินหน้าการลงทุนพัฒนาโครงสร้างรถไฟทางคู่ เพื่อเพิ่มศักยภาพการขนส่งให้กับประเทศและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งในปี 2560 ตั้งใจว่าจะเป็นปีแห่งการลงทุนพัฒนาครั้งใหญ่ของการรถไฟฯ โดยปีนี้จะมีโครงการรถไฟทางคู่อีก 5 เส้นทาง ซึ่งเป็นแผนการลงทุนจากปีที่แล้วที่ทำแล้ว 2 เส้นทาง ระยะทางรวม 668 กิโลเมตร มูลค่าลงทุน 9.58 หมื่นล้านบาท จะเปิดประมูลและเริ่มก่อสร้างได้ทั้งหมดภายในเดือน มี.ค.นี้ ประกอบด้วยเส้นทางนครปฐม-หัวหิน, เส้นทางหัวหิน-ประจวบคีรี-ขันธ์, เส้นทางประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร, เส้นทางมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ และเส้นทางลพบุรี-ปากน้ำโพ

นอกจากนี้ การรถไฟฯยังมีการปรับแผนลงทุนรถไฟทางคู่เพิ่มเติม ตามแผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่งระยะเร่งด่วน (แอ็กชั่นแพลน) ปี 2560 ประกอบด้วยรถไฟทางคู่ หัวหิน-ประจวบ-คีรีขันธ์ ชุมพร-สุราษฎร์ธานี สุราษฎร์ธานี-สงขลา หาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ปากน้ำโพ-เด่นชัย ช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ ช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ช่วงขอนแก่น-หนองคาย ช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี และช่วงบ้านไผ่-นครพนม

ขณะนี้จะดำเนินการส่วนต่อขยายรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) อีกจำนวน 2 เส้นทาง ได้แก่ สายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ รังสิต สายสีแดงอ่อน ส่วนต่อขยาย ช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช และตลิ่งชัน-ศาลายา โดยตั้งเป้าหมายทุกโครงการที่อยู่ในแอ็กชั่นแพลนจะเริ่มดำเนินการอนุมัติการลงทุนได้ภายในปี 2560 ด้วยเช่นกัน

นายวุฒิชาติกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ในปี 2560 การรถไฟฯยังตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นปีแห่งการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการองค์กร เพื่อให้สอดคล้องกับการจัดตั้งกรมการขนส่งทางราง โดยจัดตั้งบริษัทลูก 3 แห่ง คือ บริษัทเดินรถ, บริษัทซ่อมบำรุงรางและล้อเลื่อน และบริษัทบริหารทรัพย์สิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการหารายได้ การลดรายจ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ

สำหรับบริษัทลูกที่เกิดแห่งแรกจะเป็นบริษัทบริหารทรัพย์สิน ซึ่งเกิดขึ้นได้ภายในเดือน มี.ค.นี้ โดยรูปแบบของบริษัทลูกจะถือหุ้นโดยการรถไฟฯ 100% ทำหน้าที่ดูแลบริหารจัดการที่ดินของการรถไฟฯทั้งหมด 30,000-40,000 ไร่ ดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บค่าเช่าที่ดิน การศึกษาประเมินแผนการใช้ที่ดิน ตลอดจนการร่วมลงทุนกับเอกชนให้เข้ามาลงทุนพัฒนาที่ดินของการรถไฟฯ ตั้งเป้าหมายเมื่อตั้งบริษัทบริหารทรัพย์สินขึ้นมาแล้ว ภายใน 5 ปี รฟท.จะมีรายได้จากการใช้ประโยชน์จากที่ดินค่าเช่าเพิ่มเป็น 5,000 ล้านบาท จากปัจจุบัน 3,000 ล้านบาท และภายใน 10 ปี จะต้องเพิ่มไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งมีส่วนช่วยเพิ่มรายได้ และลดปัญหาขาดทุนสะสมการรถไฟฯได้

ส่วนอีก 2 บริษัทลูกที่จะมีการจัดตั้ง คือ บริษัทเดินรถและการซ่อมบำรุงรางและล้อเลื่อน โดย รฟท.ได้กำหนดกรอบเวลาว่าจะทำแล้วเสร็จในปี 2567 เนื่องจากทั้ง 2 ส่วน มีเนื้องานขนาดใหญ่เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก จึงต้องใช้เวลาเปลี่ยนแปลง แต่ภายในปีนี้จะเริ่มทดลองการบริหารด้วยการแยกบัญชีทรัพย์สินของทั้ง 2 หน่วยงานนี้ออกมา และทดลองประเมินประสิทธิภาพว่ามีการใช้งบประมาณเท่าไร มีผลงานเป็นอย่างไร เลี้ยงตัวเองได้หรือไม่

“การเดินรถแต่ละปีรายได้ยังติดลบอยู่ โดยบางขบวนก็มีผู้โดยสารน้อยทำให้ขาดทุน แต่ภายในเดือน เม.ย.นี้ กำลังจัดระบบการเดินรถใหม่ โดยเส้นทางที่ทับซ้อนมีเวลาเดินรถใกล้เคียง และไม่ได้ทำกำไรก็จะมีการควบรวมกันเหลือเพียงเส้นเดียวและปรับสถานีปลายทางใหม่ แต่จะไม่กระทบต่อผู้โดยสารจนเดือดร้อน ส่วนในฝ่ายซ่อมบำรุงก็จะมีการประเมินเลยว่าการซ่อมบำรุงแต่ละครั้ง ควรมีรายได้ค่าซ่อมเท่าไร ปรับดีขึ้นได้หรือไม่”

“ผมเชื่อว่า จากการดำเนินงานตามแผนปี 2560 ที่ตั้งไว้ รวมถึงความตั้งใจของคน รถไฟที่มุ่งมั่นในการพัฒนา จะเห็นรถไฟไทยพัฒนาขึ้นอย่างชัดเจนไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา”.

 

หุ้นสหรัฐฯ ร่วง จากแรงฉุดกลุ่มธนาคาร-ไบโอเทค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 18 ม.ค. 2560 06:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/838350


ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงในวันอังคาร ก่อนที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ จะสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีในวันศุกร์นี้ โดยหุ้นในกลุ่มธนาคารและเทคโนโลยีชีวภาพลดลงมากที่สุด…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 17 ม.ค. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 58.96 จุด หรือ 0.30% ปิดที่ 19826.77 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 6.75 จุด หรือ 0.30% ปิดที่ 2267.89 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 35.39 จุด หรือ 0.63% ปิดที่ 5538.73 จุด

บริษัทกลุ่มธนาคารสหรัฐฯ ซึ่งหุ้นพุ่งกระฉูดหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดี ร่วงหนักในวันอังคาร นำโดย โกลด์แมน แซคส (-3.3%) และ ซิตี้กรุ๊ป (-2.1) ก่อนที่ทั้งสองบริษัทจะเปิดเผยผลประกอบการในวันพุธนี้ โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า นักลงทุนบางส่วนขายหุ้นเอากำไร

 

ตั้งกองทุนสภาพคล่องคืนเงินผู้เสียหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ม.ค. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/838284


อนุมัติกฎหมายสหกรณ์ฉบับใหม่ ยึดบทเรียนเครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติในหลักการร่างพระราชบัญญัติสหกรณ์ฉบับใหม่ ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาประเด็นต่างๆที่สร้างให้เกิดความกังวลใจในเสถียรภาพและความเชื่อมั่นในระบบสหกรณ์ โดยจะเสนอร่างกฎหมายให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา และส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาต่อไป

มีประเด็นปรับปรุงแก้ไขที่สำคัญดังนี้คือ การปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ ให้มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจากภาคเอกชนเข้าร่วมเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน กำหนดชัดเจนว่าต้องมาจากด้านการเงิน การตลาด การเกษตร ด้านกฎหมายและด้านดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้พัฒนาสหกรณ์ได้ลึกซึ้งรอบด้านมากกว่าเดิม ขณะเดียวกัน ในส่วนของการกำกับดูแล หลังจากที่มีปัญหากรณีของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จึงได้แก้ไขกฎหมายให้อำนาจกับนายทะเบียนสหกรณ์ซึ่งก็คืออธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในการออกเกณฑ์กำกับได้มากขึ้น ทำให้ในอนาคตจะสามารถออกเกณฑ์กำกับถ้าเป็นประโยชน์กับสหกรณ์เป็นการทั่วไป

ส่วนการฟ้องร้องคนภายนอกนั้น ในอดีตนายทะเบียนไม่สามารถฟ้องร้องเองได้ แต่กฎหมายฉบับใหม่กำหนดให้นายทะเบียนสามารถฟ้องร้อง ในกรณีที่สหกรณ์ไม่ฟ้องร้อง ไม่ร้องทุกข์ได้ ทำหน้าที่เป็นเจ้าทุกข์เองได้ ทำให้กระบวนการเรียกร้องต่างๆเกิดความรวดเร็ว พร้อมทั้งให้อำนาจนายทะเบียนสั่งการแก้ไขการดำเนินงาน สั่งให้แก้ไขข้อบกพร่อง สั่งให้ระงับการดำเนินการหรือหยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว หรือการตั้งผู้แทนสหกรณ์มาดำเนินการแทน รวมถึงสั่งให้พ้นตำแหน่งทั้งคณะ หรือสั่งให้กรรมการผู้ที่เกี่ยวข้องพ้นจากตำแหน่งได้ เพื่อให้อำนาจนายทะเบียนเข้าไปดูแลแก้ไขในกรณีเกิดปัญหาได้ทันท่วงที

นอกจากนี้ ในพระราชบัญญัติสหกรณ์ฉบับใหม่ จะกำหนดเรื่องการรับผิดชอบของกรรมการและผู้จัดการสหกรณ์ ในกรณีทำให้สหกรณ์เกิดความเสียหาย พร้อมทั้งกำหนดให้มีผู้ตรวจสอบสหกรณ์ที่ตั้งจากบุคคลภายนอกหรือสมาชิกในการดำเนินการตรวจสอบกิจการของสหกรณ์ ส่วนในเรื่องของความรับผิดชอบกรณีไม่แก้ไขตามที่นายทะเบียนสั่งการจะมีโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 10,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนั้น ยังมีการจัดตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพระบบสหกรณ์ มีหน้าที่ให้การช่วยเหลือด้านการเงินแก่สหกรณ์ที่ขาดสภาพคล่อง เพื่อให้มีเงินไปคืนเงินฝากของประชาชนได้ เงินส่วนนี้ให้สหกรณ์จัดสรรกำไรสุทธิของสหกรณ์ไม่เกิน 1% มาสมทบกองทุนดังกล่าว.

 

เว้นภาษีบุคคลธรรมดา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ม.ค. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/838278


คนจ่ายค่าซ่อมแซมบ้าน-รถยนต์น้ำท่วมใต้นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอมาตรการภาษี เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในภาคใต้เพิ่มเติม เพื่อมีส่วนช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนในการซ่อมแซมทรัพย์สิน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตและประกอบอาชีพที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย โดยให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินที่ใช้จ่ายเป็นค่าซ่อมแซมอสังหาริมทรัพย์และรถยนต์ สำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปีภาษี 60

โดย ครม.เห็นชอบให้กระทรวงการคลังจัดทำร่างกฎกระทรวง ฉบับที่…(พ.ศ. …) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร มีสาระสำคัญที่ให้มีมาตรการยกเว้นภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอสังหาริมทรัพย์ กำหนดให้มีการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมอสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพย์สินที่ประกอบติดตั้งในลักษณะถาวรกับตัวอาคาร หรือในที่ดินอันเป็นที่ตั้งของอาคารหรือในการซ่อมแซมห้องชุดในอาคารชุดหรือทรัพย์สินที่ประกอบติดตั้งในลักษณะถาวรกับห้องชุดในอาคารชุดที่ได้จ่ายระหว่างวันที่ 1 ธ.ค.59 ถึง 31 พ.ค.60 ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันทั้งหมดแล้วไม่เกิน 100,000 บาท

ส่วนการซ่อมแซมรถยนต์ ให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้ที่ใช้จ่ายเป็นค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมรถยนต์ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์หรือกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกหรืออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกในรถได้รับความเสียหายจากอุทกภัยที่ได้จ่ายระหว่าง 1 ธ.ค.59 ถึง 31 พ.ค.60 ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันทั้งหมดแล้วไม่เกิน 30,000 บาท ในกรณีที่มีค่าวัสดุในการซ่อมแซมรถมากกว่า 1 คัน ให้รวมค่าใช้จ่ายรถทุกคันเข้าด้วยกัน แต่ทั้งหมดไม่เกิน 30,000 บาท.

 

“สมคิด” ชี้ บริษัทในตลาดมีปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ม.ค. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/838277


“รุ่งกิจ-อาร์เค” ไม่เกี่ยวข้องกับ B/Eนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวอีกครั้งวานนี้ (17 ม.ค.) เกี่ยวกับความห่วงใยกรณีการลงทุนในตั๋วแลกเงิน หรือตราสารหนี้ที่เรียกว่า B/E (บีอี) ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เริ่มส่ออาการไม่สามารถชำระหนี้คืนแก่นักลงทุนได้ว่ากรณีข้างต้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับบริษัทรุ่งกิจ เรียลเอสเตท หรืออาร์เค พร็อพเพอร์ตี้ แต่อย่างใด เนื่องจากบริษัทนี้อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ และไม่สามารถออกตั๋วบีอีได้

“ผมและ รมว.คลังเป็นห่วงเรื่องตั๋วบีอีมาก จึงสั่งให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ไปควบคุมดูแลเรื่องการออกตั๋วบีอีให้ดี ซึ่งมีหลายบริษัทที่ส่อแววไม่ค่อยดี เช่น เคซี พร็อพเพอร์ตี้ ไม่ใช่บริษัท อาร์เค พร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งเป็นการสื่อสารที่เข้าใจผิดกับสื่อมวลชน”

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ตนได้กำชับให้ รมว.คลัง ติดตามเรื่องตั๋วบีอีอย่างใกล้ชิด เพราะป้องกันประชาชนรายย่อยซึ่งไม่มีความรู้ต้องขาดทุนไปด้วย

เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว นายวรยุทธ กิตติอุดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท รุ่งกิจ เรียลเอสเตท จำกัด หรืออาร์เค พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า การเอ่ยนาม รุ่งกิจ เรียลเอสเตท หรืออาร์เค พร็อพเพอร์ตี้ ว่าเป็นบริษัทในกลุ่มที่มีการออกตั๋วบีอีนั้น ถือเป็นความเข้าใจผิดอย่างรุนแรง นายวรยุทธกล่าวว่า บริษัทตนไม่เคยมีปัญหาในการทำธุรกิจ และกว่า 30 โครงการที่บริษัทลงทุนในโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต่างๆดำเนินไปด้วยความตรงไปตรงมา

“เรายึดถือการทำธุรกิจที่มีธรรมาภิบาลมี Good Government ที่ดีมาตลอด และเราจะดำเนินการก่อสร้างโครงการใดก็ตาม ต้องเป็นไปตามความต้องการจริงที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงาน หรือคอนโดโลว์ไรซ์ หรือคอนโดแนวราบ”

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท รุ่งกิจ เรียลเอสเตท กล่าวด้วยว่า บริษัทของเขามีสภาพคล่องสูง และจากการทำธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา ทำให้รายได้จากผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 1,200 ล้านบาท จึงไม่มีความจำเป็นใดๆจะต้องไปออกตั๋วแลกเงิน ในขณะที่บริษัทเองก็อยู่นอกตลาด กฎหมายมีบทบัญญัติชัดเจนว่า บริษัทนอกตลาด ไม่สามารถดำเนินการไปออกตั๋วสัญญาใช้เงินใดๆได้

รุ่งกิจ เรียลเอสเตท หรืออาร์เค พร็อพเพอร์ตี้ เติบโตมาอย่างมั่งคั่ง และยั่งยืน จากบริษัทแม่ที่คนในรุ่นปู่ย่าทำไว้ คือ รุ่งพัฒนา พร็อพเพอร์ตี้ และผันตัวเองมาเป็นรุ่งกิจ เรียลเอสเตท (อาร์เค พร็อพเพอร์ตี้) เมื่อ 6 ปีที่ผ่านมาจนได้ฉายาว่าเป็นเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์แนวราบ กรุงเทพฯฝั่งตะวันออก หรือในย่านสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งมีเป้าหมายจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ในกลุ่มตลาดใหม่ MAI ในอนาคต

การก้าวมาถึงจุดนี้ได้ ก็เพราะบริษัทให้ความสำคัญกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภคเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์การออกแบบบ้าน ข้อบังคับ หรือข้อกฎหมายต่างๆอย่างเคร่งครัดเกี่ยวกับการพัฒนาโครงการตรงไปตรงมา มีส่วนสำคัญให้ธุรกิจเราเติบโตไปในทิศทางที่ได้รับความน่าเชื่อถือ ไม่มีการสะดุดระหว่างทาง “ผมเรียนรู้การบริหารธุรกิจกับการเงินที่ดีมาจากคุณพ่อ ระบบบัญชี การลงทุน และเรื่องส่วนตัวจึงถูกแยกชัดออกจากกันไม่นำมาปะปน นั่นทำให้เราทำธุรกิจอย่างถูกต้อง และเสียภาษีจากการทำธุรกิจก็ถูกต้องด้วย” นายวรยุทธกล่าวถึงเหตุผลว่า เหตุใดเขาจึงไม่ทำธุรกิจที่เสี่ยงต่อความน่าเชื่อถือของบริษัท.

 

หวั่นน้ำท่วมใต้ยืดเยื้อเสียหายพุ่ง!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ม.ค. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/838276


นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าภาคใต้ได้ประเมินผลกระทบผู้ประกอบการจากน้ำท่วมภาคใต้ 12 จังหวัดแล้ว แบ่งเป็น 2 กรณี คือ หากน้ำท่วมยุติได้ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ และสามารถฟื้นฟูสถานการณ์ได้เร็วใน 1-2 สัปดาห์ คาดว่าจะมีความเสียหายเพียง 10,000-15,000 ล้านบาท คิดเป็น 0.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ที่มีมูลค่า 14.5 ล้านล้านบาท หรือ 1.25% ของจีดีพีภาคใต้ ที่มีมูลค่า 1.2 ล้านล้านบาท แต่หากน้ำท่วมยืดเยื้อนาน 2-3 เดือน จะเกิดความเสียหายสูงถึง 85,000-120,000 ล้านบาท หรือ 0.5-0.7% ของจีดีพี “ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นมาก อยู่ในส่วนของ 2 พืชเกษตรสำคัญ คือ ยางพาราและปาล์มน้ำมัน เพราะหากน้ำท่วมเกิน 20 วัน ยางพาราจะตาย ต้องใช้เวลาปลูกใหม่ 8-10 ปีกว่าจะได้ผลผลิต แต่ถ้าท่วมเกิน 1 เดือน ปาล์มจะตาย ต้องใช้เวลาปลูกใหม่ 3-5 ปี ระหว่างนี้จะไม่มีผลผลิต เกษตรกรไม่มีรายได้ ส่วนโค กระบือเสียชีวิต ทั้งจากน้ำท่วมและไม่มีหญ้ากิน”ด้านการท่องเที่ยว แม้โรงแรมและที่พักฝั่งอ่าวไทยจะได้รับผลกระทบจากการที่นักท่องเที่ยวยกเลิกจองห้องพัก 10-20% แต่ส่วนใหญ่ได้ปรับแผนไปเที่ยวฝั่งอันดามันแทน ทำให้คาดว่าช่วงสงกรานต์ปีนี้การท่องเที่ยวจะกลับสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้ หอการค้าไทยได้ทำข้อเสนอการแก้ปัญหาภายหลังน้ำลด เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมระยะยาว มี 5 ข้อเสนอ คือ บูรณาการบังคับใช้กฎหมายผังเมือง ควบคู่กับการใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้มีการก่อสร้างกั้นทางน้ำ, จัดทำผังน้ำในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง หรือพื้นที่ทางน้ำไหลผ่าน โดยขอความร่วมมือจากประชาชนกันพื้นที่ใช้ทำพื้นที่รับน้ำท่วม (ฟลัด เวย์) ที่สำคัญควรใช้โอกาสนี้ปรับปรุงโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตรใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และให้จัดแคมเปญท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย.

 

เตือนใช้ “บัตรเงินสด” ถูกกฎหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ม.ค. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/838272


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกประกาศเตือนความเสี่ยงของการใช้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อี-มันนี่) จากผู้รับบริการที่ไม่ได้รับอนุญาตจากทางการ เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากที่เสนอบริการเติมเงินเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อี-วอลเลต) เพื่อนำเงินไปใช้ในร้านค้าที่กำหนดไว้ โดยมีการแข่งขันโฆษณาประชาสัมพันธ์ เชิญชวนให้ประชาชนทั่วไปและร้านค้าให้รับบริการ และบางแห่งมีการหาเครือข่ายสมาชิกโดยได้รับผลตอบแทนด้วยทั้งนี้ เพื่อไม่เกิดความเสียหาย หรือเกิดปัญหาในการชำระเงินของประชาชนที่สนใจใช้บริการอี-มันนี่ บัตรเงินสดอิเล็กทรอนิกส์ ธปท.ขอแนะนำให้ประชาชน ร้านค้า และสถานประกอบการที่สนใจจะชำระค่าสินค้า หรือรับชำระค่าสินค้าและบริการผ่านระบบอี-มันนี่ ให้เลือกใช้กับบริษัทผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตจากทางการ และหลีกเลี่ยงผู้ให้บริการที่ไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากอาจจะมีการให้บริการที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม ธปท.ยังคงยืนยันว่าการใช้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ และบัตรเงินสดอื่นๆ ที่ได้รับอนุญาตจากทางการ ประชาชนสามารถใช้บริการได้อย่างมั่นใจ

โดยปัจจุบันมีผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตจากทางการทั้งในส่วนของธนาคารพาณิชย์ และบริษัทประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงินทั้งสิ้น 21 ราย ซึ่งประชาชนสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาตจากทางการ ได้จากเว็บไซต์ของ ธปท.ในส่วนของฝ่ายระบบการชำระเงินการกำกับดูแล e-Payment รายชื่อผู้ประกอบธุรกิจบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (ปว.58) หรือสอบถามเพิ่มเติมกับศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน หมายเลขโทรศัพท์ 1213.

 

“เดอะมอลล์” ปิดยอดตามเป้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ม.ค. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/838265


นายชำนาญ เมธปรีชากุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกยังคงมีความคึกคัก โดยเฉพาะในช่วงปลายปี 2559 ที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก “โครงการช็อปช่วยชาติ” ลดหย่อนภาษีของภาครัฐ ที่มีการขยายเวลาจาก 7 วัน เป็น 18 วัน ส่งผลให้ผู้บริโภคตื่นตัวในการจับจ่ายใช้สอยสูงกว่าช่วงปกติ โดยเฉพาะในช่วงการจัดงานมหกรรมลดทะลุพิกัดของเดอะมอลล์ วันที่ 21-25 ธ.ค.ที่ผ่านมา มียอดการใช้จ่ายเติบโตสูงถึง 40% ซึ่งภาพรวมของการใช้จ่ายในช่วงช็อปช่วยชาติวันที่ 18-31 ธ.ค.มีผลให้ยอดขายเติบโตกว่า 10% ส่งผลให้สิ้นปี เดอะมอลล์กรุ๊ปปิดยอดรายได้รวมถึง 54,000 ล้านบาท เติบโต 4% ตามเป้าหมายสำหรับปี 2560 คาดว่ากำลังซื้อผู้บริโภคยังมีต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงตรุษจีน ที่อยู่ในช่วงปลายเดือน ม.ค.เป็นช่วงของการใช้จ่าย ที่แต่ละปีมีเงินสะพัดทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งการใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นการปฏิบัติตามธรรมเนียมประเพณีจีนที่สืบทอดกันมา อาทิ การไหว้บรรพบุรุษ การซื้อของขวัญ ของประดับตกแต่ง วัสดุ อาหารและเสื้อผ้าต่างๆ เป็นต้น โดยคาดว่าปีนี้น่าจะมีเงินสะพัดในช่วงตรุษจีนไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมาแน่นอน และตั้งเป้าสร้างยอดขายได้ไม่น้อยกว่า 2,500 ล้านบาท

“ปีนี้เดอะมอลล์กรุ๊ปต้องปรับแผนการทำตลาดใหม่ โดยเน้นเวลามากกว่ายอดขาย เพราะมองว่าการดึงลูกค้าให้ใช้เวลาอยู่ในศูนย์การค้านานๆ จากปัจจุบันใช้เวลาอยู่เฉลี่ย 1 ชั่วโมง 14 นาที ลูกค้าจะใช้จ่ายเงินเพิ่มขึ้น ทั้งซื้อสินค้าและบริการ รับประทานอาหาร ซึ่งการจะดึงให้ลูกค้าอยู่นานๆ คือ ความสะดวก, โปรโมชั่น, สินค้าหรือแบรนด์ที่เป็นแม่เหล็ก, ดิจิตอล และแบรนดิ้ง”

นอกจากนั้น พฤติกรรมของผู้บริโภคยังเปลี่ยนไป ความ ต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน การทำโปรโมชั่นต้องเป็นแบบเฉพาะเจาะจง (Tailor made) ให้กับลูกค้าในแต่ละพื้นที่ชัดขึ้น จะใช้เงินหว่านและอัดโปรโมชั่นเหมือนกันทุกสาขาไม่ได้แล้ว เช่น หากลูกค้าต้องการซื้อสินค้า แฟชั่นและเสื้อผ้า จะไปที่เอ็มโพเรียม พารากอน.

 

ซีอีโอมองเศรษฐกิจปีนี้ทรงตัว สารพัดปัจจัยเสี่ยงนอกรุมเร้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ม.ค. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/838262


นายกำพล ปัญญาโกเมศ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยว่า ศูนย์สำรวจความเห็นนิด้าโพลร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สำรวจความคิดเห็นผู้บริหารระดับสูง (ซีอีโอ) ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีนี้ พบว่าผู้บริหารระดับสูงส่วนใหญ่ 48.98% ระบุว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีนี้จะอยู่ในภาวะทรงตัว และ 34.69% ระบุว่าจะขยายตัว ส่วนอีก 16.33% มองเศรษฐกิจจะหดตัว ส่วนอัตราการเติบโตภาคอุตสาหกรรมปีนี้ส่วนใหญ่ระบุว่าจะทรงตัวเช่นกันสำหรับการวางแผนของผู้บริหาร ในการดำเนินกิจการตลอดทั้งปีนี้ พบว่า 91.84% มีการวางแผน และมีแนวทางในการรับมือ ขณะที่ 8.16% ยังไม่มีการปรับเปลี่ยนแผนมากนัก โดยในจำนวนผู้ที่ระบุว่ามีการวางแผน 44.44% ทำโดยปรับปรุงเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิต รองลงมา 37.78% เป็นการพัฒนาศักยภาพแรงงาน อีก 28.89% ขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ ส่วน 26.67% ระบุว่าชะลอการลงทุน และสาเหตุที่การลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวได้ไม่มากเท่าที่ควร ผู้บริหารระดับสูงส่วนใหญ่ระบุว่าเกิดจากการขาดความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจในประเทศและเศรษฐกิจโลกและภาคส่งออกที่หดตัวต่อเนื่อง ทั้งนี้ ผู้บริหารส่วนใหญ่ต้องการให้ภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนความต้องการบริโภคภายในประเทศ และภาครัฐควรเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งสนับสนุนการขยายตลาดเข้าสู่หัวเมืองรองในกลุ่มประเทศ CLMV เพื่อกระจายสินค้าให้มากขึ้น ส่วนปัจจัยเสี่ยงปีนี้ ผู้บริหารส่วนใหญ่เป็นห่วงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ความผันผวนของตลาดเงินและตลาดทุนโลกจากความไม่แน่นอนของนโยบายของสหรัฐฯ และกระบวนการออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปของอังกฤษ รวมถึงกำลังซื้อภายในยุโรปที่ยังฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ฯลฯ.

 

ส่งออกปศุสัตว์กระฉูด ไทยรุ่งเอาหวัดนกอยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ม.ค. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/838261


นส.พ.อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันการควบคุมการระบาดของไข้หวัดนกหลายประเทศยังไม่สามารถทำได้ดี เมื่อเทียบกับไทย ส่งผลประเทศต่างๆ ต้องการสินค้า อาทิ ไข่ไก่ ไก่เนื้อ ไก่สด เป็นจำนวนมาก ซึ่งคาดว่าในปี 2560 ไทยจะสามารถส่งออกสินค้าปศุสัตว์ คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 213,775 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับปี 2559 โดยมีปัจจัยบวกมาจากการขยายตลาดการส่งออกไปยังประเทศใหม่ๆ อาทิ เกาหลีใต้ และสิงคโปร์นอกจากนี้ ไทยยังมองเห็นโอกาสที่จะผลักดันสินค้าเศรษฐกิจตัวใหม่เพื่อส่งออก คือ ไก่ไข่ ซึ่งมีสัดส่วนส่งออกน้อยมากเมื่อเทียบกับสินค้าส่งออกชนิดอื่น โดยไทยส่งออกไปยังตลาดเพื่อนบ้านและฮ่องกง ประมาณปีละ 900,000 กิโลกรัม (กก.) มูลค่า 50 ล้านบาท ขณะที่ภาพรวมการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ในปี 2559 คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 197,940 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 7.8% เมื่อเทียบกับปี 2558 ที่มูลค่า 183,580 ล้านบาท.