TDRI มองศก.ไทยปี60 โต 3.2% จากส่งออก-บริโภคภายใน ห่วงปัจจัยเสี่ยง ตปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ธ.ค. 2559 17:42

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/806712

 

ทีดีอาร์ไอ มองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 60 ขยายตัวได้ 3.2% รับอานิสงส์จากการส่งออก-การบริโภคในประเทศมีสัญญาณฟื้นตัว ห่วงปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศ เงินไหลออก-บาทอ่อน หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย …

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้อำนวยการด้านการวิจัยและคำปรึกษาระหว่างประเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยในงานสัมมนาร่วมระหว่างธนาคารโลก และทีดีอาร์ไอถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2560 ว่า เศรษฐกิจไทยในปีหน้าคาดว่าจะขยายตัวได้ 3.2% เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่จะขยายตัวได้ 3% โดยได้รับอานิสงส์จากการส่งออกในปี 2560 ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 0-1% หลังจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มมีทิศทางฟื้นตัวในทางที่ดีขึ้น จากปีนี้ที่มองว่าปีนี้การส่งออกจะติดลบเล็กน้อยหรือทรงตัวที่ 0%

ทั้งนี้ ในปี 2560 การบริโภคในประเทศเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัว หลังจากที่ปีนี้ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และสถานการณ์ความโศกเศร้าจากเหตุการณ์ในประเทศ ขณะที่การใช้จ่ายของภาครัฐจากการเพิ่มงบประมาณกลางปี 1.9 แสนล้านบาท คาดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2560 ได้ ขณะที่การลงทุนของภาครัฐจะมีส่วนช่วยได้บ้าง เนื่องจากเงินลงทุนภาครัฐมีส่วนช่วยเศรษฐกิจเพียง 5-6%

ส่วนเรื่องการลงทุนภาครัฐนั้น ส่วนใหญ่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นของภาคเอกชนในการลงทุน ซึ่งสัญญาณเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้นได้มากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างประเทศ และเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าว่าจะมีความชัดเจนอย่างไร ซึ่งในขณะนี้มีเพียงสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียวที่ฟื้นตัว ขณะที่ยุโรป, จีน และญี่ปุ่น ยังอยู่ในทิศทางที่ชะลอตัวลงหรือคงที่ ซึ่งทำให้มองไม่ชัดว่าการส่งออกของไทยจะฟื้นตัวได้อย่างชัดเจนในช่วงเวลาใด

สำหรับมาตรการช็อปช่วยชาติ คาดว่าจะมีการนำค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้า-บริการมาหักลดหย่อนภาษี 15,000 บาท และน่าจะเข้าสู่การพิจารณาอนุมัติจากที่ประชุม ครม.ในสัปดาห์หน้า ประเมินว่าจะมีผลต่อ GDP ไม่ถึง 1% เท่านั้น เนื่องจากสัดส่วนผู้ที่เสียภาษีมีเพียง 4 ล้านคน จากประชาชนหมดของทั้งประเทศ เพียงแต่จะช่วยสร้างบรรยากาศการบริโภคภายในประเทศให้คึกคักมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปีหน้าเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คาดจะเริ่มทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายตั้งแต่ในเดือน ธ.ค.59 และไม่สามารถระบุได้ว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยกี่ครั้ง ส่งผลให้มีเงินทุนไหลออก และเงินบาทมีแนวโน้มปรับตัวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการนำเข้าสินค้า เช่น ทำให้ต้องนำเข้าน้ำมันในราคาที่สูงขึ้น

ขณะที่ คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะยังไม่เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงเดือน ธ.ค.นี้ หรือในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2560 แม้ว่าสหรัฐฯ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้วก็ตาม เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ยังมีความไม่แน่นอนจากสหภาพยุโรป ที่ยังมีหลายประเทศต้องการออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป โดยในเดือนมี.ค.2560 จะเห็นผลชัดเจนขึ้น ขณะเดียวกันยังมีความไม่แน่นอนจากการดำเนินนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การบริหารของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่ โดยเฉพาะนโยบายกีดกันทางการค้าจากจีน จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย ดังนั้นจะต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกันทั้งเรื่องการเพิ่มมูลค่าสินค้า และการสร้างความสามารถในการแข่งขัน.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 0.91 จุด ดัชนีแตะ 1,526.32 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ธ.ค. 2559 17:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/806692

 

หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายวันที่ 9 ธ.ค. เพิ่มขึ้น 0.91 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,526.32 จุด มูลค่าการซื้อขาย 43,866.49 ล้านบาท…

การเคลื่อนไหวตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 9 ธ.ค. 59 รายงานหุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 0.91 จุด เปลี่ยนแปลง 0.06% ดัชนีอยู่ที่ 1,526.32 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 43,866.49 ล้านบาท

สำหรับมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) 3. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน).

 

ปตท.-บางจาก ขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 40 สต. เว้น E85 ขยับ 20 สต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ธ.ค. 2559 16:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/806686

 

ข่าวร้าย!! ก่อนหยุดยาว 3 วัน ปตท.-บางจาก ขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด 40 สต. เว้น E85 ขยับ 20 สต. มีผลตี 5 พรุ่งนี้…

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. บมจ.ปตท.และบมจ.บางจากปิโตรเลียม ประกาศปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด 40 สตางค์/ลิตร ยกเว้น E85 ปรับขึ้น 20 สตางค์/ลิตร มีผลเวลา 05.00 น. วันที่ 10 ธ.ค.

สำหรับราคาใหม่เป็นดังนี้ เบนซิน 95 ราคา 33.86 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 26.75 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 26.48 บาท/ลิตร E20 ราคา 24.24 บาท/ลิตร E85 ราคา 19.49 บาท/ลิตร และดีเซล ราคา 25.49 บาท/ลิตร (ราคานี้ยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด)

 

เปิดทำพาสปอร์ตที่ สถานี MRT คลองเตย เริ่มให้บริการแล้ววันนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ธ.ค. 2559 15:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/806512

 

รฟม. จับมือกระทรวงต่างประเทศ เปิดสำนักงานหนังสือเดินทางแห่งใหม่ ที่สถานี MRT คลองเตย เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค. 59 เป็นต้นไป ในวัน-เวลาราชการ ตั้งแต่ 08.30-15.30 น.

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 59 มีรายงานว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) และบริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด (BMN) ร่วมกับกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ เปิดสำนักงานหนังสือเดินทาง MRT คลองเตย อย่างเป็นทางการ โดยถือเป็นการขยายการให้บริการประชาชนของกรมการกงสุลเป็นครั้งแรก ผ่านระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนที่มีความสะดวกและคล่องตัวในการเดินทาง ตอบสนองความต้องการของประชาชนทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน ที่สามารถเดินทางเข้ามารับบริการได้สะดวกยิ่งขึ้น ทั้งนี้ สำนักงานหนังสือเดินทาง สถานี MRT คลองเตย จะเริ่มเปิดให้บริการ ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2559 เป็นต้นไป

นายสุวัฒน์ จิราพันธุ์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ปัจจุบัน จำนวนคนไทยที่นิยมเดินทางไปต่างประเทศมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ส่งผลให้การใช้บริการที่สำนักงานฯ แต่ละครั้งอาจต้องใช้เวลานาน ทั้งจากปริมาณผู้ใช้บริการ และจากการเดินทางที่ต้องประสบปัญหาจราจร และปัญหาที่จอดรถที่ไม่เพียงพอ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ และกรมการกงสุล ไม่ได้นิ่งนอนใจ เราพยายามพัฒนาระบบการให้บริการเพื่อเพิ่มความสะดวกมากขึ้นให้กับประชาชน อาทิ ระบบการจองคิวออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ (https://passport.in.th/) ที่ช่วยลดเวลาในการรอคิวลงได้มาก ทว่าจำนวนสำนักงานหนังสือเดินทางอาจยังไม่เพียงพอต่อปริมาณผู้ใช้บริการที่มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง นี่จึงเป็นที่มาของการร่วมมือกับทาง รฟม. ในการเปิดสำนักงานหนังสือเดินทางแห่งใหม่ขึ้นในระบบรถไฟฟ้า MRT ซึ่งนอกจากจะเป็นการเพิ่มช่องทางการให้บริการให้มากขึ้นแล้ว ยังจะช่วยเพิ่มความสะดวกในการเดินทางสำหรับประชาชนทั่วไปมากขึ้นด้วย

ด้าน พลเอก ดร.ยอดยุทธ บุญญาธิการ ประธานกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวว่า รฟม.มีความยินดีที่ได้รับความไว้วางใจจากกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ในการจัดตั้งสำนักงานหนังสือเดินทางในพื้นที่ของระบบรถไฟฟ้า MRT ที่สถานี คลองเตยแห่งนี้ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการสานต่อเจตนารมณ์ของการดำเนินนโยบายการทูตเพื่อประชาชนของกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ด้วยวัตถุประสงค์ในการตอบสนองความต้องการของประชาชน ให้สามารถเข้าถึงบริการหนังสือเดินทางได้โดยสะดวกยิ่งขึ้น รฟม. ตระหนักดีถึงภารกิจในการดำเนินโครงการระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สามารถเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้น ซึ่งการเปิดสำนักงานหนังสือเดินทาง จะช่วยเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการหนังสือเดินทางให้แก่ประชาชนมากยิ่งขึ้นด้วย

สำหรับสำนักงานหนังสือเดินทางฯ MRT คลองเตย ซึ่งจะเริ่มเปิดให้บริการประชาชนตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2559 เป็นต้นไป ในวันและเวลาราชการ ตั้งแต่ 08.30-15.30 น. โดยมีค่าธรรมเนียมการทำหนังสือเดินทางเล่มละ 1,000 บาท สำหรับการรับเล่มทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษเท่านั้น

 

กรุงไทยพร้อมโอนเงินแจกคนจน 3 แสนราย ผ่านพร้อมเพย์วันนี้!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ธ.ค. 2559 14:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/806521

 

ธ.กรุงไทย จะโอนเงินให้ผู้เข้าร่วมโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ผ่านพร้อมเพย์ประมาณ 3 แสนรายวันนี้ และจะทยอยโอนให้คนที่มีบัญชีธนาคาร และบัตรอีมันนี่ภายในพรุ่งนี้ ไม่มีบัญชีมาเปิดได้โดยไม่ต้องมีเงินฝากภายใน 27 ธ.ค.59…

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.2559 นางสาวอาริศรา ธรมธัช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจภาครัฐ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ในวันนี้ (9 ธันวาคม 2559) ธนาคารได้โอนเงินให้แก่ผู้ที่มีรายได้น้อย ที่เข้าร่วมโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐกับธนาคารกรุงไทยแล้ว ประมาณ 300,000 ราย ผ่านบริการกรุงไทยพร้อมเพย์ จากจำนวนผู้ลงทะเบียนกับธนาคารทั้งสิ้นกว่า 1.03 ล้านราย และจะทยอยโอนเงินให้กับผู้ที่มีบัญชีธนาคาร และบัตรอีมันนี่ ภายในวันพรุ่งนี้ สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนกับธนาคารกรุงไทยแล้ว แต่ยังไม่ได้เปิดบัญชี ธนาคารจะช่วยแบ่งเบาภาระ ซึ่งสามารถเปิดบัญชีกับธนาคาร ภายในวันที่ 27 ธันวาคมนี้ โดยไม่ต้องมีเงินฝาก และธนาคารจะโอนเงินให้ภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2559.

 

‘บิ๊กบี้’ เตรียมบินเกาหลี ถกแก้ปัญหาคนไทย 5 หมื่นราย ลักลอบเข้าทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ธ.ค. 2559 14:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/806471

 

รมว.แรงงาน เตรียมเดินทางไปเกาหลี ในเดือน ม.ค. 60 เพื่อร่วมหารือการทำงานในเชิงลึกด้านแรงงานของ 2 ประเทศ พร้อมหามาตรการแก้ปัญหาคนไทย 5 หมื่นคน ลักลอบเข้าทำงานในเกาหลีอย่างผิดกฎหมาย …

วันที่ 9 ธ.ค. 59 ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมคณะผู้แทนจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) จะเดินทางไปสาธารณรัฐเกาหลีตามคำเชิญของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและการจ้างงานของสาธารณรัฐเกาหลี ในเดือน ม.ค. 60 เพื่อร่วมหารือการทำงานในเชิงลึกด้านแรงงานของ 2 ประเทศ ทั้งการพัฒนาทักษะแรงงานคน เทคโนโลยีใหม่และการป้องกัน และแก้ปัญหาการลักลอบไปทำงานผิดกฎหมาย เนื่องจากปัจจุบันมีคนไทยกว่า 5 หมื่นคน ลักลอบเข้าไปทำงานในเกาหลีอย่างผิดกฎหมาย

ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า การหารือในครั้งนี้ จะได้มีมาตราป้องกันการลักลอบไปทำงาน ให้เปลี่ยนเป็นถูกมากขึ้น ซึ่งจะต้องหามาตรการป้องกันการลักลอบผิดกฎหมาย โดยต้องเพิ่มทักษะแรงงาน สมรรถนะความพร้อมในการทำงาน เข้ามาใช้ในการสอบคัดเลือกคนหางานไทยไปทำงานเกาหลี ซึ่งจะช่วยลดการลักลอบเข้าไปทำงาน เนื่องจากการสอบไปทำงานนอกจากภาษาเกาหลีแล้ว ยังมีเรื่องทักษะตามตำแหน่งงาน ที่จะเพิ่มโอกาสให้คนหางานได้ไปทำงานมากขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
– เกาหลีใต้ เข้ม ปฏิเสธคนไทยเข้าเมืองมากขึ้น พบลอบทำงาน 5 หมื่นคน!

– แนะแรงงานลักลอบอยู่เกาหลี เดินทางกลับด้วยความสมัครใจ ขยายเวลาถึง ธ.ค.

 

สปส. ยัน ปรับเพดานเก็บเงินสมทบ 2 หมื่นต่อเดือน ชัดเจนกลางปีหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ธ.ค. 2559 13:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/806392

 

สปส. ยัน ปรับเพดานจัดเก็บเงินสมทบเพิ่ม 20,000 บาทต่อเดือน เพื่อเสถียรภาพของกองทุน สอดรับกับสภาพเศรษฐกิจ-ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ใช้แรงงาน ส่งผลผู้ประกันตน ต้องส่งเงินสมทบสูงสุด เดือนละ 1 พัน คาด มีความชัดเจนกลางปี 60 …

วันที่ 9 ธ.ค.59 นายสุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวถึงผลการศึกษาการปรับเพดานจัดเก็บเงินสมทบในอัตราร้อยละ 5 ของฐานเงินเดือน ที่ปัจจุบันเพดานสูงสุดอยู่ที่ 15,000 บาท ว่า สปส. ได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นผู้ประกันตนว่ามีความคิดเห็นอย่างไร ต่อการขยายเพดานจัดเก็บเงินสมทบให้สูงถึง 20,000 บาท เพื่อเสถียรภาพของกองทุน สอดรับกับสภาพเศรษฐกิจ และชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ใช้แรงงาน โดยยืนยันว่า การปรับฐานจะส่งผลดีกับผู้ประกันตนที่อยู่ในระบบประกันสังคมที่มีฐานเงินเดือนเกินกว่า 15,000 บาท ในเรื่องของสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับเพิ่มขึ้น เช่น การรับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน ปัจจุบันผู้ถูกเลิกจ้างได้รับอัตราร้อยละ 50 ของ 15,000 บาท คือ 7,500 บาท เมื่อปรับเป็น 20,000 บาท จะได้เพิ่มขึ้นถึง 10,000 บาท

นายสุรเดช กล่าวว่า จากการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นในจังหวัดอุดรธานี เชียงใหม่ กรุงเทพฯ ผู้ประกันตนส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่ผู้ประกอบการบางส่วนยังมีข้อกังวล ภาระรายจ่ายที่ต้องเพิ่มขึ้น แต่การรับฟังความคิดเห็นยังเหลืออีก 2 ครั้ง ที่จังหวัดชลบุรีและภาคใต้ คาดว่า จะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในช่วงกลางปี 2560

ทั้งนี้ หากมีการปรับฐานเงินเดือนไปอยู่ที่ 20,000 บาทนั้น ต้องจ่ายสมทบไม่เกิน 1,000 บาท ปัจจุบันมีผู้ประกันตนที่มีเงินเดือนเกิน 15,000 บาท ประมาณร้อยละ 20 หรือ ประมาณ 2 ล้านคน ที่จะต้องส่งเงินสมทบเพิ่มขึ้น หากการปรับเงินสมทบมีผลบังคับใช้

 

‘เจ้าคุณธงชัย’ ปลุกเสกป้ายทะเบียนสวย หมวด ‘4 กก’ ก่อนเปิดประมูลปีหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ธ.ค. 2559 11:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/806317

 

ขนส่งทางบก นำแผ่นป้ายทะเบียนรถสวย หมวด “4 กก” เข้าทำพิธีเสริมมงคลต้อนรับปีไก่ กับ “ท่านเจ้าคุณธงชัย” ก่อนเปิดประมูล 4-5 ก.พ.60 พร้อมนำรายได้ทั้งหมดช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากการใช้รถใช้ถนน …

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ที่ผ่านมา พระมหามังคลาจารย์ (ท่านเจ้าคุณธงชัย) เป็นประธานในพิธีเสริมบารมีและเพิ่มความเป็นสิริมงคลแก่แผ่นป้ายทะเบียนรถเลขสวยของกรุงเทพมหานคร หมวดอักษร 4 กก จำนวน 301 หมายเลข ณ พระมหามณฑป พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร ชั้น 4 วัดไตรมิตรวิทยาราม โดยกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน กรมการขนส่งทางบก เตรียมนำออกประมูลในวันที่ 4-5 กุมภาพันธ์ 2560 ณ กรมการขนส่งทางบก จตุจักร อาคาร 6 ชั้น 7 รายได้จากการประมูล จะนำเข้ากองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เพื่อนำมาใช้รณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนน จัดกิจกรรมปลูกจิตสำนึกด้านการขับขี่ที่ปลอดภัย และช่วยเหลือผู้พิการที่ประสบภัยทางถนน ด้วยการสนับสนุนอุปกรณ์เพื่อการยังชีพแก่ผู้พิการด้วย จึงนับว่าผู้ประมูลทะเบียนรถเลขสวย เป็นผู้มีส่วนร่วมทำบุญช่วยเหลือสังคม และร่วมรณรงค์ป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนนด้วย


นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน กรมการขนส่งทางบก นำแผ่นป้ายทะเบียนรถเลขสวยของกรุงเทพมหานคร หมวด 4 กก “4 ไก่คู่มหามงคล ร่ำรวย บารมี โชคดี ปลอดภัย” เข้าทำพิธีเพื่อเป็นการเสริมมงคลต้อนรับปีไก่แก่ผู้ร่วมประมูลทะเบียนรถเลขสวย ในหมวดนี้ เพราะนับเป็นการประมูลหมวดอักษรเบิ้ล ที่ตรงกับปีนักษัตร คือหมวด 4 กก ซึ่งปี 2560 เป็นปีไก่ จึงนับเป็นโอกาสดีของผู้นิยมทะเบียนรถเลขสวยหมวดอักษรเบิ้ล โดยหมายเลขทะเบียนเลขสวย ถือเป็นกรรมสิทธิ์และเป็นสมบัติที่สามารถใช้มอบเป็นของขวัญ โอน เปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ได้

ทั้งนี้ ผู้สนใจเข้าประมูลทะเบียนรถเลขสวยของกรุงเทพมหานคร สามารถประมูลได้ด้วยตนเอง ณ ห้องประชุมอาคาร 6 ชั้น 7 กรมการขนส่งทางบก มอบอำนาจให้ผู้อื่นมาประมูลแทนหรือประมูลผ่านทางโทรศัพท์ และผ่านระบบอินเทอร์เน็ตที่ http://www.tabienrod.com หรือจะกำหนดราคาขั้นสูง หรือ Maximum Bid ไว้ ซึ่งผู้ประมูลจะเข้าไปเสนอราคาสูงสุดที่คิดว่าตนเองรับได้ไว้ล่วงหน้า และระบบจะดำเนินการประมูลและเพิ่มราคาไปตามลำดับราคาที่เพิ่มขึ้นของแต่ละกลุ่มหมายเลข จนกว่าจะไม่มีผู้ประมูลรายอื่นเสนอราคาสูงกว่า หรือถึงราคาสูงสุดที่ผู้ประมูลตั้งราคาไว้ หากไม่มีผู้เสนอราคาสูงกว่าราคาสูงสุดที่ผู้ประมูลตั้งราคาไว้ จะถือว่าผู้ประมูลแบบเสนอราคาล่วงหน้าเป็นผู้ชนะการประมูลหมายเลขทะเบียนรถนั้น


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน กรมการขนส่งทางบก อาคาร 2 ชั้น 5 โทรศัพท์ 0-2272-5937 หรือ Call Center 1584

 

ทองเปิดตลาดร่วง 100 รูปพรรณขายออกบาทละ 20,250

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 9 ธ.ค. 2559 10:09

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/806207

 

ราคาทองเปิดตลาดวันที่ 9 ธ.ค. ลดลง 100 บาท ทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,650 ขายออกบาทละ 19,750 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,298.68 ขายออกบาทละ 20,250 บาท …

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.29 น. ราคาลดลง 100 บาท ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 19,650.00 บาท ขายออกบาทละ 19,750.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,298.68 บาท ขายออกบาทละ 20,250.00 บาท

 

“สมคิด” ชวน “อาลีบาบา” ร่วมหุ้น หวังยกระดับเกษตรกรทำการค้าอี-คอมเมิร์ซ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 9 ธ.ค. 2559 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/806062

 

“สมคิด” โรดโชว์จีน เยือน “อาลีบาบา” ชวนเป็นหุ้นส่วน ช่วยยกระดับเทคโนโลยีไทย ถอดโมเดลพัฒนาฐานรากทำการค้าอี–คอมเมิร์ซ หวังสนับสนุนเกษตรกรไทย ธุรกิจเอสเอ็มอี ทำการค้าจากท้องถิ่นไทยสู่ตลาดทั่วโลก ด้าน “พาณิชย์” เด้งรับดันผลไม้แปรรูประยองผ่านอี–คอมเมิร์ซทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานจากเมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า ระหว่างการเดินทางเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมว่าด้วยการร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจไทย-จีน ของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและคณะ เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมา

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เข้าพบกับนายแจ็ค หม่า ประธานกรรมการ บริษัท อาลีบาบากรุ๊ป จำกัด พร้อมเป็นสักขีพยานการลงนามหนังสือแสดงเจตจำนง (แอลโอไอ) ระหว่างนายไมเคิล อีแวนส์ ประธานบริษัทอาลีบาบา กับ น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เพื่อร่วมมือกันส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ของไทย ให้เข้าสู่ระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (อี-คอมเมิร์ซ) หรือทำการค้าขายผ่านเว็บไซต์ต่างๆของอาลีบาบา

นายสมคิดกล่าวว่า การมาอาลีบาบาครั้งนี้ ไม่ได้มีจุดประสงค์ชวนให้ไปลงทุนที่ประเทศไทย และประเทศไทยก็ไม่ได้ต้องการความช่วยเหลืออะไรกับอาลีบาบา เนื่องจากเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ไม่ต้องการความช่วยเหลืออยู่แล้ว แต่สิ่งที่ต้องการคือ ต้องการให้อาลีบาบามาเป็นหุ้นส่วนช่วยยกระดับประเทศไทยให้มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สร้าง เศรษฐกิจใหม่เป็นโมเดลธุรกิจให้ประเทศแข่งขันได้ รวมถึงสนับสนุนให้กลุ่มประเทศเพื่อนบ้านซีแอลเอ็มวี คือ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม เติบโตเข้มแข็งไปพร้อมๆกัน

ทั้งนี้ ไม่ใช่แค่มาเป็นหุ้นส่วนช่วยเรื่องอี-คอมเมิร์ซ เพียงอย่างเดียว แต่อาลีบาบาจะให้เรื่องเทคโนโลยีด้วย ช่วยให้คนระดับฐานรากรู้จักใช้เทคโนโลยี คนในระดับชุมชน ระดับท้องถิ่นสามารถใช้เทคโนโลยีทำการค้าขายผ่านอี-คอมเมิร์ซในอนาคตได้ แต่หาก อาลีบาบาสนใจลงทุนก็สามารถติดต่อทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ โดย สามารถลงทุนที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี เชื่อมกับโครงการวันเบลท์ วันโรดของจีนได้

“ได้มอบหมายให้นายอุตตม สาวนายน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และอาลีบาบา จัดตั้งสถาบันพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ โดยตั้งเป้าให้สถาบันแห่งใหม่เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของไทย โดยเฉพาะการยกระดับชุมชนให้สามารถนำสินค้าที่มีในพื้นที่ออกมาค้าขายเชื่อมต่อกับตลาดโลกได้ และยังช่วยสนับสนุนท่องเที่ยวในชุมชนให้มีความพร้อมด้าน ระบบเทคโนโลยี จูงใจให้คนมาท่องเที่ยวได้มากขึ้น ซึ่งโมเดลของอาลีบาบาได้เข้าไปช่วยสอนคนตาม ชนบทให้รู้จักใช้อินเตอร์เน็ต จนคนแก่ขายของผ่านอินเตอร์เน็ตได้ ขายปูขน ขายพุทราไปทั่วเมืองจีนแล้ว เพราะมีวัยรุ่นเข้าไปช่วยสอนอินเตอร์เน็ตให้กว่า 22,000 หมู่บ้าน ซึ่งในส่วนของประเทศไทย สามารถเชื่อมโยงอินเตอร์เน็ตกับโครงการกลุ่มจังหวัดต่างๆ สร้างความสามารถให้ชาวบ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราฝันมานาน เพราะหากลงทุนทำอินเตอร์เน็ตหมู่บ้านไปทั่วประเทศแล้ว แต่ไม่ใช้ ก็ไม่มีประโยชน์”

ด้านนายแจ็ค หม่า กล่าวว่า อาลีบาบาจะสนับสนุนด้านเทคโนโลยีให้กับประเทศไทยก่อน จากนั้นจะพัฒนาบุคลากรวัยหนุ่มสาว เช่น นักศึกษาที่มีความรู้ ด้านเทคโนโลยี และมีทักษะการใช้อินเตอร์เน็ตได้ดี ซึ่งจากการหารือกับนายสมคิดก็จะให้การสนับสนุนเต็มที่ ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้มีปัญหาเรื่องการขาดเงิน แต่ต้องการความเชื่อมั่นและเชื่อใจมากกว่า ซึ่งอาลีบาบา ก็ตั้งใจทำ “อี-ฮับ” หรือศูนย์กลางด้านอี-คอมเมิร์ซ และโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียนที่ประเทศไทยด้วย

น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์จะร่วมกับอาลีบาบาลงไปดูในพื้นที่จริง เท่าที่มองตอนนี้เห็นว่าพื้นที่ภาคตะวันออกน่าสนใจ โดยเฉพาะสินค้าประเภทผลไม้แปรรูป ซึ่งสามารถพัฒนาให้เกษตรกรขายผลไม้สู่ผู้บริโภคได้โดยตรง หรืออาจขายให้ผู้ประกอบการผ่านระบบอี-คอมเมิร์ซได้ ในเบื้องต้นจะสร้างศูนย์ฝึกอบรม เน้นให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีกับพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก่อนที่จะไปถ่ายทอดต่อไป

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯจะร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จัดทำโครงการผู้ประกอบการรุ่นใหม่ หรือสตาร์ตอัพคืนถิ่น จากระบบเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นและการตื่นตัวของระบบอี-คอมเมิร์ซ จะทำให้สตาร์ตอัพ ซึ่งอาจอยู่ที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ สามารถกลับไปทำงานที่บ้านได้ สร้างสินค้าในพื้นที่ของตนเองขายไปทั่วโลก

“เมื่อท้องถิ่นเจริญขึ้น พ่อแม่ลูกจะได้อยู่ด้วยกัน ซึ่งเป็นโมเดลเดียวกับที่อาลีบาบากำลังทำให้คนจีนอยู่ในพื้นที่ โดยไม่ต้องเข้ามาทำงานในเมืองใหม่”.