จิตติ คาด ราคาทองทรงตัว หลังผลเลือกตั้งสหรัฐฯ แนะติดตามนโยบาย ‘ทรัมป์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 พ.ย. 2559 19:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779531

 

นายกสมาคมค้าทองคำ เผย หลังจากทราบผลเลือกตั้งสหรัฐฯ แล้ว คาด ราคาทองในประเทศจะทรงตัวต่อเนื่อง แนะติดตามนโยบายทรัมป์-เฟดขึ้นดอกเบี้ยเดือน ธ.ค.

วันที่ 10 พ.ย.59 นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยกับ “ไทยรัฐออนไลน์” ถึงสถานการณ์ราคาทองคำภายในประเทศ ภายหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า สถานการณ์ราคาทองภายในประเทศเมื่อวานนี้ (9 พ.ย.) มีความผันผวนขึ้น-ลงตลอดทั้งวัน ถึง 19 ครั้ง (อ่านเพิ่มเติม : ‘ทรัมป์’ คว้าชัย ทำทองไทยผันผวน 19 ครั้ง ขึ้นรวม 200 รูปพรรณ 2.2 หมื่น) เนื่องจากยังไม่มีความแน่นอนเรื่องผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ แต่หลังจากที่ทราบผลอย่างชัดเจนแล้ว ราคาจึงกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังจากนี้ คาดว่า ราคาจะยังทรงตัวต่อเนื่อง

นายจิตติ กล่าวว่า หลังจากนี้ต้องติดตามการแถลงนโยบายของทรัมป์ในปีหน้าว่าจะเป็นไปในทิศทางไหน จะมีผลต่อตลาดทองคำหรือไม่ และอีกหนึ่งประเด็นที่ต้องติดตามว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในเดือน ธ.ค. หรือไม่ ในขณะนี้ แนะนำให้นักลงทุนระมัดระวังความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ให้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

 

ขนส่ง พร้อมอำนวยความสะดวก รองรับการเดินทาง ปชช. ช่วงลอยกระทง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 พ.ย. 2559 18:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779502

 

ขนส่ง เตรียมพร้อมอำนวยความสะดวก รองรับการเดินทางประชาชน ช่วงเทศกาลลอยกระทง ย้ำ ให้บริการรถโดยสารสาธารณะอย่างเพียงพอ รวดเร็ว ไม่มีผู้โดยสารตกค้าง มีความความปลอดภัยสูงสุด คุมเข้มรถสาธารณะ ห้ามเอาเปรียบผู้โดยสาร พนักงานขับรถต้องไร้สารเสพติด แอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ …

วันที่ 10 พ.ย.59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรองรับการเดินทางช่วงเทศกาลลอยกระทงในวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้ หลายพื้นที่มีการจัดสถานที่ให้ประชาชนได้ลอยกระทงตามประเพณี และประชาชนอีกส่วนหนึ่งใช้โอกาสในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

กรมการขนส่งทางบก ได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะทุกประเภท โดยกำชับให้สำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่ง ประสานผู้ประกอบการขนส่งจัดเตรียมรถโดยสารประจำทางและรถโดยสารไม่ประจำทาง ให้เพียงพอกับความต้องการเดินทางของประชาชนทั้งเที่ยวไป-เที่ยวกลับ ตลอดช่วงการเดินทางของประชาชน เพื่อมาถวายสักการะพระบรมศพ และช่วงเทศกาลลอยกระทง พร้อมเข้มงวดตรวจความพร้อมของพนักงานขับรถและสภาพตัวรถ ทั้งที่สถานีขนส่งผู้โดยสาร และจุดตรวจบนถนนสายหลักสายรองทั่วประเทศ โดยให้ผู้ตรวจการขนส่งทางบก ออกหน่วยเคลื่อนที่ตรวจจับความเร็วของรถโดยสารสาธารณะ ในเส้นทางเข้า-ออกกรุงเทพฯ เช่น ถนนพระรามสอง ถนนสายเอเชีย เป็นต้น เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยและลดอุบัติเหตุทางถนน พร้อมติดตามตรวจสอบการเดินรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกผ่านศูนย์บริหารจัดการเดินรถด้วยระบบ GPS ตลอดเส้นทาง

ทั้งนี้ ขอความร่วมมือผู้ประกอบการขนส่งในการตรวจสอบพฤติกรรมการขับรถของพนักงานขับรถอย่างเคร่งครัด ต้องไม่ใช้ความเร็วหรือมีชั่วโมงการทำงานเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด (ขับรถติดต่อกัน 4 ชั่วโมง พัก 30 นาที และขับต่ออีกได้ไม่เกิน 4 ชั่วโมง) พนักงานขับรถจะต้องได้รับการพักผ่อนเพียงพอ กรณีที่ผู้ประกอบการนำรถโดยสารไม่ประจำทางมาให้บริการเสริม ต้องได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบก ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการเดินรถ และเข้าตรวจในจุดตรวจของกรมการขนส่งทางบก หากพบผู้ขับรถใช้ความเร็วหรือขับรถโดยประมาท ฝ่าฝืนกระทำผิดกฎหมายหรือมีการกระทำผิดซ้ำซาก จะดำเนินมาตรการลงโทษขั้นสูงสุดทุกราย

กรณีพบสารเสพติดหรือแอลกอฮอล์ ต้องเปลี่ยนพนักงานขับรถทันที และส่งตัวดำเนินคดีตามกฎหมาย นอกจากนี้ หากเกิดอุบัติเหตุจากสภาพตัวรถหรือการละเลยการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด จนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง ผู้ประกอบการขนส่งต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบ

หากประชาชนพบเห็นรถโดยสารสาธารณะขับรถประมาทหวาดเสียว ใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือเอาเปรียบผู้โดยสาร แจ้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ 1584 ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารทุกแห่งทั่วประเทศ หรือ กรมการขนส่งทางบก หรือโทร. สายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง

 

ทสภ. แจ้งปิดจราจรหน้าอาคารผู้โดยสาร 12-14 พ.ย. แนะเผื่อเวลาเดินทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 พ.ย. 2559 18:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779551

 

สนามบินสุวรรณภูมิ แจ้งปิดจราจรหน้าอาคารผู้โดยสาร-ลานจอดรถ ในวันที่ 12-14 พ.ย. นี้ เพื่อเตรียมเปิดพิพิธภัณฑ์ ทสภ. แนะผู้โดยสารเผื่อเวลาเดินทาง ป้องกันการพลาดเที่ยวบิน…

วันที่ 10 พ.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ว่า ได้มีกำหนดจัดพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ ทสภ. ในวันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2559 เวลา 19.00 น. ทำให้มีความจำเป็นต้องปิดให้บริการอาคารจอดรถโซน 3 และลานจอดรถจักรยานยนต์โซน 4 เป็นการชั่วคราว ระหว่างวันที่ 12-14 พฤศจิกายน 2559 รวมทั้งมีการปิดช่องทางบริเวณถนนเลนนอกหน้าอาคารผู้โดยสาร ชั้น 4 ในวันที่ 14 พฤศจิกายน ตั้งแต่เวลา 12.00 น. จนถึงเวลา 22.00 น. โดยประมาณ อย่างไรก็ตาม ผู้โดยสารและผู้ใช้บริการยังสามารถใช้ถนนเลนในหน้าอาคารผู้โดยสารได้ตามปกติ

ทั้งนี้ ทสภ. ขอแนะนำให้ผู้โดยสารเผื่อเวลาในการเดินทางมาถึงสนามบินก่อนเที่ยวบินออก เพื่อป้องกันการพลาดเที่ยวบิน โดยสำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศควรเผื่อเวลาล่วงหน้าประมาณ 3 ชั่วโมง และเที่ยวบินภายในประเทศให้เผื่อเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งอาจเลือกเดินทางโดยรถไฟฟ้า Airport Rail Link หรือรถขนส่งสาธารณะแทนการเดินทางโดยรถยนต์ จะได้รับความสะดวกมากกว่า ซึ่ง ทสภ. ขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายบริหารการขนส่ง โทร. 0-2132-9511-12 และ AOT Contact Center โทร. 1722 ตลอด 24 ชั่วโมง.

 

โตชิบาชนะการประกวดราคาการจัดซื้อเครื่องผลิตไฟฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 10 พ.ย. 2559 18:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779396

 

โตชิบา คอร์ปอเรชั่น แถลงว่า โตชิบา ไฮโดร พาวเวอร์ (หางโจว) หรือ Toshiba Hydro Power (Hangzhou) Co., Ltd. (THPC) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือโตชิบาในประเทศจีน ดำเนินธุรกิจเป็นผู้ผลิต จำหน่าย และบำรุงรักษาเครื่องผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ ได้รับมอบความไว้วางใจให้เป็นผู้ผลิตเครื่องผลิตไฟฟ้าพลังน้ำขนาด 44 เมกะวัตต์ จำนวน 3 ยูนิต ให้กับโครงการเขื่อนโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เขื่อนน้ำอู 4 ในแขวงหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว การส่งมอบอุปกรณ์ จะเริ่มในเดือนมีนาคม 2561 และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายได้ในปี 2563

ประเทศลาวมีแหล่งน้ำจำนวนมาก รวมทั้งแม่น้ำโขง โดยตั้งเป้าเป็นแบตเตอรี่แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการเป็นผู้ผลิตและส่งออกไฟฟ้าด้วยพลังน้ำให้กับประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ จีน ไทย และเวียดนาม โรงไฟฟ้าพลังน้ำทั้งหมดในลาวมีกำลังการผลิตมากถึง 3.27 กิกะวัตต์ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 11 กิกะวัตต์ ในปี 2563

การจัดซื้อครั้งนี้มาจากบริษัท พาวเวอร์ ไชน่า รีซอร์ส จำกัด (Power China Resources Ltd.) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในจีน ทั้งนี้อุปกรณ์ต่างๆ อาทิ กังหันผลิตไฟฟ้าพลังน้ำแบบ bulb ขนาด 5 ใบพัด จะได้รับการออกแบบและผลิตโดย THPC

โตชิบาได้ทำการส่งมอบและติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังน้ำครั้งแรกในลาว เมื่อปี 2553 และได้รับความไว้วางใจอย่างต่อเนื่องในโครงการเขื่อนน้ำงึม 2 เขื่อนน้ำเงี้ยบ 2 และเขื่อนน้ำอู 5 โดยเป็นกังหันผลิตไฟฟ้าพลังน้ำและเครื่องผลิตไฟฟ้า รวมแล้วจำนวน 9 ยูนิต กำลังการผลิตรวมทั้งหมด 1,000 เมกะวัตต์

มร.ทาคาโอะ โคนิชิ รองประธานบริหารฝ่ายระบบและบริการพลังงานความร้อนและพลังน้ำของ ของโตชิบา กล่าวว่า “นับตั้งแต่ครั้งแรกของการส่งมอบเครื่องผลิตไฟฟ้าพลังน้ำขนาด 60 กิโลวัตต์ ให้กับโครงการ คีอาเกะ ประเทศญี่ปุ่น ในปี พ.ศ.2437 เป็นต้นมา กลุ่มบริษัทโตชิบาได้รับสร้างตำนานในการเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์กว่า 2,000 ยูนิต ให้กับตลาดโลก รวมกำลังการผลิตทั้งหมด 58 กิกะวัตต์ รวมทั้ง ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ลาว มาเลเซีย ไทย และเมียนมา ด้วยประสบการณ์และการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง โตชิบายังคงมุ่งมั่นที่จะทุ่มเทกำลังในการสนับสนุนโครงการในประเทศลาว เพื่อเสริมศักยภาพและเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำให้มีประสิทธิภาพในเชิงต้นทุน”
หมายเหตุ
*1: ข้อมูลจาก : Japan Electric Power Information Center, Inc.
รายละเอียดโครงการ
ชื่อโครงการ
เขื่อนโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำอู 4
ที่ตั้ง
แขวงหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ผู้ดำเนินการผลิต
บริษัทร่วมทุน ระหว่าง Power China Resources Ltd. กับ Électricité du Laos
ขอบเขตการจัดหาอุปกรณ์
กังหันผลิตพลังงานไฟฟ้าพลังงานน้ำขนาด 44 เมกะวัตต์ จำนวน 3 ยูนิต
กำหนดเริ่มการติดตั้ง
เริ่มดำเนินงานติดตั้ง – เดือนมีนาคม พ.ศ.2561
กำหนดเริ่มเดินกำลังการผลิต
พ.ศ. 2563

 

อนุสรณ์ หวั่นนโยบาย ‘ทรัมป์’ ความเสี่ยงส่งออกไทย แนะเพิ่มลงทุนเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 พ.ย. 2559 17:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779411

 

“อนุสรณ์” เผย “ทรัมป์” คว้าชัยเลือกตั้ง กระทบตลาดการเงินโลกผันผวนไปอีกระยะ ตลาดหุ้นทั่วโลกพลิกกลับมาฟื้น หลังปรับลงแรงก่อนหน้า ส่วนภาคส่งออกไทย จะมีความเสี่ยง หากสหรัฐฯ มีนโยบายการค้าในทิศทางที่กีดกันมากขึ้น แนะเพิ่มปริมาณการค้า การลงทุนในกลุ่มอาเซียน…

เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงผลกระทบของการเลือกตั้งสหรัฐฯ จะส่งผลให้ตลาดการเงินโลกมีความผันผวนไปอีกระยะหนึ่ง ทั้งปรับขึ้นและลง เป็นผลมาจากการที่ตลาดการเงินไม่ได้คาดการณ์ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะชนะการเลือกตั้ง ขณะที่จะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของรัฐบาลใหม่สหรัฐฯ ค่อนข้างมาก ตลาดหุ้นทั่วโลกกลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็วหลังการปรับลงแรงก่อนหน้านี้ การประท้วงผลการเลือกตั้งตามเมืองใหญ่ของสหรัฐฯ จะยุติลงด้วยความเรียบร้อย เนื่องจากสหรัฐฯ มีวัฒนธรรมประชาธิปไตยและผู้แพ้ Electoral Vote แต่ชนะ Popular Vote อย่างฮิลลารี คลินตัน ได้ประกาศการยอมรับผลการเลือกตั้ง นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอำนาจอย่างสันติ (Peaceful Power Transition)

ดร.อนุสรณ์ กล่าวอีกว่า เราจะได้เห็นการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจทางด้านอุปทาน (Supply-Side Economic Policy) มากขึ้น ลดภาษีในอัตราก้าวกระโดด (ลดภาษีนิติบุคคลหรือองค์กรธุรกิจจาก 35% ลงมาเหลือ 15%) ซึ่งจะต้องมีการตัดลดสวัสดิการจำนวนมากยกเว้นเศรษฐกิจเติบโตมากๆ จึงจะทำให้ไม่เกิดปัญหาหนี้สาธารณะ การปรับลดภาษีชุดใหญ่และอย่างแรง ทั้งภาษีรายได้บุคคลธรรมดาและภาษีนิติบุคคล พร้อมกับการประกาศลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจจะทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ มีหนี้สาธารณะเพิ่มอีกอย่างน้อย 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ก็น่าจะทำให้อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจของสหรัฐฯ สูงขึ้น จะมีการผ่อนคลายกฎระเบียบในการทำธุรกิจมากขึ้นในสหรัฐฯ

ขณะที่ กีดกันสินค้านำเข้าจากต่างประเทศมากขึ้น มีนโยบายโน้มเอียงสนับสนุนชาตินิยมทางเศรษฐกิจมากขึ้น การตอบสนองในตลาดปริวรรตเงินตราในระยะสั้น เงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้น เงินเปโซเม็กซิโกทรุดลง (ไม่ต่ำกว่า 10-20%) เงินหยวนอ่อนค่าลง ค่าเงินบาทและเงินสกุลเอเชียส่วนใหญ่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ราคาน้ำมันปรับตัวลงเล็กน้อย ส่วนสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ในตลาดล่วงหน้าปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะทองคำ ทางด้านหุ้นและผลประกอบการกลุ่มพลังงานหลัก (น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ) ได้ผลบวกจากนโยบายของทรัมป์

นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจเวชภัณฑ์และบริการสุขภาพ กลุ่มอุตสาหกรรมอาวุธและป้องกันประเทศ ที่ปรับตัวลงก่อนหน้านี้ ได้กลับฟื้นขึ้นมาหลังผลเลือกตั้งออกมาว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง นโยบายและมาตรการกีดกันสินค้าจากจีนโดยการตั้งกำแพงภาษี 45% ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวระหว่างการหาเสียง ไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง เพราะขัดต่อระเบียบองค์กรการค้าโลก และไม่น่าจะผ่านรัฐสภา

“ผมขอเรียกชุดนโยบายสาธารณะของประธานาธิบดีทรัมป์และทีมงาน ว่า Trumpian Policies อันประกอบไปด้วย นโยบายการค้า ทบทวนข้อตกลงการค้าเสรีใหม่ กีดกันสินค้านำเข้าบางส่วน เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมและการจ้างงานภายใน ไม่สนับสนุน TPP สิ่งเหล่านี้จะมีผลต่อการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจและระบบการค้าโลก ปริมาณการค้า การลงทุนระหว่างประเทศอย่างไร โดยเฉพาะ FDI เป็นสิ่งที่ต้องติดตามต่อไป”

ขณะที่ นโยบายการคลัง ลดภาษีชุดใหญ่และตัดลดสวัสดิการบางส่วน นโยบายต่อต้านผู้อพยพผิดกฎหมาย และเข้มงวดกับการอพยพเข้ามาทำงานในสหรัฐฯ นโยบายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน ทรัมป์ไม่เชื่อในเรื่องผลกระทบของภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงชั้นบรรยากาศ จึงไม่เป็นผลบวกต่อธุรกิจอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน พลังงานทางเลือก พลังงานสะอาดหรือกิจการ หรือการผลิตที่ให้ความสำคัญกับเรื่องปัญหาภาวะโลกร้อน แต่เป็นผลดีกับอุตสาหกรรมถ่านหินและพลังงานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ส่วนนโยบายต่างประเทศ จะมียกเลิกการคว่ำบาตรอิหร่าน มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นขึ้นกับรัสเซีย เป็นต้น

ส่วนผลกระทบต่อไทย ผลที่มีต่อตลาดการเงินไม่มีนัยสำคัญมาก ตลาดหุ้นอาจผันผวนบ้างในระยะสั้น เงินบาทอาจมีการอ่อนตัวบ้าง เงินทุนระยะสั้นอาจเคลื่อนย้ายออกบ้าง ผลกระทบสำคัญน่าจะเป็นด้านการค้ามากกว่าทั้งทางบวกและทางลบ

ขณะที่ ภาคส่งออกไทย จะมีความยากลำบากมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย (ถ้าไม่นับอาเซียน 10 ประเทศรวมกัน) ดังนั้น หากสหรัฐฯ มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าในทิศทางที่มีการกีดกันมากขึ้น จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการส่งออกของไทย ทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงควรเพิ่มปริมาณการค้าการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนและเอเชียมากขึ้นอีก

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ ได้ประกาศตั้งแต่เริ่มหาเสียงแล้วว่า ไม่เอาข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) นั้นเป็นผลดีกับไทย การเริ่มต้นใหม่เรื่อง TPP นั้นเป็นเรื่องโชคดีของไทย ส่วนเวียดนามและมาเลเซียได้ประโยชน์จากการเข้าร่วม TPP ไปก่อนหน้านี้ แม้ยังไม่เต็มรูปแบบ แต่อุตสาหกรรมสิ่งทอที่ย้ายฐานการผลิตจากไทยไปเวียดนาม แม้ TPP ไม่ได้เป็นนโยบายของผู้นำสหรัฐฯ คนใหม่ แต่เงินทุนที่ไหลเข้าเวียดนาม ก็ไหลเข้าไปแล้ว มีตัวเลข 8 เดือนแรก เงินทุนไหลเข้าไปกว่า 14.4 พันล้านสหรัฐฯ จะเห็นว่าทีพีพีจะไม่เกิด แต่เวียดนามก็ได้ประโยชน์จาก FDI ที่ไหลเข้าไปแล้ว

ส่วนประเทศไทยนั้น ควรมียุทธศาสตร์และนโยบายทางการค้าที่ชัดเจนกว่านี้ เนื่องจากขณะนี้ ไม่มีความคืบหน้ามากนักใน FTA กับอียู FTA กับสหรัฐฯ หาก “สหรัฐฯ” เห็น “ไทย” เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคได้ ก็น่าจะเร่งลงทุนในไทยมากขึ้น

“ตอนนี้ พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา และประธานาธิบดีมาจากพรรคเดียวกัน โอกาสในการเกิดสภาวะชะงักงันทางการเมือง (Political Gridlock) เช่นปี พ.ศ. 2556 ไม่มีความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมืองเข้มแข็งทำให้นโยบายและมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลได้รับการผลักดันได้ง่ายขึ้น หากคณะของประธานาธิบดีคนใหม่สหรัฐฯ ดำเนินนโยบายและมาตรการเศรษฐกิจที่ดีจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและโลก”

อย่างไรก็ตาม คงต้องติดตามว่า จะมีใครเป็นทีมเศรษฐกิจและทีมที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจบ้าง และท่าทีของประธานาธิบดีคนใหม่ต่อบทบาท และนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก จะถูกจำกัดลง หากประธานาธิบดีทรัมป์ที่มีนโยบายแปลกๆ และขาดความน่าเชื่อถือในเรื่องความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจ มี “ทีมเศรษฐกิจ” ที่แนะนำให้ดำเนินนโยบายที่ถูกต้องเหมาะสม ไม่เช่นนั้น จะเป็นเหมือนที่ พอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง ได้เขียนไว้ในบทความล่าสุด ว่า “ภายใต้สภาพใดๆ ก็ตาม การเอาคนที่ไม่มีความรับผิดชอบ คนที่ฟังคำแนะนำจากคนที่คิดผิดๆ ทั้งหลายแหล่มาเป็นผู้นำประเทศที่มีเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดในโลกนั้นถือเป็นข่าวร้ายมากๆ”.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 4.83 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,514.26 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 พ.ย. 2559 17:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779542

 

หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายเพิ่มขึ้น 4.83 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,514.26 จุด มูลค่าการซื้อขาย 77,437.05 ล้านบาท…

การเคลื่อนไหวตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 10 พ.ย. 59 รายงานหุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 4.83 จุด เปลี่ยนแปลง 0.32% ดัชนีอยู่ที่ 1,514.26 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 77,437.05 ล้านบาท

สำหรับมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) 3. บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน).

 

พณ. เชิญผู้ค้า 300 ราย ซื้อขายข้าว-มัน คาดขายได้ไม่ต่ำกว่า 6.3 หมื่นล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 พ.ย. 2559 17:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779456

 

พาณิชย์ จัดบิสสิเนส แมชชิ่ง ซื้อขายข้าวและผลิตภัณฑ์ มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ 13-16 พ.ย.นี้ หวังเพิ่มช่องทางขาย พร้อมเชิญผู้ซื้อ 300 รายจาก 41 ประเทศ เจรจาตรงกับผู้ประกอบการไทย คาดตกลงซื้อขายกันได้ ไม่ต่ำกว่า 6.3 หมื่นล้านบาท …

วันที่ 10 พ.ย.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ได้เตรียมจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (บิสสิเนส แมชชิ่ง) โดยเชิญผู้ซื้อ ผู้นำเข้าจากต่างประเทศ ประมาณ 300 ราย จาก 41 ประเทศ เดินทางเข้ามาเจรจาซื้อขายข้าวและผลิตภัณฑ์ รวมทั้งมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการไทยประมาณ 100 ราย ระหว่างวันที่ 13-16 พ.ย.59 เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดในการระบายผลผลิต ที่กำลังออกสู่ตลาด ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ราคาในประเทศสูงขึ้นได้

ด้าน นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ในการจัดบิสสิเนส แมชชิ่งครั้งนี้ จะเกิดการสั่งซื้อใหม่จำนวนมาก เบื้องต้นคาดว่า จะมีการตกลงซื้อขายข้าว และผลิตภัณฑ์จากข้าว มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ทั้งการซื้อขายทันทีและต่อเนื่อง รวมมูลค่าไม่ต่ำกว่า 63,000 ล้านบาท แยกเป็นการซื้อขายข้าว 28,000 ล้านบาท และมันสำปะหลัง 35,000 ล้านบาท

สำหรับการตกลงซื้อขายที่เจรจากันได้แล้ว เช่น การลงนามในสัญญาการซื้อขายข้าวหอมมะลิ 10,000 ตัน ระหว่างบริษัท CEC International Holding Limited จากฮ่องกง ซึ่งเจ้าของซุปเปอร์มาเก็ต 759 แห่ง มีสาขาในฮ่องกงกว่า 250 แห่ง และเคยนำเข้าจากคู่แข่งของไทย แต่ปัจจุบันหันมานำเข้าจากไทย โดยลงนามกับบริษัท สยาม ไดมอน เอ็กซ์ปอร์ต ไรซ์ จำกัด จากไทย

นอกจากนี้ ยังจะลงนามสั่งซื้อจมูกข้าวกล้องงอก 100 ตัน ระหว่างบริษัท Kui Fat Yuen Limited ผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิรายสำคัญของฮ่องกง กับบริษัท บางซื่อ เจียเม้ง จำกัด เพื่อขยายตลาดลูกค้ารักสุขภาพ, การลงนามซื้อข้าวไรซ์เบอร์รี่ และเส้นก๋วยเตี๋ยว 600 ตัน ระหว่างบริษัท Dah Chong Hong จำกัด ผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียวรายใหญ่อันดับ 2 ของฮ่องกง กับบริษัท ไรซ์แลนด์ ฟู้ดส์ จำกัด โดยจะจำหน่ายในซุปเปอร์มาเก็ตและร้านอาหารในฮ่องกง และการลงนามซื้อขายข้าวไรซ์เบอร์รี่ 400 ตัน ระหว่างบริษัท Kwong Sun Hong Limited ผู้นำเข้าข้าวหอมมะลิของฮ่องกงมากกว่า 50 ปี กับบริษัท ไทย สแตนดาร์ด ไรซ์ จำกัด เพื่อขายให้กับกลุ่มลูกค้าระดับบน

ส่วนมันสำปะหลัง จะลงนามซื้อขายมันสำปะหลังเส้น 800,000 ตัน มูลค่าประมาณ 156 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ระหว่างบริษัท Fulaichun Group ผู้ผลิตเหล้า เอทิลแอลกอฮอล์ หรือเอทานอล มีบริษัทในเครือกว่า 30 บริษัท และมีใบอนุญาตนำเข้ามันเส้นโดยตรง กับบริษัท พี อาร์ อินเตอร์เทรด จำกัด

 

แอร์พอร์ตลิงก์ พร้อมอำนวยสะดวกผู้โดยสาร ช่วงลอยกระทง 14-15 พ.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 พ.ย. 2559 16:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779326

 

รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เตรียมพร้อมมาตรการอำนวยความสะดวก รักษาความปลอดภัย เพื่อรองรับการเดินทางของผู้โดยสาร ช่วงเทศกาลลอยกระทง 14–15 พ.ย. นี้ …

วันที่ 10 พ.ย.59 นายประเสริฐ อัตตะนันทน์ กรรมการ และรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท รถไฟฟ้า รฟท. จำกัด หรือผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลลอยกระทงวันที่ 14–15 พฤศจิกายน 2559 รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ ได้เตรียมพร้อมมาตรการอำนวยความสะดวกและปลอดภัย เพื่อให้ผู้โดยสารที่ใช้บริการได้รับความสะดวกสบาย และความปลอดภัยในการใช้บริการมากที่สุด โดยได้เตรียมดำเนินการด้านต่างๆ ทั้ง ด้านการอำนวยความสะดวก มีการจัดทำประกาศ และแจ้งประชาสัมพันธ์ข้อกำหนดการใช้บริการตามสถานีต่างๆ ผ่านเว็บไซต์, ให้บริการข้อมูลการเดินทางผ่านเว็บไซต์และ Call Center, จัดจุดบริการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ (TAXI STAND) ที่สถานีรถไฟฟ้าพญาไท สถานีรถไฟฟ้ามักกะสัน และตั้งศูนย์ประสานงานอำนวยการและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ส่วนด้านการรักษาความปลอดภัยให้แผนกรักษาความปลอดภัยประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟ เพื่อขอกำลังเข้าสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานประจำสถานี รวมถึงจัดชุดตรวจผสม เจ้าหน้าที่ รฟท. และตำรวจรถไฟ ออกตรวจสอบพื้นที่และอำนวยความสะดวกด้านรักษาความปลอดภัย และนอกจากนั้นให้มีการตรวจความพร้อมของพนักงานควบคุมรถไฟฟ้าทุกคนที่จะเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวด พร้อมกำชับสถานีต่างๆ หรือสถานที่ที่ติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) ให้ควบคุมติดตามการใช้งานและเฝ้าระวังหน้าจอมอนิเตอร์และตรวจสอบอุปกรณ์ให้ใช้งานได้ดีอยู่เสมอ หากพบว่าขัดข้อง หรือชำรุด ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแก้ไขทันที

นอกจากนี้ ยังได้กำหนดวัตถุต้องห้ามที่ไม่สามารถนำเข้ามาในระบบรถไฟฟ้า ได้แก่  อาวุธ ของมีคม ลูกโป่ง และพลุดอกไม้ไฟทุกชนิด พร้อมทั้งจัดเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่รับผิดชอบคอยเฝ้าระวังโคมลอยและโคมควัน หากพบเห็นโคมลอยและโคมควันที่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการรถไฟฟ้า ให้แจ้งผู้ที่เกี่ยวข้องและปฏิบัติตามคู่มือการจัดการเหตุการณ์ และตรวจสอบอุปกรณ์ อาทิ ตู้ดับเพลิง ถังดับเพลิง ระบบการแจ้งเตือนให้มีสภาพพร้อมใช้งาน

ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่า หากได้ปฏิบัติตามแผนงานที่วางไว้ และผู้โดยสารให้ความร่วมมือตามแผนดังกล่าวจะส่งผลให้ผู้โดยสารได้รับความความปลอดภัยและสะดวกสบายในการเดินทางช่วงเทศกาลลอยกระทงที่จะถึงนี้.

 

อย่าประมาท!! TMB เตือนนักลงทุนรับมือ วิกฤติ ‘ทรัมป์ ช็อก’ อาจมาอีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 พ.ย. 2559 15:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779371

 

ทีเอ็มบี ชี้ปรากฏการณ์ ”ทรัมป์ ช็อก” คาดเดายาก เตือนนักลงทุนระมัดระวัง สะเทือนตลาดเงิน-ทุนผันผวนระยะสั้น ไปถึง ม.ค.ปีหน้า หลังประกาศนโยบายที่ชัดเจนออกมา เตือนอย่าประมาท อาจช็อกอีกรอบได้…

เมื่อวันที่ 10 พ.ย. มีรายงานว่า ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics คาดผลกระทบจากผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ “Trump Shocks” จะส่งผลให้ตลาดเงินและตลาดทุนไทยผันผวนเพียงระยะสั้น ขณะที่ในระยะยาวเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีโอกาสเจอกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ จนส่งผลให้เฟดต้องปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นเร็วกว่าคาด

ทั้งนี้ ภายหลังผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ ครั้งล่าสุดออกมาพลิกความคาดหมายของนักวิเคราะห์ โดยไม่เพียงแต่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 สภาครองเกรสก็ยังตกอยู่ภายใต้การควบคุมเบ็ดเสร็จของพรรครีพับลิกัน ทำให้ตลาดทุนทั่วโลกกังวลกับนโยบายสุดโต่งของนายทรัมป์ หลังจากที่เคยชินกับนโยบายเศรษฐกิจแบบเดิมๆ ของพรรคเดโมแครตมาเกือบทศวรรษ แต่หลังจากนายทรัมป์กล่าวสุนทรพจน์ตอบรับชัยชนะ ตลาดกลับคลายกังวลอย่างรวดเร็วมาก ชี้ว่าปรากฏการณ์ “Trump Shocks” อาจส่งผลที่คาดเดาได้ยาก และนักลงทุนควรระมัดระวังการลงทุนช่วงนี้เป็นพิเศษ

สำหรับปรากฏการณ์ “Trump Shocks” เริ่มปั่นป่วนตลาดทันทีที่คะแนนเสียงของนายทรัมป์เริ่มนำนางคลินตันอย่างชัดเจน ทำให้นักลงทุนลดความเสี่ยงอย่างฉับพลันและเข้าถือสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้ดัชนีนิเคอิของญี่ปุ่นร่วงรุนแรงถึง 6.63% และเงินเยนแข็งค่า 3.97% เวลาเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยก็ได้ปรับตัวลง 1.47% และบอนด์ยีลด์ลดลงทันที อย่างไรก็ตาม นักลงทุนกลับต้องช็อกอีกระลอกหลังนายทรัมป์กล่าวสุนทรพจน์ตอบรับชัยชนะ และเน้นย้ำถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ไม่เลวร้ายเหมือนในช่วงหาเสียง ส่งผลให้มีแรงเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหนัก ทำให้ดัชนี S&P500 กลับมาบวกและพันธบัตรสหรัฐฯ เผชิญแรงขายอย่างรุนแรง และในตอนเช้าตลาดเอเชียก็รับอาการช็อกด้วยการกลับมายืนที่จุดเดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


จากปรากฏการณ์ Trump Shocks ศูนย์วิเคราะห์ฯ มองตลาดจะมีความผันผวนต่อเนื่องในระยะสั้น เนื่องจากนักลงทุนส่วนมากยังสับสนกับนโยบายของนายทรัมป์และผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และความผันผวนในตลาดจะคงอยู่จนกว่านายทรัมป์จะประกาศนโยบายที่แน่ชัดออกมาในช่วงเดือนมกราคมปีหน้า

ส่วนในระยะยาวศูนย์วิเคราะห์ฯ มองว่า สิ่งที่จะกำหนดทิศทางของตลาดทุนไทยที่แท้จริงคือ นโยบายการเงินของเฟด โดยมองผลลัพธ์ออกเป็น 2 กรณี คือ 1. กรณีที่นโยบายเศรษฐกิจของนายทรัมป์ได้รับอนุมัติทั้งหมด เชื่อว่าจะก่อให้เกิด Trump Shocks อีกรอบ และเงินเฟ้อดีดตัวอย่างชัดเจน อันเป็นผลมาจากนโยบายการค้าและผู้อพยพที่สุดโต่ง ทำให้เฟดจำต้องตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยเร็ว โดยคาดว่า จะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในสิ้นปีนี้ 0.25% และเพียง 2-3 ครั้ง 0.25% ในปีหน้า ซึ่งในกรณีนี้จะส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายของเงินทุนโลกเร็วขึ้น ส่งผลให้เกิดแรงขายทั้งในหุ้นและบอนด์ไทย กดดันค่าเงินบาทให้อ่อนค่าได้อีกประมาณ 3% จากสิ้นปีนี้ถึงปีหน้า

2. กรณีที่นโยบายเศรษฐกิจของนายทรัมป์ได้รับการตอบสนองบ้าง แม้เศรษฐกิจจะเติบโตได้น้อยกว่า แต่จะไม่มีแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและระดับหนี้สิน ส่งผลให้เฟดมีโอกาสที่จะใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายได้ต่อ โดยคาดว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง ในสิ้นปีนี้และอีก 1 ครั้งในปีหน้า ส่งผลให้ค่าเงินบาทอาจอ่อนค่าเพียงเล็กน้อย 1.5% จากสิ้นปีนี้ถึงปีหน้า

นอกจากนี้ ปรากฏการณ์ Trump Shocks ชี้ให้เห็นว่า ตลาดการเงินหลังจากนี้นั้นยากที่จะคาดเดา ทั้งผลกระทบทางเศรษฐกิจและทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้าย จากนี้ไปจนถึงปีหน้าคงจะยังมีเรื่องช็อกอื่นอีก นอกจาก Trump Shocks ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก การกีดกันทางการค้า การเมืองในยุโรป และปัญหาหนี้เสียในจีน ดังนั้นผู้ประกอบการและนักลงทุนไทย จึงควรตั้งอยู่ในความไม่ประมาท และเตรียมตัวรับกับความผันผวนของตลาดที่จะยังมีมากขึ้นเรื่อยๆ.

2 อดีตขุนคลัง ประเมินผลกระทบไทย-ความเปลี่ยนแปลง หลัง ‘ทรัมป์’ คว้าชัย

‘อนุสรณ์’ ชี้ ‘ทรัมป์’ พลิกโผคว้าชัย สะเทือน ‘หุ้น-ทอง-การเงิน-ค้าโลก’

สมคิด ไม่หวั่นนโยบาย ‘ทรัมป์’ เชื่อ คนอเมริกา อยากเปลี่ยนแปลง

‘ทรัมป์’ คว้าชัย ทำทองไทยผันผวน 19 ครั้ง ขึ้นรวม 200 รูปพรรณ 2.2 หมื่น

 

แรงงาน เร่งขับเคลื่อนศูนย์เทคโนโลยีชั้นสูง นำร่อง 12 แห่งทั่วภูมิภาค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 พ.ย. 2559 15:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/779207

 

กระทรวงแรงงาน ปรับบทบาทสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ให้เป็นศูนย์เทคโนโลยีชั้นสูง นำร่องใน 12 แห่งทั่วภูมิภาค เตรียมลงนาม MOU กลาง ธ.ค. นี้ …

วันที่ 10 พ.ย.59 นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญในการวางรากฐานการพัฒนาประเทศให้มีความยั่งยืน โดยกำหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นแนวทางที่จะให้แต่ละหน่วยงานช่วยกันขับเคลื่อนไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เพื่อสอดรับกับสถานการณ์ด้านแรงงาน เทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งภายในไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายในการนำพาประเทศเข้าสู่โมเดล “ประเทศไทย 4.0 (Thailand 4.0)” ที่มุ่งปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม”

นายธีรพล กล่าวว่า ในปี 2560 กระทรวงแรงงาน ภายใต้การนำของ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน ได้ปรับบทบาทสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ให้เป็นศูนย์เทคโนโลยีชั้นสูง นำร่องใน 12 แห่งทั่วภูมิภาค ในแต่ละศูนย์ฯ จะมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยร่วมมือกับภาคเอกชน ภาครัฐ เป็นเครือข่ายในการพัฒนาบุคลากรร่วมกัน ตามแนวทาง “ประชารัฐ” เพื่อปรับกระบวนทัศน์ แนวทางการทำงานให้มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับความต้องการของประเทศ เพื่อให้กำลังแรงงานเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างมีคุณภาพ

สำหรับการปรับบทบาท สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานให้เป็นศูนย์เทคโนโลยีชั้นสูง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ให้การสนับสนุน เพราะเป็นไปในทิศทางเดียวกันที่จะมุ่งเน้นเตรียมความพร้อมแรงงานไทยก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน เทคโนโลยีชั้นสูง จ.สมุทรปราการ ชลบุรีและระยอง สภาอุตสาหกรรมจะสนับสนุนและร่วมเป็นเครื่องข่ายทั้งด้านบุคลากร เครื่องจักร (ในสถานประกอบการ) เพื่อพัฒนาเสริมทักษะในด้าน Automation and Robotic (Industrial 4.0) พร้อมๆ กับสนับสนุนการดำเนินงานในสถาบันเทคโนโลยีชั้นสูงอีก 9 แห่งพร้อมกันด้วย และจะมีการลงนามความร่วมมือระหว่างกัน (MOU) ในกลางเดือนธันวาคม 2559 นี้.