เว้นภาษีค่าธรรมเนียมชำระเงิน ครม.จูงใจใช้เครื่องรูดบัตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 พ.ย. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/771082

 

แบงก์รอสรุปยอดเครื่องติดตั้ง

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่…) พ.ศ…(มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์) ตามแผนยุทธศาสตร์ การชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติหรือ National e-Payment โดยให้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้น

ส่วนนิติบุคคลสำหรับเงินได้ ที่ได้จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนในอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ…ตั้งแต่วันที่ ครม.เห็นชอบร่างกฎหมาย จนถึง 31 ธ.ค. 2561 เพื่อส่งเสริมให้บริษัทเอกชนเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการวางอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น นอกเหนือจากการวางอุปกรณ์ของธนาคารพาณิชย์และให้ร้านค้าสามารถวางอุปกรณ์ดังกล่าวได้ ทั้งจากธนาคารและบริษัทกลาง ซึ่งจะช่วยให้เกิดการวางอุปกรณ์การรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างทั่วถึงครอบคลุมทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่มีปริมาณธุรกรรมน้อย จนการวางอุปกรณ์ดังกล่าวอาจไม่คุ้มค่า หากไม่มีมาตรการจูงใจ

รวมทั้งยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บุคคลธรรมดาและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียมจากการรับชำระเงินด้วยบัตรเดบิต ผ่านอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่วันที่ ครม.เห็นชอบร่างกฎหมายจนถึง 31 ธ.ค.2564 เพื่อจูงใจให้ร้านค้าที่เป็นขนาดกลางและขนาดเล็กรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น และอาจลดหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมให้ประชาชนที่ใช้บริการ ทั้งนี้ มาตรการทั้งหมดจะส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการชำระเงิน จากเงินสดไปเป็นการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการบริหารจัดการเงินสดของประเทศลดลง และช่วยส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินได้สะดวกขึ้น

ด้านนายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ความคืบหน้าโครงการจัดซื้อเครื่องรูดบัตร (อีดีซี) ภายใต้แผนเดินหน้าโครงการระบบชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ National e-Payment ที่กระทรวงการคลังกำลังพยายามผลักดันนั้น ล่าสุดคณะกรรมการชุดที่มีนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เป็นประธาน ยังไม่มีข้อสรุปเรื่องจำนวนเครื่องอีดีซี เนื่องจากครั้งแรกบอกต้องใช้เครื่องอีดีซีมากถึง 2 ล้านเครื่อง ต่อมาปรับลดเหลือ 1.6 ล้านเครื่อง จนล่าสุดปรับลดลงเหลือ 400,000-500,000 เครื่อง.

 

จัดทางคู่เพิ่ม 3 เส้นครบ 995 กม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 พ.ย. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/771077

 

“อาคม” ปลื้มทำได้ตามเป้าชูไทยหนึ่งในอาเซียน

เสร็จสิ้นโครงการรถไฟทางคู่ ล่าสุด ครม.อนุมัติเพิ่มอีก 3 เส้นทางวงเงิน 55,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับที่อนุมัติเดิม ครบเป้าหมายปีนี้ 995 กม.ทั่วประเทศ จ่อรองรับไฟฟ้าเพิ่ม ครม.อนุมัติ กว่า 62,000 ล้านบาท กฟภ.ขยายไฟฟ้าทั่วประเทศ

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่าที่ ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้ดำเนินโครงการรถไฟทางคู่เพิ่มเติมในระยะที่ 2 อีก 3 เส้นทาง คือ 1.ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง 148 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 24,722.28 ล้านบาท 2.ช่วงนครปฐม-หัวหิน ระยะทาง 165 กม. วงเงิน 20,046.41 ล้านบาท และ 3.ช่วงหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 90 กม. วงเงิน 10,239.58 ล้านบาท รวมวงเงินทั้งสิ้น 55,000 ล้านบาท รวมระยะทาง 403 กิโลเมตร กำหนดระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (ปีงบประมาณ 2559-2563) โดยเปิดให้ประกวดราคาจ้างก่อสร้างด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ หากดำเนินการเสร็จทั้งโครงการคือ ในระยะที่ 2 นี้ และที่อนุมัติก่อนหน้าไทยจะเป็นหนึ่งในอาเซียนที่มีโครงข่ายครบ โดยการก่อสร้างจะทยอยแล้วเสร็จและเปิดให้บริการได้ตั้งแต่ปี 2562-2564

ด้านนายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ครม.ได้อนุมัติให้ดำเนินการไปแล้ว 4 เส้นทาง โดย 1.ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย ระยะทาง 106 กม. และ 2.ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ระยะทาง 187 กม. ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 3.ช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ระยะทาง 167 กม. วงเงิน 17,290.63 ล้านบาท และ 4.ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ ระยะทาง 132 กม. วงเงิน 29,449.31 ล้านบาท ซึ่งการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) อยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อเตรียมประกาศประกวดราคา เมื่อรวมกับอีก 3 เส้นทางที่ ครม.อนุมัติในครั้งนี้ ในปี 2559 ก็ถือได้ว่าดำเนินการครบตามเป้าหมายรวม 7 เส้นทาง ระยะทางรวม 995 กม.แล้ว

นายออมสินกล่าวต่อว่า เส้นทางที่ผ่าน ครม.และยังไม่ได้ก่อสร้างทั้ง 5 เส้นทาง คาดว่าจะสามารถเปิดประกวดราคาได้ครบทั้งหมดในปีนี้ โดยเส้นทางแรกที่จะดำเนินการได้ก่อน คือ ช่วงประจวบฯ-ชุมพร ที่คณะกรรมการ (บอร์ด) ร.ฟ.ท.ได้อนุมัติเงื่อนไขการประกวดราคา (ทีโออาร์) ไปแล้วเมื่อวันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยเป็นการเปิดกว้างให้ผู้รับเหมาเข้าร่วมประกวดราคาได้ถึง 20 ราย ซึ่งภายหลังประกวดราคาช่วงดังกล่าวแล้ว ในช่วงอื่นๆจะดำเนินการได้เร็วขึ้น เพราะจะใช้ทีโออาร์ดังกล่าวในการประกวดราคาในช่วงที่เหลือด้วย

สำหรับปี 2560 จะดำเนินการเพิ่มเติมอีก 9 เส้นทาง คือ 1.ช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย ระยะทาง 285 กม. 2.ช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี 309 กม. 3.ช่วงขอนแก่น-หนองคาย ระยะทาง 174 กม. 4.ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 167 กม. 5.ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา ระยะทาง 324 กม. 6.ช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ ระยะทาง 189 กม. 7.ช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. 8.ช่วงเด่นชัย-เชียงของ ระยะทาง 326 กม. และ 9.ช่วงบ้านไผ่-นครพนม ระยะทาง 355 กม. รวมระยะทางที่จะดำเนินการในปี 2560 ประมาณ 2,174 กม.

นอกจากนั้น นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ที่ประชุม ครม.ยังอนุมัติให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ดำเนินโครงการพัฒนาระบบส่งและจำหน่ายระยะที่ 1 ระยะเวลาดำเนินการ 6 ปี ตั้งแต่ปี 2559-2564 วงเงินลงทุน 62,678.71 ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบไฟฟ้าและก่อสร้างสถานีไฟฟ้าให้สามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นได้อย่างเพียงพอ เพิ่มประสิทธิภาพความมั่นคงและความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า โดยมีพื้นที่เป้าหมายอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของ กฟภ. 12 เขต มีระยะเวลาดำเนินการ 6 ปี ระหว่างปี 2559-2564 มีอัตราผลตอบแทนทางการเงินอยู่ที่ 11.30% และผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์อยู่ที่ 14.40% สำหรับแหล่งทุนสำหรับการลงทุนนั้น ประกอบด้วยเงินกู้ในประเทศ 47,009 ล้านบาท รายได้ของ กฟภ. 15,669.71 ล้านบาท รวม 62,678.71 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังแสดงความเห็นว่าเนื่องจากเป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่และวงเงินสูง จึงขอให้กระทรวงมหาดไทยขออนุมัติโครงการตามขั้นตอนกฎหมายและเสนอสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและให้ความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ก่อนเสนอ ครม. เป็นรายโครงการ ขณะที่กระทรวงพลังงานเห็นว่าหากต้องการไฟฟ้าเพิ่มแต่ละจุด กฟภ.ควรหารือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยพบว่าโครงการยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนในประเด็นการพัฒนาเพื่อรองรับการเชื่อมโยงกับระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก จึงเห็นควรให้ กฟภ.ทำแผนการบริหารจัดการรายฟีดเดอร์ และดำเนินการวิเคราะห์การรองรับการเชื่อมโยงในส่วนนี้ด้วย.

 

ความอยู่ดีมีสุขในพื้นที่พิเศษล้นทะลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 พ.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/771071

 

พ.อ.นาฬิกอติภัค แสงสนิท ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. กล่าวว่า ผลการสำรวจระดับความอยู่ดีมีสุขของประชาชนในพื้นที่พิเศษ จำแนกตามเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่พิเศษทั้ง 6 พื้นที่พิเศษ ครอบคลุม 12,385 ตัวอย่าง พบว่าระดับความอยู่ดีมีสุขเฉลี่ยสูงถึง 72.19% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กระทรวงมหาดไทยกำหนดไว้ว่าระดับความอยู่ดีมีสุขที่ผ่านเกณฑ์ต้องไม่น้อยกว่า 60%

พ.อ.นาฬิกอติภัคกล่าวต่อว่า ตัวเลขดัชนีความอยู่ดีมีสุขนั้น อพท.สำรวจและจัดเก็บจากรายได้ คุณภาพชีวิตสังคมและวัฒนธรรม สภาพแวดล้อม ตลอดจนระบบบริหารจัดการของแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเครื่องมือที่แสดงให้เห็นพัฒนาการในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ระดับความอยู่ดีมีสุขของคนในชุมชนในพื้นที่พิเศษของ อพท. จะสะท้อนถึงความสุขที่ชุมชนได้รับจากการเข้าไปพัฒนาของ อพท. ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการทำงานที่ อพท. ยึดถือมาตลอด โดย อพท.ได้น้อมนำกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาเป็นแนวทางและปรับใช้พัฒนาชุมชนในพื้นที่พิเศษให้เกิดความยั่งยืน โดยใช้หลัก “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” รวมถึงยึดหลักการทรงงานของพระองค์ที่เน้นการพัฒนาคนด้วยการ “ระเบิดจากข้างใน” มาใช้พัฒนาชุมชนจากความต้องการของชุมชน

ทั้งนี้ การระเบิดจากข้างในหมายความว่า ต้องสร้างความเข้มแข็งให้คนในชุมชนที่เราเข้าไปพัฒนามีสภาพพร้อมที่จะรับการพัฒนาก่อน แล้วจึงค่อยออกมาสู่สังคมภายนอก มิใช่นำเอาความเจริญหรือบุคคลจากสังคมภายนอกเข้าไปหาชุมชนที่ยังไม่ทันได้มีโอกาสเตรียมตัวหรือตั้งตัว โดยวิธีทำงานของ อพท. คือทำความรู้จักชุมชน เพื่อให้รู้จุดแข็งจุดอ่อน และความต้องการ ก่อนใช้องค์ความรู้ที่มีอยู่เข้าไปพัฒนา เพื่อให้เกิดเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวที่ผ่านการบริหารจัดการโดยชุมชนเจ้าของถิ่น.

 

หุ้นสหรัฐฯ ร่วง หวั่น ‘ทรัมป์’ ชนะเลือกตั้งสหรัฐฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 พ.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/771226

 

ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ลดลงในวันอังคาร หลังจากผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุด ชี้ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนพรรครีพับลิกันอาจชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี สร้างความกังวลให้นักลงทุน…

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันที่ 1 พ.ย. ในแดนลบ โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลง 105.32 จุด หรือ 0.58% ปิดที่ 18037.10 จุด ส่วนดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 14.43 จุด หรือ 0.68% ปิดที่ 2111.72 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็กลดลง 35.56 จุด หรือ 0.69% ปิดที่ 5153.58 จุด

นักวิเคราะห์ระบุว่า นักลงทุนส่วนใหญ่ต้องการให้นาง ฮิลลารี คลินตัน ตัวแทนพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ มากกว่านายทรัมป์ เนื่องจากเขาวิพากษ์วิจารณ์การคงอัตราดอกเบี้ยต่ำของ นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศต่างๆ อย่างรุนแรง

ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับทิศทางการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ กลบข่าวการประชุมของนโยบายของเฟด ซึ่งเริ่มขึ้นในวันอังคาร โดยหลายฝ่ายยังคงคาดว่า เฟดจะตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานในเดือน ธ.ค.

 

ดีใจ!ขยับเป้าส่งออกปีนี้ติดลบน้อยลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 พ.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/771062

 

นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) คือ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า กกร.ได้ปรับประมาณการส่งออกปีนี้ใหม่จากเดิมที่คาดว่าจะติดลบ 0%-2% เป็นติดลบ 0%-1% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่เอื้อให้ส่งออกได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัวและจะมีผลชัดเจนปี 60 ขณะที่ 9 เดือนแรกปีนี้การส่งออกติดลบน้อยลง แต่แนวโน้ม 3 เดือนที่เหลือของปี (ต.ค.-ธ.ค.) น่าจะดีขึ้น ดังนั้นเชื่อว่าการส่งออกทั้งปีนี้จะดีกว่าที่ประเมินไว้ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจไทยได้รับแรงหนุนจากการลงทุนภาครัฐ ทำให้ กกร.คงกรอบการโตของจีดีพีปีนี้อยู่ที่ 3.3-3.5% และปี 60 อยู่ที่ 3.5-4%

ขณะที่สถานการณ์การค้าชายแดนก็มีส่วนสำคัญต่อการส่งออกของไทย ในทุกด่านพรมแดน แต่ล่าสุด รัฐบาลลาวได้ประกาศมาตรการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) 10% สำหรับสินค้านำเข้าส่วนบุคคลผ่านด่านชายแดนที่มีมูลค่าตั้งแต่ 50 เหรียญสหรัฐฯ หรือ 1,742 บาทต่อคน สร้างภาระเพิ่มขึ้นกับผู้บริโภคชาวลาวที่เข้ามาซื้อสินค้าในไทย ส่งผลต่อปริมาณการซื้อสินค้าในไทยและปริมาณนักท่องเที่ยวระหว่างไทยกับลาว โดยลดลงทั้งจำนวนคนเดินทางและปริมาณการซื้อสินค้าจากฝั่งไทยกลับไปบริโภคในลาว ซึ่งเรื่องนี้ภาคเอกชนในต่างจังหวัด ที่เป็นสมาชิกของ กกร. มีความกังวลเกี่ยวกับการค้าชายแดนจะลดลง และ กกร.กำลังติดตามใกล้ชิดถึงผลกระทบและเตรียมนำประเด็นนี้หารือในการประชุมระดับรัฐมนตรีโครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (จีเอ็มเอส) วันที่ 30 พ.ย.นี้ ที่เชียงราย ซึ่ง กกร.จะเสนอให้ลาวเพิ่มสัดส่วนการซื้อสินค้าได้ขั้นต่ำคนละ 100 เหรียญสหรัฐฯ.

 

“วรภัค” ภูมิใจ 4 ปีกรุงไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 พ.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/771057

 

นายวรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ตลอด 4 ปี (8พ.ย.55-7พ.ย.59) ที่เข้ามาบริหารธนาคารกรุงไทย ได้ปรับเปลี่ยนระบบการทำงานต่างๆ โดยเฉพาะระบบการจัดการทรัพยากรบุคคล และระบบข้อมูล เช่น เปลี่ยนแปลงระบบการทำงานของพนักงานใช้ผลงานเป็นตัวประเมินผลงานและประเมินผลตอบแทน ระบบข้อมูลสามารถรู้ได้ว่าแต่ละหน่วยงานสามารถสร้างรายได้เท่าไร หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เกิดขึ้นจากสาขาไหน หรือธุรกิจอะไร ซึ่งจะรู้ผลภายใน 2 วัน จากเดิม 30 วัน “ภูมิใจสูงสุดที่ได้ทำงานที่กรุงไทย ได้รับการต้อนรับที่ดีจากพนักงาน และได้รับความร่วมมือต่อการเปลี่ยนแปลง เพียงแต่ต้องคุยกันให้รู้เรื่องฉายภาพให้เห็น”

ทั้งนี้ การเข้ามาบริหารงานในธนาคารกรุงไทย ได้ยึดหลักปรัชญาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ตรัสว่าจะครองแผ่นดินโดยธรรม และเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งในเรื่องธรรม จะเน้นเรื่องของยุติธรรม การทำงานซื่อสัตย์ โปร่งใส ส่วนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง การบริหารงานต้องไม่โลภหรือต้องทำกำไรมากๆ ไม่รู้จักพอทำให้เศรษฐกิจเสียหาย เห็นได้จากวิกฤติซับไพรม์ในสหรัฐฯ ซึ่งการบริหารธนาคารพาณิชย์ต้องพอเพียง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลูกค้ามีความมั่งคั่งมั่นคง และกันกำไรส่วนหนึ่งไปช่วยเหลือสังคม

นายวรภัคกล่าวอีกว่า ปีนี้อัตราการขยายตัวของสินเชื่อธนาคารติดลบ หลังจากช่วง 9 เดือนแรกยอดสินเชื่อลดลง 6% เกิดจากสินเชื่อภาครัฐหดตัว ผู้ประกอบการรายใหญ่ระดมทุนโดยออกหุ้นกู้ และนำเงินมารีไฟแนนซ์เงินกู้ ขณะที่ธนาคารเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีและรายย่อยมากขึ้น จากความกังวลหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล สำหรับกำไรก่อนการตั้งสำรองปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 60,000 ล้านบาท โดย 9 เดือนแรก มีกำไรก่อนตั้งสำรอง 50,000 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธินั้น ธนาคารยังมีภาระตั้งสำรองเพิ่มขึ้น หลัง 9 เดือนแรกตั้งสำรองไปแล้ว 19,000 ล้านบาท ปัจจุบันอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพของธนาคารอยู่ที่ 105% มีเป้าหมายเพิ่มเป็น 130% ใน 3 ปีข้างหน้า ใกล้เคียงกับระบบธนาคารพาณิชย์ “ฝากให้นายผยง ศรีวณิช ว่าที่กรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่ สานต่องานที่ทำไว้ เชื่อมั่นในฝีมือนายผยง และไม่ต้องการให้มีการแทรกแซงจากการเมือง ซึ่งโชคดีที่ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ไม่มีการแทรกแซงจากการเมือง โดยเฉพาะการแต่งตั้งผู้บริหารระดับกลางและระดับสูงรวมถึงการโยกย้ายเพราะอยากให้คนมีฝีมือจริงๆเข้ามาทำงาน เพื่อผลักดันองค์กรให้เติบโต”.

 

ซีพีโชว์ “แจ็ค หม่า” ร่วมถือหุ้นเปิดหวอลงทุนฟินเทค “แอสเซนด์มันนี่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/771052

 

ธนินท์ เจียรวนนท์ และแจ็ค หม่า

ซีพีชื่นมื่นประกาศความเป็นพันธมิตรกับ “แจ็ค หม่า” ณ เกาะฮ่องกง พร้อมเปิดหวอให้ถือหุ้นในธุรกิจฟินเทคในนามแอสเซนด์ มันนี่เพิ่มในอนาคต จากปัจจุบันถืออยู่ 20% หวังร่วมมือให้แน่นแฟ้น ดูดกลยุทธ์ เทคนิคให้ชุ่มปอด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 พ.ย. ที่ผ่านมา ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์หรือซีพี และนายแจ็ค หม่า ประธานบริหารอาลีบาบา กรุ๊ป และผู้ก่อตั้งบริษัท แอนท์ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป ได้ร่วมกันประกาศความเป็นพันธมิตร โดยทางแอนท์ ไฟแนนเชียล ในฐานะผู้ให้บริการทางการเงินดิจิทัลจากประเทศจีน ได้เข้าถือหุ้นในสัดส่วน 20% ในบริษัทแอส-เซนด์ มันนี่ จำกัด บริษัทเทคโนโลยีทางการเงิน หรือฟินเทค ในเครือซีพี เป็นที่เรียบร้อย

โดยนายอีริค จิง ประธานคณะผู้บริหารของแอนท์ ไฟแนนเชียล กล่าวว่า เป้าหมายของแอนท์ คือการขยายการเข้าถึงบริการทางการเงินให้กับทุกคน ตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าสู่ 2,000 ล้านคน ใน 10 ปีข้างหน้าผ่านพันธมิตรทั่วโลก โดยมองว่าตลาดบริการทางการเงินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ถือว่ามีศักยภาพสูงและการแข่งขันยังน้อยอยู่

ด้านนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ บริษัท แอสเซนด์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า พันธกิจของแอสเซนด์ มันนี่ คือการให้โอกาสคนทุกคนในการเข้าถึงนวัตกรรมทางการเงินเพื่อยกระดับชีวิตให้ดีขึ้น และการที่ทั้งสองบริษัทมีพันธกิจที่คล้ายกัน นำมาซึ่งความร่วมมือในวันนี้

ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่างทั้ง 2 บริษัท คือการร่วมกันผลักดันการเติบโตของการใช้จ่ายแบบออนไลน์และออฟไลน์ และจะทำให้แอสเซนด์ มันนี่ได้รับการสนับสนุนด้านกลยุทธ์และเทคนิค ซึ่งเป็นนวัตกรรมระดับโลกที่แอนท์ ไฟแนนเชียลให้บริการอยู่ รวมทั้งบริการอาลีเพย์ แอพพลิเคชั่นการชำระเงินผ่านมือถือ ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในประเทศจีน ซึ่งเป็นบริการในเครือของแอนท์ ไฟแนนเชียลด้วย

นายปุณณมาศ วิจิตรกุลวงศา ประธานคณะผู้บริหาร แอสเซนด์ กรุ๊ป กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้แอนท์ ไฟแนนเชียลถือหุ้นในแอสเซนด์มันนี่อยู่ 20% แต่ในอนาคตอันใกล้มีแนวโน้มจะขยับสัดส่วนเพิ่มอีก 10% เป็น 30% เพื่อโอกาสในการร่วมมือให้แน่นแฟ้นมากขึ้น ด้วยศักยภาพของแอนท์ ไฟแนนเชียล ในการพัฒนาระบบการชำระเงินด้วยบิ๊กดาต้า (Big Data) และการนำระบบคลาวด์มาใช้งาน จะทำให้แอสเซนด์สามารถต่อยอดความสำเร็จดังกล่าวได้เป็นอย่างดี และเปิดโอกาสให้คนไทยได้เข้าถึงบริการทางการเงินที่ครอบคลุมและเท่าเทียม นอกจากนั้น แอสเซนด์ มันนี่ยังถือเป็นพันธมิตรรายแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของแอนท์ ไฟแนนเชียล และเป็นพันธมิตรรายที่สองในโลกต่อจากเพย์ทีเอ็มของอินเดีย


คณะผู้บริหารแอสเซนด์กรุ๊ปและแอนท์ ไฟแนนเชียล.

“จุดมุ่งหมายของเราคือการช่วยเหลือผู้ที่ยังไม่สามารถรับบริการทางการเงินจากสถาบันการเงินได้เต็มที่และผู้ที่เข้าไม่ถึงบริการของสถาบันการเงิน รวมไปถึงผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับโลกดิจิทัล โดยหวังที่จะให้บริการนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆให้กับลูกค้าทั่วไปและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี กว่า 100 ล้านรายในไทยและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายในปี 2563”

ปัจจุบันแอสเซนด์ มันนี่ ได้รับใบอนุญาตให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ใน 4 ประเทศคือไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม แต่ให้บริการใน 6 ประเทศรวมเมียนมาและกัมพูชา โดยนอกจากจะให้บริการการชำระเงินแบบออนไลน์และออฟไลน์, การโอนเงินทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ, การชำระบิล, การเติมเงินและการจ่ายเงินเดือนแล้ว ในอนาคตยังจะขยายบริการสู่การให้เงินกู้ ประกันภัย และการลงทุนด้วย โดยขณะนี้เริ่มออกเงินกู้ให้กับธุรกิจที่ค้าขายกับเครือซีพีบ้างแล้ว

ด้านนายดักลาส ฟีกิน รองประธานอาวุโส แอนท์ ไฟแนนเชียล กล่าวว่า แอนท์กำลังก้าวสู่ระดับโลกเพื่อให้บริการชาวจีนได้ดียิ่งขึ้น การเสาะหาพันธมิตรจึงสำคัญสำหรับการเติบโตของบริษัท

“เราตื่นเต้นที่จะได้ทำงานร่วมกับแอสเซนด์ เราเลือกแอสเซนด์เพราะมีทีมบริหารที่เก่ง ที่สำคัญไม่ใช่แต่เพียงการเข้าสู่ประเทศไทย แต่แอสเซนด์ยังจะพาแอนท์ ไฟแนนเชียล ขยับเข้าสู่ตลาดอาเซียนอื่นๆ ที่แอสเซนด์ให้บริการอยู่ใน 6 ประเทศรวมไทยด้วย โดยบริการของแอนท์ จะเน้นให้บริการนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปเที่ยวในไทยและประเทศอื่นๆเป็นหลัก”.

 

“สามารถไอโมบาย” ถอดใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 พ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/771037

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) มีมติเห็นชอบให้บริษัท สามารถ ไอ-โมบาย จำกัด ผู้รับใบอนุญาตการให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3 จี ที่ไม่มีโครงข่ายเป็นของตัวเอง (เอ็มวีเอ็นโอ) คืนเลขหมาย 300,000 เลขหมายจากที่ได้รับจัดสรรทั้งหมด 500,000 เลขหมายได้ เนื่องจากบริษัทไม่สามารถทำการตลาดได้ตามแผนที่วางไว้ เพราะราคาขายส่งที่ซื้อมาทำการขายต่อนั้น มีราคาสูงกว่าราคาขายปลีกในตลาด รวมทั้งระบบบริการลูกค้าก็ไม่สามารถให้บริการได้ จึงจำเป็นต้องขอยกเลิกการรับจัดสรรเลขหมายดังกล่าว และขอคืนสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อนำไปจัดสรรใหม่ได้ ทั้งนี้ สามารถไอ-โมบาย ได้เช่าโครงข่ายโทรคมนาคม จากบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) แต่ประสบปัญหาไม่สามารถทำธุรกิจได้ จึงจำเป็นต้องคืนเลขหมายที่ได้รับจัดสรร โดยจะทยอยคืนเบื้องต้น 300,000 เลขหมาย ส่วนอีก 200,000 เลขหมายนั้น ยังคงมีผู้ใช้บริการและคาดว่ามีการย้ายโอนค่ายมือถือแต่เลขหมายเดิมไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม สามารถไอ-โมบายเป็นผู้ให้บริการมือถือ 3 จี ลักษณะเอ็มวีเอ็นโอ โดยเริ่มแรกของการทำธุรกิจได้เช่าโครงข่าย 3 จี จากทีโอที แต่ประสบปัญหาไม่สามารถทำการตลาดได้ เพราะโครงข่ายทีโอที 3 จี มีสถานีฐานเพียง 5,320แห่ง ซึ่งไม่ครอบคลุมการให้บริการ และไม่สามารถทำสัญญาระยะยาวได้นอกจากสัญญาชั่วคราว ซึ่งทำให้ไม่มีความแน่นอนในการทำธุรกิจ จึงได้ยกเลิกสัญญากับทีโอที และหันมาเจรจาเช่าโครงข่าย 3 จี จากแคท แต่ประสบปัญหาเดียวกัน จึงต้องการคืนเลขหมายที่ได้รับการจัดสรรให้กับ กสทช.

 

แม็คโครสยายปีกทุ่ม 3 พันล้านลุยซื้อ ธุรกิจอาหารต่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/771032

 

น.ส.เสาวลักษณ์ ถิฐาพันธ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร-สายงานบริหารการเงินและหน่วยงานสนับสนุน บริษัท สยามแม็คโคร จํากัด (มหาชน) แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่า คณะกรรมการมีมติให้บริษัท สยามฟูด เซอร์วิส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ลงนามในสัญญาให้เข้าซื้อผลประโยชน์ในสัดส่วน 80% ในแต่ละบริษัทซึ่งประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการให้บริการด้านอาหาร ดังนี้ Indoguna (Singapore.) Pte Ltd (บริษัทจดทะเบียนในสิงคโปร์) Indoguna Dubai LLC (บริษัทจดทะเบียนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) Lordly Company Limited (บริษัทจดทะเบียนในฮ่องกง) และ Just Meat Company Limited (บริษัทจดทะเบียนในฮ่องกง) โดยมีมูลค่ารายการรวมทั้งสิ้นประมาณ 117.6 ล้านเหรียญดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 3,057.6 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยนที่ 26 บาท ต่อ 1 เหรียญดอลลาร์สิงคโปร์)

สำหรับแหล่งเงินทุนที่บริษัทจะใช้ในการเข้าซื้อผลประโยชน์ดังกล่าว มาจากเงินทุนของบริษัทเองและจากวงเงินสินเชื่อตามสัญญาให้การสนับสนุนทางการเงินกับสถาบันการเงิน ทั้งนี้ มูลค่ารายการอาจมีการปรับเปลี่ยนภายใต้เงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายหุ้น และการเข้าซื้อผลประโยชน์ในบริษัทดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อเงื่อนไขบังคับก่อนทั้งหมดตามที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขายหุ้นสำเร็จครบถ้วน.

 

ครม.เพิ่มคุณสมบัติเกษตรกรรายได้น้อย มีสิทธิรับเงิน 3 พันบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 พ.ย. 2559 21:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/770951

 

ครม.เพิ่มเติมคุณสมบัติเกษตรกร ที่ได้สิทธิรับเงินตามมาตรการส่งเสริมคุณภาพชีวิต 3 พันบาทโอนเข้าบัญชีแบงก์รัฐ ต้องลงทะเบียนสวัสดิการรัฐ ระหว่าง 15 ก.ค.-15 ส.ค.59 เป็นผู้ว่างงาน รายได้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปี…

เมื่อวันที่ 1 พ.ย. นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเกี่ยวกับการตรวจสอบคุณสมบัติของเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย และหลักเกณฑ์ในการโอนเงินภายใต้มาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย หรือมาตรการส่งเสริมคุณภาพชีวิตเกษตรกรรายย่อย หลังจากที่ ครม.มีมติไปเมื่อวันที่ 27 ก.ย.59 เห็นชอบให้กระทรวงการคลังออกนโยบายนี้ โดยจะโอนเงิน 3,000 บาทให้แก่เกษตรกรที่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี แต่หากมีรายได้ระหว่าง 30,000-100,000 บาทต่อปี จะโอนเงินให้ 1,500 บาทต่อคน

ล่าสุดมีการกำหนดคุณสมบัติของเกษตรกรเพิ่มเติม จะต้องเป็นผู้ที่มาลงทะเบียนโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ระหว่างวันที่ 15 ก.ค.-15 ส.ค.59 โดยมีคุณสมบัติพื้นฐานเป็นบุคคลสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี ณ วันที่ 15 ส.ค.59 และเป็นผู้ว่างงาน มีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปีในปี 58 ต้องมีการตรวจสอบสถานะบุคคล และความถูกต้องของข้อมูลเบื้องต้นจากกรมสรรพากรและกรมการปกครองแล้ว

นอกจากนี้จะต้องมีคุณสมบัติเฉพาะ เป็นผู้มีรายชื่ออยู่ในทะเบียนเกษตรกร หรือเป็นสมาชิกในครัวเรือนของผู้ที่อยู่ในทะเบียนเกษตรกรของกรมส่งเสริมการเกษตร หรือเป็นผู้มีรายชื่ออยู่ในทะเบียนผู้เลี้ยงสัตว์ของกรมปศุสัตว์ หรือมีรายชื่ออยู่ในทะเบียนผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของกรมประมง โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง หรือโอนผ่านธนาคารออมสิน หรือธนาคารกรุงไทย (KTB) ในกรณีที่เกษตรกรไม่มีบัญชีไว้กับ ธ.ก.ส.