ได้ข้อสรุป!! ไม่ย้ายสถานีขนส่งผู้โดยสารหมอชิต 2 ไปที่ใหม่แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 พ.ย. 2559 19:51

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/770936

 

บขส. ประชุมร่วม การรถไฟฯ ได้ข้อสรุปแล้ว ไม่ย้ายสถานีขนส่งผู้โดยสารหมอชิต 2 แต่จะลดขนาดพื้นที่ลงเหลือ 50 ไร่ จาก 80 ไร่ ทำให้ประหยัดงบลงกว่า 3 เท่า และประชาชนเดินทางได้สะดวก เชื่อมต่อระบบสาธารณะอื่นได้…

เมื่อวันที่ 1 พ.ย. พล.ต.อ.อำนาจ อันอาตม์งาม กรรมการบริษัทฯ รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กล่าวภายหลังประชุมหารือร่วมกับนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ถึงแนวทางในการใช้พื้นที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือหมอชิต 2 ว่า จากการหารือได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า บขส. จะไม่ย้ายสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) ออกจากพื้นที่เดิม แต่จะลดขนาดพื้นที่ลง ซึ่งเดิมมีพื้นที่ประมาณ 80 ไร่ จะใช้พื้นที่เพียงประมาณ 50 ไร่ เป็นสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) และจะส่งคืนพื้นที่ประมาณ 30 ไร่ ให้ การรถไฟฯ นำไปพัฒนาสถานีกลางบางซื่อ ตามแผนงานของการรถไฟฯ ต่อไป

ทั้งนี้ก่อนหน้า บขส.มีแผนใช้พื้นที่ 16.7 ไร่ ของการรถไฟฯ และมีแผนลงทุนก่อสร้างอาคารในพื้นที่ 16.7 ไร่ ใช้งบประมาณ 1,500 ล้านบาท และเมื่อการรถไฟฯ ให้ บขส.ใช้พื้นที่เดิม โดยลดพื้นที่บริเวณขาเข้าลง ทำให้ บขส.ใช้งบประมาณในการปรับปรุงอาคารสถานีและก่อสร้างอาคารจอดรถ 2 ชั้น น้อยลงกว่า 3 เท่า หรือประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยจะก่อสร้างอาคารจอดรถ จะทำให้ บขส.สามารถรองรับปริมาณรถที่เข้าใช้สถานีฯ ได้อย่างเพียงพอ รวมทั้งการที่ บขส.ได้อยู่ที่เดิม จะทำให้ประชาชนเดินทางได้สะดวกยิ่งขึ้น สามารถเชื่อมต่อระบบสาธารณะอื่นๆ ได้ และประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง โดย บขส.จะจัดทำแผนพัฒนาสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) ให้แล้วเสร็จตามกรอบระยะเวลาเดิมของการรถไฟฯ ในปี 2562

ด้านนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า หลังจากได้ข้อสรุป ด้านที่ปรึกษาฯ ของทั้ง 2 ฝ่าย จะหารือร่วมกัน เพื่อหาข้อสรุปในการบริหารจัดการพื้นที่ภายในสัปดาห์นี้ จากนั้นจะนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการ รฟท. เพื่ออนุมัติต่อไป.

 

ชาวนา เฮ! นบข.ขยับราคาข้าวหอมมะลิ ขอบคุณ ‘บิ๊กตู่-สิ่งศักดิ์สิทธิ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 พ.ย. 2559 18:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/770851

 

โรงสี ขานรับราคาจำนำข้าวหอมมะลิ ตันละ 1.3 หมื่น ชาวนา ขอบคุณ “บิ๊กตู่”-สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขณะที่ สมาคมโรงสี กู้เงินแบงก์ 8 หมื่นล้าน ซื้อข้าวเปลือกเก็บรอขายช่วงผลผลิตออกน้อย หวังดึงข้าวออกจากตลาด 8 ล้านตัน…

เมื่อวันที่ 1 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ผู้ประกอบการโรงสีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวหอมมะลิ กล่าวว่า ราคารับจำนำข้าวเปลือกหอมมะลิในยุ้งฉางของเกษตรกร ที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) มีมติปรับเพิ่มขึ้นมาเป็นตันละ 9,500 บาท จากมติเมื่อวันที่ 31 ต.ค.59 ที่กำหนดไว้ที่ตันละ 8,730 บาท เป็นราคาที่เหมาะสม ไม่ต่ำเกินไป และตลาดรับได้ เพราะเมื่อคิดเป็นราคาส่งออกข้าวหอมมะลิแล้ว จะต้องขายไม่ต่ำกว่าตันละ 650 เหรียญสหรัฐฯ เมื่อบวกค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่างๆ ต้องส่งออกตันละ 670-680 เหรียญฯ ทำให้แข่งขันกับข้าวหอมจากประเทศคู่แข่งได้

สำหรับราคาข้าวสารขาว 5% วันที่ 1 พ.ย.59 อยู่ที่ กก.ละ 11.00 บาท จากวันที่ 31 ต.ค. อยู่ที่ กก.ละ 11.20 บาท ราคาที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฝนตก ทำให้ข้าวเปียกชื้น โดยข้าวเปลือกเจ้าความชื้นมากกว่า 25% โรงสีรับซื้อที่ตันละ 6,000-6,500 บาท ถ้าความชื้นมากกว่านี้ ราคาหลุดตันละ 6,000 บาทแล้ว ประกอบกับ โรงงานอาหารสัตว์ไม่รับซื้อปลายข้าว รำข้าว เพราะหันไปนำเข้าข้าวสาลีมาใช้ทดแทน ส่งผลให้ราคาปลายข้าว และรำข้าวลดลง และฉุดให้ราคาข้าวขาวลดลงตาม

ทั้งนี้ คาดว่าหากผลผลิตข้าวเปลือกเจ้าปี 59/60 ออกมาพร้อมกันมากๆ ในช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค.นี้ ราคาอาจลดต่ำลงอีก เพราะรัฐไม่มีมาตรการรองรับอย่างเพียงพอ มีเพียงมาตรการชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ให้โรงสี เพื่อให้กู้เงินจากสถาบันการเงินไปซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรมาเก็บไว้ในช่วงที่ผลผลิตออกมาก และนำออกขายในช่วงที่ผลผลิตออกน้อยแล้ว

นายมานัส กิจประเสริฐ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า สมาคมฯรับปากกับรัฐบาลว่าจะช่วยเหลือเกษตรกรด้วยการเข้าร่วมโครงการชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ให้โรงสีเพื่อซื้อข้าวมาเก็บไว้รอขายในช่วงผลผลิตออกน้อยแล้ว โดยมีเป้าหมายดึงข้าวออกจากตลาด 8 ล้านตันข้าวเปลือก คิดเป็นเงินที่โรงสีต้องกู้สถาบันการเงินมาซื้อข้าวเปลือกสูงถึงราว 80,000 ล้านบาท โดยล่าสุด มีโรงสีสมัครเข้าร่วมโครงการนี้จำนวนมาก

ด้านนายสุเทพ คงมาก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า เชื่อว่าราคาข้าวเปลือกหอมมะลิในตลาดจะปรับเพิ่มขึ้นตามราคาที่ นบข.กำหนดที่ตันละ 11,000 บาท ซึ่งสามารถใช้เป็นราคาอ้างอิงให้ชาวนาทั่วไปขายข้าวในตลาดได้ แต่ราคาที่ นบข.กำหนดก่อนหน้านี้ที่ตันละ 9,700 บาท จะทำให้ราคาตลาดยิ่งลดต่ำลงไปอีก ต้องขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เห็นใจชาวนา และขอบคุณรัฐบาลที่ปรับปรุงมติใหม่ ทำให้แนวโน้มราคาจากนี้จะดีขึ้น โดยราคาข้าวหอมมะลิ จะช่วยชี้นำราคาข้าวชนิดอื่นๆ หากราคาข้าวหอมมะลิดีขึ้น เชื่อว่าราคาข้าวเปลือกเจ้าจะดีขึ้น จากปัจจุบันตันละ 7,700-8,000 บาท (ความชื้น 15%) แต่ราคาที่ชาวนาต้องการคือตันละ 8,000 บาท.

ครม.ทุ่มงบช่วยชาวนา! หว่าน 2.2 หมื่นล้าน อุ้มช่วยเหลือราคาข้าวตก

 

วันแรก เปิดให้ นทท. เข้าพระบรมมหาราชวังได้ตามปกติ ภาพรวมเรียบร้อยดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 พ.ย. 2559 17:34

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/770806

 

กรมการท่องเที่ยว พอใจสถานการณ์ นทท. ต่างชาติ เข้าชมพระบรมมหาราชวังตามปกติ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ภาพรวมมีความหนาแน่นเพียง 30-40% ของพื้นที่ ยังสามารถเพิ่มนักท่องเที่ยวได้อีก โดยไม่ปะปนกับคนไทยที่ต่อแถวเข้าถวายสักการะพระบรมศพ…

นายอนันต์ วงศ์เบญจรัตน์ รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า หลังจากที่สำนักพระราชวังได้อนุญาตให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าเยี่ยมชมพระบรมมหาราชวัง และวัดพระแก้วได้ตามปกติ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.เป็นต้นไป โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 08.30 น. นั้น ปรากฏว่า กลุ่มแรกที่เดินทางมาเป็นนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน และในภาพรวมก็ไม่หนาแน่นจนเกินไป ขณะที่จุดจอดรถรับ-ส่งนักท่องเที่ยว ซึ่งกรมการท่องเที่ยวทำความตกลงร่วมกับบริษัทนำเที่ยว กำหนดไว้รอบจุดที่ปิดการจราจร อาทิ บริเวณ หน้าโรงแรมรอยัลรัตนโกสินทร์ บริเวณสะพานช้างโรงสี พบว่าการจราจรในบริเวณดังกล่าวก็มีความหนาแน่น แต่ยังสามารถเคลื่อนตัวได้


ทั้งนี้ จากการสำรวจพบว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติทราบข้อมูลดีว่า ทางพระบรมมหาราชวังได้เริ่มเปิดให้เข้าชมได้ตั้งแต่วันที่ 1พ.ย.เป็นต้นมา จึงมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมากันเป็นจำนวนมาก และเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ โดยส่วนใหญ่แต่งกายสุภาพเหมาะสมกับช่วงการไว้อาลัย และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มากับบริษัทท่องเที่ยวแบบกรุ๊ปทัวร์ จะมีมัคคุเทศก์ควบคุม จึงเดินเข้าชมกันด้วยอาการสำรวม ไม่มีการพูดคุยเสียงดัง

“การเข้าชมของนักท่องเที่ยวต่างชาติในวันแรกพบว่ามีความหนาแน่น ประมาณ 30-40% ของพื้นที่ จึงยังสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้อีกมาก ขณะที่การต่อแถวเข้าถวายความอาลัยพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ของคนไทยมีการจัดการได้ดี ไม่ปะปนกันกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในช่วงการข้ามถนนก็มีเจ้าหน้าที่ดูแล ใช้เชือกช่วยสลับให้การเดินระหว่างสองกลุ่มรวดเร็วและปลอดภัย อีกทั้งมีเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว กรมการท่องเที่ยว และสำนักพระราชวัง อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว และประชาชน ตลอดเส้นทางด้วย” นายอนันต์ กล่าว


สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทางสำนักพระราชวัง กำหนดเวลาเปิด-ปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม ตั้งแต่เวลา 08.30-15.30 น. โดยเข้าและออกทางประตูวิเศษไชยศรี (เข้าและออกทางเดียวกัน) สำหรับคนไทย กำหนดเวลาเปิด-ปิด ให้กลุ่มคนไทยที่เข้าสักการะพระบรมศพ ตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. เข้าทางประตูมณีนพรัตน์ และตั้งแต่เวลา 16.00-21.00 น.เข้าทางประตูวิเศษไชยศรี สำหรับประตูออกให้ใช้ประตูวิมานเทเวศร์ และประตูเทวาภิรมย์

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 8.80 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,504.52 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 พ.ย. 2559 17:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/770811

 

หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายเพิ่มขึ้น 8.80 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,504.52 จุด มูลค่าการซื้อขาย 54,663.78 ล้านบาท …

การเคลื่อนไหวตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 1 พ.ย. 59 รายงานหุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 8.80 จุด เปลี่ยนแปลง 0.59% ดัชนีอยู่ที่ 1,504.52 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 54,663.78 ล้านบาท

สำหรับมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) และ 5. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน).

 

ครม.ทุ่มงบช่วยชาวนา! หว่าน 2.2 หมื่นล้าน อุ้มช่วยเหลือราคาข้าวตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 พ.ย. 2559 17:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/770757

 

นบข.ถกนัดพิเศษ ร่วมกับครม. มีมติกำหนดราคาข้าวหอมมะลิ ตันละ 1.1 หมื่น แต่ธ.ก.ส.รับจำนำที่ตันละ 9.5 พันบาท รวมเงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยว-ค่าปรับปรุงข้าวและค่ายุ้งฉาง ทำให้ชาวนารับเงิน 13,000 บาท รวมใช้งบ 2.2 หมื่นล้าน…

เมื่อวันที่ 1 พ.ย.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าว (นบข.) นัดพิเศษ ที่มีการประชุมก่อนเริ่มการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า จากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่สำรวจราคาข้าวหอมมะลิตามท้องตลาด พบว่ามีราคาอยู่ระหว่าง 9,700-12,000 บาท นบข.และคณะรัฐมนตรี จึงมีมติให้กำหนดราคากลางข้าวหอมมะลิ อยู่ที่ตันละ 11,000 บาท และโดยตามหลักเกณฑ์เราจะจำนำที่ 90% กำหนดให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะรับจำนำอยู่ที่ราคาตันละ 9,500 บาท โดยจะมีเงินช่วยเหลือเพิ่มเติม ทั้งค่าเก็บเกี่ยว และค่าปรับปรุงคุณภาพข้าว ตันละ 2,000 บาท ส่วนเกษตรกรที่จะเข้าโครงการจำนำยุ้งฉาง จะมีค่าขึ้นยุ้งฉาง และค่ารักษาอีก 1,500 บาท รวมทั้งสิ้นเกษตรกรรับเงินทั้งหมด 13,000 บาท

ส่วนเกษตรกรที่ไม่มียุ้งฉาง ที่ไม่สามารถเข้าโครงการสินเชื่อเพื่อชะลอการขาย ก็สามารถนำข้าวไปขายในตลาดได้ทันที และจะได้รับเงินสนับสนุนค่าเก็บเกี่ยว และค่าปรับปรุงคุณภาพข้าว 2,000 บาท จาก ธ.ก.ส. เช่นกัน โดยการโอนเงินเข้าบัญชี ซึ่งโครงการดังกล่าวจะเริ่มทันที ถึง 28 ก.พ. 2560 โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้น 22,000 ล้านบาท และหากเดือนถัดไปราคาข้าวมีการปรับตัว ก็อาจมีการปรับราคาอีกได้ คงการมีระยะเวลา 5 เดือน นับตั้งแต่วันที่เริ่มโครงการ

นางอภิรดี กล่าวต่อว่า กระทรวงพาณิชย์ จะไปกำกับดูแลโรงสีข้าว ถึงการตรวจวัดความชื้น และน้ำหนักข้าว เพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบเกษตรกร และจะเดินสายหาตลาดใหม่ๆ ที่ไทยเคยสูญเสียไป อย่างประเทศอิหร่าน ที่เลิกซื้อข้าวจากประเทศไทยจากโครงการรับจำนำทุกเมล็ดที่ทำให้คุณภาพข้าวสูญเสียไป.

 

จ่อดัน ‘ส้มบางมด-ลิ้นจี่บางขุนเทียน’ ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ภูมิศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 พ.ย. 2559 16:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/770727

 

พณ.สั่งกรมทรัพย์สินฯ เร่งลงพื้นที่แหล่งผลิตสินค้า ให้ความรู้ส่งเสริมขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ จีไอ ยกระดับสร้างมูลค่าสินค้า จ่อขึ้นทะเบียน “ส้มบางมด-ลิ้นจี่บางขุนเทียน”…

เมื่อวันที่ 1 พ.ย. นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้กรมทรัพย์สินทางปัญญา เร่งลงพื้นที่แหล่งผลิตสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในจังหวัดที่ยังไม่มีการยื่นคำขอขึ้นทะเบียน และส่งเสริมให้ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสินค้า GI ในแหล่งผลิตนั้นๆ มีความรู้ความเข้าใจถึงประโยชน์ของการขึ้นทะเบียน GI ว่าก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนท้องถิ่นที่ผลิตสินค้านั้น และการใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เป็นการส่งเสริมรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นและมาตรฐานการผลิต รวมถึงเป็นเครื่องมือทางการตลาดเพื่อยกระดับสินค้า และเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าชุมชน

ทั้งนี้ ปัจจุบันยังมี 26 จังหวัด จาก 77 จังหวัด ยังไม่ได้มีการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) โดยในจำนวนนี้มี 17 จังหวัดที่ยื่นคำขอมาแล้ว สำหรับในปีงบประมาณ 2560 ยังเหลืออีก 9 จังหวัดที่ไม่ได้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียน ซึ่งที่ผ่านมากรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้สำรวจข้อมูลแหล่งผลิตสินค้าในกรุงเทพฯ พบว่าเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยตึกสูง ยังมีพื้นที่หลงเหลือให้เกษตรกรเล็กๆ กลุ่มหนึ่งมีพื้นที่เพาะปลูกส้มที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน และยังมีสวนลิ้นจี่ จึงประสานสำนักงานเขตจอมทอง กรุงเทพฯ ลงพื้นที่ในวันที่ 3 พ.ย. เพื่อจัดประชุมส่งเสริมการขึ้นทะเบียนหนึ่งจังหวัดหนึ่งสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ปี 2560 ซึ่งจะได้เชิญผู้ผลิต ผู้ประกอบการสินค้า ส้มบางมดและลิ้นจี่บางขุนเทียน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เขตทุ่งครุ เขตราษฎร์บูรณะ เขตบางขุนเทียน และเขตบางบอน เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ และประโยชน์ที่จะได้รับหากสินค้าได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น GI พร้อมลงพื้นที่เยี่ยมชมแหล่งผลิตสินค้า “ส้มบางมด” และ “ลิ้นจี่บางขุนทียน” ที่ปลูกอยู่ในพื้นที่

นอกจากนี้ ระหว่างเดือน ธ.ค. 59-มิ.ย. 60 กรมทรัพย์สินทางปัญญา มีแผนปฏิบัติงานเพื่อประชุมส่งเสริมการขึ้นทะเบียนหนึ่งจังหวัดหนึ่งสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ โดยจะลงพื้นที่แหล่งผลิตสินค้า 7 จังหวัด ได้แก่ 1. สระแก้ว สินค้าแคนตาลูป มะม่วงน้ำดอกไม้ ผ้าไหมหันทราย ชมพู่คลองหาด 2. สมุทรสาคร สินค้ามะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว 3. กาญจนบุรี สินค้านิลเมืองกาญจน์ 4. สตูล สินค้าจำปาดะ ข้าวอัลฮัม 5. ระนอง สินค้ากาแฟระนอง น้ำแร่เมืองนอง ทุเรียนในวง มังคุดในวง 6. กระบี่ สินค้าหอยชักตีนกระบี่ กะปิแหลมสัก และ 7. สิงห์บุรี สินค้าปลาช่อนแม่ลา ชมพู่ทองสามสีสิงห์บุรี.

 

สรท.คาดส่งออกปีนี้ ลบ 0.8% ถึง 0% จับตาปัจจัยเสี่ยงโลก ท่าทีเฟด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 พ.ย. 2559 15:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/770551

 

สรท.คาดส่งออกปีนี้ ลบ 0.8% ถึง 0% แต่ปีหน้าโต 0 ถึง 1% จากส่งออก 2 เดือนที่ผ่านมาโตกว่าคาดการณ์ จับตาหลายปัจจัยกระทบส่งออก อาทิ ราคาน้ำมันโลกยังทรงตัวต่ำ เฟดไม่แน่นอนขึ้นดอกเบี้ย…

เมื่อวันที่ 1 พ.ย. นายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือ สภาผู้ส่งออก คาดสถานการณ์การส่งออกของประเทศไทยในปี 59 จะหดตัว -0.8% ถึง 0% ส่วนสถานการณ์ในปี 60 คาดว่าการส่งออกจะมีอัตราการเติบโตอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1% เนื่องจากภาวะการส่งออกของประเทศไทยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาขยายตัวดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่สถานการณ์ส่งออกในเดือน ก.ย.59 มีมูลค่า 19,460 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 3.43% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มีมูลค่าการส่งออกในรูปเงินบาทเท่ากับ 668,932 ล้านบาท ขยายตัว 0.5% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ส่วนภาพรวมการส่งออก 9 เดือนแรกมีมูลค่า 160,468 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัว -0.65%

สำหรับปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกในขณะนี้ ประกอบด้วย 1.กองทุนการเงินระหว่างประเทศได้ปรับลดประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้าในปีนี้ลงจาก 1.8% เป็น 1.6% และปรับลดทิศทางการเติบโตของการค้าโลกลงจาก 2.7% เหลือ 2.3% 2.สถานการณ์ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์หลักในตลาดโลกที่ยังคงทรงตัวในระดับต่ำ 3.ความไม่แน่นอนในการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ และผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนที่อาจเกิดขึ้นจากการเก็งกำไร และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจริงในอนาคต

4.การเมืองระหว่างประเทศและการก่อการร้าย ทั้งในยุโรปและตะวันออกกลาง 5.ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคยังคงทรงตัวในระดับต่ำ เพราะรอดูสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและปัจจัยที่เกี่ยวข้องอื่นๆ 6.มาตรการปกป้องตลาดของประเทศคู่ค้า เพื่อปกป้องผู้ประกอบการในประเทศของตนเอง 7.ความสามารถในการปรับตัวของผู้ส่งออกไทย ทั้งการหาตลาดใหม่และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และ 8.ทิศทางและความคืบหน้าในการเจรจา FTA กรอบต่างๆ ยังไม่ชัดเจน ซึ่งส่งผลให้คู่ค้าประวิงการเจรจาทั้งการซื้อขายและการลงทุน.

 

ราคาน้ำมันขยับ-บาทแข็ง ฉุดเงินเฟ้อ ต.ค.โต 0.34% ต่อเนื่องเดือนที่ 7

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 พ.ย. 2559 14:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/770532

 

พณ. เผยเงินเฟ้อ ต.ค. โต 0.34% เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเดือนที่ 7 หนุนขยายตัวเศรษฐกิจในภาพรวม ผลจากราคาน้ำมันอาหารสดขึ้น และบาทแข็งค่า แต่ทั้งปียังอยู่ในกรอบ 0-1%…

เมื่อวันที่ 1 พ.ย. น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และรักษาการผู้อำนวยการ สนค. กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (อัตราเงินเฟ้อ) ทั่วไปของประเทศ เดือน ต.ค. 2559 อยู่ที่ 106.85 เพิ่มขึ้น 0.34% เมื่อเทียบเดือน ต.ค. 2558 เป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเทียบเดือน ก.ย. 2559 เพิ่มขึ้น 0.16% เป็นการขยายตัวต่อเนื่องเดือนที่ 2 ส่งผลให้ดัชนีราคาผู้บริโภค (อัตราเงินเฟ้อ) ทั่วไป ช่วง 10 เดือนปี 59 (ม.ค.-ต.ค.59) ขยายตัว 0.06%

สำหรับดัชนีราคาสินค้าหมวดอาหารและเครื่องดื่ม เดือน ต.ค.59 อยู่ที่ 116.19 เพิ่มขึ้น 0.89% เทียบกับเดือน ต.ค.58 แต่หดตัว 0.12% เทียบกับเดือนก่อนหน้า ส่วนดัชนีราคาสินค้าหมวดที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มอยู่ที่ 101.88 เพิ่มขึ้น 0.02% เมื่อเทียบกับเดือน ต.ค.58 และขยายตัว 0.32% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า

ทั้งนี้ พบว่าสินค้า 450 รายการที่ใช้ในการสำรวจดัชนีราคาผู้บริโภคนั้น มีสินค้า 142 รายการที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น เช่น ข้าวสารเหนียว, กาแฟผงสำเร็จรูป, ผักสด, เสื้อเชิ้ต, ผงซักฟอก, สบู่, ค่าเช่าบ้าน และน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น ส่วนสินค้า 96 รายการ ราคาปรับลดลง เช่น ข้าวสารเจ้า, เนื้อสุกร, ไก่สด, ไข่ไก่, น้ำมันพืช, นมสด และผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เป็นต้น ขณะที่สินค้า 212 รายการ ราคาไม่เปลี่ยนแปลง

น.ส.พิมพ์ชนก ระบุ การขยายตัวของดัชนีราคาผู้บริโภค (อัตราเงินเฟ้อ) ทั่วไป ในเดือน ต.ค.59 จัดว่าเป็นขยายตัวของเงินเฟ้ออย่างอ่อน ช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวม โดยระดับราคาสินค้ายังมีเสถียรภาพดี จากการดำเนินนโยบายประชารัฐที่ช่วยสนับสนุนกำลังซื้อฐานราก ทำให้ครัวเรือนมีรายได้และมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น และเป็นผลมาจากการสูงขึ้นของราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศตั้งแต่ช่วงต้นปี 59 ทำให้ราคาขายปลีกเฉลี่ยสูงกว่าฐานในปี 58 รวมถึงราคาอาหารสด เช่น ผลไม้สด ไข่ไก่ และเนื้อสุกรที่ระดับราคาสูงขึ้นจากภาวะภัยแล้งตั้งแต่ปลายปี 58 แม้ว่าราคามีแนวโน้มลดลงในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี การปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (Ft) ในเดือน พ.ค.-ส.ค.59 ยังคงเป็นปัจจัยกดดันอัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากราคาค่ากระแสไฟฟ้ายังอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อน รวมถึงราคาผักสดที่ยังคงลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยกระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั้งปีไว้ตามกรอบเดิมที่วางไว้ คือ 0-1% โดยสมมติฐานในส่วนของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ยังคงเดิมที่ 3.3% ในขณะที่สมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบปรับเพิ่มขึ้นเป็น 40 ดอลลาร์/บาร์เรล จากเดิม 35 ดอลลาร์/บาร์เรล และปรับสมมติฐานอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้นเป็น 36 บาท/ดอลลาร์ จากเดิมที่ 37 บาท/ดอลลาร์

ส่วนสถานการณ์ราคาข้าวเปลือกที่ปรับตัวลดลงนั้น ยังไม่มีผลกับการคำนวณอัตราเงินเฟ้อในส่วนของราคาข้าวสารในเดือน ต.ค. เนื่องจากราคาข้าวที่นำมาใช้คำนวณยังเป็นสินค้าในสต็อกเดิมและยังเป็นต้นทุนของเดิม ดังนั้น ในทางการตลาดราคาจึงยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงในทันที คงต้องรอผลผลิตรอบใหม่ที่จะออกสู่ตลาดจึงจะมีผลทำให้ราคาข้าวสารอ่อนตัวลงได้

ขณะที่ราคาเสื้อดำ ผ้าผืน ตลอดจนเครื่องกายไว้ทุกข์นั้น แม้จะมีความต้องการสินค้าจากประชาชนเป็นอย่างมาก แต่ยังไม่มีผลต่อการคำนวณอัตราเงินเฟ้อในเดือน ต.ค.เช่นกัน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์อยู่ในระหว่างการรวบรวมข้อมูล เพื่อติดตามผลกระทบที่จะมีต่อการคำนวณอัตราเงินเฟ้อในเดือนต่อไป.

 

1 พ.ย.59 ออกสลากกินแบ่งฯ ตามปกติ งดถ่ายสด ตรวจรางวัลที่นี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 พ.ย. 2559 10:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/770297

 

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล แจ้งออกเลขรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวด 1 พ.ย. ปกติ แต่จะไม่มีการถ่ายทอดสด ผ่านสถานีโทรทัศน์และวิทยุ …

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ประกาศ การออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จะทำการออกรางวัล ณ ห้องออกรางวัล สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (สนามบินน้ำ) จังหวัดนนทบุรี โดยจะงดการถ่ายทอดสดผลการออกรางวัลผ่านสถานีโทรทัศน์และวิทยุไว้เป็นการชั่วคราว

ทั้งนี้ การออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลในทุกงวด สำนักงานฯ จะทำการบันทึกเทปทุกขั้นตอนของกระบวนการออกรางวัล ก่อนประกาศในเว็บไซต์สำนักงานฯ http://www.glo.or.th หลังการออกรางวัลเสร็จสิ้นลง เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบความโปร่งใสของขั้นตอน กระบวนการ และผลรางวัล ได้ทุกงวดตลอดเวลา

สามารถตรวจสอบ การออกรางวัล สลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 ได้ที่นี่

 

ผิดหวังจำนำหอมมะลิยุ้งฉาง ลั่นรัฐบาล “ฆ่า” ชาวนาไม่ใช่โรงสี-ผู้ส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 พ.ย. 2559 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/770031

 

พาณิชย์ยัน “บิ๊กตู่” ห่วงชาวนา หลังเดือดร้อนมาหลายปี ต้องทำให้อยู่ได้ และไม่ผิดกฎหมาย เดินหน้าจ่ายเงินช่วยเหลือตรงให้ผู้ปลูกข้าวหอมมะลิเท่ากันหมดที่ตันละ 1,295 บาท ขณะที่ชาวนาครวญผิดหวังราคาจำนำยุ้งฉาง เหตุต่ำเกินไป ลั่นรัฐบาลเป็นคน “ฆ่า” ชาวนาเอง ไม่ใช่โรงสี-ผู้ส่งออก ด้านโรงสีเผยทหารบุกโรงสีทั่วภาคเหนือ-อีสาน จี้อย่ากดราคาซื้อข้าวชาวนา ส่วน สคบ. ชี้โพสต์ขายข้าวไม่ผิดกฎหมายขายตรง

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานนั้น นายกฯเป็นห่วงเกษตรกรมาก โดยกล่าวว่า เกษตรกรเดือดร้อนมาหลายปี ต้องช่วยเหลือให้อยู่ได้ แต่ต้องไม่ผิดกฎหมาย ที่ประชุมจึงมีมติให้ช่วยเหลือผู้ปลูกข้าวหอมมะลิทุกรายเหมือนกันหมด ทั้งที่มียุ้งฉางและไม่มียุ้งฉาง โดยจะได้รับเงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพไร่ละ 500 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ หรือคิดเป็นเงินที่ตันละ 1,295 บาท ซึ่งเมื่อคิดรายได้ที่ผู้ปลูกข้าวหอมมะลิแบบไม่มียุ้งฉางได้รับจะอยู่ที่ตันละ 10,995 บาท ส่วนเกษตรกรมียุ้งฉาง จะมีรายได้จากการรับจำนำยุ้งฉางตันละ 11,525 บาท

“มตินี้ถือว่าแฟร์ไม่บิดเบือนกลไกตลาด และวินวินทั้งหมด ทั้งชาวนาผู้ปลูกข้าวหอมมะลิทุกราย ทั้งที่มียุ้งฉางและไม่มี รวมถึงโรงสี และผู้ส่งออก ก็สามารถขายข้าวได้อย่างสบาย เพราะราคาที่ นบข. กำหนดจำนำเป็นราคา 90% ของราคาตลาดไม่สูงเกินไปเหมือนที่ผ่านมา ที่เหลือเป็นการอุดหนุนตรง ไม่ผิดดับบลิวทีโอ (องค์การการค้าโลก) โดยรัฐบาลจะประเมินผลโครงการภายใน 3 เดือน ส่วนข้าวเปลือกเหนียว ไม่น่ามีปัญหา เพราะเกษตรกรเก็บไว้กินเอง มีเหลือขายบ้างเล็กน้อย ขณะที่ข้าวเปลือกเจ้า ผลผลิตส่วนใหญ่ยังไม่ออก แต่รัฐบาลเตรียมมาตรการรองรับแล้ว หากพยุงราคาไม่ได้ อาจมีมาตรการเสริมอื่นๆอีก”

ด้าน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สงสารชาวนา แต่เรื่องราคา กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง โดย ธ.ก.ส.เป็นผู้ตัดสินใจ กระทรวงเกษตรฯช่วยเป็นปากเป็นเสียงให้กับชาวนาเต็มที่แล้ว ในที่ประชุม นบข. นายกฯบอกว่า หากมาตรการนี้ไม่เพียงพอ อาจมีมาตรการเสริม แต่จะเป็นอะไร ต้องดูผลของรับจำนำยุ้งฉางก่อน

ส่วนนายสุเทพ คงมาก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า สมาคมฯจะทำหนังสือและเข้าพบนายกรัฐมนตรีในสัปดาห์นี้ เพื่อแสดงความผิดหวังต่อราคารับจำนำข้าวยุ้งฉาง เพราะต่ำเกินไป ข้าวเปลือกหอมมะลิไทยไม่เคยราคาต่ำกว่าตันละ 10,000 บาท แต่ราคาที่ นบข.กำหนดคำนวณจากฐาน 90% ของราคาตลาด ซึ่งอยู่ที่ตันละ 8,730 บาทเท่านั้น ชาวนาผิดหวังและรับไม่ได้ แต่วันที่ 2 พ.ย.59 จะประชุมกรรมการ เพื่อหาวิธีช่วยเหลือชาวนาต่อไป “ปัจจุบันราคาขายข้าวอยู่ที่ กก.ละ 5.80-6 บาท ไม่เคยตกต่ำถึงขนาดนี้มาก่อน ไม่รู้จะบอกกับชาวนายังไง เพราะเป็นนโยบายที่ชาวนาคาดหวังว่าจะแก้ปัญหาให้ดีขึ้น ราคาที่ออกมาหลอกลวงชาวนา เป็นการฆ่าชาวนา ไม่รู้จะพึ่งใคร รัฐบาลกดราคาเสียเอง ซ้ำเติมชาวนา และกดราคาตลาดให้แย่ลงอีก เรื่องนี้ไม่ต้องโทษโรงสี หรือผู้ซื้อ”

ขณะที่นายวิเชียร พวงลำเจียก คณะกรรมการกลุ่มเกษตรกรทำนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า อยากให้นายกฯสนใจชาวนาบ้าง ที่ผ่านมารัฐบาลไม่จริงจังและจริงใจแก้ปัญหาราคาข้าว ต้นทุนเกษตรกรสูง เพราะโดนกดราคาจากโรงสี ทำให้ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิอยู่ที่ตันละ 6,000-7,000 บาท เมื่อทำหนังสือถึงกระทรวงพาณิชย์ได้รับคำตอบว่า ต่างประเทศที่เคยซื้อข้าวไทยไม่ซื้อแล้ว เพราะผลผลิตในประเทศอื่นสูงขึ้น ส่วนพักหนี้ของรัฐบาลที่ให้ชาวนาและข้าราชการ ชาวนาที่กู้เงินกับ ธ.ก.ส. ไม่ได้พักดอกเบี้ย เดิมดอกเบี้ย 3% แต่ปัจจุบัน 7% แล้วจะเรียกพักหนี้ได้อย่างไร

ขณะที่ผู้ประกอบการโรงสีข้าวกล่าวว่า รับจำนำยุ้งฉางจะช่วยพยุงราคาข้าวเปลือกหอมมะลิได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับ ธ.ก.ส.จะผลักดันให้เกษตรกรนำข้าวมาจำนำยุ้งฉางได้ครบ 2 ล้านตันข้าวเปลือกหรือไม่ หากต่ำกว่าเป้าหมาย ก็ไม่น่าจะช่วยผลักดันราคาข้าวได้ เพราะข้าวเปลือกหอมมะลิจะออกสู่ตลาดพร้อมกันจำนวนมากในเดือน พ.ย.-ธ.ค.นี้ ถึง 10 ล้านตัน ถ้าดูดซับไม่ได้ 2 ล้านตัน และเกษตรกรนำออกมาขายพร้อมๆกัน ราคาตลาดย่อมลดลงอีก

ส่วนกระแสข่าวว่าโรงสีกดราคารับซื้อข้าวเปลือกนั้น อยากให้มองว่าโรงสีจะซื้อข้าวจากเกษตรกรได้ ต้องขายข้าวสารกับผู้ส่งออกข้าวให้ได้ก่อน เมื่อผู้ส่งออก ซื้อข้าวสารกับโรงสีในราคาต่ำมาก เพราะไปแข่งขันตัดราคาส่งออกกัน ทำให้โรงสีต้องซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาในราคาต่ำลงตาม แต่ไม่ใช่ กก.ละ 5 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลิ ความชื้นสูงมากยังอยู่ที่ กก.ละ 6.5-7.2 บาท หากเป็นข้าวแห้งจะอยู่ที่ กก.ละ 9-10 บาท อย่างไรก็ตาม วันที่ 31 ต.ค. ทหารจำนวนหนึ่งบุกเข้าไปในโรงสีข้าวเกือบทุกแห่งในภาคกลางและภาคอีสาน เพื่อสอบถามวิธีการซื้อข้าวจากชาวนา ซึ่งผู้ประกอบการชี้แจงว่า ดำเนินการตามกลไกตลาด โดยทหารย้ำว่าอย่ากดราคาข้าวจากชาวนา

นายพิฆเนศ ต๊ะปวง รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) แถลงข่าวกรณีที่มีผู้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เตือนชาวนาขายข้าวออนไลน์ผิด พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง มีโทษทั้งจำและปรับพร้อมแนะนำให้เสียเงินจดทะเบียนกับ สคบ.จังหวัดว่า ชาวนาโพสต์ขายข้าวไม่มีเจตนาประกอบธุรกิจจริงจัง เป็นเพียงการหาช่องทางระบายข้าวเป็นครั้งคราว จึงไม่ผิด พ.ร.บ.ขายตรงฯ ส่วนการโพสต์ข้อความให้ชาวนาเสียเงินจดทะเบียนตลาดแบบตรงกับ สคบ. ถ้าเป็นผู้ประกอบธุรกิจ ที่ต้องการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงที่เข้าข่ายตามคำจำกัดความของกฎหมาย ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ เท่านั้น โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น.