สศค.เตือนประชาชนระวังถูกหลอก คลังไม่มีโครงการกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 พ.ย. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/770027

 

นายพรชัย ฐีระเวช รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สศค.ได้รับร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมากจากจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) และภาคเหนือ โทรศัพท์เข้ามายังสายด่วน 1359 ศูนย์รับแจ้งการเงินนอกระบบ เพื่อสอบถามโครงการเงินให้กู้ยืมดอกเบี้ยต่ำว่า เป็นโครงการของกระทรวงการคลังหรือไม่นั้น ทาง สศค.ได้ตรวจสอบอย่างละเอียดพบแล้วว่ากระทรวงการคลังไม่มีโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สิน หรือนโยบายการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยโดยตรง

“สศค.จึงขอแจ้งเตือนภัยให้ประชาชนระมัดระวัง เมื่อมีผู้ชักชวนให้กู้ยืมเงินในโครงการใดๆ ที่มีเงื่อนไขว่ามีให้กู้ยืมในวงเงินสูง ดอกเบี้ยต่ำ เช่น 1% ต่อปี ชำระคืน 10 ปี สามารถขอกู้ยืมได้โดยใช้หลักฐานเพียงบัตรประจำตัวประชาชนหรือสำเนาทะเบียนบ้าน และมีการเรียกเก็บค่าใช้จ่าย อื่นๆทันทีหรือแจ้งว่าจะหักจากเงินสุทธิ เป็นต้น ขอให้ประชาชนศึกษาเงื่อนไขในเอกสารสำคัญต่างๆอย่างรอบคอบ เพราะอาจถูกหลอกลวงทำให้ตกเป็นลูกหนี้ที่มีภาระหนี้หนักและถูกฟ้องร้องให้ชำระหนี้ตามกฎหมายได้ในภายหลัง หรือเป็นหนี้ทั้งๆที่ไม่ได้ใช้เงิน เพราะข้อเสนอนั้นส่วนใหญ่จะเป็นดอกเบี้ยต่ำ 1% แต่จริงๆแล้วคิดดอกเบี้ย 20-30% ต่อเดือน ดังนั้น หากประชาชนสงสัยโครงการใดว่าจะเป็นโครงการของรัฐบาล สามารถสอบถามได้ที่ โทร.1359 หรือส่งเอกสารมายัง ตู้ ปณ. 1359 ปณจ.บางรัก กรุงเทพฯ 10500 เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของพวกมิจฉาชีพ”.

 

อนุมัติลงทุน 6.3 หมื่นล้าน “บีโอไอ” เปิดส่งเสริมผลิตอาหารสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 พ.ย. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/770026

 

“บีโอไอ” กลับลำมาเปิดให้การส่งเสริมการลงทุนกิจการผลิตอาหารสัตว์ และส่วนผสมอาหารสัตว์ เพราะเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำของภาคการเกษตร ที่ต้องสนับสนุนให้มีการวิจัยและพัฒนาให้เหมาะสมกับการเลี้ยงสัตว์ของไทย หลังปิดส่งเสริมเมื่อปี 2557 พร้อมอนุมัติบีโอไอรวม 13 กิจการ มูลค่าลงทุน 63,440 ล้านบาท

นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ได้มีมติเห็นชอบเปิดให้การส่งเสริมกิจการผลิตอาหารสัตว์ หรือส่วนผสมอาหารสัตว์ โดยสิทธิประโยชน์ที่ได้รับแบ่งเป็น 2 กรณี คือหากมีเฉพาะขั้นตอนการผลิต จะได้รับสิทธิประโยชน์ที่ไม่ใช่ภาษีตามประเภทบี 1 และหากมีการลงทุนด้านการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมจะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นว่าอุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์ของไทยเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำของภาคการเกษตร มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ และจำเป็นต่ออุตสาหกรรมการผลิตอาหารแปรรูป รวมทั้งยังมีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้เหมาะสมกับการเลี้ยงสัตว์แต่ละชนิดแต่ละประเภท เช่น สัตว์เศรษฐกิจที่เน้นการเจริญเติบโตและลดต้นทุน หรือสัตว์เลี้ยงที่เน้นมีสุขภาพดี อายุยืนยาว ลดความเสี่ยงจากโรคหรือเชื้อปนเปื้อน ดังนั้น การยกระดับมาตรฐานการผลิตและคุณภาพอาหารสัตว์จึงมีความสำคัญและควรได้รับการส่งเสริม

นางหิรัญญากล่าวว่า บีโอไอได้ยกเลิกการส่งเสริมลงทุนในประเภทกิจการผลิตอาหารสัตว์ ไปเมื่อสิ้นปี 2557 เพื่อให้มีการกำหนดประเภทกิจการที่เป็นไปตามนโยบายส่งเสริมการลงทุนใหม่ โดยเปิดให้การส่งเสริมการลงทุนในกิจการดังกล่าว เป็นรูปแบบชั่วคราวเฉพาะกิจการที่ตั้งในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษและชายแดนภาคใต้เท่านั้น แต่ปัจจุบันต้องยอมรับว่าตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง ในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 10% ต่อปี การส่งออกก็มีแนวโน้มขยายตัว ขณะที่ผู้ประกอบการต่างๆ ได้ให้ความสำคัญกับการทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพและมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง บีโอไอจึงได้เปิดให้การส่งเสริมกิจการอาหารสัตว์ ส่วนผสมอาหารสัตว์ และอาหารสัตว์เลี้ยงขึ้นอีกครั้ง

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังพิจารณาถึงเงื่อนไขในการส่งเสริมการลงทุนคลัสเตอร์อากาศยาน ซึ่งกำหนดไว้ว่าต้องตั้งสถานประกอบการใน 14 จังหวัด ที่มีสนามบินหรือใกล้เคียงสนามบิน ซึ่งอุตสาหกรรมอากาศยานเป็นอุตสาหกรรมใหม่ การลงทุนเพื่อผลิตชิ้นส่วนหรือเครื่องมือเครื่องใช้ในอากาศยานยังมีจำนวนน้อย และยังไม่มีการกระจุกตัวในรูปแบบคลัสเตอร์ที่ชัดเจน เหมือนคลัสเตอร์ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่โรงงานผลิตชิ้นส่วนอากาศยานขนาดกลางและขนาดเล็ก ไม่มีความจำเป็นต้องไปตั้งโรงงานใกล้สนามบินก็สามารถส่งมอบชิ้นส่วนได้ ที่ประชุมจึงมีมติยกเลิกเงื่อนไขเรื่องที่ตั้งของกิจการในคลัสเตอร์อากาศยาน ซึ่งตามนโยบายเดิมกำหนดให้ต้องตั้งกิจการในพื้นที่ 14 จังหวัดเท่านั้น

นางหิรัญญากล่าวว่า ที่ประชุมยังอนุมัติให้สิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมการลงทุน 13 โครงการ มีมูลค่าเงินลงทุนตามโครงการรวม 63,440 ล้านบาท ทั้งกิจการในกลุ่มเกษตรและผลิตผลจากการเกษตร ปิโตรเคมี กระดาษ พลังงาน ก่อให้เกิดการใช้วัตถุดิบในประเทศมูลค่ารวมกว่า 15,220 ล้านบาทต่อปี เช่นบริษัท มาร์สเพ็ทแคร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตอาหารสัตว์ยี่ห้อเพดดิกรี ขยายกิจการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงชนิดเม็ด ปีละ 180,000 ตัน อาหารสัตว์เลี้ยงบรรจุภาชนะผนึก ปีละ 9,500 ตัน เงินลงทุน 1,710 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา

บริษัท จงเช่อ รับเบอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ขยายกิจการผลิตยางยานพาหนะ เงินลงทุน 4,370 ล้านบาท บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้รับการส่งเสริมในการขยายกิจการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อ 65,700 ล้านลูกบาศก์ฟุต/ปี เงินลงทุน 13,600 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายตัวของการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย.

 

เผยกลุ่มธุรกิจถูกหวยรถยนต์คันแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 พ.ย. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/770022

 

ผู้สื่อข่าวรายงานจากศูนย์วิจัยธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรืออีไอซี ในประเด็นผลสำรวจเรื่องธุรกิจมาแรงหลังปลดล็อก 5 ปีรถยนต์ คันแรกว่า แนวโน้มการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคส่วนใหญ่ หลังหมดภาระผ่อนชำระโครงการรถยนต์คันแรก ตั้งแต่ปลายปีนี้คาดว่าจะเลือกใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว ที่อยู่อาศัยและซื้อสินค้ามากกว่าหาซื้อรถยนต์ใหม่ โดยธุรกิจที่จะได้รับอานิสงส์จากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น อันดับหนึ่งเป็นธุรกิจท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ 24% รองลงมาเป็นซื้อของใช้บริโภคประจำวัน 15% และการตกแต่ง ต่อเติม ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย 13%

สำหรับธุรกิจท่องเที่ยว และธุรกิจค้าส่งค้าปลีก ได้รับอานิสงส์มากที่สุด เนื่องจากผู้บริโภคกลุ่มที่หมดภาระส่วนมากเป็นชนชั้นกลางที่มีรายได้ ตั้งแต่ 15,000-50,000 บาทต่อเดือน ที่คาดว่าจะมีเม็ดเงิน 30,000-33,000 ล้านบาท ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ขณะที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มได้อานิสงส์เช่นกัน โดย 22% ของผู้ใช้สิทธิ์โครงการรถคันแรก สนใจซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานบริษัท ที่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน ต้องการแยกจากครอบครัวมาซื้อที่อยู่ของตัวเอง หรือเปลี่ยนจากเช่ามาเป็นซื้อในบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท โดยประชาชนกลุ่มนี้ที่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล จะเลือกทำเลใกล้สถานที่ทำงานและรถไฟฟ้า ขณะที่ผู้ซื้อต่างจังหวัด เลือกทำเลที่อยู่ใกล้สถานศึกษา ห้างสรรพสินค้าและโรงพยาบาล และส่วนใหญ่สนใจซื้อที่อยู่อาศัย ในแนวราบมากกว่าแนวสูง

ทั้งนี้ การสิ้นสุดเงื่อนไขรถยนต์คันแรก จะมีผลต่อการซื้อรถยนต์ใหม่เพียงเล็กน้อย โดยผลสำรวจชี้ว่าผู้ใช้สิทธิ์โครงการฯที่ต้องการขายรถคันเก่าแล้วซื้อใหม่มีเพียง 7.2% แบ่งเป็นซื้อปี 2560 เพียง 2.6% คิดเป็น 30,000 คัน เนื่องจากบางส่วนยังชะลอการใช้จ่ายออกไปก่อน.

 

ปราบทัวร์ศูนย์เหรียญฉุดท่องเที่ยว เศรษฐกิจไตรมาส 3 ชะลอตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 พ.ย. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/770021

 

ธปท.ลุ้น 3 เดือนสุดท้ายเริ่มฟื้น

นางรุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จากการประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่ 3 พบว่าการส่งออกไตรมาสนี้ ปรับตัวดีขึ้นกว่าไตรมาสก่อนหน้าอย่างชัดเจน และดีกว่าที่คาดไว้ ขณะที่การอุปโภคและบริโภคภาคเอกชนไม่ได้ลดลงจากไตรมาสที่ 2 มากอย่างที่คาดการณ์ไว้ เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวที่ยังขยายตัวได้ดีอยู่ แต่ภาพรวมการขยายตัวของเศรษฐกิจไตรมาส 3 จะอยู่ในระดับใกล้เคียงหรือชะลอตัวกว่าไตรมาสที่ 2 เล็กน้อย

ทั้งนี้ การขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาส 4 มองว่าปัจจัยที่ดีต่อการส่งออกในไตรมาส 3 จะต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 4 ทำให้การส่งออกไตรมาส 4 ปีนี้ขยายตัวในระดับที่ดีขึ้นต่อเนื่อง และดีต่อรายได้ของประชาชนโดยรวม ขณะที่บรรยากาศของความเศร้าโศกอาจทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจบางอย่างปรับตัวลดลง ทำให้ลดการจับจ่ายใช้สอยลง ซึ่ง ธปท.ยังไม่มีตัวเลขการใช้จ่ายในไตรมาส 4 ว่าเป็นอย่างไร แต่ก็ได้ติดตามอย่างใกล้ชิด

“ในด้านการท่องเที่ยวเป็นอีกด้านที่ ธปท.มองว่าเริ่มได้รับผลกระทบจากการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญซึ่งสูงกว่าที่ ธปท.คาดไว้ ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวปีนี้ที่คาดว่าอยู่ที่ 33.6 ล้านคน จะต่ำกว่าเป้าหมาย ดังนั้น ภาพของไตรมาส 4 จึงมีทั้งปัจจัยบวกและลบ แต่ ธปท.ยังมองว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ยังขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่อง”

สำหรับเศรษฐกิจไทย เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ปรากฏว่าดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า เป็นผลจากการส่งออกที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.5% จากระยะเดียวกันของปีก่อน และเป็นการขยายตัวเป็นบวกของการส่งออกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และเป็นการขยายตัวของการส่งออก ที่กระจายตัวไปในหลายภาคส่วนมากขึ้น ส่วนภาคสินค้าที่ยังไม่ขยายตัวเพิ่มขึ้นก็ไม่ปรับลดลง จากคำสั่งซื้อที่เริ่มเพิ่มขึ้นในหลายๆกิจการ

นางรุ่งกล่าวว่า ในประเด็นเรื่องการท่องเที่ยว เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา มีเหตุระเบิด 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบนไม่มีผลต่อจำนวนนักท่องเที่ยว เท่ากับการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ โดยเดือน ก.ย.จำนวนนักท่องเที่ยวยังเพิ่มขึ้น 18% จากระยะเดียวกันปีก่อน แต่หากเทียบกับเดือนก่อนหน้า นักท่องเที่ยวปรับตัวลดลง 2.1% ส่วนใหญ่เป็นการลดลงของนักท่องเที่ยวจีน ขณะที่ภาพรวมการนำเข้าของเดือน ก.ย.เริ่มปรับตัวดีขึ้นโดยขยายตัวกลับมาเป็นบวกอีกครั้งที่ 1.7% หลังจากที่เคยบวกเล็กน้อยในเดือน พ.ค. เนื่องจากเริ่มมีการนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้น.

 

บอร์ด กสท.มีมติถอนใบอนุญาต เหตุ “ซีทีเอช” ไม่เยียวยาลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 พ.ย. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/770012

 

นายภักดี มะนะเวศ รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) มีมติเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ เพื่อให้บริการโครงข่ายกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ ที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ ระดับชาติของบริษัท ซีทีเอช เคเบิล ทีวี จำกัด กรณีเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามมติ กสท. ไม่ส่งแผนมาตรการเยียวยาผู้ใช้บริการ และผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ เพื่อให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์สำหรับกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ (ช่องรายการ) และจัดส่งแผนการดำเนินการ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรการเยียวยาและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น พร้อมจัดส่งข้อมูลจำนวนลูกค้าของบริษัท จำนวนช่องรายการที่ออกอากาศบนโครงข่ายของบริษัท รวมถึงแจ้งเปลี่ยนแปลงหรือยืนยันโครงข่ายที่ใช้ออกอากาศ สำหรับช่องรายการที่ออกอากาศอยู่บนโครงข่ายฯ เพื่อให้ กสท. ทราบก่อน ยุติการให้บริการโครงข่าย

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบให้สำนักงาน กสทช. แจ้งคำสั่งทางปกครองให้ซีทีเอชทราบ และให้มาชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ เพื่อให้บริการโครงข่ายกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ ที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ระดับชาติรายปี ตามประกาศ กสทช. เรื่องค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ ซึ่งเป็นกรณีผู้รับใบอนุญาตเพิกถอนใบอนุญาตระหว่างปี และลงโทษปรับสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 เอชดี ของบริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด จำนวน 50,000 บาท เนื่องจากละครเจ้าพายุ ที่ออกอากาศทางช่อง 7 เอชดี มีเนื้อหาบางตอนปรากฏภาพรุนแรง ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน.

 

พาณิชย์มั่นใจยอดซื้อพุ่ง เอกชนอิหร่านยกทัพเจรจาค้าขาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 พ.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/770007

 

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงพาณิชย์ได้มอบให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจัดกิจกรรมเจรจาการค้าสินค้าข้าวและมันสำปะหลัง ในวันที่ 13-16 พ.ย.59 สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน รายงานว่าจะนำคณะผู้ซื้อผู้นำเข้าสินค้าข้าวรายใหญ่ของอิหร่าน ซึ่งประกอบด้วยผู้นำเข้าอิสระและผู้นำเข้าที่เป็นตัวแทนภาครัฐรวม 15 ราย เดินทางเยือนประเทศไทยเพื่อร่วมเจรจาการค้าดังกล่าว

“การเดินทางมาไทยของคณะผู้ซื้อผู้นำเข้าอิหร่านในครั้งนี้ เพื่อการเจรจาสั่งซื้อและสานต่อนโยบายการนำเข้าข้าวจากไทย หลังการเดินทางเยือนไทยล่าสุดของประธานาธิบดีอิหร่านในการประชุม ACD ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 8-10 ต.ค.ที่ผ่านมา เชื่อว่าจะมียอดคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น”

ด้านนางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ คณะผู้แทนระดับสูงภาครัฐของอิหร่านได้เดินทางมาไทย เพื่อตรวจสอบมาตรฐานสินค้าข้าวไทย โดยได้เดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์วิจัยข้าว โรงสีข้าว บริษัทผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ที่ผลิตข้าวเพื่อส่งออก พร้อมตรวจสอบขั้นตอนการผลิตอย่างใกล้ชิด เริ่มตั้งแต่การเพาะปลูก การดูแลรักษา ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิต ซึ่งได้มีการทำรายงานสรุปเสนอคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาของรัฐสภาอิหร่านให้มีการอนุญาตนำเข้าข้าวจากประเทศไทยต่อไป

ปัจจุบันอิหร่านมีความต้องการบริโภคข้าวปริมาณ 3 ล้านตันต่อปี ขณะที่การผลิตข้าวในประเทศมีเพียง 2 ล้านตัน จึงมีความจำเป็นต้องนำเข้าข้าวจากต่างประเทศราวปีละ 1 ล้านตัน เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคภายในประเทศ.

 

มือ เท้า เข่า ศอก นวดไทย “ป้าปุ้ม” จากรักษาชีวิต…สู่ธุรกิจ (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/746337

 

คำว่า “ธุรกิจ” บางครั้งอาจไม่ได้วัดความสำเร็จจากยอดขาย กำไร หรือ ความยิ่งใหญ่ของสำนักงานเท่านั้น ดังเช่นในวันนี้ เราจะพาผู้อ่านทุกท่านไปรู้จักและมองความสำเร็จของ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนอาภานวดแผนไทย” ธุรกิจที่เกิดจากภูมิปัญญาและความเข้มแข็งของชุมชนร่วมกันทำธุรกิจนวดแผนไทย ที่เล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่เต็มไปด้วยความสุขใน ต.บางเจ้าฉ่า อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง

โดยผู้ที่จะมาพูดคุยถึงอาภานวดแผนไทยกับเราในวันนี้คือ “ป้าปุ้ม-อาภา ปรีชากูลย์” อายุ 68 ปี ผู้นำก่อตั้งธุรกิจ ซึ่งการต่อสู้กับวิถีชีวิตที่กว่าจะมาถึงวันนี้ ก็นับว่าน่าสนใจไม่น้อย


“ป้าปุ้ม” เจ้าตำรับอาภานวดแผนไทย

เรียนนวดเพื่อชีวิต พลิกวิกฤติสู่อาชีพ

ก่อนมาเป็นหมอนวดแผนไทย มีอาชีพขายส้มตำรายได้พอเลี้ยงชีพ กระทั่งเกิดอุบัติเหตุเสียหลักล้มจนต้องผ่าตัดสันหลังและหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทเดินไม่ได้ ต้องทำกายภาพบำบัดหัดเดินใหม่ ด้วยใจคิดว่า จะไม่ให้เป็นภาระครอบครัว จึงไปเรียนนวดแพทย์แผนไทยกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ตามคำชวนของเพื่อนสนิทลูกสาว

คอร์สแรกที่เริ่มเรียนก็คือ การนวดฝ่าเท้าและต่อเนื่องไปถึงการนวดตัวแก้อาการต่างๆ ซึ่งต่อยอดสิ่งที่เรียนรู้มา โดยศึกษาเรื่องการจัดกระดูกกับหมอชาวจีนที่ย่านตลิ่งชัน ได้เรียนรู้การนวดคลายกล้ามเนื้อที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ตลอดจนได้เข้าฝึกอบรมตามหลักสูตรทุกหลักสูตรที่เกี่ยวกับการนวด


จากเรียนรู้เพื่อรักษาตัวเอง สู่อาชีพนวดแผนไทย

ระหว่างนั้น ได้นำสิ่งที่ศึกษามารักษาตนเองจนอาการดีขึ้นตามลำดับ และได้นำความรู้ทั้งหมด ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติที่สั่งสมมานานหลายปีจนเริ่มเชี่ยวชาญและก้าวเข้าสู่วงการหมอนวดแผนไทยอาชีพ

ไอเดียเกิดใช้ไม้นวดแป้งช่วยนวดคน

เอกลักษณ์เฉพาะตัวของนวดแผนไทยแบรนด์ป้าปุ้ม ซึ่งกลายเป็นจุดเด่น คือ การนำไม้นวดแป้งขนมเค้กของลูกสาวมาประดิษฐ์เป็นอุปกรณ์นวดในจุดซึ่งนวดเองด้วยมือไม่ถึง เช่น หลัง ต้นขาด้านหลังและท้ายทอย เป็นต้น จนเกิดเป็น “หมอในมุ้งไม้ป้าปุ้ม” ซึ่งก็คือ ไม้ที่ทำจากไม้สัก ไม้มะค่าและไม้กระท้อน เป็นภูมิปัญญาสร้างสรรค์จนคว้ารางวัล โอทอประดับ 3 ดาว ในปี พ.ศ. 2547 พร้อมด้วยรางวัลชนะเลิศระดับภาคในการแข่งขันแพทย์แผนไทยทางเลือกครั้งที่ 1 ในประเภทอยู่ไฟหลังคลอดในปี พ.ศ.2547 และยังคงรักษาผลงานชนะเลิศต่อเนื่องในปี พ.ศ. 2548 และ พ.ศ. 2549


“ไม้ป้าปุ้ม” เอกลักษณ์เฉพาะตัวการนวด

ชีวิตดี๊ดีสู่วันดึงชุมชนร่วมตั้งวิสาหกิจฯ

ต่อมาเมื่อเริ่มเข้ามาทำอาชีพหมอนวดแผนไทยแล้ว ได้รับงานออกนวดตามชุมชน ตามจังหวัดต่างๆ จนมีรายได้ดี แต่ด้วยความที่อยากให้ชุมชน ซึ่งตนอยู่มีชีวิตดีขึ้นด้วย จึงรวมกลุ่มจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนอาภานวดแผนไทยในปี พ.ศ.2547 มีสมาชิกเริ่มต้น 12 คน โดยเป็นคนหมู่ 6 ต.บางเจ้าฉ่า อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง ดำเนินธุรกิจผลิต และขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรและบริการนวดไทย

กิจการไปได้สวยกู้เงินทุนขยายธุรกิจ

จากนั้น มาถึงปลายปี พ.ศ. 2557 กิจการรุ่งเรืองขึ้น มีผลตอบรับที่ดี จึงเริ่มคิดขยายกิจการ โดยขอกู้เงินทุนสินเชื่อจาก ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SMEs Bank) วงเงินจำนวน 500,000 บาท มีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันสินเชื่อเต็มวงเงินทั้งหมด ตลอดจนให้การสนับสนุน นำเงินมาลงทุน มาสร้างโรงงาน ซื้อเครื่องจักรบีบอัด เพิ่มความสามารถในการผลิต


จากป้าปุ้มนวดเดี่ยวขยายสู่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนอาภานวดแผนไทย

พรึบ 50 สินค้าพร้อมขายทั่วประเทศ

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมกว่า 50 ชนิด สินค้าขายดีที่สุด คือ น้ำมันนวดสมุนไพรป้าปุ้ม ราคาขายขวดละ 100 บาท ปัจจุบันมียอดขายไม่ต่ำกว่า 2,000 ขวดต่อเดือน จนต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ หลากหลายชนิดและส่งขายทั่วประเทศ

เตรียมเปิดโฮมสเตย์เอาใจคนขี้เมื่อย

สำหรับแผนธุรกิจในอนาคต 2-3 ปีนั้น มีแผนจะขยายทำโฮมสเตย์ที่เน้นการนวดแผนไทยเป็นหลัก รวมทั้งสอนการทำสปาสมุนไพร การดูแลผู้ป่วยและการนวดคลายเครียด เป็นต้น


ป้าปุ้มในวัย 68 ปี แต่ยังนวดได้ถึงเส้นถึงเนื้อ

ไทย-เทศติดใจตามไปใช้บริการฝีมือ

สำหรับกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาใช้บริการอยู่ในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ส่วนหนุ่มสาว วัยรุ่น มีบ้าง โดยจะเป็นวัยทำงานออฟฟิศ มีปัญหาปวดคอ บ่า ไหล่ เป็นผลมาจากการนั่งหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน


รู้จัก 10 เส้น…ตรงนี้! หัวใจการนวด?

ทั้งนี้ หัวใจของการนวดก็คือ การศึกษาให้ลึก เรียนรู้ลงไปถึงระบบเส้นประสาท ระบบหมุนเวียนของเส้นเลือด และดูระบบโครงสร้างกระดูก ศึกษาจนมีความรู้ว่า เส้นต่างๆ ในร่างกายคนเราทั้ง 72,000 เส้น มีแค่ 10 เส้นเท่านั้นที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ได้แก่ 1. อิทา 2. ปิงคลา 3. สุมนา 4. กาลทารี 5. สหัสรังสี 6. ทวารี 7. จันทภูสัง 8. รุชำ 9. สิขิณี และ 10. เส้นสุขุมัง


นอกจากบริการนวดแล้ว ที่นี่ยังมีสินค้าด้านการนวดไว้ให้เลือกสรร

มือ เท้า เข่า ศอก เทคนิคฉบับป้าปุ้ม

การนวดไทยแบบเชลยศักดิ์เป็นการนวดพื้นบ้าน ให้ความรู้สึกเป็นกันเอง ใช้ทั้งมือ เท้า เข่า ศอก ในการนวด มีท่าดีดตัว เพื่อยืดกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ โดยเริ่มต้นนวดขึ้นไปที่หัวเข่าสู่โคนขา นวดท้อง หลัง ไหล่ ต้นคอและศีรษะ

อย่างไรก็ตาม นอกจากการนวดด้วยมือเปล่าแล้วนั้น การนวดใครสักคนให้ได้ผลดียิ่งขึ้น จึงคิดว่าต้องมียาเข้ามามีส่วนด้วย จึงมีการคิดค้นสูตร การนวดสมุนไพร โดยการใช้ลูกประคบที่ทำจากไพล ตะไคร้ มะกรูดและการบูร ให้กลิ่นหอม ช่วยผ่อนคลาย ซึ่งความร้อนจากสมุนไพรจะช่วยให้กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็นที่ติดอยู่ขยายตัว เลือดลมเดินสะดวก บรรเทาอาการเมื่อยล้า ส่วนราคาค่านวดนั้นคิดอัตราอยู่ที่ 100-300 บาทต่อครั้ง


ป้าปุ้มยินดีถ่ายทอดวิชานวดแผนไทยให้คนรุ่นหลังสืบต่อ

สนใจอ่านดีๆ ยินดีถ่ายทอดวิชานวด

ฝากถึงผู้อ่านและคนรุ่นใหม่ว่า ไม่อยากให้การนวดแผนไทยหายไปจากสังคม หากใครสนใจมาเรียนนวดยินดีเปิดสอนทุกเพศทุกวัยจากอดีตถึงปัจจุบัน สอนมาแล้วกว่า 100 คน ค่าเรียนอยู่ที่ประมาณ 7,000-10,000 บาท ไม่จำกัดเวลาสอน แต่จะสอนจนกว่าจะเก่ง นำไปใช้ประโยชน์ รักษาอาการได้ และหากสนใจสั่งซื้อผลิตภัณฑ์แบรนด์ป้าปุ้ม หรือติดต่อนวด โทรได้ที่เบอร์ 086-0521237 และ 091-5657039.

ชมคลิปได้ที่นี่

เรื่องเล่าความสำเร็จ

 

ธสน.กำไรเฉียดพันล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/770002

 

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) เปิดเผยผลการดำเนินงานในรอบ 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.) ปี 59 ว่า ธสน.มีผลกำไรสุทธิ 931 ล้านบาท และบรรลุเป้าหมายในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ให้แข่งขันได้มากขึ้น ทั้งด้านการค้าและการลงทุน โดย ณ สิ้นเดือน ก.ย.59 มีเงินให้สินเชื่อคงค้าง 74,468 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก ณ สิ้นปี 58 จำนวน 928 ล้านบาท ซึ่งเป็นสินเชื่อใหม่ที่เบิกจ่ายเพิ่มขึ้นในระหว่างปีจำนวน 16,020 ล้านบาท และมีการชำระคืนของสินเชื่อเดิมบางส่วน ทำให้เกิดปริมาณธุรกิจ 90,717 ล้านบาท

ทั้งนี้ เป็นปริมาณธุรกิจของเอสเอ็มอี 59,707 ล้านบาท และมีเงินให้สินเชื่อคงค้างแก่เอสเอ็มอี 30,867 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,604 ล้านบาท หรือ 32.68% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อผู้ส่งออกเอสเอ็มอี โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ สำหรับอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพของธนาคาร (เอ็นพีแอล) ณ สิ้นเดือน ก.ย.59 อยู่ที่ 5.07% โดยมีสินเชื่อด้อยคุณภาพ 3,774 ล้านบาท และมีเงินสำรองหนี้สงสัยจะสูญ 6,424 ล้านบาท เป็นสำรองหนี้พึงกันตามเกณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย 3,111 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินสำรองที่กันไว้แล้วต่อสำรองพึงกัน 206.52% ทำให้ธนาคารยังคงดำรงฐานะการเงินที่มั่นคง.

 

ธุรกิจทั่วโลกตื่นตัวรับยุค 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 พ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/769997

 

“พีดับบลิวซี” ชี้ประเทศไทยควรเร่งพัฒนาให้พร้อม

น.ส.วิไลพร ทวีลาภพันทอง หุ้นส่วนสายงานที่ปรึกษา บริษัท PwC Consulting (ประเทศไทย) หรือพีดับบลิวซี เปิดเผยถึงผลสำรวจ Industry 4.0 : Building the digital enterprise ที่ทำการสำรวจบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมกว่า 2,000 รายจาก 9 อุตสาหกรรม ใน 26 ประเทศพบว่าปัจจุบันบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆทั่วโลกกำลังตื่นตัวในการปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่ 4 (Industry 4.0) โดยเชื่อมเทคโนโลยีและอินเตอร์เน็ตเข้ากับทุกหน่วยการผลิตตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดกระบวนการ โดยคาดว่าจากนี้จนถึงปี 2563 อุตสาหกรรมทั่วโลกจะลงทุนปีละ 907,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 31 ล้านล้านบาท) เพื่อปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0

น.ส.วิไลพรกล่าวว่า ปัจจุบันผู้นำบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมมีการเปลี่ยนแปลงการทำงานภายในองค์กรให้เป็นดิจิทัล รวมทั้งมีการบริหารจัดการระบบของหน่วยงาน บุคลากร เทคโนโลยี ข้อมูลข่าวสาร และทรัพยากร มาประยุกต์เข้าด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ๆที่มีการทำงานแบบดิจิทัลอีกด้วย

“หากบริษัททั่วโลกปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0 ได้สำเร็จ จะทำให้รายได้เพิ่มขึ้นและช่วยลดต้นทุนมหาศาล เพราะยุคอุตสาหกรรม 4.0 เป็นการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะและข้อมูลแบบเรียลไทม์มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นอกจากนี้การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง (Data analytics) จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม 4.0 เพราะจะทำให้ทราบถึงความต้องการของลูกค้า ช่วยให้บริษัทสามารถพัฒนาสินค้าและบริการให้ตรงความต้องการลูกค้าได้”

ทั้งนี้ สำหรับความท้าทายของรัฐบาลไทยคือ การเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สมบูรณ์ รวมทั้งการขยายเครือข่ายอินเตอร์เน็ตให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อเป็นรากฐานเพื่อก้าวไปสู่ยุค 4.0 ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนด้านนี้เป็นจำนวนมหาศาล ขณะที่ด้านผู้ประกอบการก็เริ่มตื่นตัวในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าและบริการของตน โดยหลายบริษัทเริ่มกันเงินงบประมาณส่วนหนึ่งเพื่อลงทุนด้านดิจิทัลเช่นกัน

“ปัจจุบันรัฐบาลได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ภายใต้โมเดลที่เรียกว่า “ประเทศไทย 4.0” ใน 3-5 ปี ซึ่งหากทำสำเร็จจะสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ประเทศได้อย่างมาก และน่าจะช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในระยะยาว”.

 

เดอะไนน์ออนไลน์เด้งรับนโยบายดิจิทัล สอนวิธีค้าขายสร้างอาชีพ-รายได้เสริม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/769992

 

นายสนั่น เพชรบัณฑูร หรือโค้ชสนั่น ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันการสร้างธุรกิจด้วยระบบออนไลน์ หรือเดอะไนน์ ออนไลน์ (www.The9online.com) เปิดเผยว่า จากนโยบายรัฐบาลที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล เพื่อนำประเทศไทยก้าวสู่ยุค 4.0 และยังส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนคนไทยทำธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-คอมเมิร์ซด้วยนั้น ทางเดอะไนน์ ออนไลน์ จึงอยากมีส่วนร่วมและสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ด้วยการเปิดอบรมสอนวิธีการค้าขายออนไลน์ให้กับบุคคลที่ต้องการเรียนรู้การค้าขายทางออนไลน์ เพื่อสร้างรายได้และสร้างอาชีพเสริม และอาจก้าวไปสู่การเป็นเจ้าของกิจการในอนาคตได้

อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับประชาชนมีความรู้เท่าทันในยุคดิจิทัล ที่มีการใช้โซเชียลออนไลน์จำนวนมาก โดยเชื่อว่าในปีหน้า ภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยยังไม่เติบโตมากนัก ขณะที่เศรษฐกิจโลกก็ยังซบเซา ซึ่งอาจมีหลายโรงงานต้องทยอยปิดกิจการ ทยอยเลิกจ้าง และย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น มีผลทำให้มีคนตกงานจำนวนมาก ดังนั้น หากมีความรู้การค้าขายออนไลน์ ก็สามารถประกอบอาชีพ สร้างรายได้ให้ครอบครัวในอนาคตได้

“ปัจจุบันมีการใช้สื่อออนไลน์อย่างแพร่หลาย เพราะถือเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน ซึ่งสื่อออนไลน์นั้น สามารถสร้างประโยชน์ สร้างรายได้ สร้างอาชีพให้กับประชาชนได้ หลายคนไม่รู้วิธีว่าจะค้าขายออนไลน์อย่างไร ทางเดอะไนน์ ออนไลน์จึงมีแนวคิดที่จะช่วยให้กลุ่มคนที่สนใจทำธุรกิจออนไลน์สามารถค้าขายออนไลน์ได้ ซึ่งถือเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอนอาจเกิดขึ้นในอนาคต”

นายสนั่นกล่าวว่า ในเบื้องต้นเดอะไนน์ ออนไลน์ ได้ร่วมมือกับบริษัท มาสเตอร์พีซ ไลฟ์ วิชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทขายตรงในการจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมด้วย เพื่อให้บุคคลที่มาเรียนนำไปจำหน่าย ถือเป็นสินค้านำร่อง และหากในอนาคตมีสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอทอป) สินค้าที่มีนวัตกรรมต่างๆ ก็สามารถนำมาจำหน่ายควบคู่กันไปได้.