การบินไทย จัดรถบริการปชช.ฟรี เพื่อถวายสักการะพระบรมศพในหลวง ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/769901

31 ต.ค. 2559 23:18

การบินไทย จัดรถบริการปชช.ฟรี เพื่อถวายสักการะพระบรมศพในหลวง ร.9

31 ต.ค. 2559 23:18

การบินไทย จัดรถบริการฟรีวันละ 2 เที่ยวเพื่อให้ประชาชนเดินทางไปสักการะพระบรมศพในหลวง รัชกาลที่ 9 โดยประชาชนสามารถมาขึ้นรถได้ที่การบินไทยสำนักงานใหญ่ถนนวิภาวดีรังสิต ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.เป็นต้นไป

เมื่อวันที่ 31 ต.ค.59 เรืออากาศเอกกนก ทองเผือก รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายทรัพยากรบุคคลและกำกับกิจกรรมองค์กร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เพื่อน้อมเกล้าฯถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บริษัท การบินไทย ได้จัดรถบัสรับ – ส่ง ให้บริการประชาชนทั่วไป ที่ต้องการเดินทางไปร่วมกราบถวายบังคมพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดยเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.59 เป็นต้นไป วันละ 2 เที่ยว โดยจะเริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น. และ 13.00 น. ไม่เว้นวันหยุดราชการ โดยมีเส้นทางดังนี้

สำนักงานใหญ่การบินไทย -สำนักงานการบินไทยเขตหลานหลวง และพระบรมมหาราชวัง – สำนักงานใหญ่การบินไทย โดยรถบัสของบริษัท การบินไทย  มีป้ายข้อความติดข้างรถว่า “การบินไทย บริการประชาชน” โดยจะจอดรถรับ-ส่ง บริเวณป้ายรถประจำทาง ริมถนนวิภาวดีรังสิตหน้าบริษัท การบินไทย  สำนักงานใหญ่

ทั้งนี้ บริษัทฯ ขอความกรุณาประชาชนที่ต้องการใช้บริการรถบัสดังกล่าว เดินทางมาสำนักงานใหญ่ การบินไทย โดยรถสาธารณะ เนื่องจากบริษัท ไม่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับให้บริการจอดรถยนต์ส่วนตัว

กรมการท่องเที่ยว เตรียมจุดจอดรถรับ-ส่งต่างชาติ เข้าชมวัดพระแก้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ต.ค. 2559 19:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/769831

 

กลับมาเปิดให้ชมวัดพระแก้ว วันแรก 1 พ.ย. กรมการท่องเที่ยว คาดจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6 พันคน แจงจัด 3 จุด รถรับ-ส่ง ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ สะพานช้างโรงสี และเอเชียทีค…

เมื่อวันที่ 31 ต.ค. น.ส.วรรณสิริ โมรากุล อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมเพื่อการประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยว ในการให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมพระบรมมหาราชวังหรือวันพระแก้ว ซึ่งจะเริ่มวันแรกในวันที่ 1 พ.ย.นี้ ว่า คาดวันแรกที่เปิดให้เข้าชมวัดพระแก้ว จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6,000 คน เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาด้วยตัวเอง 1,000 คน และมากับบริษัททัวร์ 5,000 คน จากนั้นน่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในวันถัดไป และในวันเดียวกัน ทางกรมการท่องเที่ยวพร้อมสำนักพระราชวัง จะทำการประเมินว่านักท่องเที่ยวมาเข้าชมใช้เวลาเท่าใด เพื่อเป็นแนวทางในการจัดระเบียบนักท่องเที่ยวให้เยี่ยมชมเป็นรอบๆ และรอบละกี่คน ใช้เวลารอบละกี่นาที

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้กำหนดจุดรับส่งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและพื้นที่จอดรถบัส โดยกำหนดจุดจอดรับส่งดังนี้ จุดที่ 1 มาและกลับทางรถยนต์ ให้จอดส่ง-รับ ได้ที่โรงแรมรอยัล รัตนโกสินทร์ จุดที่ 2 มาทางรถยนต์ ให้จอดรถส่งที่โรงแรมรอยัล รัตนโกสินทร์ กลับทางเรือที่ท่าช้าง ระหว่างนั้นให้รถบัสขับไปจอดที่บริเวณเชิงสะพานพระราม 8 บริเวณสายใต้เก่า บริเวณวัดดุสิต และบริเวณร้านอาหารของเอกชน เป็นต้น ส่วนจุดที่ 3 มาทางเรือ ให้รถทัวร์จอดส่งและรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยลงเรือที่เอเชียทีค (เรือจุได้ 400 คน) มาขึ้นที่ท่ามหาราช ซึ่งนักท่องเที่ยวมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมคนละ 130 บาท แต่สำหรับรถทัวร์ขนาดเล็กอย่างรถตู้ สามารถรับและส่งนักท่องเที่ยวได้ที่สะพานช้างโรงสี จุดเดียวกับรถรับ-ส่งคนไทย ที่มาร่วมถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ส่วนช่วงเวลาการเปิดพระบรมมหาราชวัง สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ กำหนดตั้งแต่เวลา 08.30 – 15.30 น. เข้าและออกทางประตูวิเศษไชยศรี สำหรับคนไทยที่เข้าถวายบังคมพระบรมศพ ตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. โดยเข้าทางประตูมณีนพรัตน์ และตั้งแต่เวลา 16.00-21.00 น. เข้าทางประตูวิเศษไชยศรี สำหรับประตูออกให้ใช้ประตูวิมานเทเวศร์ และประตูเทวาภิรมย์

นอกจากนี้ กรมการท่องเที่ยวยังร่วมกับตำรวจท่องเที่ยว จัดเจ้าหน้าที่ที่สามารถสื่อสารภาษาต่างประเทศได้ ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน วันละ 6 คน ประจำอยู่ ณ ป้อมยามกระจกสีขาว และเต็นท์ช่วยเหลือ เยื้องบริเวณหน้าประตูวิเศษไชยศรี ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. เพื่อปฏิบัติหน้าที่ให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวกรณีพลัดหลงจากกรุ๊ปทัวร์.

 

ธอส.คลอดสินเชื่อบ้านลูกกตัญญูเลี้ยงดูบุพการี ดอกเบี้ยคงที่ 4 ปีแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ต.ค. 2559 19:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/769782

 

ธอส. จัดทำ “โครงการสินเชื่อบ้านกตัญญูเลี้ยงดูบุพการี” อัตราดอกเบี้ยคงที่นาน 4 ปีแรก ผ่อนดี 48 เดือน รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้พิเศษ 1% ของวงเงินกู้ เพื่อนำไปตัดชำระเงินต้นทันที…

เมื่อวันที่ 31 ต.ค.นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า จากนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) โดยมอบหมายให้ ธอส. ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” จัดทำสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยพิเศษให้กับลูกกตัญญูที่เลี้ยงดูบิดามารดา มุ่งเน้นการอยู่ร่วมกันเป็นสถาบันครอบครัวอย่างอบอุ่นตามวัฒนธรรมไทย โดยเตรียมวงเงิน 20,000 ล้านบาท จัดทำโครงการสินเชื่อบ้านกตัญญูเลี้ยงดูบุพการี อัตราดอกเบี้ยปีที่ 1 – 4 เท่ากับ MRR–3.25% ต่อปี (หรือ 3.50% ต่อปี) คิดจาก MRR ธอส.ปัจจุบันเท่ากับ 6.75% ต่อปี ปีที่ 5 จนถึงตลอดอายุสัญญากู้ กรณีลูกค้าสวัสดิการเท่ากับ MRR-1% ต่อปี กรณีลูกค้ารายย่อยเท่ากับ MRR-0.5% ต่อปี กรณีกู้ซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัยดอกเบี้ยเท่ากับ MRR วัตถุประสงค์ให้กู้เพื่อซื้อ ปลูกสร้าง ไถ่ถอนจำนองจากสถาบันการเงินอื่น และซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย

ทั้งนี้เงื่อนไขต้องมีบิดาหรือมารดาอยู่อาศัยร่วมด้วย โดยย้ายชื่อบิดาหรือมารดาเข้าอยู่อาศัยในทะเบียนบ้านที่ใช้เป็นหลักประกันกับธนาคารภายใน 6 เดือน เพื่อยืนยันการอยู่อาศัยร่วมกัน ทั้งนี้ ลูกค้าที่มีประวัติการผ่อนชำระเงินงวดดีสม่ำเสมอเป็นเวลา 48 เดือน จะได้รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อีก 1% ของวงเงินกู้ เพื่อนำไปตัดชำระเงินต้นทันที.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบวก 1.28 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,495.72 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ต.ค. 2559 17:27

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/769757

 

หุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่ายเพิ่มขึ้น 1.28 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,495.72 จุด มูลค่าการซื้อขาย 40,894.37 ล้านบาท…

การเคลื่อนไหวตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันที่ 31 ต.ค. 59 รายงานหุ้นไทยปิดตลาดภาคบ่าย เพิ่มขึ้น 1.28 จุด เปลี่ยนแปลง 0.09% ดัชนีอยู่ที่ 1,495.72 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 40,894.37 ล้านบาท

สำหรับมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) 3. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 4. บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

นายมณฑล จุนชยะ ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม วรรณ จำกัด (บลจ.วรรณ) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้มีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบ 1,480-1,520 จุด เนื่องจากมองว่า ตลาดยังได้รับปัจจัยบวกสนับสนุนจากการเข้าสู่ช่วงประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 3/59 ของกลุ่มภาคการผลิต (Real Sector) ซึ่งตลาดคาดว่าจะออกมาดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ผลประกอบการที่ทยอยประกาศออกมาในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้สร้างความผิดหวังกับตลาด อีกทั้ง การส่งสัญญาณตัวเลข GDP ไตรมาสที่ 3/59 ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.3% ซึ่งสูงกว่าที่เคยคาดการณ์ที่ 3.1% และผลักดันภาพบวกของเศรษฐกิจไทยในปี 59 นอกจากนี้ หากตัวเลขเศรษฐกิจไทยออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ทำให้โอกาสการปรับผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในปี 60 มีเพิ่มขึ้น

“การซื้อขายน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ เนื่องจากในสัปดาห์นี้มีการประชุมธนาคารกลางหลายแห่ง โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ ธนาคารกลางญี่ปุ่น และธนาคารกลางอังกฤษ ซึ่งตลาดคาดว่าธนาคารกลางหลักทั้ง 3 แห่งจะคงนโยบายการเงินและอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้เช่นเดิม ทั้งนี้ นักลงทุนต้องติดตามกระแสเงินทุนของต่างชาติหลังค่าเงินบาทเริ่มอ่อนค่าลง (จากค่าเงินดอลลาร์ฯ ที่แข็งค่าขึ้น) และราคาน้ำมันดิบหลังสิ้นเดือน พ.ย. 59 จะมีการประชุมกลุ่ม OPEC เพื่อให้ได้บทสรุปของการปรับลดปริมาณการผลิตน้ำมัน” นายมณฑล กล่าว.

 

นบข.ไฟเขียวสินเชื่อชะลอขายข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 11,525 บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ต.ค. 2559 15:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/769602

 

พณ.เผย นบข. ไฟเขียวสินเชื่อชะลอขายข้าวเปลือกนาปี หอมมะลิ ความชื้น 15% ได้ตันละ 11,525 บาท ชงเข้าครม.อังคารนี้ หนุนขายข้าวออนไลน์ ด้าน ธ.ก.ส. เตรียมออกก่อน 8,600 ล้าน เงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงข้าว ไร่ละ 500…

เมื่อวันที่ 31 ต.ค. นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) เห็นชอบมาตรการสินเชื่อชะลอขายข้าวเปลือกนาปี โดยข้าวหอมมะลิ ความชื้น 15% จะได้รับตันละ 11,525 บาท ซึ่งจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี พิจารณาอนุมัติดำเนินการในวันพรุ่งนี้ (1 พ.ย.)

ทั้งนี้ ชาวนาที่เข้าร่วมโครงการแยกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1.ค่าข้าวเปลือกตันละ 8,730 บาท หรือ 90% ของราคาตลาดที่ตันละ 9,700 บาท 2.เงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงข้าวไร่ละ 500 บาท ไม่เกินครอบครัวละ 10 ไร่ 3.เงินช่วยเหลือค่าเก็บรักษาข้าวไว้ในยุ้งฉางตัวเองไร่ละ 1,500 บาท ไม่เกินครอบครัวละ 10 ไร่ ซึ่งจะได้รับส่วนแรก 1,000 บาทก่อน เมื่อไถ่ถอนจะได้รับเพิ่มเติมอีกไร่ละ 500 บาท ส่วนกรณีชาวนาที่ไม่มียุ้งฉางของตัวเองจะหักค่าเก็บรักษาข้าวไร่ละ 1,500 บาทออกไป

สำหรับสถานการณ์ข้าวทั่วโลกมีผลผลิตเพิ่มขึ้น 2.4% เนื่องจากสภาพฟ้าฝนปีนี้ดีทำให้การเพาะปลูกได้ผลดี ขณะที่ปริมาณความต้องการบริโภคข้าวทั่วโลกลดลง 1.5% ทำให้มีปริมาณข้าวเกินสต๊อกราว 4.3% เป็นปัจจัยสำคัญที่กดราคาข้าวทั่วโลก ขณะที่ผลผลิตข้าวนาปี (ข้าวหอมมะลิ) ของไทยในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 10 ล้านตัน สูงกว่าคาดการณ์ไว้ที่ 8-9 ล้านตัน โดยผลผลิตเริ่มทยอยออกสู่ตลาดในเดือนต.ค.ราว 10% และในเดือนพ.ย.จะมีผลผลิตออกมามากราว 80% ส่วนที่เหลือจะออกมาในเดือนธ.ค.นี้

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเพิ่มเติม เช่น การพาผู้นำเข้าจากต่างประเทศและผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ที่ใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบเดินทางเข้ามาเจรจาซื้อข้าวในประเทศไทย การส่งคณะเดินทางไปเจรจาขายข้าวในรูปแบบรัฐต่อรัฐกับผู้ซื้อรายใหญ่ เช่น คอฟโกของจีน, รัฐบาลอิหร่าน ตลอดจนการจัดตั้งสถาบันนวัตกรรมเกษตร เพื่อยกระดับการผลิตสินค้าจากข้าวให้มีราคาสูงขึ้น จากปัจจุบันที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้แล้ว 20%

ส่วนกรณีชาวนารวมตัวนำข้าวสารมาขายทางออนไลน์นั้นสามารถดำเนินการได้ และถือเป็นเรื่องที่ดี โดยขณะนี้มีสหกรณ์การเกษตรหลายแห่งดำเนินการเช่นนั้น ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้บริโภค และกระทรวงพาณิชย์ให้การสนับสนุนเพื่อสร้างความเข้มแข็งตามนโยบายรัฐบาล

ขณะที่นายสุพัฒน์ เอี๊ยวฉาย ผู้ช่วยผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า เงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงข้าวไร่ละ 500 บาท ไม่เกินครอบครัวละ 10 ไร่ จะใช้เงินของ ธ.ก.ส.ดำเนินการแทนรัฐบาลไปก่อนจำนวน 8,600 ล้านบาท ส่วนการช่วยเหลือชาวนาที่ปลูกข้าวเจ้า ขณะนี้ยังไม่มีมาตรการเพิ่มเติม เนื่องจากราคาข้าวขาวยังอยู่ในระดับที่ยอมรับได้.

 

คมนาคมชงลงทุนปี 60 งบ 2 แสนล. เข้าครม.สัปดาห์หน้า ลุยรถไฟทางคู่เฟส 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ต.ค. 2559 14:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/769547

 

คมนาคม จ่อชงแผนลงทุนภาครัฐ ปี 60 มูลค่ามากกว่า 2 แสนล้าน เข้าครม.สัปดาห์หน้า ลุยรถไฟทางคู่เฟส 2 จำนวน 7 เส้น และ 2 เส้นใหม่ ส่วนแผนปีนี้ยังเหลือ รถไฟทางคู่อีก 3 เส้น เข้าครม.อังคารนี้…

เมื่อวันที่ 31 ต.ค. นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุ เตรียมนำแผนปฏิบัติการลงทุนโครงการภาครัฐ (Action Plan) ในปี 60 รายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อทราบในสัปดาห์หน้า โดย Action Plan ปี 60 จะเป็นโครงการต่อเนื่องจากปี 59 ซึ่งมีจำนวนโครงการมากกว่าแผนปฏิบัติการปี 59 คิดเป็นมูลค่าลงทุนรวมมากกว่า 2 แสนล้านบาท

ขณะที่โครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮ สปีดเทรน) จำนวน 4 เส้นทางที่ในปี 59 ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ และจะดำเนินการต่อเนื่องในปี 60 ได้แก่ เส้นทางกรุงเทพ-ระยอง, กรุงเทพ-หัวหิน, กรุงเทพ-เชียงใหม่ และกรุงเทพ-นครราชสีมา ส่วนรถไฟทางคู่ที่ยังเหลือ 3 เส้นทาง ซึ่งอยู่ใน Action Plan ปี 59 จะนำเสนอต่อที่ประชุมครม.ในวันที่ 1 พ.ย. นี้ ได้แก่ เส้นทางนครปฐม-หัวหิน ระยะทาง 165 กม. มูลค่าโครงการ 20,036 ล้านบาท, เส้นทางลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง 148 กม. มูลค่าโครงการ 24,840 ล้านบาท และเส้นทางหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 90 กม. มูลค่าโครงการ 10,301 ล้านบาท

สำหรับแผน Action Plan ปี 60 จะประกอบด้วยโครงการรถไฟทางคู่ (ระยะที่ 2) จำนวน 7 เส้นทาง ประกอบด้วย 1.หัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 90 กม. 2.ชุมทางจิระ-อุบลราชธานี ระยะทาง 309 กม. 3.ขอนแก่น-หนองคาย ระยะทาง 174 กม. 4.ชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 167 กม. 5.สุราษฎร์ธานี-สงขลา ระยะทาง 339 กม. 6.หาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. และ 7.เด่นชัย-เชียงใหม่ ระยะทาง 217 กม.

นอกจากนี้ ยังมีรถไฟทางคู่เส้นใหม่ 2 เส้นทาง ได้แก่ สายเด่นชัย-เชียงของ ระยะทาง 326 กม. และ บ้านไผ่-มุกดาหาร รวมถึงโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ฝั่งตะวันตก ช่วงตลิ่งชัน-ศูนย์วัฒนธรรมฯ, รถไฟฟ้าสายน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงบางแค-พุทธมณฑลสาย 4,รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ช่วงคูคต-ลำลูกกา และช่วงสมุทรปราการ-บางปู และ โครงการทางหลวงพิเศษ (มอเตอร์เวย์) เส้นทางนครปฐม-ชะอำ, ทางด่วนพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (ด้านตะวันตก) ระยะทาง 16.92 กม. และโครงการปรับปรุงและขยายท่าอากาศยานในภูมิภาค.

 

ออมสินระดมเงินฝาก คาดสลากพิเศษได้ 5 หมื่นล.-9 พ.ย.เปิดแลกแบงก์ที่ระลึก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ต.ค. 2559 13:16

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/769482

 

เอ็มดีออมสิน รับสถานการณ์การออมในประเทศโตลดลง จาก ศก.ชะลอตัว แต่ไม่น่าห่วง ไม่กระทบระดมเงินฝากปีนี้ เพราะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ต่อเนื่อง คาดสลากพิเศษ 5 ปี ระดมเงินได้ 5 หมื่นล้าน เผย 9 พ.ย. เปิดแลกธนบัตรที่ระลึกในหลวง ร.9 อีก 2 รุ่น จำกัด 1 คน แลกได้เพียง 1 ใบ…

เมื่อวันที่ 31 ต.ค. นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยถึงสถานการณ์การออมของประเทศในขณะนี้ว่า อัตราการออมมีการเติบโตที่ลดลง โดยในปีล่าสุดอยู่ที่ 11% ต่อ GDP ลดลงเมื่อเทียบกับปี 2552-2553 ซึ่งอยู่ที่ 16% ต่อ GDP เป็นผลมาจากรายได้ของประชาชนที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง แต่ในภาพรวมไม่น่าเป็นห่วง เนื่องจากสถานการณ์การออมยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าการลงทุนของประเทศ โดยปัจจุบันการออมของประเทศ คิดเป็น 33% ต่อ GDP ต่อไตรมาส ขณะที่การลงทุนคิดเป็น 25% ต่อ GDP ต่อไตรมาสเท่านั้น ซึ่งเป็นตัวสะท้อนได้ชัดเจนว่าปัจจุบันประเทศไทยยังมีสภาพคล่องในระบบค่อนข้างสูง

อย่างไรก็ตามธนาคารได้ปรับลดเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อในปีนี้ลงเหลือ 2% จากเดิมที่ 3% ตามภาวะเศรษฐกิจ แต่เชื่อว่าทั้งปีจะสามารถเติบโตได้เกินเป้าหมายใหม่อย่างแน่นอน ขณะที่สถานการณ์เงินฝากในช่วงสิ้นไตรมาส 3 ที่ผ่านมา อยู่ที่ 2 ล้านล้านบาท ลดลง 3-4 หมื่นล้านบาทจากช่วงที่ผ่านมา แต่เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการระดมเงินฝากในปีนี้ที่ตั้งเป้าหมายระดมเงินฝากเพิ่มขึ้น 1.5-2% เนื่องจากธนาคารได้มีการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้เตรียมออกสลากออมสินพิเศษ 5 ปี ที่คาดว่าภายในสิ้นปีจะสามารถระดมเงินได้ถึง 5 หมื่นล้านบาท

สำหรับภาพรวมของยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) คาดว่าภายในสิ้นปีจะอยู่ที่ 2-2.2% จากปัจจุบันทรงตัวอยู่ที่ 2.4% โดยในช่วง 2-3 เดือนที่เหลือของปีนี้ จะมีการระดมพนักงานเข้าไปให้ความช่วยเหลือและดูแลกลุ่มลูกหนี้ โดยการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ภาพรวมหนี้เสียของธนาคารปรับลดลงตามเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้

สำหรับวันที่ 31 ต.ค.ของทุกปี เป็นวันแห่งการประหยัดและการออมของโลก (World Thrift Day) โดยในปีนี้ธนาคารออมสินจัดกิจกรรมภายใต้แนวคิด “น้อมนำพระราชดำรัส…สู่วิถีการออมอย่างยั่งยืน” พร้อมจัดทำกระปุกออมสินที่ระลึก “กระปุกออมสินเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ครองราชย์ 70 ปี” จำนวน 5.5 แสนใบ มอบให้ผู้ที่ฝากเงิน หรือเปิดบัญชีเงินฝากใหม่ด้วยตนเอง ตั้งแต่ 200 บาทขึ้นไป 1 บุคคลต่อ 1 ใบเท่านั้น โดยมีจำนวนจำกัด เมื่อหมดแล้วหมดเลย จะไม่มีการผลิตเพิ่มอีก เชื่อว่ากระปุกออมสินที่ระลึกจำนวน 5.5 แสนใบคงไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนอย่างแน่นอน แต่พยายามกระจายออกไปยังสาขาทั่วประเทศ แห่งละประมาณ 500-600 ใบ

พร้อมกันนี้ ในวันที่ 9 พ.ย.59 ธนาคารจะเปิดให้แลกธนบัตรที่ระลึก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อีก 2 รุ่น ได้แก่ บัตรธนาคารเนื่องในมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษาหกสิบบริบูรณ์ 5 ธันวาคม 2530 ชนิดราคา 60 บาท และธนบัตรที่ระลึกเนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี ธนบัตรไทย (ปี 2545) ชนิดราคา 100 บาท ซึ่งธนาคารออมสินได้รับจัดสรรจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชนิดละ 1 แสนฉบับ

ทั้งนี้ธนาคารออมสินจะมีการกระจายธนบัตรที่ระลึก 2 รุ่นดังกล่าวไปยังสาขาของธนาคารทั่วประเทศ จำนวน 107 สาขา โดยจะมีการชี้แจงรายละเอียดที่เว็บไซต์ของธนาคารอีกครั้ง ส่วนเงื่อนไขในการจ่ายแลกนั้น จำกัด 1 คน สามารถแลกธนบัตรที่ระลึกอย่างใดอย่างหนึ่งได้เพียง 1 ใบเท่านั้น เพื่อกระจายให้กับประชาชนทั่วประเทศ โดยราคาจำหน่ายจะเท่ากับราคาหน้าธนบัตร.

2 พ.ย. เปิดขายสลากออมสินพิเศษ 5 ปี หน่วยละ 100 ดอกเบี้ย 5 บาท

 

คนถือ Easy Pass M-Pass เฮ! หลังเที่ยงคืนนี้ เก็บค่าทางด่วนในบัตรเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ต.ค. 2559 11:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/769356

 

สนข. จัดพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือเชื่อมต่อระบบบัตร Easy Pass และ M-Pass ภายใต้ระบบเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติ ร่วมกันระหว่าง กทพ. และกรมทางหลวง เริ่มใช้ได้หลังเที่ยงคืนวันนี้ (31 ต.ค. 59)

เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 59 ที่อาคารสโมสร กระทรวงคมนาคม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคมนาคม นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ รองปลัดกระทรวงคมนาคม (หัวหน้ากลุ่มภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง) และ นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารการทางพิเศษแห่งประเทศไทย กรมทางหลวง ธนาคารกรุงไทย แขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชน เข้าร่วมในพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อเชื่อมต่อระบบบัตร Easy Pass และบัตร M-Pass ภายใต้ระบบเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติ ร่วมกันระหว่าง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) และกรมทางหลวง

นายอาคม เปิดเผยว่า กทพ. ได้ติดตั้งระบบเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติ หรือระบบ ETC บนทางพิเศษ โดยใช้ชื่อเรียกบริการดังกล่าวว่า “Easy Pass” เริ่มเปิดให้บริการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2553 ปัจจุบันให้บริการบนทางพิเศษทั้งหมดรวม 7 เส้นทาง ได้แก่ ทางพิเศษเฉลิมมหานคร (ทางด่วนขั้นที่ 1) ทางพิเศษฉลองรัช (ทางด่วนสายรามอินทรา-อาจณรงค์) ทางพิเศษศรีรัช (ทางด่วนขั้นที่ 2) ทางพิเศษกาญจนาภิเษก (ทางด่วนสายบางพลี-สุขสวัสดิ์) ทางพิเศษ บูรพาวิถี (ทางด่วนสายบางนา-ชลบุรี) ทางพิเศษอุดรรัถยา (ทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด) และทางพิเศษศรีรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ต่อมา กรมทางหลวง ได้ติดตั้งระบบ ETC บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หรือมอเตอร์เวย์ บนทางหลวงหมายเลข 9 (บางปะอิน-บางพลี) ในปี 2556 และบนทางหลวงหมายเลข 7 (กรุงเทพฯ-ชลบุรี) ในปี 2557 โดยใช้ชื่อเรียกบริการดังกล่าวว่า “M-Pass” ซึ่งเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2558

ดังนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บค่าผ่านทางและเกิดความสะดวกต่อประชาชนผู้ใช้บริการทางพิเศษ และมอเตอร์เวย์ ในการชำระค่าบริการให้สามารถใช้บัตรเพียงใบเดียว และสามารถวิ่งผ่านช่องเก็บเงินบนระบบ Easy Pass และ M-Pass ได้ กระทรวงคมนาคม จึงมีนโยบายการพัฒนาการเชื่อมต่อระบบ ETC ระหว่าง Easy Pass และ M-Pass โดยมีการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อศึกษาระบบบริหารบัตร M-Pass และบัตร Easy Pass ภายใต้ระบบเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติร่วมกัน ระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย กรมทางหลวง และธนาคารกรุงไทย โดยมี สนข. ร่วมเป็นพยานเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2558 ณ กระทรวงคมนาคม

จากการศึกษาระบบบริหารบัตร M-Pass และบัตร Easy Pass ภายใต้ระบบเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติร่วมกัน ได้ข้อสรุปแนวทางการบริหารจัดการระบบ ETC ร่วมกันคือ ในระยะแรก การทางพิเศษแห่งประเทศไทย และกรมทางหลวง จะเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างระบบของทั้ง 2 หน่วยงาน โดยบัตรและเงินสำรองค่าผ่านทาง (Float) ต่างแยกกันบริหาร ปัจจุบันการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และกรมทางหลวง ดำเนินการปรับปรุงระบบเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติร่วมกันแล้วเสร็จ โดยจะเริ่มเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการภายหลังเวลาเที่ยงคืน (24.00 น.) ของวันที่ 31 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารจัดการและการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นไปอย่างถูกต้องและสอดคล้องกับระบบ ETC ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และกรมทางหลวง เมื่อสามารถใช้งานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์

นายอาคม กล่าวทิ้งท้ายว่า การเปิดใช้งานระบบบัตร Easy Pass และบัตร M-Pass ภายใต้ระบบเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติร่วมกัน นับเป็นครั้งแรกที่ประชาชนผู้ใช้ทางพิเศษ และมอเตอร์เวย์ สามารถใช้บัตรเพียงใบเดียว และวิ่งผ่านช่องเก็บเงินบนระบบ Easy Pass และ M-Pass ได้ อันจะนำมาสู่ความสะดวกสบายในการเดินทางและบริการที่ดีต่อประชาชนผู้ถือบัตรผ่านทางดังกล่าว อีกทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ ระบบตั๋วโดยสาร (ระบบตั๋วต่อ ตั๋วร่วม) มาใช้เพื่อการเดินทางที่จะเชื่อมโยงทุกระบบของการเดินทางไว้ในบัตรเดียวกัน ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในการเดินทางและชำระเงิน รวมทั้งสามารถเข้าถึงการเดินทางได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ลดเวลา และเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทางของประชาชน.

 

เตรียมเปิดแลก ธนบัตรที่ระลึก รัชกาลที่ 9 อีก 2 รุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 31 ต.ค. 2559 11:37

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/769387

 

ธปท. จัดสรร ธนบัตรที่ระลึก 2 แบบที่เหลืออยู่ ให้ธนาคารพาณิชย์ เปิดจ่ายแลก ให้ประชาชน ย้ำให้กระจายอย่างทั่วถึง …


นายวรพร ตั้งสง่าศักดิ์ศรี ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายออกบัตรธนาคาร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ตามที่มีประชาชนจำนวนมากสอบถามเกี่ยวกับการจ่ายแลกธนบัตรที่ระลึกนั้น ธปท. ชี้แจงว่า ปัจจุบัน ธปท. ยังมีธนบัตรที่ระลึกที่สามารถจัดสรรให้กับธนาคารพาณิชย์และธนาคารออมสิน เพื่อจ่ายแลกให้กับประชาชนได้อีก 2 แบบ คือ 1. บัตรธนาคารเนื่องในมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษาหกสิบบริบูรณ์ ๕ ธันวาคม ๒๕๓๐ ชนิดราคา 60 บาท จำนวน 9 แสนฉบับ และ 2. ธนบัตรที่ระลึกเนื่องในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปี ธนบัตรไทย (ปี ๒๕๔๕) ชนิดราคา 100 บาท จำนวน 9 แสนฉบับ

เนื่องจากธนบัตรมีจำนวนจำกัด ธปท. จึงได้ขอความร่วมมือจากธนาคารต่างๆ ที่ได้รับการจัดสรรธนบัตรให้กระจายธนบัตรแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง รายย่อยรายละ 1 ใบเท่านั้น ทั้งนี้ ธนาคารแต่ละแห่งจะเป็นผู้ประชาสัมพันธ์รายละเอียดเพิ่มเติมต่อไป



สนพ. ร่วมสืบสานพระราชปณิธาน “พระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/769146

31 ต.ค. 2559 10:46

สนพ. ร่วมสืบสานพระราชปณิธาน “พระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทย”

31 ต.ค. 2559 10:46

 

สนพ. กระทรวงพลังงาน สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระมหากษัตริย์นักพัฒนา “พระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทย” ขอน้อมนำแนวทางร่วมสืบสาน พระราชปณิธาน พระราชดำริ มาจัดแสดงเป็นนิทรรศการในงานบ้านและสวนแฟร์ วันที่ 29 ต.ค. – 6 พ.ย.59

วันที่ 31 ต.ค. นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์นักพัฒนา ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐต่อพสกนิกรชาวไทย ตลอด 70 ปี แห่งรัชสมัย ได้ทรงอุทิศพระวรกายประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อความเจริญของชาติบ้านเมืองอย่างอเนกอนันต์ โดยเฉพาะในเรื่องของพลังงาน ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ กระทรวงพลังงาน ขอน้อมนำพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านที่มีต่อพลังงานไทย มาจัดแสดงนิทรรศการในงานบ้านและสวนแฟร์ 2016 ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม–6 พฤศจิกายน 2559 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อร่วมสืบสานพระราชปณิธาน “พระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทย”

นิทรรศการที่นำมาจัดแสดง ประกอบด้วยพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านที่มีต่อพลังงานไทย โดยแบ่งเรื่องราวออกเป็น 3 ช่วงเวลา ได้แก่ ช่วงต้นรัชกาล เล่าถึงเรื่องราวการพัฒนาแหล่งน้ำ โดยพระองค์ท่านมีความสนพระราชหฤทัยเรื่อง “น้ำ” เป็นลำดับต้นๆ เพราะทรงทราบดีว่าเป็นปัญหาสำคัญของเกษตรกร นอกจากพระราชดำริมากมายเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำแล้ว ในเวลาเดียวกันพระองค์มีพระราชดำริให้นำน้ำที่กักเก็บไว้มาใช้ประโยชน์ในการผลิตพลังงานไฟฟ้า แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถในการบูรณาการทรัพยากรอย่างครบถ้วน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนในช่วงกลางรัชกาลนั้น ได้บอกเล่าถึงพระปรีชาสามารถด้านพลังงานทดแทน ทรงริเริ่มศึกษาวิจัยเชื้อเพลิงเอทานอลในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาแบบครบวงจร และได้โปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์ยื่นจดสิทธิบัตร “การใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องยนต์ดีเซล” และยังทรงได้รับเหรียญทองประกาศนียบัตรสดุดีเทิดพระเกียรติคุณ จากโครงการน้ำมันไบโอดีเซลสูตรสกัดจากน้ำมันปาล์ม ในงานนิทรรศการสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ “Brussels Eureka 2001” ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม และ ในปี 2553 พระองค์ท่านได้เสด็จประทับเรือพระที่นั่ง “เรืออังสนา” เรือที่ใช้น้ำมันไบโอดีเซล 100% ไปทำพิธีเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ ต.ทรงคนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ

และในช่วงปลายรัชกาลขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีสายพระเนตรที่ยาวไกล โดยได้วางรากฐานให้คนไทยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง 3 ห่วง 2 เงื่อนไข เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับชั้น เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ บนหลักความ “มีเหตุผล” “ความพอประมาณ” และ “เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน” ซึ่งพระองค์ท่านได้ทรงประพฤติเป็นแบบอย่างให้กับพสกนิกรด้วย อย่างเช่น เรื่องของหลอดยาสีพระทนต์ หรือดินสอ ท่านจะทรงใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด ส่วนในเรื่องของแนวพระราชดำริที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการพลังงานที่ผ่านมานั้น เป็นตัวอย่างที่ดีของการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศ เรื่องที่เห็นอย่างชัดเจนก็คือ แนวพระราชดำริให้ศึกษาวิจัยเรื่องน้ำมันแก๊สโซฮอล์ และไบโอดีเซล ที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนผู้คนในวงการพลังงานต่างยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่า หากไม่ใช่เพราะพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่าน การนำน้ำมันแก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซลมาใช้ในประเทศไทยคงไม่ก้าวหน้ารวดเร็วเช่นในทุกวันนี้ และอาจต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์น้ำมันมากกว่าที่เป็นอยู่อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ สนพ. ยังได้อัญเชิญหลอดยาสีพระทนต์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จากพิพิธภัณฑ์วาจวิทยาวัฑฒน์ คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาร่วมจัดแสดงใน งานนิทรรศการ เพื่อน้อมระลึกถึงพระราชจริยวัตรต้นแบบของความพอเพียง อันเป็นที่ประจักษ์ชัดแก่พสกนิกรชาวไทยเสมอมา นอกจากนี้ภายในงานนิทรรศการ “สืบสานพระราชปณิธาน พระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทย” เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไป 500 ท่านแรก รับ USB ภายในบรรจุเนื้อหาหนังสือพระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทย ภาพยนตร์ประชาสัมพันธ์สีพระทนต์ และสารคดีตามรอยพระยุคลบาท ชุด พระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทย

“ภายหลังจากที่กระทรวงพลังงานจัดตั้งขึ้นในช่วงปี 2545 กระทรวงพลังงาน จึงได้น้อมนำพระราชดำริเรื่องของพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพัฒนาแหล่งน้ำมาผลิตไฟฟ้า เชื้อเพลิงชีวภาพ เอทานอล และ ไบโอดีเซล ขยายผลเชิงนโยบายจนปัจจุบันได้นำมาสานต่อเป็นเสาหลักในการพัฒนาพลังงานทดแทนของประเทศไทย ผ่านรูปแบบ Energy 4.0 เพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน” นายทวารัฐ กล่าวเพิ่มเติม