คมนาคม จ่อชงใช้ ม.44 เซตซีโร่รถเมล์เอกชน 111 สัญญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ต.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/767147

 

คมนาคม จ่อชงใช้ ม.44 ยกเลิกรถเมล์เอกชน 111 สัญญา ใน กทม.-ปริมณฑล ที่อยู่กับ ขสมก. เพื่อย้ายไปซบ ขบ. พร้อมเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ

เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 59 นายดรุณ แสงฉาย รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างนำเสนอ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พิจารณารายละเอียดการใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 มาตรา 44 เพื่อยกเลิกสัญญาการเดินรถโดยสารประจำทางในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลของเอกชน ที่ทำไว้กับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ทั้งหมด เพื่อจัดระเบียบใหม่ให้ทุกสัญญาไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ซึ่งตามขั้นตอนนั้น เมื่อ นายอาคม พิจารณาแล้ว จะต้องนำเสนอไปยัง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ก่อนจะเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ความเห็นชอบ และต้องนำเข้า ครม.เพื่ออนุมัติด้วย หลังจากนั้นก็ต้องรอประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาก่อน จึงจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ โดยในราชกิจจานุเบกษา จะกำหนดไว้ชัดเจนว่าหลังประกาศแล้วจะมีผลภายในกี่วัน

“ที่ต้องใช้ ม.44 เนื่องจากอายุสัญญาของผู้ประกอบการเดินรถประจำทางในปัจจุบัน จะหมดอายุไม่พร้อมกัน จึงจำเป็นต้องใช้ ม.44 ยกเลิกให้หมดพร้อมกันเลย หรือเซตซีโร่ใหม่ ก็จะทำให้ทุกสัญญาหมดอายุในวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และจะกำหนดว่าหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษากี่วันถึงจะเซตซีโร่กันใหม่” นายดรุณ กล่าว

นายดรุณ กล่าวต่อว่า เมื่อทุกสัญญาสิ้นสุดลงแล้ว ทาง ขบ.ซึ่งจะเป็นผู้กำกับดูแลรถโดยสารประจำทางในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลแทน ขสมก. ขณะเดียวกันก็ต้องทำหน้าที่กำกับดูแล ขสมก. และรถร่วมเอกชนจะเป็นผู้พิจารณาเรื่องของการเยียวยาให้เอกชนที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกสัญญาดังกล่าวด้วย เช่น กรณีที่สัญญาเหลือ 3 ปี หรือ 5 ปี จะมีการเยียวยาอย่างไรบ้าง ซึ่งแนวทางเบื้องต้นที่พิจารณาอยู่ จะเป็นการเยียวยาไปจนถึงสิ้นปี 2561 หลังจากนั้นก็จะเปิดให้มายื่นคำขอเพื่อคัดเลือกแข่งขันกันเป็นผู้ให้บริการในเส้นทางที่กำหนดต่อไป โดย ขบ. ได้นำเสนอหลักเกณฑ์ให้ที่ประชุมทราบแล้ว แต่ที่ประชุมได้ให้ไปดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อนำมาเสนออีกครั้ง

“เมื่อยกเลิกสัญญาแล้ว รถเมล์ทุกสายจะต้องมาแข่งขันกัน โดยสายที่หมดอายุแล้วก็มาแข่งขันเลย ส่วนสายที่ยังไม่หมดอายุก็ต้องมีการเยียวยาก่อน ก็อาจจะได้สัญญาต่อไป แต่จะไม่เกินปี 2561” นายดรุณ กล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา ครม.มีมติให้ยกเลิกมติ ครม.เดิม ที่ระบุให้ ขสมก.เป็นผู้ประกอบการเดินรถเพียงรายเดียว และรถร่วมบริการเอกชนจะต้องทำสัญญาเข้าร่วมเดินรถกับ ขสมก. ขณะเดียวกันก็ให้ ขสมก.เป็นผู้ประกอบการเดินรถอีกรายหนึ่ง ส่วนรถร่วม ขสมก.จะต้องไปขอใบอนุญาตกับ ขบ.แทน โดยปัจจุบันรถร่วมเอกชนมีทั้งหมด 111 สัญญา จะทยอยหมดสัญญาอย่างต่อเนื่อง และเหลืออายุสัญญามากสุดคือประมาณ 7 ปี

 

ขนส่ง จัดรถรับ-ส่งเพียงพอ พร้อมรองรับ ปชช. เดินทางถวายสักการะพระบรมศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/767142

28 ต.ค. 2559 15:06

ขนส่ง จัดรถรับ-ส่งเพียงพอ พร้อมรองรับ ปชช. เดินทางถวายสักการะพระบรมศพ

28 ต.ค. 2559 15:06

ขนส่ง เตรียมแผนรองรับ ปชช. เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพในหลวง ร.9 ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. เป็นต้นไป แนะนำให้ใช้บริการขนส่งสาธารณะทุกประเภท เผย มีการจัดรถเสริม-รถรับส่งฟรีให้บริการเพียงพอ พร้อมคุมเข้มรถสาธารณะ ห้ามฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้โดยสาร ฝ่าฝืนถูกลงโทษทันที …

วันที่ 28 ต.ค.59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมรองรับประชาชนที่จะเดินทางมาแสดงความอาลัยในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ที่ท้องสนามหลวง รวมถึงถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระบรมมหาราชวัง ที่จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม เป็นต้นไป โดยกระทรวงคมนาคม ได้สั่งการให้กรมการขนส่งทางบก เตรียมพร้อมทั้งด้านอำนวยความสะดวกและความปลอดภัย รวมทั้งประสานผู้ประกอบการจัดหารถเสริมให้เพียงพอต่อการให้บริการ จัดรถบริการฟรี เชื่อมต่อการเดินทางไปกลับสนามหลวงโดยบูรณาการทั้งระบบการเดินทาง ทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ ทางรางและรถไฟฟ้า

สำหรับรถบัสเช่าเหมาทุกประเภทและรถยนต์ส่วนบุคคล กระทรวงคมนาคม ได้จัดจุดจอดรถ 4 มุมเมืองฟรี 10 แห่ง รวมกว่า 20,000 คัน ได้แก่ เมืองทองธานี, เซ็นทรัลพระราม 2, เซ็นทรัลศาลายา, เซ็นทรัลเวสต์เกต, ลานพุทธมณฑลสาย 4, เมกะบางนา, สโมสรตำรวจ, Airport Link มักกะสัน, Future Park รังสิต และสนามม้านางเลิ้ง โดย ขสมก. จัดรถ Shuttle bus ฟรี กว่า 40 เส้นทาง รับส่งสนามหลวงกับจุดจอดรถทุกแห่ง และได้ประสานสหกรณ์แท็กซี่ให้จัดเตรียมรถแท็กซี่ เพื่ออำนวยความสะดวกรับผู้โดยสารเดินทางต่อไปยังจุดต่างๆ ให้เพียงพอ และจัดชุดปฏิบัติการกองตรวจการขนส่งทางบก ชุดตรวจการพิเศษ เพื่อดูแลการให้บริการของรถโดยสารสาธารณะอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ คาดว่า วันแรกที่เปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ จะมีประชาชนเดินทางมายังสนามหลวงค่อนข้างมาก จึงขอให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยให้แก่ประชาชน และขอความร่วมมือประชาชนงดนำรถส่วนบุคคลเข้ามาในบริเวณพื้นที่ท้องสนามหลวง โดยขอให้นำรถส่วนบุคคลไปจอดบริเวณที่รัฐบาลกำหนดไว้ แนะนำให้ใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะทุกประเภทการเดินทาง

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้สั่งการให้สำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งประชาสัมพันธ์ข้อมูลการเดินทางเมื่อถึงกรุงเทพฯ เช่น จุดให้บริการรถ shuttle bus เชื่อมต่อการเดินทางไปยังสนามหลวง พร้อมกำชับผู้ประกอบการที่นำรถเสริมในเส้นทางต้องตรวจเช็กความพร้อมก่อนการเดินทาง ทั้งในส่วนสภาพตัวรถโดยสารต้องพร้อมและปลอดภัยในการใช้งาน ด้านพนักงานขับรถต้องไร้สารเสพติดและแอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ ขับด้วยความระมัดระวัง ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ

นอกจากนี้ เพื่อป้องกันการหลอกลวง ฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน ให้ตรวจสอบการขายตั๋วโดยสารเกินอัตราที่กำหนด เพิ่มเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังตรวจจับปรับลงโทษ ที่เข้มข้น จริงจัง ทันที กับผู้ให้บริการผิดกฎหมายหรือกลุ่มมิจฉาชีพ พร้อมดำเนินการตามกฎหมาย ลงโทษสูงสุดทันทีทุกกรณี หากพบรถโดยสารสาธารณะเอาเปรียบสามารถร้องเรียนศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน สายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
– เตรียมความพร้อม 29 ต.ค.นี้ เช็ก 27 เส้นทางปิดจราจรรอบสนามหลวง

เจซีบี เอเชียตะวันออกเฉียงใต้แต่งตั้งดีเคเอสเอช เป็นพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่ในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 28 ต.ค. 2559 11:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/766846

 

นายจารึก มีขันทอง – นายทอม คอร์เนล

เจซีบี ผู้ผลิตเครื่องจักรงานก่อสร้างระดับโลก ประกาศแต่งตั้ง ดีเคเอสเอช ให้บริการด้านการขยายตลาด เครื่องจักรงานก่อสร้างอย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดย ดีเคเอสเอช จะให้บริการด้านการขาย ชิ้นส่วนอะไหล่และบริการสำหรับเครื่องจักรกลที่ผลิตโดยเจซีบีทุกชนิด อีกทั้งยังช่วย เจซีบี ในการขยายตลาดในประเทศไทย

ดีเคเอสเอช จะให้การบริการแก่ เจซีบี ในการแก้ไขปัญหาทางธุรกิจด้วยวิธีที่เหนือคู่แข่งในด้านต่างๆ ทั้งด้านการก่อสร้าง เหมืองหิน เหมืองแร่ ภาครัฐและภาคเกษตรกรรมในประเทศไทย เจซีบี เป็นผู้ผลิตเครื่องจักรกลก่อสร้างที่มีคุณภาพสูงและทนทานแข็งแกร่ง ซึ่งได้แก่ รถตักหน้าขุดหลัง รถขุดตีนตะขาบ รถขุดขนาดเล็ก รถตักอเนกประสงค์ รถยกแบบแขนกล และรถบดถนน ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่คู่แข่งไม่อาจทัดเทียมได้ในตลาดงานก่อสร้าง และแสดงศักยภาพอันเป็นที่ประจักษ์ในเรื่องบริการหลังการขายและการซ่อมบำรุงของ ดีเคเอสเอช จะช่วยให้ ดีเคเอสเอช สามารถให้บริการด้านธุรกิจด้วยคุณภาพระดับโลกแก่ลูกค้าของ เจซีบี ในประเทศไทย

โดยศูนย์ให้บริการหลักจะตั้งอยู่ที่ อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และยังมีสาขาต่างๆ ตั้งอยู่ที่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขอนแก่น และลำปางอีกด้วย ความร่วมมือระหว่าง เจซีบี และ ดีเคเอสเอช ในครั้งนี้ จะสามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างครอบคลุมและครบวงจร ซึ่งรวมถึงเครื่องมือบริหารจัดการงานบริการที่ใช้เทคโนโลยีที่มีระบบติดตาม (GPS tracking) จะช่วยกำหนดเวลาเปิดงานบริการหรือเสร็จงานที่สำนักงานของลูกค้า เครื่องมือนี้จะบอกสถานที่ติดตามงานและทำให้ดีเคเอสเอชสามารถคำนวณอัตราการตอบสนอง หลังจากปิดงานบริการได้ นอกจากนี้ทาง ดีเคเอสเอช จะมีศูนย์บริการข้อมูลและรับเรื่องร้องเรียน (Call Centre) ให้บริการทุกวัน วันละ 8 ชั่วโมง โดยลูกค้าสามารถติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 0-2301-7200


นายจารึก มีขันทอง รองประธานกรรมการบริหาร หน่วยธุรกิจเทคโนโลยี บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าวแสดงความคิดเห็นว่า “ดีเคเอสเอช ได้ก่อตั้งสำนักงานในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2449 และ เจซีบี ก็มีรากฐานมั่นคง และเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงในอุตสาหกรรมนี้ เรามีความยินดีที่จะเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ เจซีบี ในการเจาะตลาดประเทศไทย ด้วยความรู้เชิงลึกในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างและเจาะลึกเข้าถึงตลาดด้วยวิธีที่ไม่เหมือนใคร ทำให้เราสามารถให้บริการลูกค้าของเจซีบีด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ดีเลิศและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างแน่นอน”

ด้านนายทอม คอร์เนล กรรมการผู้จัดการ บริษัทเจซีบี เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้กล่าวแสดงความคิดเห็นถึงตลาดประเทศไทยและความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “ประเทศไทยเป็นตลาดอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเรามีความยินดีที่ ดีเคเอสเอช เป็นพันธมิตรที่จะช่วยให้ธุรกิจของเราเติบโต ซึ่งดีเคเอสเอช ได้มาพร้อมกับประสบการณ์ด้านการขายและการบริการที่มีอย่างล้นเหลือในธุรกิจด้านการก่อสร้าง เหมืองหิน และเหมืองแร่ และเราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับ ดีเคเอสเอช”

เกี่ยวกับ เจซีบี

เจซีบี เป็นผู้ผลิตเครื่องจักรงานก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสามของโลก บริษัทฯ มีพนักงานกว่า 11,000 คน และมีโรงงาน 22 แห่งทั่วโลก โดยโรงงาน 11 แห่งตั้งอยู่ในสหราชอาณาจักร ส่วนโรงงานอื่นๆ ตั้งอยู่ในประเทศอินเดีย จีน บราซิล และอเมริกาเหนือ บริษัทฯ ผลิตเครื่องจักรต่างๆ มากกว่า 300 ชนิด ได้แก่ รถตักหน้าขุดหลัง รถขุดตีนตะขาบ รถขุดขนาดกลางและขนาดเล็ก รถยกแบบแขนกล รถตักล้อยาง และรถบดถนน

สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.jcb-singapore.sg/

เกี่ยวกับ ดีเคเอสเอช

ดีเคเอสเอช ผู้นำด้านการให้บริการด้านการขยายตลาด ซึ่งมุ่งเน้นในภูมิภาคเอเชีย ดังคำนิยามที่ว่า “บริการด้านการขยายตลาด” ดีเคเอสเอช ช่วยบริษัทและแบรนด์ต่างๆ สามารถขยายธุรกิจได้ในตลาดใหม่ หรือในตลาดที่มีอยู่เดิม ดีเคเอสเอช ได้จดทะเบียนใน SIX Swiss Exchange ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2555 เป็นบริษัทระดับโลก มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองซูริก พร้อมทั้งมีสำนักงานสาขา 770 แห่งใน 36 ประเทศ โดย 740 แห่งอยู่ในเอเชีย มีพนักงานผู้เชี่ยวชาญกว่า 28,300 ราย ดีเคเอสเอช มียอดขายสุทธิในปี 2558 จำนวน 10.1 พันล้านฟรังก์สวิส ดีเคเอสเอช ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2408 ด้วยการสืบทอดวัฒนธรรมอันแข็งแกร่งแบบสวิส บริษัทมีประวัติอันยาวนานในการดำเนินธุรกิจในภูมิภาคเอเชีย ทำให้เราสามารถหยั่งรากลึกอยู่ในชุมชนและธุรกิจทั่วทั้งเอเชียแปซิฟิกเป็นอย่างดี.

 

เจาะตลาดอาหารเสริมความงามกับความท้าทายในอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 28 ต.ค. 2559 11:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/766821

 

ใน 5 ปีที่ผ่านมา ภาพรวมตลาดอาหารเสริมความงามมีอัตราการเติบโตสูง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกลุ่มผู้บริโภคที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ผู้บริโภคกลุ่มนี้มีปริมาณลดลง และมีศักยภาพในการใช้จ่ายอาหารเสริมที่จำกัด จึงทำให้ตลาดอาหารเสริมความงามต้องเผชิญกับความท้าทายในการประกอบธุรกิจมากขึ้น ทั้งนี้ อีไอซีแนะผู้ประกอบการควรมองหาปัจจัยใหม่ๆ หรือวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กับความต้องการของตลาดที่มีศักยภาพเพื่อรักษาการเติบโตที่ดีในอนาคต

ตลาดอาหารเสริมความงามเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว หลังจากเติบโตอย่างโดดเด่นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ตลาดอาหารเสริมประกอบไปด้วย ตลาดอาหารเสริมสุขภาพและรักษาโรค ตลาดอาหารเสริมความงาม และตลาดอาหารเสริมเพิ่มสมรรถภาพทางร่างกาย โดยปัจจุบันตลาดอาหารเสริมความงามในไทยมีมูลค่าราว 1.4 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 21% ของมูลค่าตลาดอาหารเสริมทั้งหมด ทั้งนี้ ในช่วงปี 2011-2015 ตลาดนี้มีการเติบโตโดดเด่น ซึ่งมีอัตราเติบโตเฉลี่ยสะสมสูงถึง 12% ต่อปี โดยมีสินค้าขายดีอยู่ในกลุ่มของผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าการเติบโตเฉลี่ยของตลาดนี้มีแนวโน้มจะลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2016-2017 จะลดลงเหลือเพียง 8-9% ต่อปีเท่านั้น

อีไอซีมองว่าธุรกิจอาหารเสริมความงามจะเผชิญกับความท้าทายมากขึ้น จากการที่สินค้าเริ่มอิ่มตัวในกลุ่มผู้บริโภคหลัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นและวัยเริ่มต้นทำงาน (อายุต่ำกว่า 30 ปี)

โดยผลิตภัณฑ์อาหารเสริมความงามสำหรับบำรุงผิวใส หรือผิวขาวเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมอย่างมากในผู้บริโภคกลุ่มนี้ ซึ่งสาเหตุหลักๆ มาจากการที่สื่อหรือกระแสนิยมในปัจจุบันที่มุ่งเน้นส่งเสริมภาพลักษณ์ของคนหนุ่มสาวที่หุ่นดี หรือมีผิวพรรณขาวใส เป็นตัวแทนของคนที่มีสุขภาพดี อีกทั้งพฤติกรรมการใช้จ่ายเพื่อซื้ออาหารเสริมของผู้บริโภคกลุ่มนี้ในปัจจุบันได้ใช้จ่ายเกือบเต็มเพดานของงบประมาณที่ตั้งไว้ซึ่งไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน เนื่องจากรายได้ยังไม่สูงมาก ประกอบกับสุขภาพที่ยังแข็งแรงดี ทำให้ไม่มีความสนใจในอาหารเสริมสุขภาพมากนัก อย่างไรก็ตาม ปริมาณผู้บริโภคในกลุ่มนี้มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยจากในปี 2011 สัดส่วนอยู่ที่ 40% ของโครงสร้างประชากรของไทย แต่ในปี 2020 นั้นสัดส่วนจะเหลือเพียง 35% เท่านั้น ดังนั้น โอกาสการเติบโตของตลาดอาหารเสริมความงามในอนาคตจึงอาจถูกจำกัดลงด้วยความต้องการที่น้อยลงตามไปด้วย

ตลาดที่มีศักยภาพในการซื้ออาหารเสริมซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภควัยทำงาน และวัยกลางคน (อายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไป) กลับให้ความสนใจในอาหารเสริมสุขภาพมากกว่าอาหารเสริมความงาม

จากผลการสำรวจของอีไอซี ซึ่งวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมการบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารเสริม และพืชสมุนไพรในยุคปัจจุบัน พบว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าวนี้จะลดความต้องการอาหารเสริมความงามลงในปริมาณที่ชัดเจนตามอายุที่เพิ่มขึ้น และหันมาบริโภคอาหารเสริมสุขภาพเพิ่มขึ้นแทน โดยประเภทของอาหารเสริมสุขภาพที่ได้รับความนิยม ได้แก่ อาหารเสริมเพื่อบำรุงร่างกาย บำรุงสมอง และบำรุงสายตา โดยสาเหตุส่วนใหญ่มาจากความเครียดจากการทำงาน การพักผ่อนไม่เพียงพอ และการใช้สายตามากเกินไป จากพฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนได้ว่าเมื่อผู้บริโภคมีอายุมากขึ้นก็จะมีความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพมากกว่าความสวยความงาม สอดคล้องกับผลสำรวจที่พบว่าผู้บริโภคกลุ่มนี้ทั้งเพศชายและเพศหญิงมีแนวโน้มออกกำลังกายเพื่อดูแลตัวเองมากขึ้น อีกทั้งยังพบอีกว่าการใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหารเสริมในปัจจุบันของผู้บริโภคกลุ่มนี้กว่า 45% ใช้จ่ายไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน ในขณะที่ยังสามารถใช้จ่ายในส่วนนี้เพิ่มขึ้นได้ถึง 7 เท่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดอาหารเสริมในปัจจุบันยังไม่มีสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มนี้ได้เต็มที่ ดังนั้น ทิศทางของตลาดอาหารเสริมในอนาคตสามารถเติบโตสูงขึ้นได้จากการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มนี้ให้ตรงจุด

อีไอซีมีมุมมองในระยะกลางและระยะยาวต่อผู้ประกอบการที่เน้นตลาดอาหารเสริมความงามควรปรับตัว และมองหาปัจจัยใหม่ๆ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโต

โดยหากผู้ประกอบการยังคงเน้นขายสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ในรูปแบบเดิมๆ ต่อไป จะพบกับสภาวะการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น ประกอบกับการเติบโตที่ถดถอยลง อันมีสาเหตุจากพฤติกรรมของผู้บริโภคหลักซึ่งมีอายุต่ำกว่า 30 ปีเป็นผู้ที่ชอบการเปลี่ยนแปลง การทดลองใช้สินค้าใหม่ๆ หรือตามกระแสนิยมที่เปลี่ยนไป เช่น ในปัจจุบันที่หันไปนิยมผลิตภัณฑ์สารสกัดจากธรรมชาติ ดังนั้น เพื่อการขยายตัวของธุรกิจที่ดีในระยะยาว ผู้ประกอบการควรเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการขยับขยายไปยังกลุ่มผู้บริโภคซึ่งมีอายุมากกว่า 30 ปีที่มีศักยภาพสูงในตลาดอาหารเสริมสุขภาพ เพราะเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ อีกทั้งมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีต่อเนื่อง ตลอดจนมีความต้องการรองรับชัดเจน

Implication

ผู้ประกอบการควรหันมาพัฒนาสินค้าที่มีราคาเหมาะสม และมองหาปัจจัยที่แปลกใหม่มานำเสนอ เพื่อดึงดูดความสนใจในกลุ่มเป้าหมายหลัก โดยโอกาสของธุรกิจอาหารเสริมความงามนั้นไม่ได้จำกัดอยู่ที่ตัวสินค้าที่แปลกใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงการบริการ หรือกิจกรรมทางการตลาดที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคอีกด้วย ซึ่งเห็นได้ชัดจากกระแสภาพลักษณ์ความงามที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

ผู้ประกอบการสามารถขยายฐานลูกค้า โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งความงามและสุขภาพไปพร้อมๆ กัน เนื่องจากในปัจจุบันเรื่องของความงาม และสุขภาพเริ่มถูกมองเป็นเรื่องที่มีความใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ สินค้าในตลาดยังไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มีศักยภาพได้ดีเท่าที่ควร ดังนั้น การเปิดตลาดสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ทั้งสองกลุ่มอาจจะเป็นกุญแจสำคัญในการต่อยอดธุรกิจในอนาคต ขณะเดียวกันผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงผลิตภัณฑ์ที่มาจากสารสกัดจากธรรมชาติควบคู่กัน เนื่องจากเป็นปัจจัยที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

รูปที่ 1: มูลค่าตลาดอาหารเสริมทั้งหมดเติบโตได้ดี ในขณะที่สัดส่วนของตลาดอาหารเสริมความงามลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2011-2017


รูปที่ 2: ผู้บริโภคที่มีอายุมากกว่า 30 ปีใช้จ่ายอาหารเสริมต่ำกว่างบประมาณที่ตั้งไว้ เนื่องจากสินค้าในปัจจุบันยังไม่ตอบโจทย์


รูปที่ 3: ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะคำนึงถึงความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เป็นหลัก โดยสังเกตได้จากปัจจัยที่เลือกซื้อสินค้า ได้แก่ สารสกัดจากธรรมชาติ คุณค่าทางโภชนาการ และมาตรฐานรับรองระดับสากล


เศรษฐกิจหดฉุดยอดขายบ้านดิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ต.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/766641

 

“สัมมา” ชี้ยอดจองอสังหาริมทรัพย์ต่ำสุดรอบ 7 ปี

“สัมมา” ชี้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปี 59 หดตัวต่ำสุดในรอบ 7 ปีตามภาวะเศรษฐกิจ แต่มั่นใจปีหน้าภาวการณ์ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ทั้งบ้านจัดสรร บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ คอนโดมิเนียม จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เพราะมีปัจจัยบวกจากการลงทุนของภาครัฐที่ชัดเจนขึ้นในปีหน้า ขณะที่ตลาดอสังหาฯ กรุงเทพฯ–ปริมณฑล จะได้รับผลดีจากการลงทุนโครงการรถไฟฟ้าเส้นทางต่างๆ

นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภายในงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2559 ว่า ผลการสำรวจข้อมูลอสังหาริมทรัพย์กลางปี 2559 พบว่าโครงการบ้านจัดสรรที่อยู่ระหว่างการขายในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ล่าสุดมีอยู่ 1,077 โครงการ จำนวน 203,000 หน่วย โดยมีหน่วยเหลือขายในตลาดประมาณ 77,900 หน่วยคิดเป็นมูลค่า 340,150 ล้านบาท จากมูลค่ารวม ประมาณ 900,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันสัดส่วนของทาวน์เฮาส์มากกว่าบ้านเดี่ยว 2.8 เท่า โดยราคาบ้านจัดสรรช่วงราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท มีอยู่ประมาณ 15% ราคาในช่วงระหว่าง 2.01-3 ล้านบาท อยู่ประมาณ 26% ราคาในช่วง ระหว่าง 3.01-5 ล้านบาท อยู่ที่ประมาณ 35% และราคาเกินกว่า 5 ล้านบาท มีอยู่ประมาณ 24%

“ภาพรวมการเปิดขายที่อยู่อาศัยปี 2559 ต่ำที่สุดในรอบ 7 ปี นับตั้งแต่ปี 2553 โดยคาดว่า ตลอดทั้งปีนี้ ยอดขายอสังหาริมทรัพย์จะอยู่ที่ 94,000 หน่วย ลดลง 10-15% ขณะที่การปล่อยสินเชื่อที่อยู่ อาศัยคาดว่าจะขยายตัวได้ 1-2% ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา หรือมีมูลค่าไม่ถึง 600,000 ล้านบาท เนื่องจากสถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ จากภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงแต่เชื่อว่า แต่สถานการณ์ดังกล่าวยังไม่น่ากังวล เนื่องจากในปีนี้ผู้ประกอบการจะเน้นการระบายสินค้าในสต๊อกเดิมที่มีอยู่ในตลาดมากกว่า หลังได้รับผลดีจากการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองในช่วงต้นปี”

นายสัมมากล่าวว่า ในปี 2560 ยอดขายเปิดตัวโครงการในอสังหาริมทรัพย์จะกลับมาที่ 100,000 หน่วย หรือเติบโต 10% แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 60,000 หน่วยและบ้านจัดสรร 40,000 หน่วยเนื่องจากมีปัจจัยบวกจากการลงทุนของภาครัฐที่จะชัดเจนมากขึ้นในปีหน้า ขณะที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะได้รับผลดีจากการลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าเส้นทางต่างๆ และจะกลับมาอยู่ในระดับเดิม แบ่งเป็นคอนโดมิเนียมสัดส่วน 60% บ้านจัดสรร 40%

“ปีหน้าโครงการคอนโดมิเนียมบริเวณจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา จะได้รับอานิสงส์จากมาตรการผลักดันระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซีของรัฐบาลที่จะช่วยให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ ส่งผลให้โครงการที่เปิดตัวมาหลายปีแล้วสามารถขายได้เพิ่มขึ้น ส่วนแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายช่วงปลายปีนี้ มองว่าจะไม่กระทบกำลังซื้อของตลาด เพราะเป็นการปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป ต่างจากวิกฤติฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ช่วงปี 2540 ที่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วและรุนแรง จนตลาดไม่สามารถตั้งรับได้ทัน”
นายสัมมากล่าวว่า ส่วนสถานการณ์คอนโดมิเนียมในต่างจังหวัด ยอดขายไม่ค่อยดีหรือจอดสนิทมา 2 ปีแล้ว ยกเว้นในบางพื้นที่ที่เป็นตลาดคอนโดมิเนียมจริงๆ เช่น ชลบุรี ซึ่งเป็นตลาดใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ และภูเก็ต หัวหิน ที่มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนที่อื่นๆในภาคตะวันออก เฉียงเหนือ หรืออีสาน และภาคเหนือประชาชนไม่ต้องการอยู่คอนโดมิเนียม ซึ่งส่งผลให้ยอดขายชะลอไป แต่กลุ่มนี้มีการเปิดตัวโครงการขนาดกลางไม่ใหญ่เพียงแค่ 200-300 หน่วยเท่านั้น

“ปัญหาบ้านล้นตลาด หรือโอเวอร์ซัพพลายในปีนี้มีแนวโน้มดีขึ้นก็จริง แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่มาจากต่างประเทศ ที่เห็นชัดคือจีน เพราะมีการลงทุนและเก็งกำไรสูงมากแทบทุกเมืองใหญ่ๆ มีการสร้างคอนโดมิเนียมจำนวนมากแต่ไม่มีคนซื้อ คนที่ซื้อก็ไม่ใช่คนที่อาศัยในเมืองเป็นการเก็งกำไร ส่วนใหญ่ รัฐบาลพยายามควบคุม แต่คุมไม่อยู่ เพราะมีเงินเหลือเยอะทำให้นอกจากซื้อในจีนแล้ว ชาวจีนที่ร่ำรวยยังออกมาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศรวมทั้งไทย และมีหลากหลายรูปแบบทั้งการซื้อตรงและการร่วมทุนในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์”
ส่วนการเก็งกำไรในเมืองไทยลดลงจากปกติซื้อเพื่อเก็งกำไร 15% ขณะนี้ลดลงเหลือ 10% ส่วนใหญ่ซื้อเพื่ออยู่อาศัย 55-60% และมีอีกประมาณ 20-30% ซื้อเพื่อเป็นการลงทุน ตรงนี้แตกต่างกันตรงที่มีความตั้งใจโอนหรือไม่โอน การเก็งกำไรคือ การขายใบจอง ส่วนการลงทุนคนที่มีเงินเย็นๆ ก็ลงทุนเพื่อรอจังหวะขายในอนาคต
สำหรับการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ได้แก่ จังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา โดยจะมีการพัฒนาโครงการพื้นฐานอีกหลายโครงการ เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษ สนามบินเชิงพาณิชย์ในอู่ตะเภา การขยายเส้นทางเพิ่มมอเตอร์เวย์.

 

กรมทางหลวงได้ฤกษ์เปิดสัมปทาน พัฒนาเชิงพาณิชย์ที่ริมมอเตอร์เวย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ต.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/766631

 

นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดงานเปิดรับฟังความเห็นและความสนใจจากภาคเอกชน ในการเข้าร่วมลงทุนและบริหารจัดการที่พักริมทางของโครงการมอเตอร์เวย์ 2 สายคือ 1.บางปะอิน-โคราช และ 2.สายบางใหญ่-กาญจนบุรี ของกรมทางหลวง (ทล.) ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างงานโยธาว่า ขณะนี้กรมทางหลวง (ทล.) ได้ศึกษาความเหมาะสมของโครงการเบื้องต้น โดยจะให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนและบริหารจัดการที่พักริมทาง ในรูปแบบของการให้สัมปทาน PPP Net cost คือให้เอกชนเข้ามาเช่าพื้นที่ริมทางมอเตอร์เวย์ลงทุนก่อสร้างและบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์เองทั้งหมด โดยจ่ายค่าตอบแทนให้รัฐในรูปแบบสัมปทานหรือส่วนแบ่งรายได้ ระยะเวลาประมาณ 15-20 ปี

“ผลการศึกษาโครงการเบื้องต้นเสร็จแล้ว แต่จะต้องเปิดรับฟังความเห็นจากภาคเอกชนที่สนใจก่อน เพื่อปรับให้เงื่อนไขลงทุนจูงใจให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน คาดว่าจะสรุปผลเสนอให้ รมว.คมนาคม พิจารณาในเดือน ธ.ค.59 และเสนอให้คณะกรรมการพีพีพีพิจารณาในเดือน ม.ค.ปี 60 เปิดประกวดราคาภายในปี 60 ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 2 ปี ซึ่งก็จะแล้วเสร็จทันกับเป้าหมายการเปิดให้บริการมอเตอร์เวย์ 2 สายทางในปี 63 พอดี“

นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ รองอธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) กล่าวว่า สำหรับแนวทางการจ่ายค่าตอบแทนให้ภาครัฐนั้น กรมเห็นว่าควรจะกำหนด การจ่ายค่าตอบแทนให้ภาครัฐตามอัตราที่กำหนดคงที่ส่วนหนึ่งและปรับเพิ่มผลตอบแทนให้ภาครัฐตามปริมาณการจราจรอีกส่วนหนึ่ง แต่ขณะนี้ยังไม่ใช่ข้อสรุป เพราะจะต้องรับฟังความเห็นจากภาคเอกชนเพื่อนำมาประเมินความเหมาะสมอีกครั้งหนึ่งก่อน

“เราจะให้สัมปทานเอกชนเข้ามาสร้างและบริหารจุดพักริมทางบนมอเตอร์เวย์ 2 เส้น รวมทั้งหมด 11 แห่ง วงเงินลงทุนประมาณ 2,080 ล้านบาท แบ่งเป็นสายทางบางปะอิน-โคราช 8 แห่ง วงเงิน 1,220 ล้านบาท และสายบางใหญ่-กาญจนบุรี อีก 3 แห่ง วงเงิน 860 ล้านบาท คาดว่าจะทำให้กรมมีรายได้ค่าเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์จากสายแรก ปีละ 460 ล้านบาท และสายทางที่ 2 อีกปีละ 260 ล้านบาท รวม 2 สายทาง 720 ล้านบาท/ปี”.

 

รัฐดันปลูกพืชทดแทนนาปรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ต.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/766627

 

ฝันหวาน! ลดการใช้น้ำ-เพิ่มรายได้เกษตรกร

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยถึงโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนการปลูกข้าวนาปรังว่า เป็นหนึ่งในการประสานพลังประชารัฐ เพื่อทำให้ภาคการเกษตรเข้มแข็ง ทั้งด้านการผลิตและการตลาดที่สอดคล้องกัน โดยให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาภาคเกษตรให้การผลิตมีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่เพียงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เท่านั้น ยังมีโครงการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชชนิดอื่นทดแทนข้าวนาปรังด้วย เช่น พืชผักอายุสั้น และถั่วต่างๆ เป็นต้น

“กรมมีเป้าหมายให้ใช้ทรัพยากรน้ำอย่างรู้คุณค่า จึงต้องการปรับลดพื้นที่การปลูกข้าวนาปรัง ซึ่งใช้น้ำในปริมาณสูงถึงไร่ละ 1,200-3,500 ลูกบาศก์เมตร เมื่อเทียบกับการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีการใช้น้ำตลอดการปลูกเพียงไร่ละ 500-700 ลูกบาศก์เมตร และปัจจุบันผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังเป็นที่ต้องการของตลาดกว่า 7.2 ล้านตัน นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกจะช่วยตัดวงจรการเจริญเติบโตและการสะสมของโรคแมลงจากการปลูกพืชชนิดเดิมๆ ซ้ำๆ ด้วย”

นายสมชายกล่าวต่อว่า จากข้อมูลการผลิตข้าวในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา ที่ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร คือ ตั้งแต่ปี 2555/56-2558/59 พบว่า มีพื้นที่ที่ดินมีความเหมาะสมกับการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาก และเหมาะสมปานกลางรวมกว่า 8 ล้านไร่ โดยเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในเขตชลประทาน 31 จังหวัด รวม 2 ล้านไร่ และจากที่ได้นำร่องส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนข้าวนาปรังในปีที่ผ่านมาพบว่า เกษตรกรสามารถผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้เฉลี่ย 900-1,000 กิโลกรัมต่อไร่ มีกำไรจากการผลิตไร่ละ 2,000-4,000 บาท

ทั้งนี้ บริษัทเมล็ดพันธุ์ที่เข้าร่วมโครงการนี้จะต้องเป็นสมาชิกของสมาคมผู้ค้าพันธุ์พืชไทย พร้อมสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการอบรมเกษตรกร และให้คำแนะนำการปลูกกับเกษตรกรอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีคุณภาพ ขณะเดียวกันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ร่วมกับภาคเอกชนรับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามมาตรฐานที่กรมการค้าภายในกำหนด โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เบอร์ 2 ความชื้น 14.5% ราคาไม่ต่ำกว่า 8 บาทต่อกิโลกรัม ณ หน้าโรงงานกรุงเทพฯและปริมณฑล.

 

สสว.เข็นมาตรการช่วยเอสเอ็มอี ปั้นสินค้ามาตรฐาน อย.ขึ้นห้างฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ต.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/766611

 

นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ปัญหาสำคัญของเอสเอ็มอีไทยในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะการนำสินค้าเข้าไปวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า หรือขายผ่านออนไลน์คือ มาตรฐานของสินค้ายังไม่ผ่านมาตรฐานที่ห้างสรรพสินค้ากำหนด โดยเฉพาะสินค้าอาหารเครื่องดื่ม และเครื่องสำอาง ดังนั้น เพื่อสนับสนุนให้เอสเอ็มอีมีขีดความสามารถในการแข่งขันได้ สสว.จึงจับมือกับพันธมิตร ได้แก่ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) บริษัทห้องปฏิบัติการกลาง ผลักดันให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยเข้าสู่ระบบมาตรฐาน อย.และมาตรฐานจีเอ็มอี เพื่อขยายตลาดเข้าไปจำหน่ายในห้างฯ หรือไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศต่างๆอย่างเป็นระบบ

“พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้เร่งยกระดับความสามารถในการแข่งขันของเอสเอ็มอีไทย โดยระยะแรกได้กำหนดพื้นที่นำร่องคือ กรุงเทพฯ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี นครปฐม ซึ่งมีผู้เข้าโครงการแล้ว 500 ราย หากการปรับปรุงสถานประกอบการผ่านมาตรฐานจะร่วมกับ ธพว.ให้บริการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อปรับปรุงสถานประกอบการ เพื่อเตรียมพร้อมยกระดับสินค้าสู่มาตรฐาน อย. คาดว่าจะมีสินค้ายื่นขอ อย.ผ่านโครงการนี้ 85% หรือ 700 ราย”.

 

เตรียมรีแบรนด์กลุ่มไทปิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ต.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/766591

 

“พิมล” ชงแผนต่อยอดธุรกิจทีซีเอ็มซีบุกทั่วโลก

พอเอ่ยชื่อ “บริษัท อุตสาหกรรมพรมไทย จำกัด (มหาชน)” หรือ “พรมไทปิง” เชื่อว่าผู้ที่อยู่ในวัย 40 ขึ้นไปต่างรู้จักเป็นอย่างดี ครั้นไปถามคนที่อายุต่ำกว่า 40 ปี มีไม่น้อยที่อาจจะไม่ค่อยคุ้นกับชื่อนี้ แต่กลับร้องอ๋อทันที ถ้าถามถึงชื่อ “ทีซีเอ็มซี” ซึ่งเป็นชื่อย่อที่อยู่ในตลาดหุ้น ขณะที่คนรุ่น 40 ปีขึ้นไปที่ไม่เล่นหุ้น กลับไม่รู้จักมักคุ้นกับชื่อนี้เลย

ทั้งที่ “บริษัท อุตสาหกรรมพรมไทย จำกัด (มหาชน)” และ “ทีซีเอ็มซี” ก็คือบริษัทเดียวกัน และเป็นเจ้าของพรมไทปิง และรอยัลไทย

“พิมล ศรีวิกรม์” ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท อุตสาหกรรมพรมไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายพรม แบรนด์ไทปิง และรอยัลไทย เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่เข้ารับตำแหน่งนี้ต่อจากบิดา คือ “เฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์” ซึ่งได้เสียชีวิตไปเมื่อ 4-5 ปีก่อน ได้มีความตั้งใจที่จะต่อยอดธุรกิจให้ขยายรุดหน้าไปมากขึ้น พร้อมกันนั้นยังมีความคิดที่จะรีแบรนด์ใหม่

เนื่องจากเห็นว่าลำพังการทำธุรกิจพรมซึ่งมีความมั่นคงนั้น แต่ไม่อาจจะขยายรายได้มากขึ้น เพราะตลาดค่อนข้างนิ่ง แต่ละปีจะทำรายได้ 700 กว่าล้านบาท อย่างไรก็ดี ชื่อเสียงของบริษัทและแบรนด์อย่าง “ไทปิง” เป็นที่รับรู้กันกว้างขวางทั้งในไทยและต่างประเทศ จึงมองเห็นว่าน่าจะแตกหน่อ ธุรกิจออกไปเพื่อเพิ่มรายได้และสร้างเสถียรภาพยิ่งขึ้น โดยต้องรีแบรนด์ให้สอดคล้องกับทิศทางใหม่ของบริษัท

“สำหรับการต่อยอดธุรกิจนั้น เราจะมุ่งไปในแนวทางที่ถนัด ไม่แตกหน่อไปในแนวทางอื่นที่ไม่รู้เรื่อง เพราะเกรงว่าจะกลายเป็นเตี้ยอุ้มค่อม เข็มมุ่งของเราจึงจะมุ่งไปยังธุรกิจที่เกี่ยวกับการตกแต่งภายในและสิ่งทอ”

เริ่มต้นด้วยเมื่อ 3 ปีที่แล้ว บริษัทได้เข้าไปซื้อหุ้นในบริษัท ทีซีเอช ซูมิโนเอะ จำกัด ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจผู้ผลิตผ้าและพรมเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ในไทย โดยเข้ามาร่วมทุนกับซูมิโนเอะ เท็กซ์ไทล์ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทำให้บริษัทมีรายได้เติบโตมากขึ้น

ขณะเดียวกันเมื่อปีที่แล้วบริษัทยังคงเดินหน้า ขยายกิจการด้วยการใช้เม็ดเงินกว่า 1,250 ล้านบาทซื้อหุ้น 76% ในบริษัทอัลสตันส์ ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์อันดับหนึ่งในอังกฤษ ซึ่งดำเนินธุรกิจนี้มายาวนานกว่า 160 ปี ถือเป็นแบรนด์เก่าแก่ เป็นที่รู้จักกันดีในอังกฤษและยุโรป ส่งผลให้บริษัทมีรายได้เติบโตเพิ่มขึ้น ที่สำคัญอาศัยศักยภาพของทีซีเอ็มซีจะยิ่งช่วยขยายตลาดเฟอร์นิเจอร์แบรนด์อัลสตันส์ โดยเฉพาะในตลาดเอเชีย

ล่าสุด ในปีนี้ทีซีเอ็มซีใช้เม็ดเงินกว่า 1,600 ล้านบาทซื้อกิจการกลุ่มดีเอ็ม มิดแลนด์ส ลิมิเต็ด หรือ “ดีเอ็มเอ็ม” ผู้ผลิต และจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่จากสหราชอาณาจักร ซึ่งประกอบธุรกิจ 3 ด้าน ได้แก่ แอชลีย์ แมเนอร์ (Ashley Manor) หนึ่งในผู้นำตลาดโซฟาในสหราชอาณาจักร, เอเอ็มเอ็กซ์ ดีไซน์ (AMX Design) ทำธุรกิจโซฟาหนัง และโซฟาหนังปรับเอนได้ และธุรกิจผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ส่งออกภายใต้แบรนด์อเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส์ หรือเอ แอนด์ เจ (Alexander & James) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจเฟอร์นิเจอร์
เนื่องจากดีเอ็มเอ็มถือเป็นยักษ์ใหญ่เบอร์สองในวงการเฟอร์นิเจอร์ของอังกฤษ โดยจะทำเฟอร์นิเจอร์ในแนวโมเดิร์นหรือทันสมัย ขณะที่ของ “อัลสตันส์” จะเป็นแนวอนุรักษนิยม จึงเป็นการเสริมในส่วนที่ขาด และเติมในส่วนที่พร่อง ทำให้สามารถบุกตลาดเฟอร์นิเจอร์ได้อย่างครบวงจร

ที่สำคัญ ผลประกอบการของดีเอ็มเอ็ม ซึ่งมีชื่อเสียงในการผลิตโซฟานั้นก็น่าพึงพอใจ อย่างปีที่แล้วทำรายได้กว่า 70 ล้านปอนด์ หรือกว่า 3,000 ล้านบาท

“ทำให้การเข้าซื้อกิจการของดีเอ็มเอ็ม เมื่อรวมกับกลุ่มอัลสตันส์ ซึ่งทำรายได้กว่า 30 ล้านปอนด์ต่อปี หรือกว่า 1,500 ล้านบาท จะทำให้ทีซีเอ็มซี เป็นบริษัทผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่ที่สุดในอังกฤษ ทั้งยังจะทำให้เรามีรายได้โตแบบก้าวกระโดด”

หลังจากนี้ทั้งทีซีเอ็มซี อัลสตันส์ และดีเอ็มเอ็ม จะร่วมกันขยายตลาดในเอเชีย โดยดีเอ็มเอ็มต้องการขยายตลาดเอเชียอย่างจีน ฮ่องกง อาเซียน ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญที่กลุ่มดีเอ็มเอ็มต้องการให้ไทปิงเข้ามาซื้อกิจการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ รวมถึงตลาดแถบตะวันออกกลางที่กลุ่มไทปิงมีเครือข่ายที่แข็งแกร่งมาก

ขณะเดียวกันจากการที่ไทปิงมีประสบการณ์ในการทำตลาดโลก โดยเน้นเจาะตลาดโครงการ เช่น โรงแรม กาสิโน ศูนย์แสดงสินค้า ฯลฯ จะทำให้ สามารถเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น

ทั้งนี้ ภายหลังการควบรวมกิจการของดีเอ็มเอ็มในครั้งล่าสุดจะสามารถนำรายได้ของบริษัทใหม่เข้ามาภายในไตรมาส 4 ซึ่งจะทำให้รายได้ของบริษัทในปีนี้เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2558 ที่มีรายได้ 3,200 ล้านบาท และในปี 2560 คาดว่าจะมีรายได้เพิ่มอีกเท่าตัวเมื่อเทียบจากปีนี้.

 

กินรวบ รพ.ทั่วไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/766567

 

“หมอเสริฐ”ควัก1.3พันล้านฮุบ“เมโย”

นางนฤมล น้อยอ่ำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) หรือเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ซึ่งมีนายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติให้บริษัท เปาโลเมดิค จำกัด (เปาโล) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย เข้าซื้อและรับโอนกิจการทั้งหมดของบริษัท เมโยโพลีคลีนิค จำกัด (เมโย) ผู้ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนภายใต้ชื่อโรงพยาบาลเมโย โดยมูลค่าทรัพย์สิน สิทธิและหน้าที่ตามสัญญา และพนักงานทั้งหมดของเมโย คาดว่าจะมีการชำระราคาค่าโอนกิจการเป็นวงเงินไม่เกิน 1,395
ล้านบาท เบื้องต้นจะใช้เงินทุนจากกระแสเงินสดภายในของกิจการ หรือการกู้ยืมเงิน เข้าทำรายการดังกล่าวและจะเสร็จภายในเดือน ม.ค. 2560

ทั้งนี้ โรงพยาบาลเมโย ตั้งอยู่ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ มีพื้นที่ 7.25 ไร่ โดยมีจำนวนเตียงจดทะเบียน 162 เตียง โดยการเข้าไปเข้าซื้อครั้งนี้จะทำให้บริษัทสามารถขยายฐานลูกค้าระดับกลาง เนื่องจากเป็นโรงพยาบาลที่มีโอกาสในการเติบโตสูงจากการที่ฐานลูกค้าระดับกลางในกรุงเทพฯและปริมณฑล และที่สำคัญโรงพยาบาลตั้งอยู่บนพื้นที่ที่เดินทางได้สะดวกและใกล้สถานีรถไฟฟ้าที่น่าจะสร้างเสร็จในปี 2562 “การบริหารภายใต้แบรนด์เปาโลจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของผู้ใช้บริการได้อย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพจากการใช้ทรัพยากรร่วมกันภายในกลุ่ม ทั้งด้านบุคลากรทางการแพทย์และกลุ่มงานสนับสนุน เป็นการเพิ่มช่องทางส่งต่อคนไข้ให้แก่โรงพยาบาลในกลุ่มด้วย”.