พบเมลามีนในปลาหมึกแห้ง เตือนผู้ผลิตอาหารสัตว์ระวังนำเข้าจากเวียดนาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ต.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/765517

 

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่สารวัตรปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ ได้ตรวจพบสารในกลุ่มเมลามีนคือ กรดซัยยานูริก ปนเปื้อนผสมในอาหารสัตว์ ประเภทเครื่องในปลาหมึกแห้ง จำนวน 3 ครั้ง ปริมาณ 60,000 กิโลกรัม ที่นำเข้าจากบริษัท เค เอ จำกัด ประเทศเวียดนาม ผ่านผู้นำเข้าบริษัท ลีพัฒนาเกษตรมั่นคง จำกัด และบริษัท บีอิ้ง เวลส์ จำกัด ในประเทศ ไทย จึงได้ทำการอายัดและนำไปทำลายทันที โดยกรมได้ทำหนังสือไปยังบริษัทผู้นำเข้าเพื่อระงับการนำเข้า และแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศต้นทาง เพื่อขึ้นบัญชีดำ (แบล็กลิสต์) ให้ระงับการส่งออกมายังประเทศไทยต่อไป และตนจะติดต่อไปยังเวียดนาม เพื่อตรวจสอบบริษัทดังกล่าวว่ามีการกระทำความผิด และใช้สารเมลามีนปนเปื้อนในอาหารสัตว์จริงหรือไม่ หากตรวจพบว่าจริง ก็จะขึ้นบัญชีดำ เพื่อระงับการนำเข้าซื้อขายจากบริษัทดังกล่าวทันที

นายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมได้สุ่มตรวจวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ เนื้อสัตว์ ทั้งหมู ไก่ วัว อาหารเสริมโปรตีน ไข่ไก่ นมและผลิตภัณฑ์นม ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีโอกาสสูงในการผสมสารกลุ่มเมลามีน อีกทั้งเพิ่มการตรวจเข้มงวดสำหรับอาหารสัตว์จากประเทศที่มีประวัติการตรวจพบลักลอบผสมสารกลุ่มเมลามีน โดยเฉพาะจีนและเวียดนาม และ ใน 3 ปีที่ผ่านมาได้ตรวจสอบสารกลุ่มเมลามีนในอาหารสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์เข้ามาภายในประเทศไทยมาโดยตลอด ขอให้ประชาชนคลายความกังวลใจต่อข่าวที่เกิดขึ้นได้ว่า จะไม่มี สารกลุ่มเมลามีนปนเปื้อนในอาหารสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย

สำหรับสารกลุ่มเมลามีน เป็นสารเคมี ใช้ในการผลิตพลาสติก กาว ไวท์บอร์ด สีย้อมในหมึก ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ที่ผ่านมาจีนมีการลักลอบนำไปผสมในนมผง ทำให้ทารกชาวจีนเสียชีวิต ทั้งนี้ มีบางประเทศได้ลักลอบนำเมลามีนไปใช้ผสมในอาหารสัตว์ เพื่อให้มีปริมาณโปรตีน ในอาหารสัตว์สูงมากกว่าปริมาณที่มีอยู่จริงในอาหารสัตว์ ซึ่งเมลามีนมีโทษทั้งในคนและในสัตว์ ถ้าสัตว์ได้รับสารในกลุ่มเมลามีนเข้าไปจะทำให้สัตว์ป่วยตายได้ และเมลามีนเป็นสารก่อมะเร็งในสัตว์.

 

ปรับองค์กรรับพ.ร.บ.ใหม่ “ฐากร” ขอนั่งเก้าอี้เลขากสทช.ครบวาระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ต.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/765516

 

“ฐากร” เปลี่ยนใจขอทำหน้าที่เลขาธิการ กสทช.จนครบวาระ 5 ปี ถึง 4 ม.ค.60 เดิมจะลาออกก่อน เหตุต้องปรับโครงสร้างองค์กรให้รองรับ พ.ร.บ.กสทช.ฉบับแก้ไขใหม่ พร้อมฝากงานเลขาฯคนต่อไปสานต่อประมูลคลื่นความถี่อีก 7 ใบอนุญาต คาดสร้างมูลค่าขับเคลื่อนเศรษฐกิจมหาศาล

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้เหลือเวลาทำงานในตำแหน่งเลขาธิการ กสทช.อีกเพียง 2 เดือนเศษ เนื่องจากจะครบวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี ซึ่งตนได้เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 5 ม.ค.2555-4 ม.ค.2560 โดยภารกิจที่จะขอฝากให้เลขาธิการ กสทช.คนใหม่ รวมถึงฝากให้คณะกรรมการ กสทช.ชุดใหม่ด้วย เพราะชุดเก่าจะครบวาระ 6 ปี ในวันที่ 7 ต.ค.2560 ด้วยการนำทรัพยากรคลื่นความถี่ที่มีอยู่มาใช้ให้คุ้มค่าเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ และประชาชน

ทั้งนี้ คลื่นความถี่ที่รอการนำมาใช้ประโยชน์ ได้แก่ คลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 45 เมกะเฮิรตซ์ คลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 10 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งสัญญาสัมปทานมือถือระหว่างบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กับดีแทค จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย.2561 ซึ่งคลื่นความถี่ต้องคืนมาให้ กสทช.นำไปเปิดประมูลต่อไป รวมถึงคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 45 เมกะเฮิรตซ์ สัญญาสัมปทานจะสิ้นสุดในปี 2563 นี้ และยังไม่นับรวมกับคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ ที่บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) มีความประสงค์จะคืนให้ กสทช.หากมีการแก้ไข พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และการกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ด้วยการจ่ายเงินชดเชยให้กับหน่วยงานรัฐที่คืนคลื่นให้ กสทช.ก่อนครบกำหนด

ทั้งนี้จากจำนวนคลื่นดังกล่าวได้คำนวณเบื้องต้นว่าจะแบ่งการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมได้ราว 7 ใบอนุญาต ซึ่งแต่ละใบอนุญาตจะมีคลื่นความถี่ครอบครองจำนวน 10- 15 เมกะเฮิรตซ์ หากเดินหน้าตามแผน เชื่อว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้ไม่น้อยกว่า 1 ล้านล้านบาท จะช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
นายฐากรกล่าวต่อว่า สำหรับวิธีการประมูลคลื่นความถี่นับจากนี้ไป ไม่จำเป็นต้องเลือกวิธีการเคาะราคาประมูลเหมือนที่ผ่านมา แต่อาจเป็นลักษณะบิวตี้คอนเทนต์ หรือผู้ประกอบการแข่งขันกันด้วยการเสนอผลประโยชน์มากที่สุด โดยตั้งราคากลางของคลื่นความถี่ที่จะจัดสรร และให้ผู้ประกอบการที่สนใจยื่นเสนอเปรียบเทียบได้ อาทิ ความครอบคลุมของพื้นที่ให้บริการ ราคาค่าบริการ การให้บริการ บริการเสริม และสิทธิประโยชน์อื่นๆ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญมากในเวลานี้ ทั้งกรรมการ กสทช. และสำนักงาน กสทช.จะต้องตระหนักมาก คือ เทคโนโลยีทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีการหลอมรวม หรือคอนเวอร์เจนซ์ ระหว่างบริการโทรคมนาคมกับบริการวิทยุและโทรทัศน์ ดังนั้นจะต้องพิจารณาอย่างรอบด้านในการกำกับดูแลให้ดีมีประสิทธิ-ภาพ ซึ่งการกำกับดูแลนั้น จะต้องไม่ทำให้ธุรกิจสะดุด เพราะธุรกิจก็ต้องเดินหน้าเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งขณะนี้ กสทช.อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างองค์กรให้สอดรับเทคโนโลยี และการแก้ไข พ.ร.บ.กสทช.ที่ให้เหลือ กสทช.เพียง 7 คน จากเดิม 11 คน โดยให้รวบอำนาจในการบริหารเป็นบอร์ดชุดเดียวคือ กสทช. จากเดิม 2 ชุดคือ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.)

“ขณะนี้มีความชัดเจนแล้วว่าผมจะอยู่ในตำแหน่งไปจนครบวาระ 5 ปี จากก่อนหน้านี้เคยประกาศว่าจะลาออกก่อนครบวาระ เนื่องจากต้องการปรับโครงสร้างองค์กร กสทช. ให้สอดรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และการแก้ไข พ.ร.บ.กสทช. การปรับอัตราเงินเดือนให้กับพนักงานระดับล่าง ซึ่งคาดว่าจะเสร็จอย่างสมบูรณ์ภายในสิ้นปีนี้ ส่วนผมจะไปรับตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่นั้น ผมไม่ทราบ และตอบไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง เมื่อครบวาระจะต้องไปก็ต้องไป ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไรค่อยว่ากัน”

เลขาธิการ กสทช.กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการทำงานเกือบ 5 ปีนั้น ได้มุ่งมั่นและทุ่มเทการทำงานอย่างหนักให้กับ กสทช. เพื่อให้องค์กร กสทช.ได้รับความเชื่อถือ มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการงาน และสร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติ ดังนั้นจะเห็นผลงานในช่วงที่ผ่านมา และถือเป็นผลงานที่น่าภาคภูมิใจของ กสทช. ได้แก่ การเปิดประมูลมือถือหลายคลื่นจนทำให้คนไทยได้ใช้บริการ 3 จี และ 4 จีกันอย่างทั่วถึง ค่าบริการถูกลงอย่างเห็นได้ชัด การประมูลทีวีดิจิทัล อันมีผลทำให้ กสทช.นำเงินส่งกระทรวงการคลังเพื่อเป็นรายได้แผ่นดินมากกว่า 325,217 ล้านบาท.

7-11 ทิ้งเอไอเอสสูญพันล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ต.ค. 2559 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/765511

 

นายฐิติพงศ์ เขียวไพศาล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานการตลาดและการขาย บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส กล่าวว่า ขณะนี้ร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น (7-11) ได้ยุติการจำหน่ายและให้บริการเติมเงินวัน-ทู-คอล สำหรับลูกค้าเอไอเอสแล้ว อย่างไรก็ตามขอยืนยันว่าเอไอเอสมีช่องทางในการเติมเงินมากกว่า 500,000 จุดเพื่อให้บริการ จึงเชื่อว่าลูกค้าจะไม่ได้รับผลกระทบแน่

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร้าน 7-11 ได้ยุติการจำหน่ายและให้เติมเงินลูกค้าวัน-ทู-คอลตั้งแต่ปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา หลังจากที่ได้แจ้งเอไอเอสว่าจะขอปรับขึ้นค่าผลตอบแทนในการขาย (มาร์จิ้น) จาก 5% เป็น 7% แต่ทางเอไอเอสไม่ตกลงและขอเวลาในการเจรจาร่วมกันก่อน ทำให้เซเว่นตัดสินใจยุติการสั่งซื้อบัตรเติมเงินวันทูคอลทันที แม้ว่าในแต่ละปี ร้านเซเว่นจะมีรายได้จากการให้บริการเติมเงินแก่ลูกค้าวัน-ทู-คอลถึงปีละ 1,000-1,200 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า จากจำนวนตัวแทนจำหน่ายวัน-ทู-คอลทั้งหมดมากกว่า 500,000 ช่องทางทั่วประเทศ ร้าน 7-11 ถือเป็นช่องทางที่ได้รับมาร์จิ้นสูงที่สุดช่องทางหนึ่ง ขณะเดียวกันจำนวนมาร์จิ้นที่ 7-11 เก็บจากเอไอเอสถือเป็นสัดส่วนที่ต่ำที่สุด เนื่องจากรายได้จากเอไอเอสมีสัดส่วนสูงสุด เมื่อเทียบกับดีแทค ซึ่งถูกเก็บอยู่ราว 6+1% ส่วนทรูซึ่งเป็นธุรกิจในเครือนั้น 7-11 บอกว่า เก็บที่อัตรา 7% การถูกปรับขึ้นราคาในครั้งนี้ จึงน่าจะเป็นเอไอเอสรายเดียว.

 

“ซีพีเอฟ” ซื้อกิจการอาหารสัตว์-เลี้ยงไก่ ยกระดับขึ้นเป็นผู้นำธุรกิจเกษตรในจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ต.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/765507

 

น.ส.พัชรา ชาติบัญชาชัย เลขานุการบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (ซีพีเอฟ) แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่าบริษัทได้เข้าซื้อหุ้นสามัญ 70% ของ Fujian Sumpo Foods Holding Co., Ltd. มูลค่ารวม 323 ล้านเรนมินบิ หรือประมาณ 1,688 ล้านบาท โดยใช้กระแสเงินสดภายในบริษัทเข้าซื้อ โดยหลังจากการเข้าซื้อบริษัท Fujian Sumpo Foods Holding Co., Ltd. จะเข้ามาเป็นบริษัทย่อยของซีพีเอฟ

ทั้งนี้ Fujian Sumpo จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อปี 2541 ในจีน ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์บก เลี้ยงและจำหน่ายไก่ และผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากเนื้อไก่ ในมณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน การเข้าซื้อครั้งนี้จะทำให้บริษัทขยายฐานธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมและอาหารในจีน และช่วยเสริมการเป็นผู้นำด้านธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมในจีนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น สำหรับผลประกอบการบริษัท Fujian Sumpo Foods Holding Co., Ltd. พบว่าในปี 56 มีผลขาดทุนสุทธิ 24 ล้านบาท ปี 57 กำไรสุทธิ 40 ล้านบาท และปี 58 ขาดทุนสุทธิ 158 ล้านบาท ส่วนครึ่งปีแรกของปี 59 มีกำไรสุทธิ 16 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ซีพีเอฟได้เข้าซื้อ The Foodfellas Limited จำนวน 9,340 หุ้น หรือ 60% ของหุ้นที่ออกและชำระแล้วของบริษัท มูลค่ารวม 12.27 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 538 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัท The Foodfellas Limited เป็นผู้ดำเนินธุรกิจฟู้ดเซอร์วิส โดยนำเข้าวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์อาหารจากทั่วโลก เช่น เนื้อวัว แกะ ไส้กรอก ขนมปัง เบเกอรี่ มันฝรั่ง อะโวคาโด โดยจัดจำหน่ายให้กับลูกค้าที่เป็นร้านอาหารมากกว่า 160 ราย และมีสาขาทั่วประเทศอังกฤษกว่า 15,000 ร้าน สำหรับแหล่งที่มาของเงินทุนมาจากเงินกู้ยืมจากธนาคาร.

 

“เอสซีจี” อ่วมยอดขายดิ่งวูบ กำลังซื้อในประเทศชะลอตัวคาดทั้งปีติดลบ 3-5%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/765502

 

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี เปิดเผยว่า ผลประกอบการในรอบ 9 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ย.) เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 323,829 ล้านบาท ลดลง 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากความต้องการปูนซีเมนต์ ในประเทศชะลอตัว โดยยอดขายปูน 9 เดือนแรก ติดลบ 1% และคาดว่ายอดขายในไตรมาส 4 ก็จะติดลบเช่นกัน สอดคล้องภาพรวมความต้องการใช้ในประเทศคาดว่าตลอดทั้งปีนี้ จะติดลบ 2-3% โดยปีที่ผ่านมาไทยมีความต้องการใช้ปูน 40 ล้านตัน

นอกจากนี้ ยอดขายที่ลดลงยังมาจากราคาขายสินค้าเคมีภัณฑ์ ที่ปรับลงตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก และเป็นช่วงฤดูฝนทำให้เป็นอุปสรรคต่อการก่อสร้าง ทำให้บรรยากาศการใช้จ่ายในประเทศชะลอตัว รวมทั้งยังมีการปิดปรับปรุงโรงงานโอเลฟิน ที่ จ.ระยอง 40 วัน ทำให้กำลังการผลิตรวมไตรมาส 4 ลดลง 3-5%

“ภาวะเศรษฐกิจที่ยังทรงตัว เอสซีจีได้ประเมินภาพรวมยอดขายทุกผลิตภัณฑ์ในเครือ ตลอดทั้งปีนี้จะติดลบ 3-5% แต่ก็ต้องติดตามแนวโน้มการลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐว่าจะมีอัตราขยายตัวเพิ่มขึ้นหรือไม่”

สำหรับงบลงทุน 2559 ในระหว่าง 9 เดือนแรกของปีนี้ เอสซีจีได้ใช้เงินลงทุนรวม 26,000 ล้านบาท จากงบลงทุนปีนี้ที่ตั้งไว้ 50,000 ล้านบาท เนื่องจากมีโครงการคาบเกี่ยวที่ต้องเลื่อนการลงทุนออกไปจากกำหนดเดิม 3-4 เดือน ทำให้งบลงทุนที่ยังไม่ได้ลงทุนจริงต้องเลื่อนออกไปใช้ในไตรมาส 1 ปีหน้าแทน และทำให้งบการลงทุนช่วง 2 ปี รวม 80,000-100,000 ล้านบาท โดยโครงการที่สำคัญๆ จะมีความชัดเจนในการลงทุนภายในปีนี้
“เศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศที่ยังไม่นิ่ง ทำให้เอสซีจี แม้ว่าจะยังคงเดินหน้าลงทุน แต่ก็ต้องปรับตัวต่อเนื่อง อาทิ การลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยปี 2560 จะมีการเดินเครื่องการผลิตจากหลายๆ โรงงาน ทั้งปูนซีเมนต์และบรรจุภัณฑ์ ในประเทศพม่า ลาว เวียดนาม รวมทั้งจะเน้นทำตลาดการส่งออกปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างให้มากขึ้น จากปัจจุบันมีสัดส่วน 27% ของยอดขายโดยรวม คิดเป็น 86,821 ล้านบาท.

 

ขึ้นได้ต้องลงได้! พณ.สั่งผู้ผลิตน้ำอัดลมดัง แจงเหตุผลขึ้นราคาขวดแก้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ต.ค. 2559 19:42

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/765257

 

ปลัดพาณิชย์ พูดชัดน้ำอัดลมยี่ห้อดังขึ้นราคาได้ ก็ต้องลดราคาลงได้ หากผู้ผลิตชี้แจงเหตุผลฟังไม่ขึ้น เผยล่าสุด กรมการค้าภายใน สั่ง “ไทยน้ำทิพย์” แจงเหตุผลปรับขึ้นราคาขวดแก้วจาก 10 เป็น 12 บาทแล้ว คาดรู้ผลไม่เกินสัปดาห์หน้า …

วันที่ 26 ต.ค.59 นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีบริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด ผู้ผลิตเครื่องดื่มน้ำอัดลม “โค้ก” ปรับขึ้นราคาจำหน่ายน้ำอัดลมชนิดขวดแก้วขนาด 250 มิลลิลิตร (มล.) จาก 10 บาท เป็น 12 บาท ว่า ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในตรวจสอบเหตุผลการปรับขึ้นราคาแล้ว เพราะน้ำอัดลม แม้จะเป็นสินค้าที่กรมฯ ติดตามดูแล และการปรับขึ้นราคาให้ผู้ผลิตเพียงแค่แจ้งการปรับราคามายังกรมฯ ก่อน 15 วัน แต่ต้องยอมรับว่า น้ำอัดลม ประชาชนนิยมบริโภคเป็นจำนวนมาก จึงต้องพิจารณาเหตุผลก่อนการปรับอนุมัติให้ปรับขึ้น

“กระทรวงพาณิชย์ ยังไม่ได้ตอบผู้ผลิตว่าจะให้ขึ้นราคาหรือไม่ให้ขึ้น เพราะฉะนั้น แม้จะมีการปรับขึ้นราคาไปแล้ว หากเหตุผลการขอขึ้นไม่เหมาะสม ก็อยากจะบอกว่า ขึ้นได้ ก็ต้องลงได้”

ด้าน นายสมศักดิ์ เกียรติชัยลักษณ์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมฯ ได้ขอให้ผู้ผลิตแจ้งเหตุผลการปรับขึ้นราคามายังกรมฯ แล้ว อธิบายเหตุผลไม่ได้ หรือมีเหตุผลไม่เหมาะสม ก็ไม่มีเหตุอันควรที่จะต้องปรับขึ้นราคา ซึ่งขณะนี้ ทราบว่าผู้ผลิตกำลังนำเรื่องไปหารือกับผู้บริหาร และนัดหมายที่จะแจ้งกลับมายังกรมฯ คาดว่าน่าจะเกินสัปดาห์หน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “โค้ก” ได้ปรับขึ้นราคาขายมาตั้งแต่ปลายเดือน ก.ค.59 โดยผู้ผลิตได้แจ้งร้านค้าว่า เป็นเพราะราคาน้ำตาลสูงขึ้น และรัฐบาลเตรียมเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำหวาน แต่เมื่อปรากฏเป็นข่าวตามสื่อต่างๆ ผู้ผลิตกลับแจ้งร้านค้าว่าจะยังไม่ปรับขึ้นราคาในขณะนั้น พร้อมออกข่าวยืนยันว่า ไม่มีการปรับราคาสินค้าแน่นอน จนกระทั่งถึง เดือน ต.ค.59 ผู้ผลิตได้แจ้งร้านค้า ขอปรับขึ้นราคาจำหน่ายอีกครั้ง โดยปรับราคาจำหน่ายขวดแก้ว 250 มล. จาก 10 บาท เป็น 12 บาท

นอกจากนี้ บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิต “โค้ก” ได้ทำหนังสือชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่า บริษัทได้ให้ความร่วมมือกับกรมการค้าภายในเป็นอย่างดีในการตรึงราคาผลิตภัณฑ์มาตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา โดยปรับราคาครั้งสุดท้ายเมื่อปี 49 แต่จากการแบกรับต้นทุนที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทจึงตัดสินใจปรับราคาเฉพาะเครื่องดื่มอัดลมแบบขวดแก้ว ขนาด 250 มล. จาก 10 บาท เป็น 12 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.59 เป็นต้นมา มิได้เพิ่งปรับขึ้นในช่วงนี้แต่อย่างใด และเป็นการปรับราคาเพียงขนาดบรรจุภัณฑ์เดียว ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพียง 4% ของยอดขายทั้งหมด อีกทั้งขนาดบรรจุภัณฑ์นี้ส่วนใหญ่จำหน่ายในร้านค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิร์นเทรด) ซึ่งเป็นตลาดที่มีทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคหลากหลายอยู่แล้ว

 

ขนส่ง แจงคลิปชาวต่างชาติวิ่งรถตู้รับส่ง นทท. ที่หาดป่าตอง แค่เข้าใจผิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ต.ค. 2559 18:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/765242

 

ขนส่ง แจง คลิปชาวต่างชาติ ให้บริการรถตู้รับส่ง นทท. ที่หาดป่าตอง เป็นการเข้าใจผิด เผย ให้ผู้เผยแพร่คลิปดังกล่าว ขอโทษ-ชี้แจงข้อเท็จจริง แก้ไขความเข้าใจผิดแล้ว ด้าน ขนส่งภูเก็ต เตือนรถรับจ้างในพื้นที่ ต้องให้บริการที่ดี ห้ามเอาเปรียบนักท่องเที่ยว …

วันที่ 26 ต.ค.59 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึงความคืบหน้า การตรวจสอบกรณีคลิปที่เผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์ ระบุว่า มีชาวต่างชาติดำเนินธุรกิจเช่ารถตู้รับส่งนักท่องเที่ยวที่หาดป่าตอง สำนักงานขนส่งจังหวัดภูเก็ต ประสานสถานีตำรวจภูธรป่าตอง และตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ต ร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที พบว่า เป็นการเข้าใจผิดของกลุ่มรถรับจ้างในพื้นที่ โดยชาวต่างชาติกลุ่มดังกล่าว เป็นชาวอิสราเอลและเป็นญาติพี่น้องกัน ทั้งหมดเดินทางมาเที่ยวที่ภูเก็ตโดยเช่ารถตู้ของ บริษัท โตโยต้าลิสซิ่ง จำกัด จากกรุงเทพมหานคร ไม่ได้นำรถมารับจ้างตามที่ถูกกล่าวอ้างแต่อย่างใด

ด้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงให้ นายเอกพันธ์ ทองหอม ผู้ขับรถรับจ้างคู่กรณีและเป็นผู้เผยแพร่คลิปดังกล่าว ขอโทษชาวต่างชาติและให้ดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริงทางสื่อออนไลน์ เพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดแล้ว พร้อมทั้งกำชับตักเตือน นายเอกพันธ์ ในฐานะผู้ให้บริการรถรับจ้างในพื้นที่ ต้องเป็นเจ้าบ้านที่ดีในการต้อนรับนักท่องเที่ยว และต้องรักษาคุณภาพมาตรฐานการให้บริการ

สำนักงานขนส่งจังหวัดภูเก็ต ร่วมมือกับตำรวจ ตำรวจท่องเที่ยว และฝ่ายปกครองประจำท้องที่ ลงพื้นที่ตรวจสอบและดูแลการให้บริการรถรับจ้างในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อกำกับดูแลและป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสเอาเปรียบนักท่องเที่ยว เพื่อสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวที่ดี เนื่องจากจังหวัดภูเก็ต เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่มีนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบก ดำเนินการเข้มข้นจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหาการให้บริการรถโดยสารสาธารณะที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและภาพลักษณ์การท่องเที่ยว โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ โดยความผิดที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยและการท่องเที่ยว จะลงโทษในอัตราโทษสูงสุดทุกกรณี หากพบพฤติกรรมผิดซ้ำซากในข้อหาความผิดเดิม พิจารณาพักใช้เพิกถอนใบอนุญาตขับรถทันที

ในส่วนกรณีความผิดทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวร้ายแรง เช่น พฤติกรรมลามกอนาจาร ส่งตัวดำเนินคดีและเพิกถอนใบอนุญาตทันที เพื่อยกระดับรถโดยสารสาธารณะให้เป็นบริการที่มีมาตรฐาน เสริมสร้างภาพลักษณ์แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ทั้งนี้ หากพบปัญหารถโดยสารสาธารณะให้บริการไม่เป็นธรรม เอาเปรียบผู้โดยสาร สามารถร้องเรียนได้ที่ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน สายด่วน 1584 ทั่วประเทศ ตลอด 24 ชั่วโมง

 

พาณิชย์ เผย ตัวเลขส่งออกเดือน ก.ย. โต 3.4% ขยายตัวต่อเนื่องเดือนที่ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ต.ค. 2559 17:37

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/765211

 

พาณิชย์ เผย ตัวเลขส่งออกของไทยเดือน ก.ย. เพิ่มขึ้น 3.4% มูลค่า 19,460 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวต่อเนื่องเดือนที่ 2 รับปัจจัยหนุนจากกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม-เกษตร ส่วนแนวโน้มส่งออกทั้งปี คาดปรับตัวดีขึ้น พร้อมคงคาดการณ์ส่งออกปี 59 ไว้ที่ -1.0 ถึง 0.0% เช่นเดิม …

วันที่ 26 ต.ค. 59 นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า แถลงตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือน ก.ย. 59 ว่า การส่งออกมีมูลค่า 19,460 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็น 3.4% โดยเป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 จากที่ตลาดคาดส่งออกหดตัว -1.3 ถึง -2% เป็นผลมาจากตลาดส่งออกสำคัญของไทยยังคงขยายตัวได้ดีในเกือบทุกตลาด โดยเฉพาะตลาดสหภาพยุโรป จีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ที่มีการขยายตัวในเกณฑ์ดี (ยกเว้นตะวันออกกลางที่ยังหดตัว)

ทั้งนี้ มีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการขยายตัวของกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุปกรณ์กึ่งตัวนำทรานซิสเตอร์/ไดโอด ที่ขยายตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเครื่องยนต์ เคมีภัณฑ์ และสินค้าเกษตรสำคัญ อาทิ ผัก ผลไม้สด กระป๋องและแปรรูป กุ้งสดแช่แข็งและแปรรูป และข้าว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นทั้งราคาและปริมาณการส่งออก

ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 16,914 ล้านเหรีญสหรัฐฯ ขยายตัว 5.57% ส่งผลให้ดุลการค้าเดือน ก.ย. 59 เกินดุล 2,546 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการเกินดุลต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 ติดต่อกัน

ส่งผลให้ช่วง 9 เดือนของปี 59 การส่งออกมีมูลค่า 160,468 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัว 0.7% การนำเข้ามีมูลค่า 142,538 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หดตัว 7.3% และการค้าเกินดุล 17,930 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

เมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์การส่งออกของโลก พบว่า สถานะของไทยปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอยู่ในลำดับที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับหลายประเทศ อีกทั้ง ยังคงรักษาส่วนแบ่งตลาดได้ดีในเกือบทุกตลาด

สำหรับแนวโน้มการส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปี คาดว่าจะปรับตัวในทิศทางดีขึ้นและมีโอกาสที่จะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องในช่วง 3 เดือนสุดท้าย โดยมีปัจจัยสำคัญจากแนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้น ทิศทางค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่า และเศรษฐกิจโลกค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะการออกมาตรการ QE และมาตรการทางการเงินของประเทศต่างๆ ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาน้ำมันและอัตราแลกเปลี่ยน รวมทั้งมาตรการกีดกันทางการค้าใหม่ๆ ที่อาจเป็นอุปสรรคบ้าง ดังนั้น จากแนวโน้มและปัจจัยข้างต้น กระทรวงพาณิชย์ จึงคงคาดการณ์การส่งออกปี 2559 ไว้ที่ -1.0% ถึง 0.0% เช่นเดิม

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 14.35 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,492.12 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ต.ค. 2559 17:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/765221

 

หุ้นไทยปิดตลาดลดลง 14.35 จุด เปลี่ยนแปลง -0.95% ดัชนีอยู่ที่ 1,492.12 จุด มูลค่าซื้อขาย 46,358.16 ล้านบาท …

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 26 ต.ค. 59 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดลดลง 14.35 จุด เปลี่ยนแปลง -0.95% ดัชนีอยู่ที่ 1,492.12 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 46,358.16 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท สหกลอิควิปเมนท์ จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) 3. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน).

 

พาณิชย์ ตรวจสอบเสื้อผ้าไว้ทุกข์รายจังหวัด พบราคาปกติ สินค้าเพียงพอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/765097

26 ต.ค. 2559 15:18

พาณิชย์ ตรวจสอบเสื้อผ้าไว้ทุกข์รายจังหวัด พบราคาปกติ สินค้าเพียงพอ

26 ต.ค. 2559 15:18

พาณิชย์ สั่งตรวจสอบราคาเสื้อผ้าไว้ทุกข์รายจังหวัด พบส่วนใหญ่ไม่ขาดแคลน ราคาไม่เปลี่ยนแปลง เว้น เชียงใหม่-ร้อยเอ็ด ราคาสูงขึ้น 20-30 บาท/ตัว เหตุเป็นสินค้าลอตใหม่ ต้นทุนผลิตเพิ่ม…

วันที่ 26 ต.ค.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ติดตาม ตรวจสอบปริมาณและราคาเครื่องแต่งกายไว้ทุกข์ทั่วประเทศ เพื่อป้องปรามมิให้ผู้ค้าฉวยโอกาสขึ้นราคา โดยเฉพาะเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายสำหรับการไว้ทุกข์ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือกักตุนสินค้า จนผู้บริโภคเดือดร้อน โดยผลการออกตรวจสอบเครื่องแต่งกายไว้ทุกข์ในห้างสรรพสินค้า/ร้านค้า ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 19-23 ต.ค. 59 พบว่าส่วนใหญ่มีราคาปกติ ไม่มีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้า และมีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการ เช่น จ.ประจวบคีรีขันธ์ ผ้าผืน-ผ้าโทเร 44” ราคา 45บาท/เมตร และผ้าแอโร 44” ราคา 100 บาท/เมตร โดยราคาไม่เปลี่ยนแปลง เพราะเป็นผ้าสต็อกเดิม

ส่วนผ้าสำเร็จรูป-เสื้อยืดคอกลม ตราห่านคู่ (สีขาว) 120-130 บาท/ตัว (สีดำ) 170-190 บาท ตรา F&F (สีดำ,สีขาว) 200 บาท ตรา Assign (สีดำ,สีขาว) 89 บาท ตราอื่นๆ 99-150 บาท เสื้อคอปก ผู้หญิง 260 บาท เสื้อเชิ้ตแขนสั้น ตรา F&F (สีดำ,สีขาว) 329-399 บาท ตราอื่นๆ 199 บาท เสื้อเชิ้ตแขนยาว ตรา F&F (สีดำ,สีขาว) 499 บาท และอื่นๆ 230-250 บาท โดยเสื้อยืดคอกลมสีดำและเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำมีน้อย เพราะความต้องการมีมาก ทางร้านได้สั่งสินค้าเข้ามาแล้ว คาดการณ์ว่าปลายเดือน ต.ค.นี้ สินค้าจะมีเพียงพอ ขณะที่ ผ้าดำ ผ้าขาว ใช้ตกแต่งสถานที่ 25-28 บาท/เมตร สินค้ามีเพียงพอไม่ขาดแคลน

ขณะที่ จ.นราธิวาส ผ้าผืน 15-30 บาท/เมตร ผ้าสำเร็จรูป เสื้อคอกลม 129–199 บาท เสื้อคอปก 250–350 บาท เสื้อเชิ้ตแขนสั้น 320 บาท เสื้อเชิ้ตแขนยาว 350 บาท เครื่องทองน้อย 1,500 บาท ซึ่งมีจำหน่ายน้อย ไม่เพียงพอ ทางร้านได้ซื้อวัสดุมาประกอบเองเพื่อจำหน่าย จ.สระบุรี ผ้าผืน ราคา 35-60 บาท/เมตร ผ้าสำเร็จรูป เสื้อคอกลม 120–180 บาท เสื้อคอปก 200–250 บาท เสื้อเชิ้ตแขนสั้น 180-200 บาท เสื้อเชิ้ตแขนยาว 200-250 บาท โดยราคาปกติและปริมาณเพียงพอ อย่างไรก็ตาม ยังมีบางพื้นที่มีปัญหาราคาพื้นที่สูงขึ้น เช่น จ.ร้อยเอ็ด เชียงใหม่ ราคาสินค้าเสื้อดำ/ชุดไว้ทุกข์ (สำหรับการสั่งลอตใหม่) สูงขึ้น 20-30 บาท/ตัว เพราะราคาต้นทุน ณ ต้นทางปรับตัวสูงขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัด รายงานสถานการณ์ราคาผ้าม้วนขาวดำ และเครื่องทองน้อยที่ใช้ตกแต่งสถานที่ต่างๆ เพิ่มเติม โดยราคาผ้าผืนยังปกติ ยกเว้นบางพื้นที่ เช่น จ.ชัยภูมิ มีผ้าผืนสีขาวและดำไม่เพียงพอต่อความต้องการ ผู้ซื้อจึงใช้ผ้าที่นำมาตัดเย็บเสื้อผ้าแทนจึงมีราคาสูงกว่า ผ้าผืนที่ใช้ประดับตกแต่งทั่วไป และไม่มีเครื่องทองน้อยจำหน่ายในพื้นที่

พร้อมกันนั้น ยังได้มอบหมายให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัด ร่วมบูรณาการกับทุกภาคส่วน เช่น หอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรมจังหวัด ผู้ประกอบการภาคเอกชน ห้างร้าน เปิดรับบริจาคเสื้อดำ และเสื้อสีต่างๆ เพื่อนำมาย้อมเป็นสีดำ และนำไปแจกจ่ายให้แก่ประชาชนผู้ที่มีรายได้น้อย บรรเทาค่าครองชีพแก่ประชาชน โดยผู้ที่มีความประสงค์บริจาคสามารถนำมาบริจาคได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 พ.ย.59

“ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดลงพื้นที่ เพื่อตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกับประชาชนและ พร้อมทั้งทำความเข้าใจให้เกษตรกรทราบว่า รัฐบาลไม่ได้มีการบังคับให้ประชาชนใส่เสื้อดำแต่อย่างใด แต่หากผู้บริโภคพบการปรับขึ้นราคาอย่างไม่เป็นธรรม แจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ จะส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบ หากพบผิดจริงจะดำเนินการตามกฎหมาย” นางอภิรดี กล่าว.