ประกาศผลสุดยอดงานโฆษณาแห่งปี “ADMAN 2016”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 26 ต.ค. 2559 13:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/764772

 

เรียกได้ว่าบรรยากาศคึกคักกว่าทุกปี สำหรับงานประกาศผลรางวัล “แอดแมน อวอร์ด แอนด์ ซิมโปเซี่ยม 2016” (Adman Awards & Symposium 2016) เพราะปีนี้มีผลงานส่งเข้าประกวดถึง 957 ชิ้นงาน และมีบริษัทเอเจนซี่หน้าใหม่มาแรงหลายรายที่นำเสนอความคิดสร้างสรรค์เข้าตาคณะกรรมการ แต่ที่ยังคงรักษามาตรฐานผลงานไว้อย่างยอดเยี่ยม และสามารถคว้ารางวัล Agency Of The Year ไปครองได้ถึง 2 ปีซ้อนคือ บีบีดีโอ แบงคอก ที่ถูกพูดถึงอย่างมากกับแคมเปญที่ชื่อว่า “ประกาศคนหายหน้าเหมือน” ของมูลนิธิกระจกเงา ที่สอดรับกับเทรนด์โฆษณารับใช้สังคม อีกทั้ง ยังคว้ารางวัล Digital Agency Of The Year ไปครองอีกด้วย และอีก 2 เอเจนซี่ที่ตามมาติดๆ คือ เดอะ ลีโอ เบอร์เนทท์ กรุ๊ป ประเทศไทย และโอกิลวี่ กรุ๊ป ไทยแลนด์


นายปารเมศร์ รัชไชยบุญ


นายปารเมศร์ รัชไชยบุญ ประธานคณะกรรมการดำเนินงาน Adman Awards & Symposium 2016 กล่าวว่า “แอดแมน อวอร์ด แอนด์ ซิมโปเซี่ยม 2016” ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 13 มาพร้อมธีม “Something Will Never Change” ที่มุ่งชี้ว่า แม้เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่หัวใจหลักของงานโฆษณา คือ “ความคิดสร้างสรรค์” ยังมุ่งสร้างคุณค่าไม่มีวันเปลี่ยนแปลง และที่สำคัญผลงานโฆษณาที่ดีต้องมาควบคู่กับเนื้อหาสาระที่ดี ที่นำเสนอต่อผู้คนได้อย่างทันยุคสมัย มุ่งตอบโจทย์และแก้ปัญหาทางธุรกิจให้ลูกค้า รวมถึงสร้างสรรค์ประโยชน์แก่ผู้คนในสังคมให้มีชีวิตดีขึ้นได้ในเวลาเดียวกัน ในฐานะของตัวแทนสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย รู้สึกภาคภูมิใจ และขอแสดงความยินดีกับผลงานที่ได้รับคัดเลือกรับรางวัล “แอดแมน อวอร์ด แอนด์ ซิมโปเซี่ยม 2016” ในปีนี้ เพราะทุกๆ ผลงานล้วนตอบโจทย์ตามความตั้งใจของสมาคมฯ ที่ต้องการสร้างสรรค์ประโยชน์คืนสู่สังคม และเชื่อมั่นว่าจะเป็นผลงานที่ก้าวไปสู่เวทีใหญ่ระดับสากล เพื่อนำเสนอคุณภาพและฝีมือนักสร้างสรรค์คนไทยสู่สายตาชาวโลกได้อย่างแน่นอน”


คุณสาธิต จันทร์ทวีวัฒน์

นายสาธิต จันทร์ทวีวัฒน์ ประธานคณะกรรมการตัดสิน Adman Awards & Symposium 2016 กล่าวถึงภาพรวมผลงานในปีนี้ว่า “ปีนี้มีผลงานส่งประกวดทั้งสิ้น 957 ชิ้นงาน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผลงานระดับหัวกะทิทั้งสิ้น ในส่วนของประเภทรางวัลใหม่ 2 ประเภท ได้แก่ Promo & Activation และ Branded Content & Entertainment ซึ่งจัดประกวดขึ้นเป็นปีแรก ได้มีผู้ส่งผลงานประกวดรวมกันทั้งสิ้น 173 ชิ้นงาน และส่วนใหญ่มีการนำเสนอเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ และหยิบยกประเด็นที่ใกล้ตัวผู้คนออกมาสื่อสารในรูปแบบที่เข้าใจง่าย สร้างการจดจำและกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมของสังคม และสำหรับไฮไลต์ในปีนี้คือ เราจะมอบรางวัลพิเศษที่เรียกว่า Hall Of Fame ถึง 2 รางวัลด้วยกัน ซึ่งรางวัล Hall Of Fame นี้จะมอบให้กับบุคคลในสังคมที่ได้ทำประโยชน์ต่อวงการโฆษณาและสื่อสารการตลาดอย่างมากมาย โดยในปีนี้จะมอบให้กับ นายประวิทย์ มาลีนนท์ กรรมการบริหาร บริษัท บางกอกเอนเทอร์เทนเม้นต์ จำกัด และนายวินิจ สุรพงษ์ชัย ประธาน บริษัทแพลนโนว่า จำกัด”


คุณอ่อนอุษา ลำเลียงพล นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย

บีบีดีโอ แบงคอก มูลนิธิกระจกเงา Advertiser of the Year

นายประวิทย์ มาลีนนท์ รับรางวัล Hall Of Fame

ทั้งนี้ ในปีนี้แอดแมนฯ มีจำนวนรางวัลทั้งสิ้น 207 รางวัล แบ่งเป็น 14 ประเภท ได้แก่ 1. Ad That Works 2. Branded Content & Entertainment 3. Design 4. Digital & Interactive Media 5. Direct Marketing 6. Film 7. Innovative Idea 8. Integrated Marketing Communication Campaign 9. Media 10. Out of Home 11. Print 12. Promo and Activation 13. Public Relations 14. Radio

“ความน่าสนใจของผลงานโฆษณาที่เข้าประกวดปีนี้ คือ ผลงานทั้งหมดล้วนเป็นงานที่สร้างประโยชน์แก่ผู้คนในสังคมได้จริง ยกตัวอย่างเช่น แคมเปญ “ประกาศคนหายหน้าเหมือน” ของมูลนิธิกระจกเงา จากบีบีดีโอ แบงคอก ที่คว้ารางวัลประเภทโกลด์ จากประเภท Media และ Digital & Interactive Media มาครองได้สำเร็จ แคมเปญ “ผัดไทย” ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จาก เดอะ ลีโอ เบอร์เนทท์ กรุ๊ป ประเทศไทย คว้ารางวัลโกลด์ จากประเภท Direct และ Promo และ “Behind The Leather” ของ PETA Asia จาก โอกิลวี่ กรุ๊ป ไทยแลนด์ ที่คว้ารางวัลโกลด์ จากประเภท Out Of Home และ Design” นายสาธิต กล่าว



ขณะที่ รางวัลลูกค้าแห่งปี (Advertiser of the Year) ได้แก่ มูลนิธิกระจกเงา รางวัลเอเจนซี่แห่งปีและรางวัลดิจิทัลเอเจนซี่แห่งปี (Agency of the Year) ได้แก่ บีบีดีโอ แบงคอก และรางวัลโปรดักชั่นเฮาส์แห่งปี (Production House of the Year) ได้แก่ เดอะ ฟิล์ม แฟกตอรี่ ทั้งนี้ ผลประกวดแอดแมนฯ สุดยอดงานโฆษณาและสื่อสารการตลาดของเมืองไทย ประจำปี 2016 ซึ่งวัดจากผู้ได้รับคะแนนรวมสูงสุด บีบีดีโอ แบงคอก จำนวน 48 รางวัล เดอะ ลีโอ เบอร์เนทท์ กรุ๊ป ประเทศไทย จำนวน 35 รางวัล โอกิลวี่ กรุ๊ปไทยแลนด์ จำนวน 31 รางวัล

ในส่วนของกิจกรรมสร้างการมีส่วนร่วมกับสาธารณชน โดยร่วมกับสื่อออนไลน์อย่าง Brand Buffet ซึ่งดำเนินการโหวตให้คะแนน “รางวัลโฆษณาขวัญใจมหาชน” ซึ่งผลของการโหวตในปีนี้คือ แคมเปญ “ประกาศคนหายหน้าเหมือน” ของมูลนิธิกระจกเงา โดยบีบีดีโอ แบงคอก

 





นายวินิจ สุรพงษ์ชัย รับรางวัล Hall Of Fame

 

“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แอดแมนฯ ได้พิสูจน์ศักยภาพให้ทุกคนเห็นแล้วว่า รางวัลนี้ไม่ใช่รางวัลที่ได้มาง่ายๆ ผลงานที่จะสามารถคว้ารางวัลได้นั้น ล้วนเป็นผลงานที่ผ่านการคัดสรรอย่างดี รางวัลแอดแมนฯ ไม่ใช่เพียงเครื่องการันตีถึงคุณภาพและความสามารถคนทำงาน หรือเป็นใบเบิกทางที่จะคว้ารางวัลในระดับโลกเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญสูงสุดที่อยากฝากไว้แก่คนโฆษณาทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ นั่นคือ เราทุกคนทำงานเพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ตอบแทนสังคมไทย และเพื่อทำให้สังคมไทยที่เราอยู่นั้นดีขึ้น งานโฆษณานั้นจึงจะทรงคุณค่าต่อวงการโฆษณาอย่างแท้จริง และสร้างความจดจำในใจผู้คนเสมอ” นายปารเมศร์ กล่าวทิ้งท้าย

 

ก.ท่องเที่ยว หนุนเที่ยว’70 ทางตามรอยพระบาท’ ยืดรถรับส่งฟรีถึง 13พ.ย.59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/764882

26 ต.ค. 2559 13:19

ก.ท่องเที่ยว หนุนเที่ยว’70 ทางตามรอยพระบาท’ ยืดรถรับส่งฟรีถึง 13พ.ย.59

26 ต.ค. 2559 13:19

รมว.ท่องเที่ยว เชิญชวนชาวไทย เดินตามรอยคำพ่อสอน ท่องเที่ยวแบบเรียนรู้ “70 เส้นทางตามรอยพระบาท” ย้ำ ต่างชาติท่องเที่ยวได้ตามโปรแกรมเดิม เน้นการจัดงานอย่างเหมาะสม

เมื่อวันที่ 26 ต.ค. นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า หลังการเสด็จสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อน้อมเกล้าฯ รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ทั่วโลกจึงได้เห็นถึงความสามัคคีของพสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ ที่ตั้งใจทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน และถือเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงพลังยิ่งใหญ่แห่งความจงรักภักดีของชาวไทย

กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้ทำหน้าที่อีกหนึ่งอย่างคือ การร่วมมือกับภาครัฐ และเอกชน กลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ร่วมกันสื่อสารให้นักท่องเที่ยวทั่วโลก ยืนยันว่าตารางการท่องเที่ยวของประเทศไทยยังคงเดิม ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา มีโอกาสพบกับ เอกอัครราชทูตจากประเทศต่างๆ รวม 34 ชาติ และหอการค้าต่างประเทศในไทยอีกกว่า 10 ราย เพื่อสร้างความชัดเจน โดยสื่อไปว่า “Life goes on” เพื่อให้ความมั่นใจต่อโปรแกรมท่องเที่ยวของไทย ว่ายังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเช่นเดิม ไม่ได้มีการยกเลิกแต่อย่างใด และยังคงพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างอบอุ่นด้วยการเป็นเจ้าบ้านที่ดีเสมอมา

พร้อมกันนี้ ย้ำว่านักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถมาท่องเที่ยวได้ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นประเพณีลอยกระทง การเล่นกีฬา ปั่นจักรยาน วิ่งมาราธอน การแข่งขันกีฬาท้องถิ่น ฟุตบอลดิวิชั่นต่างๆ และการแข่งขันกีฬาประจำปี ที่ยังคงดำเนินการจัดต่อเนื่อง และที่สำคัญ การแข่งขันกีฬาระดับโลก หลายรายการที่จะมีผู้เข้าร่วมแข่งขัน เดินทางมาจากหลากหลายประเทศ ยังคงมีกำหนดการจัดงานดังเดิม อาทิ เช่น Air Race One Pre-Event ระหว่างวันที่ 19-20 พฤศจิกายน 2559 การแข่งขันขี่ม้า Princess’s Cup ระหว่างวันที่ 25-27 พฤศจิกายน 2559 เจ็ตสกี คิงส์คัพ ระหว่างวันที่ 3-4 ธันวาคม 2559 การแข่งขันเรือใบ Phuket King’s Cup Regatta ระหว่างวันที่ 3-10 ธันวาคม 2559 เชียงใหม่ มาราธอน : วันที่ 18 ธันวาคม 2559 กรุงเทพมาราธอน : วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2560

ทั้งนี้ จากสถิติกรมการท่องเที่ยว พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงตุลาคม 2559 (วันที่ 1-22) มีนักท่องเที่ยวสะสม จํานวน 26.4 ล้านคน ก่อให้เกิดรายได้ 1.31 ล้านล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 11.82 และ 15.59 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ตามลําดับ และในช่วงวันที่ 1-22 ตุลาคม 2559 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเดินทางมาประเทศไทยจํานวน 1,614,816 คน ขยายตัวร้อยละ 4 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ก่อให้เกิดรายได้จากนักท่องเที่ยว 82,224.87 ล้านบาท ขยายร้อยละ 7.78

นางกอบกาญจน์ กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมา กระทรวงการท่องเที่ยวฯ โดยความร่วมมือกับสมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บริการรถรับ-ส่งฟรีสู่ท้องสนามหลวง เพื่อร่วมพิธีถวายอาลัย ณ ศาลาสหทัยสมาคม พระบรมมหาราชวัง โดยมีรถบริการ 4 เส้นทาง ในช่วงระหว่างวันที่ 17-24 ตุลาคม 2559 ปรากฏว่ามีประชาชนมาใช้บริการจำนวนมากกว่า 120,000 คน มีรถมาเข้าร่วมให้บริการกว่า 500 คัน กระทรวงฯ จึงได้ขยายเวลาบริการรถรับ-ส่งฟรีต่อเนื่องไปอีก จนถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2559 โดยจะให้บริการในเส้นทางหลักสายอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ-สนามหลวง

ด้าน นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า กระทรวงฯ ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้ตั้งจุดอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน บริเวณหน้าโรงแรมรอยัลรัตนโกสินทร์ โดยมีน้ำดื่มที่รับการสนับสนุนมาจากภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สมาคมต่างๆ เพื่อแจกจ่ายแก่ประชาชนที่มาร่วมงานยังท้องสนามหลวง ตลอดช่วงเวลาแสดงความอาลัยนี้

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อกลางปีที่ผ่านมา ททท. ได้จัดทำหนังสือ “70 เส้นทางตามรอยพระบาท” เนื่องในโอกาสมหามงคลที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี วันที่ 9 มิถุนายน 2559 และพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย เพื่อน้อมเกล้าฯ รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ จึงมอบหมายให้ ททท. เร่งจัดกิจกรรมท่องเที่ยวนำร่อง 70 เส้นทางตามรอยพระบาท เพื่อให้ประชาชนท่องเที่ยวแบบเรียนรู้ตามแหล่งท่องเที่ยวพื้นที่ใกล้บ้าน หรือในภูมิภาคต่างๆ เนื่องจากโครงการต่างๆ ถือเป็นบทเรียนนอกห้องจากความตั้งใจของพระองค์ท่านอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ สามารถเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์ทุกแห่งทั่วประเทศ และโบราณสถานที่ได้ขึ้นทะเบียนและอยู่ในความรับผิดชอบของกรมศิลปากร ได้ฟรี ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2560 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช.

ไทยติดอันดับ 46 ของโลก ประเทศสะดวกในการประกอบธุรกิจ รั้งที่ 3 อาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ต.ค. 2559 10:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/764721

 

ธนาคารโลก เผยรายงาน Doing Business 2017 พบประเทศไทยอยู่อันดับที่ 46 ด้านความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ดีขึ้นจากปีก่อนที่อันดับ 49 จาก 190 ประเทศทั่วโลก รั้งอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์-มาเลเซีย…

เมื่อวันที่ 26 ต.ค. นายอูลริค ซาเกา ผู้อำนวยการธนาคารโลก ประจำประเทศไทย เปิดเผยรายงาน Doing Business 2017 “โอกาสที่เท่าเทียมกันสำหรับทุกคน” ซึ่งเปิดตัววันนี้เป็นวันแรกว่า ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับความสะดวกในการดำเนินธุรกิจที่ดีขึ้นกว่าปีก่อน โดยอยู่ในอันดับที่ 46 จากปีก่อนซึ่งอยู่ในอันดับที่ 49 จาก 190 ประเทศทั่วโลก และเป็นอันดับที่ 3 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 2 และมาเลเซียซึ่งอยู่ในอันดับที่ 23 โดยมีผลรวมคะแนนที่ดีขึ้นเป็น 72.53 คะแนน จาก 71.65 คะแนนในปีก่อน

ทั้งนี้ คะแนนที่ปรับดีขึ้น 5 ด้านชัดเจน คือ การเริ่มต้นธุรกิจที่ขึ้นจากอันดับที่ 96 เป็น 78 ด้านการได้รับสินเชื่อจากอันดับ 97 เป็น 82 ด้านการคุ้มครองผู้ลงทุน จาก 36 เป็น 27 ด้านการบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลง จาก 57 เป็น 51 และด้านการแก้ไขปัญหาการล้มละลายจากอันดับที่ 19 เป็น 23 ทั้งนี้ ธนาคารโลกเห็นว่าประเทศไทยได้มีการปฏิรูปที่โดดเด่น 3 ด้าน คือ การอำนวยความสะดวกด้านการเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายขึ้น การเข้าถึงสินเชื่อที่ง่ายขึ้น รวมทั้งการปรับปรุงแก้ไขปัญหาการล้มละลายด้วย

ด้าน นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการ ก.พ.ร. เปิดเผยหลังการเข้าร่วมประชุมเพื่อรับฟังการนำเสนองานวิจัยครั้งนี้ว่า ผลจากการที่อันดับของไทยดีขึ้นในครั้งนี้มาจากความร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งรัฐบาล หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และภาคส่วนต่างๆ ที่ร่วมกันแก้ปัญหา และลดอุปสรรคในการประกอบธุรกิจให้น้อยลง โดยมีการบูรณาการหน่วยงาน และตั้งคณะทำงานที่มีประสิทธิภาพโดยมีรัฐมนตรีรับผิดชอบ และผลักดันในแต่ละกลุ่มงาน พร้อมมีกระทรวงทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพหลักชัดเจน

นอกจากนี้ ช่วงที่ผ่านมา ภาครัฐยังได้นำเทคโนโลยีมาใช้ปรับปรุงการให้บริการในเรื่องสำคัญหลายเรื่อง ทั้ง ด้านการค้าระหว่างประเทศ การอำนวยความสะดวกข้อมูลเครดิต และการจดทะเบียนทรัพย์สิน เป็นต้น.

 

CPRAM ตั้งจุดบริการประชาชนอย่างเป็นทางการโดยรอบพระบรมมหาราชวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 26 ต.ค. 2559 10:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/764707

 

บริษัท ซีพีแรม จำกัด ร่วมตั้งจุดบริการประชาชนซีพีแรมอย่างเป็นทางการ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลฯ โดย CPRAM ได้ตั้งจุดบริการประชาชนทั้งสิ้น จำนวน 3 จุดดังนี้

จุดที่ 1 บริเวณด้านหน้าสวนสราญรมย์ ฝั่งประตูพระบรมมหาราชวัง (เทวาพิทักษ์ – ศักดิ์ชัยสิทธิ์)
จุดที่ 2 บริเวณด้านหน้ากรมกิจการพลเรือนทหารเรือ
จุดที่ 3 บริเวณสนามม้านางเลิ้ง

ในการนี้ CPRAM ได้เตรียมอาหารพร้อมรับประทาน ติ่มซำ และน้ำดื่มมาให้บริการประชาชนให้มีความทั่วถึงมากที่สุด โดยให้บริการประชาชนตั้งแต่เวลา 09.00 – 19.00 น.




ร.ฟ.ท.พร้อมให้บริการรถไฟรุ่นใหม่ กทม.-เชียงใหม่ เที่ยวแรกเริ่ม 11 พ.ย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 ต.ค. 2559 10:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/764692

 

ภาพจากเฟซบุ๊กเพจ : ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย

การรถไฟฯ พร้อมเปิดให้บริการเดินรถโดยสารรุ่นใหม่ใน 4 เส้นทาง เผย เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี เดินรถเที่ยวแรก 11 พ.ย.นี้ ส่วนเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ เริ่มเปิดบริการ 2 ธ.ค.59 …

วันที่ 26 ต.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สืบเนื่องจากการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้มีการดำเนินการจัดหาและได้ทยอยรับมอบรถโดยสารรุ่นใหม่ สำหรับบริการเชิงพาณิชย์จำนวน 115 คัน เพื่อนำมาปรับปรุงการให้บริการเดินทางแก่พี่น้องประชาชน พร้อมทั้งได้รับพระราชทานชื่อขบวนและพระราชทานอนุญาตให้เชิญชื่อพระราชทานประดับที่ตู้โดยสารรถไฟใหม่ทั้ง 115 คัน จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ใน 4 เส้นทาง ได้แก่ 1. เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่-กรุงเทพฯ พระราชทานชื่อว่า “อุตราวิถี” 2. เส้นทางกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี-กรุงเทพฯ พระราชทานชื่อว่า “อีสานวัตนา” 3. เส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย-กรุงเทพฯ พระราชทานชื่อว่า “อีสานมรรคา” และ 4. เส้นทางกรุงเทพฯ-หาดใหญ่-กรุงเทพฯ พระราชทานชื่อว่า “ทักษิณารัถย์”


นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ การรถไฟฯ มีความพร้อมที่จะการเปิดให้บริการเดินรถโดยสารรุ่นใหม่ใน 4 เส้นทาง และกำหนดวันเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการใน 2 เส้นทางแรก เส้นทาง “อุตราวิถี” กรุงเทพฯ-เชียงใหม่-กรุงเทพฯ และเส้นทาง “อีสานวัตนา” กรุงเทพฯ-อุบลราชธานี-กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 เป็นต้นไป

ขณะที่ อีก 2 เส้นทาง เส้นทาง “อีสานมรรคา” กรุงเทพฯ-หนองคาย-กรุงเทพฯ และเส้นทาง “ทักษิณารัถย์” กรุงเทพฯ-หาดใหญ่-กรุงเทพฯ เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2559 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ การให้บริการรถโดยสารรุ่นใหม่ใน 4 เส้นทาง จะนำมาให้บริการเดินรถทดแทนรถโดยสารปัจจุบัน ตามตารางเวลาเดินรถเดิม 3 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่-กรุงเทพฯ เส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย-กรุงเทพฯ และเส้นทางกรุงเทพฯ-หาดใหญ่-กรุงเทพฯ ยกเว้น เส้นทางกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี-กรุงเทพฯ ที่จะเปิดให้บริการทั้งขบวนรถโดยสารใหม่และขบวนรถปัจจุบันควบคู่กัน แต่จะให้ขบวนรถใหม่เดินรถทดแทนเวลาเดิมของรถปัจจุบัน ขณะที่ขบวนรถปัจจุบัน จะมีการขยับเวลาการให้บริการที่เหมาะสมต่อไป


สำหรับรายละเอียดตารางเวลาเดินรถประจำวันของรถโดยสารรุนใหม่ ประกอบด้วย

ขบวน 9 รถด่วนพิเศษอุตราวิถีเส้นทางกรุงเทพ–เชียงใหม่ ออกเวลา 18.10 น. ถึงเวลา 07.15 น.
ขบวน 10 รถด่วนพิเศษอุตราวิถีเส้นทางเชียงใหม่-กรุงเทพฯ ออกเวลา 18.00 น. ถึงเวลา 06.50 น.
ขบวน 23 รถด่วนพิเศษอีสานวัตนาเส้นทางกรุงเทพฯ–อุบลราชธานี ออกเวลา 20.30 น. ถึงเวลา 06.35 น.
ขบวน 24 รถด่วนพิเศษอีสานวัตนาเส้นทางอุบลราชธานี-กรุงเทพฯ ออกเวลา 19.00 น. ถึงเวลา 05.16 น.
ขบวน 25 รถด่วนพิเศษอีสานมรรคาเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย ออกเวลา 20.00 น. ถึงเวลา 06.45 น.
ขบวน 26 รถด่วนพิเศษอีสานมรรคาเส้นทางหนองคาย-กรุงเทพฯ ออกเวลา 19.10 น. ถึงเวลา 06.00 น.
ขบวน 31 รถด่วนพิเศษทักษิณารัถย์เส้นทางกรุงเทพฯ-หาดใหญ่ ออกเวลา 14.45 น. ถึงเวลา 06.35 น.
ขบวน 32 รถด่วนพิเศษทักษิณารัถย์เส้นทางหาดใหญ่-กรุงเทพฯ ออกเวลา 18.45 น. ถึงเวลา 10.30 น.

นายวุฒิชาติ กล่าวต่อว่า ในเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่-กรุงเทพฯ และกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี-กรุงเทพฯ การรถไฟฯ ได้เปิดให้ผู้โดยสารสามารถซื้อตั๋วโดยสาร สำหรับใช้บริการรถโดยสารรุ่นใหม่ได้แล้ว ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ส่วนเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย-กรุงเทพฯ และกรุงเทพฯ-หาดใหญ่-กรุงเทพฯ สามารถจองตั๋วโดยสารได้ทุกสถานีทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2559 เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม ผู้โดยสารที่ได้จองตั๋วโดยสารไว้ล่วงหน้าแล้ว และมีกำหนดเดินทางหลังจากขบวนรถใหม่เริ่มให้บริการ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน และ วันที่ 2 ธันวาคม 2559 นั้น การรถไฟฯ อนุญาตให้ผู้โดยสารสามารถใช้บริการรถโดยสารรุ่นใหม่ได้ทันที โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติม

สำหรับอัตราค่าโดยสารรถโดยสารรุ่นใหม่ทั้ง 4 เส้นทาง ประกอบด้วย เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่-กรุงเทพฯ รถปรับอากาศนั่งและนอนชั้นที่ 2 เตียงบน 791 บาท เตียงล่าง 881 บาท

รถปรับอากาศนั่งและนอนชั้นที่ 1 เตียงบน 1,253 บาท เตียงล่าง 1,453 บาท

เส้นทางกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี-กรุงเทพฯ รถปรับอากาศนั่งและนอนชั้นที่ 2 เตียงบน 731 บาท เตียงล่าง 821 บาท รถปรับอากาศนั่งและนอนชั้นที่ 1 เตียงบน 1,120 บาท เตียงล่าง 1,320 บาท

ส่วนเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย-กรุงเทพฯ รถปรับอากาศนั่งและนอนชั้นที่ 2 เตียงบน 748 บาท เตียงล่าง 838 บาท รถปรับอากาศนั่งและนอนชั้นที่ 1 เตียงบน 1,157 บาท เตียงล่าง 1,357 บาท

เส้นทางกรุงเทพฯ-หาดใหญ่-กรุงเทพฯ รถปรับอากาศนั่งและนอนชั้นที่ 2 เตียงบน 855 บาท เตียงล่าง 945 บาท รถปรับอากาศนั่งและนอนชั้นที่ 1 เตียงบน 1,394 บาท เตียงล่าง 1,594 บาท


“การรถไฟฯ ได้ทยอยรับมอบตู้รถโดยสาร ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และได้มีการดำเนินการตรวจรับ พร้อมกับทดลองการเดินรถอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีความมั่นใจว่ารถโดยสารรุ่นใหม่ มีความพร้อมเปิดให้บริการตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และกระทรวงคมนาคม ซึ่งขณะนี้การรถไฟฯ มีความมั่นใจรถโดยสารชุดใหม่มีความพร้อมเต็มที่แล้ว และสามารถนำมิติใหม่แห่งการเดินทางทางรถไฟที่ดีมาสู่พี่น้องประชาชนคนไทย”

สำหรับขบวนรถโดยสารรุ่นใหม่ แต่ละขบวนประกอบด้วย รถพ่วงเป็นรถปรับอากาศนั่งและนอนชั้นที่ 1 (บนอ.ป.) รถปรับอากาศนั่งและนอนชั้นที่ 2 (บนท.ป.) ในจำนวนนี้ มีรถสำหรับผู้พิการ 1 คัน รถโบกี้ขายอาหารปรับอากาศ (บกข.ป.) และรถกำลังไฟฟ้า (Power Car) ที่สามารถทำให้ขบวนรถไฟขบวนนี้ เป็นขบวนรถที่ช่วยลดปัญหามลภาวะทางอากาศ อีกทั้งยังประกอบด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกทันสมัยครบครัน อาทิ ห้องน้ำระบบสุญญากาศ ระบบกันสะเทือนแบบรถไฟความเร็วสูง ระบบทีวีแจ้งเตือน ปลั๊กไฟบริการทุกที่นอน จอทีวีส่วนตัวสำหรับผู้โดยสารชั้น 1 กล้องวงจรปิดควบคุมความปลอดภัย รถสำหรับคนพิการ เป็นต้น

ทั้งนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดการเดินทาง ตารางเวลาเดินรถ และข้อมูลต่างๆ ได้ที่ CALL CENTER 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ WWW.RAILWAY.CO.TH หรือ FACEBOOK : ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย

 

แจกอีกหมู่บ้านละ 2.5 แสนบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ต.ค. 2559 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/764541

 

ครม.อัดประชารัฐเฟส 2 พยุงเศรษฐกิจฐานราก

ยังแจกไม่หยุด ครม.เคาะแจกอีกหมู่บ้านละ 250,000 บาท อัดเงิน 18,760 ล้านบาททำโครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้านขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตามแนวทางประชารัฐเฟส 2 “ลุงตู่” กำชับเน้นลงฐานรากจริงๆ ห้ามใช้เงินไปซื้อครุภัณฑ์ใหม่ สร้างศาลาการเปรียญ ซ่อมโรงเรียน เร่งเดินหน้างบปี 61 ตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

พันเอกอธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตามแนวทางประชารัฐประจำปีงบประมาณ 2560 โดยอนุมัติงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเพื่อดำเนินการรวมวงเงิน 18,760 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินอุดหนุนทั่วไปแก่หมู่บ้านแห่งละ 250,000 บาท จำนวน 74,655 หมู่บ้าน วงเงินรวม 18,663.75 ล้านบาท และค่าดำเนินโครงการจำนวน 96.25 ล้านบาท กำหนดระยะเวลาการดำเนินโครงการ 3 เดือน สิ้นสุดเดือน ม.ค.2560

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้ระบุวัตถุประสงค์ของโครงการไว้ว่า เป็นเงินอุดหนุนเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่ภูมิภาคของประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ผ่านโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของหมู่บ้าน หรือการดำเนินกิจการสาธารณประโยชน์ของหมู่บ้านที่เกี่ยวกับการพัฒนาและส่งเสริมการประกอบอาชีพ การผลิตและการตลาดเพื่อเสริมสร้างรายได้ให้กับประชาชนในหมู่บ้าน การพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุและผู้พิการ

การจัดสวัสดิการในหมู่บ้านและการสงเคราะห์ผู้ยากจนที่ไม่สามารถช่วยตนเองได้ รวมถึงการส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การสาธารณสุข การส่งเสริมการศึกษา ศาสนา การบำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของหมู่บ้าน โดยมอบหมายให้กรมการปกครอง สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง ร่วมกันจัดทำคู่มือดำเนินโครงการ

อย่างไรก็ตาม ในการประชุม ครม.ครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้เน้นการกลั่นกรองโครงการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ และทำโครงการที่ให้เกิดการกระจายของเม็ดเงิน สร้างการจ้างงาน ก่อให้เกิดรายได้ ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่ทั้งนี้ ไม่ให้จัดทำโครงการประเภทการจัดซื้อครุภัณฑ์ใหม่ สร้างศาลาการเปรียญ หรือซ่อมแซมอาคารเรียน แต่ควรเป็นโครงการที่ช่วยพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง เช่น การสร้างลานตากมันสำปะหลังที่ยังไม่มีในพื้นที่ และไม่ให้จัดทำโครงการที่ซ้ำซ้อนกับโครงการที่มีอยู่แล้วในงบประมาณประจำปีปกติ

สำหรับกลไกในการดำเนินการนั้น จะให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครองเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ ทั้งการกำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนการดำเนินโครงการ จัดให้มีคณะกรรมการระดับอำเภอในแต่ละพื้นที่ เป็นผู้พิจารณาอนุมัติโครงการที่ผ่านการพิจารณาคัดเลือก จากประชาคมหมู่บ้านแล้วประชาสัมพันธ์รายละเอียดของโครงการให้ประชาชนรับทราบ รวมทั้งสั่งการให้นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นให้การสนับสนุนด้านต่างๆเพื่อให้คณะกรรมการหมู่บ้านดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

“โครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐประจำปีงบประมาณ 2560 เป็นการดำเนินงานต่อเนื่องขยายผลจากมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล หรือตำบลละ 5 ล้านบาท และโครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐระยะที่ 1 หมู่บ้านละ 200,000 บาทสิ้นสุดโครงการไปเมื่อวันที่ 29 ส.ค.2559”

ด้าน พ.อ.หญิงทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเพิ่มเติมว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังสั่งการในที่ประชุม ครม. ถึงแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 โดยมอบหมายให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าคณะในการกลั่นกรองงบประมาณ โดยการจัดทำงบประมาณปี 2561 ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติระยะยาว 20 ปี และเป็นการจัดทำงบประมาณในลักษณะบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์มีจำนวน 28 แผนงาน ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากปีงบประมาณ 2560 จำนวน 25 แผนงาน แผนงานบูรณาการที่กำหนดเพิ่มเติมอีก 3 แผนงานประกอบด้วยการพัฒนาฝีมือแรงงานไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 การพัฒนาศักยภาพการผลิต ภาคเกษตร และการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาค ตะวันออก

อย่างไรก็ตาม แนวทางการจัดทำงบประมาณปี 2561 นั้น แต่ละหน่วยงานต้องร่วมกันวางแผน กำหนดเป้าหมายการดำเนินงาน และมีตัวชี้วัดที่ชัดเจนเป็นมาตรฐานสากล รวมทั้ง จัดทำแผนแม่บทระยะปานกลาง และระยะยาวที่เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 และต้องบูรณาการร่วมกับจังหวัด หรือกลุ่มจังหวัดและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาและการพัฒนาในระดับพื้นที่ให้สอดคล้องกับความ ต้องการของประชาชน.

 

กฟผ.อินเตอร์ทุ่มหมื่นล้านซื้อหุ้น “อะดาโร” รัฐเปิดทางลุยธุรกิจถ่านหินนอกประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ต.ค. 2559 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/764532

 

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบให้บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. เข้าไปลงทุนซื้อหุ้นในบริษัท อะดาโร ซึ่งเป็นเหมืองถ่านหินที่มีคุณภาพในอินโดนีเซีย หรือเอไอ ในสัดส่วน 11-12% มูลค่าลงทุนไม่เกิน 325 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือไม่เกิน 11,700ล้านบาท โดยใช้เงินลงทุนจากรายได้ของ กฟผ.ไม่เกิน 164 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือไม่เกิน 5,904 ล้านบาทส่วนที่เหลืออีก 161 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้ใช้เงินปันผลที่ได้รับจากการเข้าไปถือหุ้นในบริษัทเอไอ

“ยืนยันว่าการเข้าไปลงทุนในบริษัทเอไอครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการลงทุนเพื่อนำเข้าถ่านหินจากอินโดนีเซียมาผลิตไฟฟ้าตามแผนพีดีพี หรือแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ 2015 (ปี 2558-2579) ตามที่หลายฝ่ายกังวลแต่อย่างใด แต่เป็นการลงทุนตามปกติของ กฟผ. จึงขอให้ทุกฝ่ายอย่าวิตกกังวล เพราะการจะสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินต้องตกลงกับคนในพื้นที่ก่อน ขณะเดียวกันเวลานี้มีเทคโนโลยีที่พัฒนาไปมากแล้ว ซึ่งไม่ได้มีการผลีผลามใดๆ แต่เป็นการลงทุนตามปกติเท่านั้น”

นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบให้บริษัท กฟผ. อินเตอร์ฯ ใช้เงื่อนไขการระงับข้อพิพาทระหว่างคู่สัญญา โดยวิธีอนุญาโตตุลาการในสัญญาร่วมทุนและถือหุ้น และสัญญาซื้อขายหุ้น รวมทั้งเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องที่ผ่านการตรวจพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว รวมทั้งอนุมัติให้บริษัท กฟผ.อินเตอร์ฯ ได้รับการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจำหน่ายกิจการหรือหุ้นที่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจเป็นเจ้าของปี 2504 ในกรณีที่ กฟผ.อินเตอร์ฯ ต้องจำหน่ายหุ้นของบริษัทเอไอออกไป.

 

รุมแก้นิยามคุมเข้ม “ยาสูบ-มอระกู่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ต.ค. 2559 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/764531

 

พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัตร ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน ได้เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. …ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว โดยนำเนื้อหาสาระสำคัญของ พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2535 และ พ.ร.บ.คุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ.2535 มารวมเป็นกฎหมายฉบับเดียวกัน และแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติบางประการให้สอดคล้องกับกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก ซึ่งมีประเด็นที่แก้ไขเพิ่มเติม เช่น ปรับปรุงนิยาม “ผลิตภัณฑ์ยาสูบ” ให้ครอบคลุมไปถึงผลิตภัณฑ์ที่มีสารนิโคตินเป็นส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบใหม่ เช่น มอระกู่ มอระกู่ไฟฟ้า บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ และเพิ่มเติมนิยาม “สื่อสารการตลาด” ให้ครอบคลุมไปถึงการส่งเสริมการขายการแสดง ณ จุดขาย การขายโดยใช้พริตตี้ การสร้างภาพลักษณ์ รวมถึงเพิ่มเติมนิยาม “ฉลาก” ให้ครอบคลุมฉลากของผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกรูปแบบ

ขณะเดียวกัน กำหนดให้มีคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ คณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบจังหวัด และคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบกรุงเทพฯ พร้อมกำหนดอายุขั้นต่ำผู้ที่จะซื้อจากเดิม 18 ปีเป็น 20 ปี และเพิ่มข้อกำหนดการห้ามขายด้วยวิธีต่างๆที่มีลักษณะเป็นการจงใจให้บริโภคหรือเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เช่นการขายผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ การแสดงราคา ณ จุดขายในลักษณะจูงใจ อีกทั้งกำหนดการห้ามขายในสถานที่ต่างๆ และกำหนดห้ามโฆษณาและสื่อสารการตลาด เช่น ห้ามการแสดงชื่อ เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ ในสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ การประกวด หรือแข่งขัน.

 

คลังแจงเศรษฐกิจไทยยังไปต่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ต.ค. 2559 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/764527

 

ยันไตรมาส 4 เตรียมอัดฉีดเงินเพิ่มเต็มพิกัด

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวยืนยันว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยมีความเข้มแข็งและมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งสามารถรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจต่างๆได้ อีกทั้งการดำเนินนโยบายการคลังและการเงินจากภาครัฐที่ยังคงมีความต่อเนื่องเป็นแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจในระยะต่อไป เห็นได้จากเครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจล่าสุด แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของการบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ รายได้เกษตรกร และพื้นฐานทางเศรษฐกิจยังแข็งแกร่งพร้อมรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจได้

ขณะเดียวกัน การดำเนินนโยบายการคลังและการเงินยังคงมีความต่อเนื่องมุ่งสู่ประเทศไทย 4.0 โดยเน้นมาตรการที่ดูแลทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับฐานรากไปจนถึงภาคธุรกิจขนาดใหญ่ โดยมีหลายโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินงานและจะมีเงินที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง เช่น มาตรการเร่งเบิกจ่ายของรัฐในไตรมาสที่ 4 โครงการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก โครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือแก่เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย โดยคลังจะติดตามภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดและพร้อมที่จะดำเนินมาตรการเพิ่มเติมหากมีความจำเป็น

ด้านนางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลังในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ไม่ได้เกิดภาวะทรุดตัวอย่างแน่นอน เนื่องจากการบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ประชาชนยังคงมีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยสะท้อนได้จากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมในเดือน ก.ย.59 ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 63.4 ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และสูงสุดในรอบ 6 เดือน

การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นจากมาตรการของรัฐบาลซึ่งสนับสนุนการลงทุนกลุ่ม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้าประเทศไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ การดำเนินนโยบายการคลังและการเงินยังคงมีความต่อเนื่องเพื่อผลักดันเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ในช่วงที่เหลือของปี โดยยังมีอีกหลายโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินงานและมีเม็ดเงินที่จะอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง.

 

สินเชื่อแบงก์พุ่งสวนทางเงินฝากหด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 ต.ค. 2559 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/764526

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปข้อมูลสินเชื่อเงินฝาก และสภาพคล่อง ของธนาคารพาณิชย์ไทย 14 แห่ง ณ สิ้นเดือน ก.ย.59 จากเอกสารรายการย่อแสดงสินทรัพย์และหนี้สิน (ธ.พ.1.1) ดังนี้ เงินให้สินเชื่อสุทธิ เพิ่มขึ้น 75,000 ล้านบาท จากเดือนก่อน สู่ระดับ 10.5 ล้านล้านบาท ด้วยดีลสินเชื่อเพื่อครองงำ กิจการ หรือ M&A รายใหญ่กว่า 40,000 ล้านบาท ของธนาคารรายใหญ่แห่งหนึ่ง ประกอบกับสินเชื่อธุรกิจยังขยายตัวได้ดี ยกเว้นสินเชื่อภาครัฐที่ยังมีฐานะเป็นชำระคืนสุทธิต่อเนื่อง ส่วนสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเติบโตได้ดีในทุกธนาคาร อย่างไรก็ดี สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ยังอยู่ภายใต้แรงกดดันของการชำระคืนหนี้และแรงซื้อรถใหม่ที่ยังแผ่วตัว ทั้งนี้ สินเชื่อเดือน ก.ย. ขยายตัว 2.52% เมื่อเทียบกับช่วงปีก่อน ขณะที่เงินฝากลดลง 62,000 ล้านบาท จากเดือนก่อนหน้า สู่ระดับ 11.15 ล้านล้านบาท เติบโตชะลอลงมาที่ระดับ 1.15% เมื่อเทียบกับช่วงปีก่อน เป็นผลจากการครบกำหนดของเงินฝากประจำของธนาคารใหญ่ และไม่มีการออกโปรโมชั่นเงินฝากที่จูงใจมารองรับ ขณะที่ เงินฝากกลุ่มธนาคารขนาดกลางและเล็ก ขยับขึ้นไม่มากนัก

ทั้งนี้ ยอดสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นสวนทางกับเงินฝากที่ลดลงมาก ส่งผลให้สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์เดือน ก.ย.59 ตึงตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่สิ้นปี 50 แต่ปริมาณสินทรัพย์สภาพคล่อง ของธนาคารพาณิชย์ในรูปแบบ เงินสด เงินลงทุนในตลาดเงินสุทธิ รวมเงินลงทุนในบริษัทย่อยสุทธิยังอยู่ในเกณฑ์ดี มีจำนวนกว่า 3 ล้านล้านบาท เพียงพอต่อการรองรับการดำเนินธุรกิจหลักของธนาคารพาณิชย์อย่างไม่เป็นประเด็นที่ต้องกังวล ทั้งนี้แม้สินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์เดือน ก.ย.59 จะปรับขึ้นมาก แต่บรรยากาศการใช้จ่ายไตรมาสสุดท้ายของปียังไม่มีปัจจัยที่ทำให้เร่งตัวขึ้นได้เหมือนปลายปีก่อน ประกอบกับความกังวลเรื่องคุณภาพสินทรัพย์ ทำให้ธนาคารมุ่งดำเนินนโยบายเครดิตอย่างระมัดระวัง ดังนั้น แรงกดดันของการต้องเร่งระดมเงินฝากจึงไม่น่ามีมากนัก.