ทำตามมาตรฐานความปลอดภัย แอร์เอเชีย เอ็กซ์ เครื่องขัดข้อง บินจอดเพิร์ธ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 มิ.ย. 2560 16:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/984545

สายการบินแอร์เอเชีย เอ็กซ์ (มาเลเซีย) แจงข้อมูลเที่ยวบิน D7 237 จากเพิร์ธ มุ่งหน้า กัวลาลัมเปอร์ พบปัญหาทางเทคนิค ก่อนทำตามระเบียบความปลอดภัยสูงสุด กัปตันนำเครื่องกลับมาจอดที่ท่าอากาศยานนานาชาติกรุงเพิร์ธ…

วันที่ 26 มิถุนายน สายการบิน แอร์เอเชีย เอ็กซ์ (มาเลเซีย) ชี้แจงกรณี เที่ยวบิน D7 237 จากกรุงเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย มุ่งหน้าไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ได้พบปัญหาทางเทคนิค หลังออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติกรุงเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการปฏิบัติตามระเบียบความปลอดภัยสูงสุดตามหลักมาตรฐานสากล นักบินจึงตัดสินใจนำเครื่องกลับมาลงจอดอย่างปลอดภัยที่ท่าอากาศยานนานาชาติกรุงเพิร์ธ

โดยสายการบิน เเอร์เอเชีย เอ็กซ์ (มาเลเซีย) ยืนยันการให้บริการโดยคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดเเก่ผู้โดยสารทุกท่าน และได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในขั้นตอนการตรวจสอบหาสาเหตุดังกล่าวอย่างใกล้ชิดกับบริษัทผู้ผลิตเครื่องยนต์โรลส์-รอยซ์ และหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ สายการบินฯ ขอเน้นย้ำว่ากลุ่มแอร์เอเชียได้ดำเนินการตามแผนซ่อมบำรุงที่เคร่งครัดตามที่บริษัทผู้ผลิตได้กำหนดไว้ และปฏิบัติตามทุกขั้นตอนและข้อกำหนดสำหรับการให้บริการเที่ยวบินที่ระบุโดยหน่วยงานรัฐในทุกประเทศที่สายการบินฯ มีเที่ยวบินให้บริการ และสำหรับในประเทศออสเตรเลีย สายการบินได้ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยจากคณะผู้ตรวจสอบที่ดำเนินการโดยหน่วยงานการบินท้องถิ่นเช่นเดียวกัน

กลุ่มสายการบินแอร์เอเชียได้ผ่านขั้นตอนการตรวจสอบรับรองจากหน่วยงานตรวจเช็กมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลกอย่าง International Air Transportation (IATA) Operational Safety Audit (IOSA), เพื่อยกระดับการจัดการมาตรฐานความปลอดภัยของสายการบิน โดยมีสายการบินในเครือที่ได้เข้าร่วมขั้นตอนดังกล่าว ได้แก่ สายการบิน แอร์เอเชีย เอ็กซ์ (มาเลเซีย), สายการบิน แอร์เอเชีย เอ็กซ์ (อินโดนีเซีย) และ สายการบิน แอร์เอเชีย อินโดนีเซีย โดยสายการบิน แอร์เอเชีย เอ็กซ์ (มาเลเซีย) ได้รับใบรับรองจากหน่วยงานดังกล่าวในปี 2558 และ 2559 ที่ผ่านมา.

 

สนข. เตรียมเก็บค่าผ่านแดนขนส่งสินค้า หวังนำเงินซ่อมแซมถนน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 มิ.ย. 2560 16:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/984317

สำนักงานนโยบายแผนการขนส่งและจราจร จัดสัมมนาหาแนวทางเก็บค่าธรรมเนียมการเข้าประเทศ หวังนำรายได้บำรุงรักษาถนน เนื่องจากขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ทำเส้นทางชำรุดบ่อยครั้ง พร้อมยกระดับเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน…

วันที่ 26 มิ.ย. 60 นางวิไลรัตน์ ศิริโสภณศิลป์ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร เผยหลังเป็นประธานสัมมนาเพื่อแนะนำโครงการและรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในโครงการศึกษาการจัดเก็บค่าผ่านทางรองรับการขนส่งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ว่า ได้มีการคาดการณ์ว่าภายหลังจากที่มีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จะทำให้เกิดการใช้เส้นทางหลวงภายในประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ส่งผลกระทบให้เส้นทางเกิดการชำรุดบ่อยครั้ง ซึ่งทำให้ประเทศไทยต้องแบกรับภาระต้นทุนค่าบำรุงรักษาทางมาโดยตลอด

ขณะที่ ปัจจุบันสมาชิกอาเซียนบางประเทศ มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเข้าประเทศและการใช้ทางสำหรับนำมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งของประเทศแล้ว ดังนั้นการสัมมนาในวันนี้ จึงเป็นการเริ่มต้นเพื่อหาแนวทางการศึกษา การจัดเก็บค่าผ่านรองรับการขนส่งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพื่อนำรายได้มาบำรุงรักษาทางหลวงของประเทศไทย

สำหรับปัจจัยในการคำนวณค่าธรรมเนียมบำรุงรักษาถนน ประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ต้นทุนในการบำรุงรักษาค่าผ่านทาง ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม และต้นทุนด้านอุบัติเหตุ ซึ่งได้มีการศึกษาถึงแนวทางเลือกของระบบจัดเก็บค่าผ่านทางโดยแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1.ระบบเก็บค่าผ่านทางแบบใช้พนักงาน (Manual Toll Collector System) 2.ระบบเก็บค่าผ่านทางแบบอัตโนมัติ (Automatic Toll Collector System) 3.ระบบเก็บค่าผ่านทางแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Toll Collection System)

นอกจากนี้ ยังนำเอาเทคโนโลยีด้านการจราจรอันทันสมัยมาใช้ในการดำเนินงาน เพื่อให้การติดตามตรวจสอบยานพาหนะและดูแลรถขนส่งที่ข้ามพรมแดนมาสู่ประเทศไทยให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ระบบ GPS Tracking System ระบบ CCTV เป็นต้น

ส่วนการบริหารจัดการรายได้จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียม เบื้องต้น มี 3 แนวทางเลือก ประกอบด้วย 1.หน่วยงานรัฐปัจจุบันเป็นผู้ดำเนินการจัดเก็บค่าธรรมเนียมและจัดส่งไปยังกองทุน 2.จัดตั้งหน่วยงานใหม่ เพื่อบริหารการจัดเก็บค่าผ่านทาง 3.ให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการจัดเก็บแทนหน่วยงานของรัฐทั้งนี้ ผลจากการศึกษาจะถูกนำมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินโครงการให้สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งไม่เพียงช่วยรัฐประหยัดงบประมาณและลดภาระในการซ่อมบำรุงทางของประเทศได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม ยังสามารถติดตามตรวจสอบ ควบคุมปริมาณรถยนต์จากประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้การคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียนมีความเป็นสากลและปลอดภัยมากขึ้น เป็นการยกระดับประเทศไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาคในอนาคตอย่างยั่งยืน.

การรถไฟย้ำคุ้มค่า สร้างรถไฟทางคู่ระดับดิน ผ่านตัวเมืองโคราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 มิ.ย. 2560 16:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/984457

การรถไฟแห่งประเทศไทย แจงเหตุผลเส้นทางการก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ผ่านตัวเมืองนครราชสีมา เป็นทางรถไฟระดับดิน ยันออกแบบคำนึงความปลอดภัย พร้อมแก้ไขปัญหาจราจรเป็นหลัก..

วันที่ 26 มิ.ย. 60 นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ รองอธิบดีกรมทางหลวง รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ชี้แจงเหตุผลโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ช่วงที่ผ่านตัวเมืองนครราชสีมาเป็นทางรถไฟระดับดิน ทำให้เขตเมืองแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง ทำให้ประชาชนสัญจรไม่สะดวก ซึ่งแตกต่างจากการสร้างทางคู่ที่เมืองขอนแก่นที่เป็นทางยกระดับนั้น ว่าโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ช่วงที่ผ่านตัวเมืองนครราชสีมา อยู่ในโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงมาบกระเบา-ชุมทางถนนจิระ โดยช่วงที่ผ่านตัวเมืองนครราชสีมา ถูกออกแบบให้เป็นทางรถไฟระดับดิน

เนื่องจาก 1. ช่วงสถานีรถไฟนครราชสีมาเป็นย่านใหญ่ และอยู่ห่างจากชุมทางถนนจิระเพียง 3 กิโลเมตร หากจะปรับรูปแบบให้เป็นทางยกระดับในช่วงดังกล่าว จำเป็นต้องยกระดับบริเวณย่านจิระด้วย ส่งผลให้ค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้นสูงมาก 2. การปรับรูปแบบช่วงสถานีรถไฟนครราชสีมา ซึ่งเป็นย่านใหญ่ให้เป็นทางยกระดับ จะส่งผลให้ไม่มีพื้นที่เหลือเพียงพอสำหรับการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงในอนาคต 3. ที่นครราชสีมามีโรงรถจักรสำหรับการซ่อมบำรุงรักษารถ หากปรับรูปแบบเป็นทางยกระดับ จะส่งผลให้ไม่สามารถนำรถเข้าโรงรถจักรสำหรับการซ่อมบำรุงได้

สำหรับโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางถนนจิระ–ขอนแก่นนั้น มีจุดเริ่มต้นโครงการบริเวณสถานีบ้านเกาะ ซึ่งอยู่เลยชุมทางถนนจิระออกไป มีระยะทางผ่านท้องที่จังหวัดนครราชสีมาประมาณ 80 กม. ตัวโครงการถูกออกแบบให้เป็นทางรถไฟระดับดินเช่นเดียวกัน ยกเว้นช่วงที่ผ่านตัวเมืองขอนแก่น เนื่องจากช่วงดังกล่าวมีจุดตัดทางรถไฟเสมอระดับในบริเวณเดียวกันถึง 5 แห่ง จึงได้ออกแบบให้เป็นทางรถไฟยกระดับข้ามถนนเดิมยาวตลอด

อีกทั้ง มีความคุ้มค่ามากกว่าการสร้างสะพานข้ามทางรถไฟเป็นแห่งๆ และยังไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของการยกระดับทางรถไฟ ส่วนจุดตัดทางรถไฟเสมอระดับจุดอื่นๆ ในจังหวัดนครราชสีมานั้น มีระยะห่างกันค่อนข้างมาก ไม่คุ้มค่าที่จะออกแบบเป็นทางรถไฟยกระดับตลอดสาย รฟท. จึงได้ออกแบบให้มีสะพานข้ามทางรถไฟ หรือถนนลอดใต้ทางรถไฟ

รวมทั้ง สร้างถนนคู่ขนานทางรถไฟ แล้วสร้างสะพานกลับรถรูปเกือกม้าทดแทนจุดตัดทางรถไฟเสมอระดับเดิมทุกแห่ง เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน โดยที่ประชาชนสองข้างทางรถไฟยังสามารถสัญจรไปมาผ่านทางรถไฟได้เหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม รฟท. ขอยืนยันว่าการออกแบบดังกล่าวได้คำนึงถึงหลักวิศวกรรม ความปลอดภัยและการแก้ไขปัญหาจราจร และความคุ้มค่าของการลงทุนเป็นสำคัญ.

 

รับซื้อข้าวโพดวุ่น ‘พาณิชย์’ ประสานโรงงานผลิตอาหารสัตว์วอนสลับกันปิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 มิ.ย. 2560 16:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/984490

โรงงานอาหารสัตว์รายใหญ่ ปิดโรงงานซ่อมเครื่องจักร หยุดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หลังปลายฤดูผลผลิตมีน้อย ดันราคาพุ่ง ทำชาวไร่เดือดร้อนหนัก ไม่มีที่ขายผลผลิต “อภิรดี” สั่งพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ ประสานโรงงานให้สลับกันปิด ขณะที่นายกสมาคมอาหารสัตว์ฯ ยันสมาชิกไม่ได้หยุดรับซื้อข้าวโพด

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงการแก้ไขปัญหากรณีที่โรงงานอาหารสัตว์ หยุดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเกษตรกรในหลายพื้นที่ เช่น ศรีราชา ราชบุรี นครราชสีมา พิษณุโลก ลำพูน ตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยอ้างปิดโรงงานเพื่อปรับปรุงเครื่องจักรว่า ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ที่มีโรงงานผลิตอาหารสัตว์ตั้งอยู่ ประสานกับโรงงานให้สลับกันปิดโรงงาน เพื่อให้มีโรงงานเปิดรับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกรอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะเป็นช่วงปลายฤดูการผลิต และผลผลิตมีจำนวนไม่มาก แต่จำเป็นต้องให้มีโรงงานรองรับ เพราะยังมีผลผลิตตกค้างอยู่บางส่วน

“เท่าที่ตรวจสอบ โรงงานอาหารสัตว์ของซีพีหลายแห่ง ได้หยุดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเกษตรกร ทำให้โรงงานแหลมทอง และลีพัฒนา หยุดซื้อด้วย โดยให้เหตุผลของการปรับปรุงเครื่องจักรตามแผน เพราะผลผลิตช่วงนี้มีน้อย ขณะที่เบทาโกร ซึ่งเป็นรายใหญ่ยังรับซื้อปกติ แต่กระทรวงฯ เห็นว่า แม้จะเป็นช่วงปลายฤดู แต่ผลผลิตยังมีตกค้างอยู่ จำเป็นต้องเร่งให้โรงงานเปิดรับซื้อต่อเนื่อง โดยราคาล่าสุดอยู่ที่กิโลกรัมละ 8.40-8.50 บาท”

สำหรับโรงงาน ที่กระทรวงฯ ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดประสานให้เปิดรับซื้อผลผลิตข้าวโพด ได้แก่ จังหวัดลำพูน พิษณุโลก ลพบุรี สระบุรี เพชรบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี สงขลา กรุงเทพฯ สมุทรปราการ อยุธยา นครราชสีมา สมุทรสาคร ปทุมธานี ราชบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม อุบลราชธานี ซึ่งจะทำให้เกษตรกรที่ยังไม่ได้ขายผลผลิต สามารถขายผลผลิตได้ โดยกระทรวงฯ จะติดตามและตรวจสอบสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

นายกสมาคมอาหารสัตว์ฯ ยันสมาชิกไม่ได้หยุดรับซื้อข้าวโพด

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยเปิดเผยว่า บริษัทสมาชิกยังคงเปิดรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามปกติ แต่เนื่องจากเป็นช่วงปลายฤดูกาล ทำให้ปริมาณผลผลิตข้าวโพดจากเกษตรกรมีน้อย โรงงานอาหารสัตว์หลายแห่งจึงให้ราคาที่สูงกว่าราคากำหนดของกระทรวงพาณิชย์ที่ 8 บาท/กิโลกรัม ณ ตลาดรับซื้อในกรุงเทพฯ อาทิ ซีพีที่ให้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 8.65 บาท

อย่างไรก็ตาม สมาคมได้ตรวจสอบกับสมาชิกแล้ว พบว่าสมาชิกก็ไม่ได้หยุดรับซื้อตามที่โดนกล่าวอ้าง ส่วนกรณีของลีพัฒนา มีการหยุดรับซื้อข้าวโพดเนื่องจากได้ให้ความร่วมมือกระทรวงพาณิชย์เร่งซื้อข้าวโพดตั้งแต่ต้นฤดูในเดือนกรกฎาคม 2559 จนข้าวโพดในไซโลเกินความต้องการใช้ในปัจจุบันและคาดว่าจะสามารถเปิดรับข้าวโพดใหม่ได้เมื่อข้าวโพดฤดูใหม่ออกสู่ตลาด

“ช่วงปลายฤดูกาลเป็นช่วงที่เกษตรกรขายผลผลิตข้าวโพดออกไปหมดแล้วและอยู่ระหว่างรอข้าวโพดฤดูกาลใหม่ที่จะเก็บเกี่ยวได้ในราวเดือนสิงหาคม ช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่โรงงานบางแห่งจะทำการปิดซ่อมบำรุงเครื่องจักร ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ทำเป็นประจำทุกปี แต่จะมีการประสานงานกับกระทรวงพาณิชย์ก่อนทุกครั้ง แต่การที่มีข่าวว่ายังคงมีปริมาณข้าวโพดคงค้างในขณะนี้นับล้านตันจึงไม่น่าเป็นไปได้ ยกเว้นกรณีที่มีการลักลอบนำเข้าข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้านผ่านทาง อ.แม่สอด จ.ตาก อ.ท่าลี่ จ.เลย และ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว”

ทั้งนี้ ในกรอบของ AEC ข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้าน สามารถนำเข้ามาไทยได้อย่างเสรี (duty free /quota-free) แต่เนื่องจากเป็นสินค้าอ่อนไหวทางการเมือง กระทรวงพาณิชย์ จึงออกมาตรการการนำเข้า เพื่อป้องกันผลกระทบต่อข้าวโพดในประเทศ หนึ่งในนั้นคือการจัดทำระเบียบการนำเข้าข้าวโพด ให้สามารถนำเข้ามาได้เป็นบางเดือนเท่านั้น

เนื่องจากราคาข้าวโพดนำเข้าที่ถูกกว่าข้าวโพดในประเทศมาก จึงจูงใจให้มีการทยอยนำเข้าข้าวโพด รวมถึง ลักลอบนำเข้าในช่วงที่ห้ามนำเข้าด้วย รวมแล้วประมาณ 1 ล้านตันในปีที่ผ่านมา เพื่อจุดประสงค์ในการเก็บสต๊อกไว้เก็งกำไรในช่วงปลายฤดู ซึ่งเป็นตัวเลขที่พ่อค้าพืชไร่ยอมรับว่ามีการลักลอบจริง

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาสมาคมต่างร่วมมือกันตรวจสอบแหล่งที่มาของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยจะรับซื้อเฉพาะจากแหล่งที่ปลูกถูกกฎหมายและเป็นพื้นที่ที่หน่วยงานราชการรับรองเท่านั้น ดังนั้น หากเป็นข้าวโพดผิดกฎหมาย โรงงานอาหารสัตว์ก็ไม่สามารถให้การสนับสนุนหรือรับซื้อได้

“การลักลอบนำเข้าเป็นสาเหตุสำคัญทำให้ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของชาวไร่ตกต่ำ จึงอยากวอนภาครัฐเข้มงวดในประเด็นนี้ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อเกษตรกรของไทย”

 

สนข.แจงรถไฟไทย-จีน เตรียมส่ง จนท.25 คนไปอบรมเรื่องรถไฟความเร็วสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 มิ.ย. 2560 14:58

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/984312

สนข.ชี้แจงความร่วมมือ “รถไฟไทย-จีน” ย้ำโครงการเน้นถ่ายทอดเทคโนโลยี-ฝึกอบรมให้บุคลากรด้านระบบรางคนไทย ล่าสุดส่งบุคลากรไทย 25 คนอบรมที่จีนฟรี โดยไม่นำมาคิดเป็นค่าดำเนินการ เพื่อรองรับการพัฒนาระบบรถไฟ…

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2560 นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่า โครงการดำเนินการ รถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา–หนองคาย ที่กระทรวงคมนาคมจะดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลนั้น ยืนยันว่า โครงการจะเป็นการร่วมมือกันระหว่างไทย-จีน และจะมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและฝึกอบรม ในระบบรถไฟร่วมกันอย่างแน่นอน

ล่าสุด ได้มีการดำเนินการไปแล้วบางส่วน คือ 1. การดำเนินการบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยสาระสำคัญประการหนึ่งของบันทึกความเข้าใจ (MOU) กำหนดให้ฝ่ายจีนจัดให้มีการฝึกอบรมให้กับบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานและพัฒนาด้านระบบรถไฟความเร็วสูง โดยที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคม ได้ส่งบุคลากรของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ไปฝึกอบรมที่ประเทศจีน จำนวน 2 รุ่น รุ่นละ 40 คน รวมจำนวน 80 คน เพื่อให้บุคลากรของ รฟท. มีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับระบบรถไฟความเร็วสูงของจีน การบริหารจัดการเดินรถไฟความเร็วสูง และการซ่อมบำรุงดูแลรักษาทั่วไป

2. ความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยทางกระทรวงพาณิชย์ สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เสนอหลักสูตรฝึกอบรมเกี่ยวกับรถไฟความเร็วสูงให้แก่บุคลากรไทยแบบให้เปล่า เพื่อให้บุคลากรไทยได้มีองค์ความรู้ด้านระบบรถไฟความเร็วสูง ซึ่งตั้งแต่ปี 58 เป็นต้นมา ได้ดำเนินการไปแล้วจำนวน 170 คน

ล่าสุด ได้จัดให้มีการฝึกอบรมในหัวข้อ “2017 Seminar on Railway for Thai Lecture” โดยกระทรวงคมนาคมได้พิจารณาคัดเลือกผู้แทนไทยจากมหาวิทยาลัยต่างๆ สถาบันการศึกษา หน่วยงานที่รับผิดชอบในการดำเนินงานด้านระบบราง และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้ารับการฝึกอบรมและสัมมนาดังกล่าว จำนวน 25 คน ที่ มหาวิทยาลัย Beijing Jiaotong กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยหลักสูตรดังกล่าวนี้ฝ่ายจีนเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ฝ่ายไทยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม และค่าใช้จ่ายดังกล่าวไม่ได้นำมาคิดเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนแต่อย่างใด

นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมได้กำหนดให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและฝึกอบรม โดยกำหนดให้มีบุคลากรไทยปฏิบัติงานร่วมกับบุคลากรจีน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาการออกแบบรายละเอียด สัญญาการควบคุมงานก่อสร้าง และสัญญางานระบบราง ระบบไฟฟ้าและเครื่องกล ซึ่งทั้ง 2 ฝ่าย จะต้องจัดเตรียมงานอย่างเป็นระบบร่วมกันต่อไป.

 

“เครือสหพัฒน์” ร่วมใจประกาศเจตนารมณ์สานพลังประชารัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 26 มิ.ย. 2560 13:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/984225

หลังจากรัฐบาลประกาศนโยบายขับเคลื่อนประเทศด้วยยุทธศาสตร์ประชารัฐ โดยสานพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาประเทศให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน เครือสหพัฒน์ ในฐานะองค์กรภาคเอกชนที่ต้องการเห็นประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น จึงได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศ ด้วยการสนับสนุนให้บริษัทในเครือจัดทำโครงการประชารัฐ ทั้งการยกระดับคุณภาพวิชาชีพ (E2) และประชารัฐเพื่อสังคม (E6) ซึ่งปัจจุบันมีโครงการที่ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมและประสบความสำเร็จแล้วหลายโครงการ

“ในโอกาสการจัดงาน สหกรุ๊ปแฟร์ ครั้งที่ 21 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน-2 กรกฎาคมนี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้สโลแกน คนดี สินค้าดี สังคมดี = ไทยแลนด์เบสต์ เครือสหพัฒน์จึงได้นำโครงการประชารัฐมาจัดแสดงในงานนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้มาศึกษาวิธีคิดและรายละเอียดการดำเนินงาน ซึ่งอาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้นำไปต่อยอดเพื่อพัฒนาชุมชนของตนเองเข้มแข็งได้” นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการนำโครงการประชารัฐไปเป็นไฮไลต์หนึ่งในงานสหกรุ๊ปแฟร์ปีนี้

นายบุณยสิทธิ์ ได้กล่าวถึงโครงการประชารัฐที่บริษัทต่างๆ ในเครือสหพัฒน์ได้ดำเนินการจนประสบความสำเร็จ อาทิ สถานศึกษาต้นแบบทวิภาคี สานพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นการยกระดับคุณภาพวิชาชีพอาชีวศึกษาที่ บมจ.ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล ทำขึ้นโดยร่วมกับ วิทยาลัยพณิชยการธนบุรีพัฒนาหลักสูตรและองค์ความรู้ของผู้เรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาการตลาด เพื่อยกระดับคุณภาพวิชาชีพและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาให้สอดรับกับความต้องการของประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ตามนโยบายรัฐบาลที่จะนำประเทศไทยก้าวสู่ Thailand 4.0 เป้าหมายของโครงการนี้คือทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์การทำงานจริง ซึ่งจะก่อให้เกิดความชำนาญเฉพาะด้าน รวมถึงเป็นการเตรียมบุคลากรที่มีคุณภาพที่ตรงกับความต้องการขององค์กร รองรับการขาดแคลนแรงงานในอนาคต และยังเป็นการวางแผนกำลังคนอย่างเป็นระบบของไอ.ซี.ซี.ด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำโครงการประชารัฐเพื่อสังคม เกษตรพอเพียง ดร.เทียม โชควัฒนา จังหวัดลำพูน ซึ่ง บมจ.สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จัดทำขึ้นเพื่อสร้างอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุให้สามารถประกอบอาชีพที่เหมาะสมกับสภาวะสุขภาพ และใช้โครงการนี้เป็นศูนย์การเรียนรู้ให้ผู้สนใจได้เข้ามาศึกษาดูงานเรื่องการทำเกษตร

“เราได้พัฒนาพื้นที่ขึ้นในโครงการเครือสหพัฒน์ จ.ลำพูน ใช้หลักเกษตรพอเพียงเป็นแนวทาง และให้ผู้สูงอายุในชุมชนนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการดำเนินงาน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการร่วมมือกับกลุ่มโรงเรียนเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษา อ.เมืองลำพูนที่ 3 ดำเนินกิจกรรมวิถีเพียงพอบนเกษตรพอเพียง และจัดกิจกรรม 5 ปีวิถีพอเพียงโดยได้รับความร่วมมือจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ชุมชนใน จ.ลำพูน มาร่วมออกร้าน นอกจากนี้ ยังได้เปิดร้านค้าเป็นศูนย์กลางในการรับสินค้ามาวางจำหน่าย อีกทั้งทำการตลาดเชิงรุกโดยร่วมออกร้านในงานต่างๆ ของชุมชนเพื่อให้สินค้าเป็นที่รู้จัก และมีแผนการตลาดผ่านช่องทางการขายของเครือสหพัฒน์เพื่อให้สินค้าเข้าสู่ตลาดอย่างเป็นระบบ ซึ่งในระยะยาว โครงการจะมุ่งก้าวสู่การเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านเกษตรที่อยู่ร่วมกับอุตสาหกรรม โดยใช้แนวทางการดำเนินงานที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชนท้องถิ่นโดยเฉพาะสังคมของเด็กปฐมวัยและผู้สูงอายุ” นายบุณยสิทธิ์ กล่าว

อีกหนึ่งโครงการประชารัฐเพื่อสังคมที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพของคนไทยคือ 80/28 Oral Health Promotion and Prevention ซึ่งเป็นความริเริ่มของ บจ.ไลอ้อน (ประเทศไทย) โดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาลประจำจังหวัด เทศบาล และศูนย์พัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างและป้องกันสุขภาวะช่องปากของคนไทยภายใต้แนวคิด 80/28 ซึ่งหมายถึงเมื่ออายุ 80 ปี หากมีฟันแท้ 28 ซี่ จะทานอาหารได้หลากหลายและได้สารอาหารครบถ้วนต่อร่างกายเพื่อการมีชีวิตที่สมบูรณ์และยั่งยืนจวบจนวันสุดท้าย การที่จะทำให้แนวคิด 80/28 เป็นจริงได้นั้นจะต้องปลูกฝังนิสัยการดูแลสุขภาพช่องปากในทุกช่วงวัย โครงการจึงได้จัดกิจกรรมสำหรับทุกช่วงวัยตั้งแต่ยังเป็นทารกในครรภ์ เด็กเล็กวัยก่อนเข้าเรียน เด็กวัยเรียน ผู้ใหญ่และสูงอายุ เพื่อปรับพฤติกรรมในการดูแลสุขภาพช่องปากของตัวเองอย่างถูกวิธี ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการมีสุขภาพร่างกายที่ดีของทุกคน ดังคำว่าสุขภาพดีเริ่มที่ปาก และเมื่อสุขภาพช่องปากดีแล้วจะทำให้การพบแพทย์ลดลง ลดการพึ่งยา ลดค่าใช้จ่ายในการรักษา ลดความแออัดของโรงพยาบาล และลดภาระของรัฐบาลได้ด้วย

นอกจาก 3 โครงการข้างต้นแล้ว ยังมีโครงการประชารัฐภายใต้การดำเนินงานของบริษัทในเครือสหพัฒน์อีกหลายโครงการที่มีความหลากหลาย รองรับกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน ทั้งโครงการที่ส่งเสริมทางด้านการศึกษาอย่าง ทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยกับสหพัฒน์ ที่ บมจ.สหพัฒนพิบูล ได้จัดทำขึ้นเพื่อให้นักเรียนทั่วทุกภาคมีโอกาสทางการศึกษาเท่าเทียมกัน โดยสามารถมาร่วมทบทวนความรู้จากคณาจารย์ที่มีชื่อเสียงโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย, ประชารัฐขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงภาษาอังกฤษ ของ บมจ.บูติคนิวซิตี้ ที่ให้เยาวชนไทยได้ศึกษาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่จัดทำเป็นภาษาอังกฤษ และ Science on Mobile จาก บมจ.เอส แอนด์ เจ อินเตอร์เนชั่นแนล เอนเตอร์ไพรส์ ที่ได้พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์แก่เยาวชนระดับมัธยมศึกษาให้สามารถเตรียมความพร้อมเพื่อศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา

นอกจากนี้ ยังมีโครงการประชารัฐที่สามารถนำไปต่อยอดประกอบอาชีพในอนาคตได้ เช่น OCC สานพลังประชารัฐ พัฒนาความรู้ สู่เส้นทางสายวิชาชีพ จาก บมจ.โอซีซี ที่สนับสนุนให้เยาวชนมีทักษะในการแต่งหน้า, สีสันแห่งชีวิตใหม่ ผู้หญิงคิดบวก ของ บจ.อินเตอร์เนชั่นแนล แลบบอราทอรีส์ เพื่อให้ผู้ต้องขังเรียนรู้เรื่องการแต่งหน้าที่สามารถนำไปเป็นอาชีพเมื่อพ้นโทษ, ร้านค้าชุมชนคนพิการ โดย บมจ.ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ เพื่อช่วยเหลือผู้พิการให้มีอาชีพเลี้ยงตนเองได้ รวมทั้ง สอนถ่ายภาพสำหรับเยาวชน จาก บจ.ธานรา, สอนเย็บถุงผ้ามูลนิธิพระดาบสช่วยลดโลกร้อน จาก บมจ.ธนูลักษณ์ และ การเรียนการสอนอาชีพในสถานประกอบการ จาก บจ.ไลอ้อน (ประเทศไทย)

ยังมีโครงการที่ส่งเสริมสุขภาพอย่าง ประชารัฐร่วมใจ ต้านภัยมะเร็งเต้านมเพื่อชุมชน ของ บมจ.ไทยวาโก้ ที่รณรงค์ให้ผู้หญิงป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากมะเร็งเต้านม ประชารัฐเกษตรอินทรีย์ จาก บจ.ไลอ้อน (ประเทศไทย) ที่สนับสนุนให้พนักงานมีสุขภาพแข็งแรงด้วยการทานผักปลอดสารพิษ รวมทั้งโครงการที่ส่งเสริมความปลอดภัยในการขับขี่กับ ส่งเสริมการสวมหมวกนิรภัย 100% (ห่วงใครให้ใส่หมวก) จาก บจ.เอสอาร์.ดับบลิว.การ์เมนท์ ร่วมกับ บมจ. เอส แอนด์ เจ อินเตอร์เนชั่นแนล เอนเตอร์ไพรส์ 

“โครงการประชารัฐทั้ง 15 โครงการนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เครือสหพัฒน์ได้จัดทำขึ้น เรายังคงมุ่งมั่นที่จะร่วมพลังกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อเปลี่ยนแปลงและพัฒนาประเทศให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน มีอีกหลายโครงการที่กำลังริเริ่มดำเนินการ รวมทั้งจะมีการต่อยอดและขยายผลเพิ่มเติมสำหรับโครงการที่ทำอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ เรายังหวังว่าการนำโครงการเหล่านี้มาจัดแสดงในงานสหกรุ๊ปแฟร์จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นเกิดแนวคิดในการสร้างสรรค์โครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศเพิ่มขึ้นด้วย” นายบุณยสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย

 

ทองไทยเปิดตลาดปรับลง 50 รูปพรรณขายบาทละ 20,700

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 26 มิ.ย. 2560 09:47

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/984058

ทองไทยเปิดตลาดวันจันทร์ ราคาปรับลง 50 ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,100 ขายออกบาทละ 20,200 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,738.32 ขายออกบาทละ 20,700 บาท…

วันที่ 26 มิ.ย. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทย เปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.27 น. ราคาลดลง 50 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,100 ขายออกบาทละ 20,200 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,738.32 ขายออกบาทละ 20,700 บาท.

 

ศูนย์กลางผลไม้เมืองร้อน ร่ายยุทธศาสตร์ดันไทยกำหนดทิศทางโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 มิ.ย. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/983795

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์

“สนธิรัตน์” เดินหน้าทำยุทธศาสตร์ผลไม้เมืองร้อน คาดเสร็จใน 2–3 เดือน ตั้งเป้าดันไทยเป็นมหาอำนาจผลไม้เมืองร้อน สามารถกำหนดทิศทางราคาได้พร้อมการบริหารจัดการเป็นระบบ

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวง พาณิชย์อยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อจัดทำยุทธศาสตร์ผลไม้เมืองร้อน คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2-3 เดือนนี้ เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการผลไม้ทั้งประเทศอย่างเป็นระบบ ป้องกันราคาตกต่ำในระยะยาว โดยตั้งเป้าหมายเพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าผลไม้เมืองร้อนของโลก และเป็นมหาอำนาจของโลกในการกำหนดทิศทางราคาของผลไม้เมืองร้อน ซึ่งเบื้องต้นจะผลักดันผลไม้เมืองร้อนที่มีศักยภาพก่อนจำนวน 10 ชนิด เช่น ทุเรียน เงาะ ลองกอง มังคุด ลำไย เป็นต้น

ทั้งนี้ ในปัจจุบันไทยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกผลไม้รายใหญ่ของโลก แต่ยังขาดเทคโนโลยี นวัตกรรมในการจัดการผลผลิตเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน อีกทั้งเกษตรกรยังขาดความรู้ในการผลิตให้มีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของตลาด เพราะส่วนใหญ่จะเลือกปลูกผลไม้ตามกระแสตลาด ส่งผลให้ผลผลิตมีมากขึ้น และราคาตกต่ำจนเกษตรกรเดือดร้อน ซึ่งรัฐบาลต้องหาแนวทางแก้ปัญหาซ้ำซากทุกปี

“อย่างเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ทุเรียนมีราคาสูงมาก เพราะผลผลิตออกมาน้อย เกษตรกรที่เคยปลูกยางพาราจะตัดต้นยางเพื่อปลูกทุเรียน ทำให้ปีนี้ผลผลิตทุเรียนออกมามากกว่าปีก่อนประมาณ 30% แต่โชคดีที่ราคาไม่ตกต่ำ เพราะตลาดจีนยังมีความต้องการสูง และกระทรวงพาณิชย์ปลุกกระแสการบริโภคทุเรียนเพิ่มขึ้น หากมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนแล้ว รัฐบาลจะไม่ต้องแก้ปัญหาราคาตกต่ำซ้ำซาก และยังทำให้ไทยกำหนดทิศทางราคาผลไม้ในตลาดโลกได้ ส่งผลให้ราคามีเสถียรภาพ และเกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาสูงขึ้น”

สำหรับปีนี้ นอกจากกระทรวงพาณิชย์ได้ผลักดันให้เกิดกระแสการบริโภคทุเรียนแล้ว ยังจะส่งเสริมการตลาดเพิ่มเติม เช่น เชื่อมโยงจากแหล่งผลิตไปยังตลาดปลายทาง ทั้งห้างค้าปลีก ตลาดต้องชม และตลาดการค้าชายแดน รวมไปถึงเพิ่มช่องทางการตลาด ผ่านการค้าออนไลน์ ประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ ส่งเสริมการแปรรูปผลไม้ และขยายตลาดต่างประเทศ เช่น อินเดีย ที่มีความต้องการผลไม้เมืองร้อนเพิ่มขึ้น

ขณะที่ข้อมูลการผลิตผลไม้ของไทยในปีนี้ จากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุว่า ผลไม้จังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด ต้นฤดูปี 60 ได้แก่ ทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง มีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นทุกชนิด โดยมีผลผลิตรวม 777,112ตัน เพิ่มขึ้น 37.17% จากปีก่อนที่มีจำนวน 562,164 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 208,948 ตัน เพราะราคาในปีก่อนดีมาก จูงใจให้เกษตรกรดูแลรักษาผลผลิต อีกทั้งในปีนี้สภาพอากาศยังเอื้ออำนวยมากกว่าปีก่อน ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น

ส่วนผลผลิตช่วงปลายเดือน พ.ค.-มิ.ย.60 คาดว่า ผลผลิตรวมของทั้ง 4 สินค้าจะเพิ่มขึ้นทุกชนิด โดยเงาะจะเพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 52.62% เพราะปีที่ผ่านมาขาดน้ำเงาะติดผลน้อย แต่ด้วยสภาพอากาศปีนี้มีความเย็นเหมาะสม ส่งผลให้ ออกดอกได้มากขึ้น รองลงมา ได้แก่ ทุเรียน เพิ่มขึ้น 39.96% มังคุด เพิ่มขึ้น 26.27% และลองกอง เพิ่มขึ้น 2.17% ในด้านปริมาณการส่งออก แปรรูป และการบริโภคภายในประเทศ เฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี หรือตั้งแต่ปี 56-58 พบว่ามีความต้องการสูงถึง 2.3 ล้านตัน แบ่งเป็น ทุเรียน 630,000 ตัน มังคุด 220,000 ตัน เงาะ 310,000 ตัน ลองกอง 140,000ตัน ลิ้นจี่ 52,000 ตัน และลำไย 980,000 ตัน คาดว่าในปีนี้ปริมาณจะใกล้เคียงกัน สะท้อนให้เห็นว่าไทยเป็นตลาดการค้าผลไม้เมืองร้อนที่มีศักยภาพ.

 

เอกชนจี้รัฐเร่งปฏิรูประบบการศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 มิ.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/983792

นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท.ต้องการให้รัฐบาลเร่งปฏิรูประบบการศึกษา โดยเฉพาะการผลิตบุคลากรเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย (นิวเอสเคิร์พ) เนื่องจากเป็นข้อกังวลของนักลงทุนที่จะมาลงทุนในประเทศไทยได้สอบถามเข้ามา จึงเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ เพราะขณะนี้ไทยกำลังขับเคลื่อนนโยบายดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่โครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)

“แม้ว่าการปฏิรูประบบการศึกษาจะเป็นหนึ่งในนโยบายของรัฐบาลที่กำลังดำเนินการแต่ก็อยากให้มีความเข้มข้นมากขึ้น เพราะเป็นเรื่องที่นักลงทุนต่างชาติสอบถามเรื่องความพร้อมบุคลากรในการรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย และขณะนี้อยากให้เร่งออกกฎหมายที่เกี่ยวกับการลงทุนในพื้นที่อีอีซีออกมาให้ชัดเจน เพื่อจะได้สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนที่ขณะนี้หลายๆประเทศต้องการเข้ามาลงทุนในโครงการนี้จำนวนมาก ซึ่งพื้นที่นี้จะเป็นพื้นที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต”

นอกจากนี้ ส.อ.ท.ยังต้องการให้เร่งปฏิรูปกฎหมายที่ยังเป็นอุปสรรคในการลงทุน เนื่องจากกฎหมายของไทยส่วนใหญ่ประกาศใช้มานานแล้ว ซึ่งในปัจจุบันมีการลงทุนใหม่ๆ อาจติดขัดกับกฎหมายในอดีต และเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน เช่น การใช้พื้นที่สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม, การติดตั้ง กังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้า และทำเหมืองแร่ ซึ่งล่าสุดรัฐบาลได้แก้ปัญหาโดยการประกาศใช้ ม.44 เพื่อเข้ามาแก้ปัญหา เป็นกรณีที่เห็นด้วย เพราะบางพื้นที่ ส.ป.ก.ไม่เหมาะสมกับการทำเกษตร และปัจจุบันการลงทุนต่างๆก็เปลี่ยนแปลงไป แต่ต้องยึดหลักการเดิม คือ ให้ผลประโยชน์กับเกษตรกรและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม.

 

แนะเอกชนปรับแผนพลังงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 มิ.ย. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/983788

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงพลังงานกำลังอยู่ระหว่างการปรับแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว (ปี 2558-79) ที่ประกอบด้วยแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2015) แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) แผนพัฒนาพลังงานทดแทน (AEDP) แผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ ซึ่งก่อนหน้านี้สถาบันได้มีส่วนเสนอแนวทางดำเนินงานไปแล้วที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทนเอทานอล และไบโอดีเซลที่อยู่ในแผน AEDP 2015 ที่กำหนดเป้าหมายการใช้ไบโอดีเซล 14 ล้านลิตรต่อวัน และเอทานอล 11.30 ล้านลิตรต่อวันในปี 2579 โดยเสนอว่าส่วนนี้ควรต้องปรับลดลง แต่เท่าใด ต้องขึ้นอยู่กับภาครัฐจะพิจารณา

นายมนตรี วิบูลย์รัตน์ นายกสมาคมการค้าขยะ กล่าวว่า เห็นด้วยที่รัฐบาลจะปรับแผน AEDP ใหม่ให้สอดรับกับนโยบายที่นายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้เพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นเป็น 40% จากเดิม 20% โดยในส่วนของไฟฟ้าจากขยะ สมาคมเห็นว่าขยะชุมชนจะเป็นปัญหาใหญ่มากสำหรับไทยในระยะยาวซึ่งแผนเดิมกำหนดไว้สิ้นสุดปี 2579 เพียง 500 เมกะวัตต์และขยะอุตสาหกรรม 50 เมกะวัตต์ซึ่งเห็นว่าขยะชุมชนมีศักยภาพที่จะเพิ่มไปได้ถึง 950 เมกะวัตต์.