กสทช.เปิดประมูลเบอร์มือถือสวยกร่อย โกยเงินเข้ากระเป๋ารัฐแค่จิ๊บๆ 28 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 มิ.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/983783

นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.60 ที่ผ่านมา กสทช.ได้เปิดประมูลเลขหมายโทรศัพท์มือถือ ที่เป็นเลขสวย ครั้งที่ 3 โดยครั้งนี้นำเลขหมายมาเปิดประมูลทั้งสิ้น 168 เลขหมาย ซึ่งเป็นกลุ่มเลข 7 ตัวเหมือนและ 6 ตัวเหมือน มีผู้สนใจประมูลเลขหมายทั้งสิ้น 32 เลขหมาย จากผู้เข้าร่วมประมูล 15 ราย คิดเป็นเงิน 28.84 ล้านบาท โดยรายได้จากการประมูลหลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว กสทช.จะนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินต่อไป

ส่วนการประมูลครั้งนี้เลขหมายที่มีการประมูลสูงสุดในกลุ่มเลข 7 ตัวเหมือน คือ 095-999-9999 ในราคา 4.8 ล้านบาท รองลงมามี 2 เลขหมาย คือ เลขหมาย 095-666-6666 และ 096-000-0000 ในราคาเลขหมายละ 3 ล้านบาท ส่วนกลุ่มเลข 6 ตัวเหมือน เลขหมาย 092-899-9999 เป็นเลขที่มีการเสนอราคาสูงสุด 1.04 ล้านบาท ขณะที่เลขหมายที่มีการเคาะราคาแข่งขันกันมากสุดถึง 59 ครั้ง คือ เลข 094-455-5555 ในราคา 1.3 ล้านบาท ส่วนกลุ่มเลข 8 ตัวเหมือนและ 9 ตัวเหมือน ไม่ได้นำมาประมูลในครั้งนี้ คาดว่าจะนำมาประมูลครั้งหน้า ในเดือน ต.ค.-พ.ย.60

สำหรับบรรยากาศการประมูลเลขสวยหรือเบอร์มือถือสวยในครั้งนี้ ไม่คึกคักเหมือนครั้งที่ผ่านมา โดยกลุ่มบุคคลที่มาเสนอราคาประมูลเลขมือถือสวย ยังคงเป็นกลุ่มเดิมๆ ที่มาประมูล เพื่อนำเบอร์มือถือสวยไปจำหน่ายต่อ ซึ่งครั้งแรก กสทช.เปิดประมูลกลุ่มเลข 9 ตัวเหมือน และ 8 ตัวเหมือน จำนวน 16 เลขหมาย ประมูลได้ 9 เลขหมาย คิดเป็นเงิน 62.02 ล้านบาท ครั้งที่ 2 กลุ่มเลข 6 ตัวเหมือน และ 7 ตัวเหมือน จำนวน 200 เลขหมาย ประมูลได้ 76 เลขหมาย คิดเป็นเงิน 104.62 ล้านบาท และครั้งที่ 3 กลุ่มเลข 6 ตัวเหมือน และ 7 ตัวเหมือน จำนวน 168 เลขหมาย ประมูลได้ 32 เลขหมาย คิดเป็นเงิน 28.84 ล้านบาท รวมเลขหมายที่ประมูลไปแล้ว 117 เลขหมาย รวมเป็นเงินราว 195.49 ล้านบาท.

 

ธนารักษ์ประเคน 6 พันไร่บูมอีอีซี ใน 3 พื้นที่สร้างความมั่นใจให้นักลงทุนต่างชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 มิ.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/983778

นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมธนารักษ์จะลดอัตราค่าเช่าที่ราชพัสดุเพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อวางพื้นฐานโครงสร้างการลงทุนให้แก่ภาคเอกชนที่ต้องการใช้ที่ดินเพื่อก่อสร้างโรงงาน ซึ่งปัจจุบันกรมธนารักษ์คิดค่าเช่าที่ราชพัสดุในอัตราเริ่มต้นที่ 3% ของมูลค่าทรัพย์สิน โดยล่าสุด ได้จัดเตรียมที่ราชพัสดุเข้าร่วมโครงการอีอีซีเบื้องต้นมีทั้งหมด 3 แปลง พื้นที่ประมาณ 6,000 ไร่ ประกอบด้วย พื้นที่ในอำเภอเมือง จังหวัดระยอง 1,400 ไร่ อำเภอเมืองชลบุรีกว่า 700 ไร่ อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรากว่า 2,000-3,000 ไร่

นายพชรกล่าวว่า ขณะนี้มีพื้นที่ราชพัสดุจำนวน 2 แปลงที่พร้อมดำเนินการภายใต้โครงการอีอีซีได้ทันทีคือ ที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งปัจจุบันบริษัท กสท.โทรคมนาคม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี และของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) เป็นผู้ขอใช้ที่ดินแปลงนี้ รวมพื้นที่ประมาณ 830 ไร่ ซึ่งสามารถจัดทำเป็นศูนย์กลางการลงทุนและการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านดิจิทัล (ดิจิทัล พาร์ค) ได้ทันที นอกจากนี้ยังมีพื้นที่บริเวณสนามบินอู่ตะเภา อ.บ้านฉาง จ.ระยอง อยู่ภายใต้การดูแลของกองทัพเรือ 14,000 ไร่ สามารถนำมาใช้ในโครงการอีอีซีได้ 6,500 ไร่ เพื่อปรับปรุงและขยายสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นสนามบินนานาชาติ ศูนย์ขนส่งทางอากาศ ศูนย์ซ่อมอากาศยานขนาดใหญ่ และเป็นศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรด้านการบิน

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานอีอีซี กล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมธนารักษ์กับอีอีซีมีข้อถกเถียงกันว่า จะต้องมีที่ดินก่อนเพื่อสนับสนุนให้เกิดโครงการอีอีซีก่อน หรือต้องมีโครงการแล้วค่อยจัดหาที่ดิน ซึ่งล่าสุดอธิบดีกรมธนารักษ์ได้ลงสำรวจพื้นที่และยืนยันว่าจะมอบที่ราชพัสดุอีอีซีดำเนินการตามโครงการไม่น้อยกว่า 6,000 ไร่ ซึ่งสิ่งที่จะยืนยันกับนักลงทุนต่างชาติว่ารัฐบาลจริงจังกับเรื่องดังกล่าว โดยโครงการแรกที่จะเกิดขึ้นได้ก่อนคือ ดิจิทัล พาร์ค ซึ่งขณะนี้การพัฒนาระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงสามารถทำได้อย่างแน่นอน คาดว่า ดิจิทัล พาร์ค จะมีการลงทุนปีละ 50,000 ล้านบาท และก่อให้เกิดการจ้างงานด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไม่น้อยกว่า 100,000 คน

 

“พีทีจี” จากจ๊อบเบอร์สู่เบอร์ 2 ทุกที่ทั่วไทย “ปั๊มพีที” จะไปให้ถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/983252

ในระยะ 3–5 ปีที่ผ่านมา ค่าการตลาดน้ำมัน (กำไร) ของผู้ค้าน้ำมัน ที่เคลื่อนไหวขึ้น–ลงในระดับ 1.70–2 บาทต่อลิตร ตามความผันผวนของราคาตลาดโลกนั้น ไม่ก่อให้เกิดแรงจูงใจที่มากพอ ให้ผู้ค้าน้ำมันทั้งรายใหญ่–เล็ก ทุ่มเงินลงทุนในธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน (ปั๊ม) แห่งใหม่มากนัก

ดังนั้น แม้บริษัทน้ำมันรายใหญ่เกือบทุกรายจะประกาศเป้าหมายการตั้งปั๊มใหม่ปีละ 50-100 แห่ง แต่ในความเป็นจริง มีการตั้งปั๊มใหม่หรือปรับปรุงกิจการในปั๊มเดิม เพียง 10-50 แห่งต่อปีเท่านั้น เพราะต้นทุนปั๊มใหม่รวมค่าที่ในยุคปัจจุบัน อาจสูงทะลุ 80-100 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน นับตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป ธุรกิจน้ำมันถือว่าอยู่ในยุคแห่งการทรงตัว และจะยืนระยะไปจนถึงปี 2565 ที่จะเข้าสู่ยุคขาลง ตอบรับความนิยมในรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ซึ่งจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

ท่ามกลางภาวะการลงทุนแบบ “ถนอมตัว” รับขาลงของผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่อื่นๆ ขณะที่หลายรายทยอยปิดกิจการหรือขายทิ้งกิจการไปก่อนหน้านี้ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือพีทีจี ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 2531 ภายใต้ชื่อบริษัท ภาคใต้เชื้อเพลิง จำกัด เริ่มต้นธุรกิจในฐานะจ๊อบเบอร์ (ผู้ค้าส่งน้ำมัน) กลับสามารถฟันฝ่า จนสามารถขยับขึ้นเป็นผู้ประกอบการค้าปลีกและค้าส่งน้ำมันเบอร์ต้นๆที่น่าจับตามองในขณะนี้

คำถามที่ตามมาคือ “พีทีจี” มีกลเม็ดเด็ดพรายอะไร จึงสามารถยืนระยะทำธุรกิจในวงการค้าปลีกน้ำมันมากว่า 3 ทศวรรษ และยังสามารถแตกแขนงการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้อย่างต่อเนื่อง

พิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ของพีทีจี เอ็นเนอยี กินดีหมีหัวใจเสือมาหรืออย่างไร จึงหาญกล้าทุ่มลงทุนขยายปั๊มน้ำมันภายใต้ชื่อ “ปั๊มพีที” และกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจน้ำมันอย่างถึงลูกถึงคนมาโดยตลอด เชิญติดตาม….

ก้าวสู่ทศวรรษที่ 4 ต้องโตต่อ

“เราก้าวมาถึงวันนี้ เพราะพนักงานทุกคนของบริษัทร่วมใจกันทำงานขับเคลื่อนธุรกิจพีทีจีให้เติบโต 3 ทศวรรษที่ผ่านมา เราล้มลุกคลุกคลานนับตั้งแต่วันก่อตั้งกิจการเมื่อวันที่ 21 มี.ค.2531 ผ่านร้อนผ่านหนาวจากวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ซึ่งทำให้บริษัทฯมีภาระหนี้สินรวม 3,600 ล้านบาท จากนั้นก็ทยอยปรับโครงสร้างหนี้ ทยอยขอผ่อนชำระหนี้ จนพลิกฟื้นกิจการกลับสู่ภาวะปกติได้จนหมดภาระหนี้สิน เมื่อปี 2549”

 

 

ตั้งแต่วันที่ปลดแอกจากภาระดังกล่าวได้ เขาแจ้งเป้าหมายและแผนธุรกิจของบริษัทฯให้พนักงาน ตลอดจนผู้บริหารทุกๆคนได้รับทราบ เพราะจากนี้จะเดินและเติบโตไปด้วยกัน เมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจน ก็เหมือนมีเข็มทิศนำทาง บวกกับความทุ่มเทของทุกคน หลอมรวมกันเป็นแผนงานจนไปสู่การลงมือปฏิบัติ

“เราสะกดคำว่าย่อท้อไม่เป็น แม้จะมีสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้นตลอดเวลาของการทำงาน แต่ด้วยความมุ่งมั่น เราจะไม่หยุดอยู่แค่การให้บริการด้านพลังงาน แต่จะขยายธุรกิจใหม่ๆ เพื่อให้ไปถึงทุกทิศแดนไทย เป็นที่หนึ่งในใจคนไทยทั้งประเทศ”

ทั้งนี้ ตามแผนธุรกิจพีทีจี จะต้องมีการเติบโตต่อเนื่องทุกปี ปีละ 30% ซึ่งอนาคตข้างหน้า การเติบโตจากฐานธุรกิจที่มีอัตราการขยายตัวต่อเนื่อง อาจทำได้ยาก แต่ก็จะต้องตั้งเป้าหมายไว้ ด้วยโครงสร้างการทำธุรกิจที่มองต่างมุม มาตั้งแต่การพลิกธุรกิจจากวิกฤติ มาจนถึงวันนี้

“ณ วันนี้ พีทีจีผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกือบถึงวัยกลางคน ถือว่าเดินมาถูกทางและจะก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 4 อย่างมั่นใจและมีศักยภาพ”

เป้าหมายสู่ที่ 2 รองจาก ปตท.

ปีนี้พีทีจีจะใช้เงินลงทุน 5,000 ล้านบาท ในธุรกิจปั๊มน้ำมัน ร้านค้าปลีก และอื่นๆ เพื่อให้สามารถขยายปั๊มน้ำมันพีทีแห่งใหม่ๆให้ได้ปีละ 400 แห่ง จากสิ้นปีที่ผ่านมามีจำนวน 1,407 แห่ง และสิ้นปีนี้จะเพิ่มเป็น 1,800 แห่ง ปี 2561 จะมี 2,200 แห่ง แซงหน้าบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่มีปั๊มน้ำมัน 1,825 แห่ง และภายในปี 2565 จะมีปั๊มพีทีรวม 4,000 แห่ง แบ่งเป็นกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ในสัดส่วน 5-7% ที่เหลืออยู่ในต่างจังหวัด

โดยปั๊มพีทีในต่างจังหวัด จะใช้นโยบาย 2 ตำบลต่อ 1 ปั๊มพีที เพื่อขยายฐานลูกค้าให้สามารถใช้บริการได้อย่างสะดวกสบาย

กลยุทธ์สำคัญในการหาพื้นที่เพื่อสร้างสาขาปั๊มใหม่ จะทำโดยการส่งทีมงานลงพื้นที่สำรวจประชากรปั๊มเพื่อให้ทราบว่า เมืองไทยมีปั๊มน้ำมันยี่ห้ออะไรบ้าง เป็นปั๊มแบบแฟรนไชส์หรือแบบอิสระในสัดส่วนเท่าใด เมื่อรู้ว่ามีปั๊มแห่งใดที่กำลังจะหมดสัญญาเช่า และเจ้าของที่ดินเดิมไม่อยากต่อสัญญาให้รายเดิม หรือไม่อยากทำปั๊มน้ำมัน พีทีจีก็จะเจรจาขอทำต่อ “การทำเช่นนี้ ช่วยลดภาระเงินลงทุนลงได้ เพราะบางแห่งอาจใช้เงินลงทุนปรับปรุงกิจการเพียง 1 ล้านบาท ก็สามารถทำธุรกิจได้ทันที”

พีทีจียังมีเป้าหมายเปิดปั๊มน้ำมันในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลให้ครบ 200 แห่งในปี 2562 โดยแต่ละปีจะขยายปั๊มในพื้นที่ให้ได้ 20-30 แห่ง ภายใต้นโยบาย “กระชับพื้นที่” หลังจากที่ผ่านมา ทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ระดับหนึ่ง จากการเปิดปั๊มตามต่างจังหวัดหรือชายขอบพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล

ที่สำคัญปีนี้ พีทีจีตั้งเป้าว่าจะมีรายได้จากการทำธุรกิจรวม 100,000 ล้านบาท ขณะที่ปี 2559 มีรายได้ 60,000 ล้านบาท และปีนี้คาดว่าจะมียอดขายน้ำมัน 3,700-4,000 ล้านลิตร

จึงเท่ากับว่าสิ้นปีนี้พีทีจีจะมีส่วนแบ่งตลาดแทนที่เชลล์ ที่มีตัวเลขประมาณ 11.5% ในปีที่ผ่านมา หรือปริมาณรวม 3,836 ล้านลิตร หลังจากปีก่อนพีทีจีมีส่วนแบ่งการตลาด 8.76% แซงหน้าค่ายเชฟรอนที่มีส่วนแบ่งตลาด 7.8% ไปแล้ว

ขณะที่ปี 2561 ตั้งเป้าว่า จะมีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 2 แทนที่ค่ายเอสโซ่ ที่มีส่วนแบ่งการตลาดในปีที่ผ่านมา 13% คิดเป็นปริมาณการขาย 4,350 ล้านลิตร รองจาก ปตท.ที่มีส่วนแบ่งการตลาด 37.8%

ที่สำคัญ ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันในปี 2565 พีทีจีคาดว่าจะอยู่ที่ 4,620 ล้านลิตร จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 2,803 ล้านลิตร หากทำตามตัวเลขดังกล่าวได้ ก็จะสามารถแซงหน้าผู้ค้ารายอื่นๆ

หากเป็นไปตามเป้าหมายนี้ พีทีจีก็จะก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ในตลาด เป็นรองเพียงแค่ ปตท.เท่านั้น

ปัจจัยที่จะทำให้ยอดขายน้ำมันของพีทีจีเติบโตแบบก้าวกระโดด มาจากฐานสมาชิกบัตรสะสมแต้มพีที แม็กซ์ ที่ล่าสุดมีสมาชิก 5.6 ล้านคน ขณะที่ปีนี้จะเพิ่มเป็น 7.6 ล้านคน และปี 2565 จะปิดยอดที่ตัวเลข 17 ล้านคน ซึ่งยอดขายน้ำมันที่เพิ่มขึ้น มาจากสมาชิกบัตรเป็นสัดส่วนที่สำคัญ

ปั้นกาแฟไทยเทียบไหล่สตาร์บัคส์

ขณะเดียวกัน การเบนเข็มทิศไปสู่ธุรกิจนอน-ออยล์ (ธุรกิจผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่น้ำมัน) ก็ถือเป็นเป้าหมายหลักที่สำคัญ เพราะในอนาคต นอน-ออยล์จะเป็นตัวทำกำไรในระดับตัวเลข 2 หลัก ต่างจากธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน ซึ่งมีความเสี่ยง ที่ไม่สามารถบริหารจัดการหรือควบคุมได้ ด้วยเหตุผลของค่าการตลาด น้ำมันจะขายได้ดี แต่ค่าการตลาดที่ผันผวน ก็ทำให้อยู่ลำบาก

ด้วยสถานการณ์ค่าการตลาดน้ำมันที่ระดับ 1.70–1.80 บาทต่อลิตร ถือเป็นอัตราที่ต่ำมาก ทำให้พีทีจีต้องตัดสินใจกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ ด้วยการหันไปเพิ่มสัดส่วนการสร้างรายได้ในนอน–ออยล์ ที่ได้ทยอยดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

“ตามแผนงานในปีนี้ สัดส่วนจากนอน-ออยล์ ของพีทีจี จะต้องมีกำไร 5% เทียบกับปีที่ผ่านมามีเพียง 2% ผมจะพยายามทำให้นอน-ออยล์ เป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพภายในปี 2571 สัดส่วนรายได้ของนอน-ออยล์ ต้องอยู่ที่ระดับ 60% และอีก 40% เป็นรายได้ของธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน”

 

 

ธุรกิจนอน-ออยล์ ของพีทีจี ประกอบไปด้วยร้านสะดวกซื้อภายใต้แบรนด์ “พีที มาร์ท” หรือมินิมาร์ทขนาดเล็กที่มีสินค้าและบริการมากกว่า 1,000 รายการ และกำลังทยอยปรับปรุงพีที มาร์ท ให้เป็นแม็กซ์ มาร์ท หรือร้านสะดวกซื้อที่มีสินค้าประมาณ 2,000 รายการ ในหมวดสินค้าอาหารพร้อมรับประทาน เครื่องดื่ม ของใช้ต่างๆ ที่ในสิ้นปีนี้จะมีสาขารวม 140 แห่ง จากนั้นจะทยอยเปิดกิจการปีละ 200 สาขา

ร้านกาแฟพันธุ์ไทยที่ภายในปี 2565 ต้องมีการบริการเทียบเท่า “สตาร์บัคส์” มีสาขารวม 2,000 แห่ง จากขณะนี้มีจำนวน 51 แห่ง โดยตามแผนจะทยอยเปิดสาขาปีละ 400 แห่ง

“อัตรากำไรของร้านกาแฟเฉลี่ยอยู่ที่ 65% เป็นตัวเลขที่สูงมากเมื่อเทียบกับหลายๆธุรกิจ โดยเฉพาะค้าปลีกน้ำมันที่มีตัวเลขกำไรเพียง 8–9% เท่านั้น”

ขณะเดียวกันยังตัดสินใจร่วมทุนกับบริษัทสามมิตรมอเตอร์สแมนูแฟคเจอริง ประกอบกิจการศูนย์บริการและซ่อมบำรุงสำหรับรถบรรทุก หลังพบว่ากิจการนี้มีผลกำไรคุ้มค่ากับการลงทุนสูงถึง 10-15% คาดว่าในปีนี้จะทยอยเปิดให้บริการได้รวม 5 สาขา และภายใน 5 ปี จะมีจำนวนสาขารวม 80 แห่ง รวมทั้งยังมีแผนเปิดศูนย์ซ่อมบำรุงรถยนต์เล็ก ซึ่งจะเป็นธุรกิจในอนาคตทยอยตามมา

นอกจากนั้นยังมีโครงการปาล์มน้ำมันครบวงจร (Palm Complex) ซึ่งจะเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ เพื่อผลิตไบโอดีเซลบี 100 และน้ำมันปาล์ม เพื่อการบริโภคได้ระหว่างเดือน ส.ค.-ก.ย.นี้

โครงการแห่งนี้ถือเป็นแห่งแรกในประเทศไทย ที่รวมการผลิตไบโอดีเซลไว้ในที่เดียวกัน ตั้งแต่โรงสกัด โรงกลั่นน้ำมันปาล์ม โรงงานผลิตไบโอดีเซล และโรงงานผลิตน้ำมันพืชเพื่อการบริโภค โดยมีกำลังการผลิตไบโอดีเซล 450,000 ลิตรต่อวัน ผลิตน้ำมันพืชเพื่อการบริโภค 200,000 ลิตรต่อวัน

หนึ่งในเหตุผลที่ลงทุนโครงการดังกล่าว เพราะต้องการลดผลผลิตปาล์มน้ำมันที่บางช่วงเวลาล้นตลาด

โครงการแห่งนี้สามารถผลิตน้ำมันพืชเพื่อการบริโภคในแบรนด์ของตัวเองหรือรับจ้างผลิตให้แบรนด์อื่นๆ โดยมีข้อได้เปรียบคือ ไม่มีต้นทุนขนส่ง เพราะพีทีจีมีคลังน้ำมันกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศขณะนี้ 10 แห่ง ทำให้ผู้บริโภคสามารถซื้อน้ำมันพืชของพีทีจีได้ถูกกว่ายี่ห้ออื่นๆ เพราะไม่มีต้นทุนการจำหน่ายเนื่องจากวางขายในปั๊มพีที

“ในอนาคต ผมอาจนำน้ำมันพืชแจกลูกค้าที่เติมน้ำมันในปั๊มพีทีแทนการแจกน้ำดื่ม เพื่อลดต้นทุนและเป็นทางเลือกใหม่ของผู้บริโภค”

…เขากล่าวทิ้งท้ายว่า คนทำธุรกิจจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่ได้ เมื่อใดที่หยุด เท่ากับก้าวถอยหลัง จึงต้องตั้งเป้าเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี

“หลายๆคนมองพีทีจีเป็นกิจการเล็กๆ แต่ขอยืนยันว่า เราเร็วและแม่นยำ แข็งแรงและไม่หยุดอยู่แค่การให้บริการด้านพลังงานแน่ ทุกที่ทั่วไทยเราจะไปให้ถึง”.

ทีมเศรษฐกิจ
econ@thairath.co.th

 

“อาคม” สั่งพร้อมรับ “ไอเคโอ” ตรวจ “สุวรรณภูมิ-ดอนเมือง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 26 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/983772

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงกรณีที่องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ (ไอเคโอ) จะเข้ามาตรวจสอบการกำกับดูแลด้านรักษาความปลอดภัย (ยูแซฟ) ระหว่างวันที่ 11-21 ก.ค.นี้ ว่า ในส่วนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทางสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย, กรมท่าอากาศยาน, บริษัท ท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย และบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย ขณะนี้ได้มีการเตรียมความพร้อมที่จะถูกเข้ามาตรวจสอบ ซึ่งมีความชัดเจนว่า 2 สนามบิน คือ สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมืองได้รับการยืนยันว่าจะถูกตรวจสอบอย่างละเอียดจากไอเคโอ เนื่องจากเป็นสนามบินหลักของประเทศไทย ส่วนสนามบินอื่นๆไม่ได้มีการแจ้งว่าจะตรวจแต่อย่างใด

นอกจากนั้นในส่วนของกฎหมายและระเบียบการปฏิบัติต่างๆได้มีการประกาศบังคับใช้ไปแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินการปรับปรุงครั้งที่ 1 เชื่อมั่นว่าในส่วนนี้จะไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ไม่สามารถยืนยันว่าการตรวจสอบครั้งนี้จะผ่านแน่นอน แต่ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมให้ได้มากที่สุด.

 

อิตัลไทย ได้ทำรถไฟสีแดงต่อ เร่งวางมาตรการป้องกันอุบัติเหตุเกิดซ้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 มิ.ย. 2560 22:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/983668

การรถไฟฯ อนุญาตให้บริษัท อิตาเลียนไทยฯ ดำเนินงานระบบ launching truss ต่อ หลังร่วมกันวางมาตรการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ

นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ รองอธิบดีกรมทางหลวง รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากกรณีเกิดอุบัติเหตุชิ้นส่วนเหล็ก support ของ launcher สำหรับงานติดตั้งโครงสร้างทางวิ่งรถไฟยกระดับ ร่วงหล่นในระหว่างการทำงาน เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2560 ในโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางซื่อ-รังสิต โดยหลังเกิดเหตุ การรถไฟแห่งประเทศไทยได้สั่งให้ผู้รับจ้างบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด หยุดการทำงาน launching truss ทุกตัวในโครงการจนถึงปัจจุบัน เพื่อปรับปรุงวิธีการทำงานและกำหนดมาตรการความปลอดภัยเพิ่มเติมให้มีความรัดกุมยิ่งขึ้น

จากการตรวจสอบการดำเนินงานตามมาตรการที่กำหนด ผู้รับจ้างบริษัท อิตาเลียนไทยฯ ได้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุง พร้อมมีการป้องกันอย่างรัดกุม โดยทุกครั้งก่อนการเริ่มการทำงานก่อสร้างทุกงานของโครงการ จะมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในส่วนของที่ปรึกษาและผู้รับจ้าง บริษัท อิตาเลียนไทยฯ ร่วมตรวจสอบความพร้อมในด้านความปลอดภัย และความพร้อมก่อนการเริ่มงานทุกครั้ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนที่สัญจรบริเวณพื้นที่โครงการ การรถไฟฯ จึงขอแจ้งให้ทราบว่า จะอนุญาตให้ผู้รับจ้างดำเนินงาน launching truss ในวันจันทร์ที่ 26 มิ.ย.60 เป็นต้นไป.

 

โปรดหยุดแชร์ ‘พ.ร.บ.จราจรใหม่ปรับหนัก’ ขนส่งฯระบุความจริงมีแค่ 2เรื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 25 มิ.ย. 2560 21:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/983697

ขนส่งทางบก วอนหยุดแชร์ ’23 พ.ร.บ.จราจรใหม่ ปรับหนักมาก’ มีความคลาดเคลื่อน ย้ำเจ้าของรถดัดแปลงตัวรถที่ผิดไปจากรายการจดทะเบียนไว้ ควรแจ้งต่อนายทะเบียนและนำรถเข้ารับการตรวจสภาพก่อนนำไปใช้งาน

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ขณะนี้ในสังคมออนไลน์มีการแชร์ข้อมูลเรื่อง 23 พ.ร.บ.จราจรใหม่ ปรับหนักมาก อย่างแพร่หลายอีกครั้ง ซึ่งมีการระบุความผิดทั้งเรื่องการแต่งหน้าและรับประทานอาหารบนรถ ซึ่งไม่เป็นความจริง และข้อมูลส่วนใหญ่คลาดเคลื่อน โดยที่ผ่านมากรมการขนส่งทางบกได้ทำการชี้แจงข้อมูลดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นประเด็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ซึ่งที่ถูกต้อง ได้แก่ ความผิดกรณีแก้ไขดัดแปลงรถโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบก ประกอบด้วย ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ ที่มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท ได้แก่

รถที่มีการโหลดเตี้ย หรือยกสูง ที่วัดความสูงของโคมไฟจากพื้นราบน้อยกว่า 40 เซนติเมตร หรือสูงเกิน 1.35 เมตร

การเปลี่ยนท่อไอเสียที่มีระดับเสียงดังเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด การติดไฟสปอร์ตไลท์ ติดไฟนีออนใต้ท้องรถ หรือติดไว้กับแผ่นป้ายทะเบียน

การปรับเปลี่ยนโคมไฟรถผิดไปจากที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ซึ่งกำหนดให้โคมไฟแสงพุ่งไกล โคมไฟแสงพุ่งต่ำ (ไฟหน้า) ต้องมีแสงขาว หรือเหลืองอ่อน ไฟเลี้ยวต้องเป็นแสงสัญญาณกะพริบสีอำพัน ไฟหยุดต้องเป็นแสงแดง และไฟส่องป้ายทะเบียนต้องเป็นแสงขาวเท่านั้น

ส่วนกรณีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ที่มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ประกอบด้วย ความผิดเกี่ยวกับแผ่นป้ายทะเบียน ทั้งการไม่ติดแผ่นป้ายโดยวางไว้ที่กระจก ตัดต่ออัดกรอบใหม่ ติดป้ายเอียงหรือมีวัสดุปิดทับ

การเปลี่ยนแปลงสีรถโดยไม่แจ้งนายทะเบียน การถอดเบาะหลังออกเพื่อติดตั้งโรลบาร์ ความผิดเกี่ยวกับการแก้ไขดัดแปลงซุ้มล้อหรือยางกว้างกว่าตัวถัง อาทิ การใส่ล้อยางเกินออกมานอกบังโคลน ใส่ล้อใหญ่จนแบะเพื่อหลบซุ้มหรือตีโป่งขยายซุ้มล้อ เป็นต้น ส่วนการใช้แผ่นป้ายทะเบียนปลอม เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา

สำหรับการติดตั้งไฟตัดหมอกแม้ไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย แต่ต้องใช้ให้ถูกต้องและปลอดภัยตามที่กฎหมายกำหนด

ทั้งนี้ เจ้าของรถทำการแก้ไขดัดแปลงตัวรถหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของรถให้ผิดไปจากรายการที่จดทะเบียนไว้ ต้องนำรถเข้ารับการตรวจสภาพก่อนนำไปใช้ โดยเฉพาะกรณีที่การดัดแปลงนั้นส่งผลต่อความมั่นคงแข็งแรงของตัวรถและความปลอดภัยในการใช้งาน หรือติดตั้งเพื่อใช้บรรทุกสิ่งของให้ได้ปริมาณที่มากขึ้น เช่น การเปลี่ยนแปลงสีรถ ต้องแจ้งเปลี่ยนแปลงกับนายทะเบียน หรือการเสริมแหนบ ต้องได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกก่อนนำรถไปใช้งาน

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขดัดแปลงดังกล่าวอาจก่อให้เกิดอันตรายและเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุได้ ในกรณีที่นายทะเบียนเห็นว่ารถนั้นปลอดภัยเวลาใช้งาน นายทะเบียนจะบันทึกรายการในคู่มือจดทะเบียนรถไว้เป็นหลักฐาน โดยเจ้าของรถสามารถแสดงคู่มือจดทะเบียนรถหรือสำเนาไว้เพื่อแสดงเป็นหลักฐาน

ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบก ขอให้ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่เผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จ ยุติการสร้างความสับสนแก่ประชาชน และขอให้ประชาชนอย่าเชื่อข้อมูลที่มาจากการแชร์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในทันที ขอให้ตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงให้รอบด้านก่อนการแชร์ข้อมูลต่างๆ เพื่อลดปัญหาการส่งต่อข้อมูลที่ผิดพลาด โดยประชาชนสามารถติดตามข่าวสารและข้อมูลที่ถูกต้องได้ผ่านทางเว็บไซต์ของกรมการขนส่งทางบก http://www.dlt.go.th หรือสอบถาม Call Center 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง.

 

MBK แจงไม่สนับสนุนขายของก๊อบ หากผู้ค้าทำผิด ก.ม. เลิกสัญญาเช่าทันที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 มิ.ย. 2560 15:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/982807

มาบุญครอง แจงไม่สนับสนุนสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาภายในศูนย์การค้า หากพบผู้ค้าทำผิด ก.ม. ยกเลิกสัญญาเช่าทันที …

ศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ ออกหนังสือชี้แจง เรื่องการสนับสนุนการปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยระบุว่า ที่ผ่านมา ได้ให้ความร่วมมือกับภาครัฐมาโดยตลอด โดยมีมาตรการต่างๆ ทั้งร่วมมือกับ สำนักงานป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ และกรมศุลกากร จัดตั้งจุดป้องปรามผู้จำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาภายในศูนย์การค้า พร้อมขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการทุกร้าน ให้จำหน่ายสินค้าที่ถูกกฎหมายเท่านั้น ซึ่งหากผู้ประกอบการกระทำผิดกฎหมาย ศูนย์การค้าจะบอกเลิกสัญญาเช่าทันที

นอกจากนี้ ยังเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ จัดอบรมผู้ประกอบการร้านค้าให้ตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างแบรนด์สินค้าของตนเอง เพื่อเป็นที่นิยมในตลาด ตามนโยบายการสร้าง Magnet Market ของหน่วยงานภาครัฐ และเป็นการส่งเสริมการจัดจำหน่ายสินค้าที่ถูกลิขสิทธิ์ ในศูนย์การค้า.

 

ทองไทยเปิดตลาดคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,750

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 มิ.ย. 2560 10:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/982365

ทองไทยเปิดตลาดราคาคงที่ ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,150 ขายออกบาทละ 20,250 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,783.80 ขายออกบาทละ 20,750

วันที่ 24 มิ.ย. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทย เปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.19 น. ราคาคงที่จากเมื่อวานที่ผ่านมา โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,150 ขายออกบาทละ 20,250 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,783.80 ขายออกบาทละ 20,750 บาท.

 

สื่อปรับ ธุรกิจเปลี่ยน แนะ 4 สูตรเด็ด พิชิตใจผู้บริโภคยุคดิจิทัล 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 มิ.ย. 2560 09:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/982142

การสื่อสารเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับภาคธุรกิจต่างๆ รวมทั้งสื่อมวลชนอย่างมาก ที่ต้องเผชิญหน้ากับการก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล 4.0 อินเทอร์เน็ต โซเชียลเน็ตเวิร์ก เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ทำให้การบริโภคข่าวสารเปลี่ยนแปลงไปมาก เมื่อเทียบกับในยุคก่อนๆ จะเห็นได้ว่า สื่อสังคมออนไลน์ เข้ามามีบทบาทอย่างมหาศาล จึงทำให้สื่อมวลชน รวมทั้งในส่วนของธุรกิจ ต้องปรับตัวให้ทันเพื่อความอยู่รอด

‘ไทยรัฐออนไลน์’ เก็บข้อมูลดีๆ ที่น่าสนใจจากผู้เชี่ยวชาญในวงการ ทั้งภาคธุรกิจ และสื่อสารมวลชน ในงานเสวนา ‘ทิศทางอนาคตนิเทศศาสตร์ 4.0’ ที่จัดขึ้น ณ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ โดยงานได้อธิบายถึงกลยุทธ์การสื่อสาร ที่จะทำอย่างไรให้ปัง และเข้าถึงผู้บริโภคได้หลากหลาย ตรงกลุ่มเป้าหมาย ที่ทั้งสื่อมวลชน และผู้ประกอบการในทุกธุรกิจต้องอ่าน

ช่องทางการสื่อสาร ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด แต่เป็นเนื้อหาที่นำเสนอต่างหาก

ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อสารมวลชน เปิดเผยว่า การสื่อสารในทุกๆ ส่วนย่อมสำคัญ แต่อยากให้เข้าใจว่า สิ่งที่สำคัญไม่ใช่แพลตฟอร์ม หรือช่องทางการนำเสนอที่หลากหลายเท่านั้น สิ่งที่สำคัญมากกว่า คือเนื้อหาที่ผลิตขึ้นมา คนสื่อสารเก่ง ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนใช้เทคโนโลยีเป็น แต่อยู่ที่เนื้อหา ว่ามีความน่าสนใจ น่าเชื่อถือ และสามารถดึงดูดผู้คนได้มากน้อยเพียงใด

ขณะที่สื่อมวลชน และในส่วนของธุรกิจ ก็จะต้องสามารถปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้รับสาร และต้องตระหนักรู้ มีความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะถือว่าเราอยู่ภายใต้สายตาของสังคม หากจะทำอะไร ต้องคำนึงถึงจริยธรรมและความรับผิดชอบด้วยเช่นกัน

ปังหรือไม่ปัง อยู่ที่คอนเทนต์ที่สร้าง ไม่ใช่เงินที่ใช้ฟาด!

นายจักรพงษ์ คงมาลัย ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Thumbsup กล่าวว่า ปัจจุบัน โลกโซเชียลเน็ตเวิร์กนั้นมีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวัน พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป เห็นได้จากสื่อมวลชน จากเดิมการติดตามข่าวสาร ประชาชนจะต้องติดตามกับสำนักข่าวต่างๆ หรือตามข่าวจากสื่อมวลชนเท่านั้น แต่ ณ ขณะนี้ไม่ใช่แล้ว ทุกคนเริ่มกลายเป็นสื่อเอง เป็นนักข่าวได้ สร้างคอนเทนต์ที่น่าสนใจเองได้ จนทำให้ตอนนี้ สื่อมวลชนไม่ค่อยได้รับความสนใจเหมือนเมื่อก่อน ดังนั้น สื่อต้องเริ่มปรับตัว ต้องมีเป้าหมาย และจุดมุ่งหมายให้ชัดเจน ว่าตนเองต้องการทำอะไร

ในมุมมองของนักการตลาด อย่างนางสาวชลธิดา ทีฆคีรีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานการตลาด บริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในมุมมองของภาคธุรกิจเองก็ต้องเริ่มปรับตัวแล้ว เพราะเดี๋ยวนี้การลงโฆษณาในโซเชียลเน็ตเวิร์ก ก็ได้รับผลตอบรับที่ดี ในส่วนของบริษัทฯ เอง ก็ปรับตัวด้วยเช่นกัน ปกติจะลงโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านนิตยสาร ปกหนังสือ แต่ ณ ตอนนี้ ก็ต้องทำการตลาดผ่านออนไลน์ โซเชียลมีเดีย ก็ถือเป็นข้อดี เพราะเสียค่าใช้จ่ายน้อยแต่ได้รับผลตอบรับที่เกินคาด

ดังนั้น ตนมองว่า การมีเม็ดเงินเพื่อใช้ลงโฆษณาเยอะๆ อย่างเดียว ก็ไม่สามารถขายของได้ แต่จะต้องผลิตคอนเทนต์ให้ชนะใจผู้บริโภคให้ได้ ทำให้ผลิตภัณฑ์ของเราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้บริโภค จึงจะประสบความสำเร็จ ต้องเข้าใจในการสื่อสารการตลาดให้มาก มองหลายๆ ด้าน และเข้าใจผู้บริโภคให้ได้

ด้านนายอพิชาต บวรบัญชารักษ์ ผู้บริหารกิจการร้านอาหารทะเลชื่อดังอย่าง แหลมเกต กล่าวว่า ตลาดทุกวันนี้ เหมือนการโกหกใส่กัน คิดอีกอย่างแต่นำเสนออีกอย่าง สิ่งที่สำคัญคือ ต้องเรียนรู้ธรรมชาติของมนุษย์มากกว่า ไม่ควรยึดติดอะไรมาก เน้นที่การปรับตัวตามผู้บริโภคให้ทัน ในส่วนธุรกิจร้านอาหารนั้น ก็ต้องทำคอนเทนต์ที่สามารถดึงดูดลูกค้าได้ เช่น การทำแฟชั่นเซต เป็นต้น

“ทำอย่างไรก็ได้ ให้เป็นเรื่องแปลกใหม่ ทำอย่างไรให้สิ่งที่ไม่ควรมาอยู่ด้วยกัน แต่พออยู่ด้วยกันแล้วกลับสร้างมูลค่าให้ธุรกิจเราเพิ่มได้”

นอกจากนี้ การผลิตคอนเทนต์ขึ้นมานั้น นอกจากน่าสนใจ เข้าถึงผู้บริโภคได้แล้ว ต้องมีจริยธรรม ไม่ส่งผลกระทบต่อใครด้วย ซึ่งจะทำให้ทุกคนอยากอ่าน และอยากแชร์ต่อๆ กันไป สมัยก่อนอาจจะต้องสร้างกระแส โดยการจ้างดารานักแสดง ผู้มีเชื่อเสียงให้ช่วยโฆษณาให้ แต่ปัจจุบันนี้ไม่ต้องแล้ว ทุกธุรกิจสามารถสร้างแบรนด์ได้เอง และดังได้เอง ขึ้นอยู่กับวิธีคิดของแต่ละธุรกิจที่จะนำเสนอออกมา

นายอพิชาต ยังกล่าวอีกว่า ในหลายๆ ธุรกิจ หรือแม้แต่สื่อมวลชนเอง กำลังบ้ากับยอดกดไลค์ กดแชร์ อยากแนะนำว่า อย่าวิ่งเข้าหาช่องทางออนไลน์ จนลืมตัวตนของตัวเอง วิธีการสื่อสารด้านอื่นก็ยังสำคัญด้วยเช่นกัน ยอดไลค์ ยอดแชร์ เป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่ที่สำคัญคือ ทำสื่อออกไปแล้ว ผลตอบรับหรือยอดขายกลับมาเท่าใดมากกว่า

ทั้งนี้ การทำคอนเทนต์ออกมา ต้องไม่คัดลอกคนอื่น แล้วบอกทุกคนว่าเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ ต้องมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง แม้โลกทุกวันนี้ก้าวไปเร็วมาก แต่อยากให้คิดช้าๆ ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน บางทีอาจจะไปได้เร็วกว่าคนที่คิดเร็วแต่สุดท้ายแล้วพลาด มองว่าการผลิตคอนเทนต์ให้น่าสนใจ ไม่จำเป็นต้องเป็นคอนเทนต์แรงๆ สำคัญคือการทำให้คนอินกับเรา

4 สูตรเด็ด พิชิตการสื่อสารยุค 4.0 ที่เจ้าของธุรกิจ-สื่อมวลชนต้องรู้

ผศ.สกุลศรี ศรีสารคาม หัวหน้าสาขาวิชาเอกวารสารศาสตร์คอนเวอร์เจนท์ พีไอเอ็ม ได้เผย 4 สูตรสำเร็จของการสื่อสารในยุคดิจิทัล 4.0 ที่นักสื่อสาร นักธุรกิจและสื่อมวลชนต้องรู้

1. ปั้น เพราะเนื้อหาหรือคอนเทนต์ เป็นหัวใจหลักของการสื่อสาร ดังนั้นการปั้นคอนเทนต์ จึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด ทำให้เป็นรูปแบบที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นข้อความ ภาพนิ่ง อินโฟกราฟิก และอื่นๆ ต้องสามารถดึงดูดความสนใจได้

2. เปลี่ยน เปลี่ยนในที่นี้คือ การเปลี่ยนวิธีการนำเสนอ ด้วยการประยุกต์ใช้กับเทคนิคการเล่าเรื่องด้วยหลากหลายวิธี เช่น การถ่ายทอดสารแบบเล่าเรื่อง (Storytelling) ซึ่งเป็นการสร้างประสบการณ์ให้ผู้รับสารมีส่วนร่วมไปพร้อมๆ กันได้ ทำให้เกิดกระแสเป็นที่พูดถึงในวงกว้างได้

3. ปลุก คือ การปลุกจริยธรรม การสื่อสาร หรือสร้างคอนเทนต์ขึ้นมา จะต้องเป็นสิ่งที่เข้ากับหลักจริยธรรมของสื่อ ทั้งสื่อมวลชนกระแสหลัก สื่อใหม่ และทุกๆ คน

4. ปัง คือการขยายผลต่อยอดความสำเร็จของคอนเทนต์ที่สื่อสารออกไป ด้วยการกระจายผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อให้เกิดการแชร์ต่อกันในวงกว้าง และสามารถครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น

 

โบอิ้งสนปักหลักอีอีซีผลิตชิ้นส่วนการบิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 มิ.ย. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/982302

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการเข้าพบของนายราล์ฟ บอยซ์ ประธานบริษัท โบอิ้ง เซาท์อีส เอเชียว่า ทางโบอิ้งได้เข้าหารือเพื่อแสดงความสนใจลงทุนในประเทศไทย ในการพัฒนาศูนย์กลางด้านการบิน โดยสนใจทำโครงการผลิตชิ้นส่วนและส่วนประกอบทางการบิน รวมทั้งการลงทุน จัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมนักบิน เพื่อป้อนให้กับประเทศต่างๆในภูมิภาคนี้ ไม่เฉพาะแต่ประเทศไทย โดยพื้นที่ที่สนใจคือ บริเวณสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งการเข้ามาลงทุนของโบอิ้งในครั้งนี้จะไม่ทับซ้อนกับแอร์บัส ที่แสดงความตั้งใจมาก่อนหน้านี้

“เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา เอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทย ได้นำคณะนักธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียนมาประเทศไทย ซึ่งทุกคนรู้สึกตื่นเต้นที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไปเยือนสหรัฐอเมริกา จึงระบุว่าพร้อมต้อนรับคณะและหากมีโอกาสคงได้พบกันที่เมืองนิวยอร์ก และรู้สึกยินดีที่สหรัฐฯน่าจะเป็นประเทศแรกที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย” ขณะที่นายราล์ฟ บอยซ์ ประธานบริษัทโบอิ้ง เซาท์อีส เอเชียกล่าวว่า มองโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่รัฐบาลไทยกำลังผลักดันมีโอกาสสูงมาก ทางโบอิ้งจึงพิจารณาที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และมองว่าถ้าไม่มาจะเหมือนการพลาดโอกาส จึงจะมีการตัดสินใจในเร็วๆนี้ เนื่องจากมองว่าในอีก 20 ปีทั่วโลก ธุรกิจการบินจะเติบโตมากขึ้นอย่างแน่นอน.