เจาะอาชีพรับหิ้วของ EP.2 ไขผลกระทบลูกโซ่ ใครได้ใครเสีย แฟร์ไหมซื้อขายแบบนี้?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 มิ.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/981732

เนื่องด้วยผลตอบแทนอย่างงามของอาชีพรับหิ้วของที่ทำรายได้เข้ากระเป๋าได้มากถึงหลักแสนบาทต่อเดือน ทำให้ปัจจุบันเห็นหนุ่มๆ สาวๆ ตั้งแต่วัยเรียนไปจนวัยทำงาน หันมาประกอบอาชีพนี้มากขึ้น เห็นได้จากคอมเมนต์รับหิ้วตามสื่อโซเชียลมีเดีย บางคนทำเป็นงานเสริม บางคนลาออกจากงานมาทำเป็นงานประจำเพราะรายได้ดีกว่ามาก! พอยิ่งมีคนรับหิ้วเยอะ ขณะที่ของลดราคาคนอยากได้เยอะอยู่แล้ว อะไรมันจะเกิดขึ้นต่อจากนี้?

นี่หรือเปล่าที่ทำให้เห็นดราม่าพ่อค้าแม่ค้ารับหิ้วตามกระทู้เว็บบอร์ดชื่อดังอยู่เนืองๆ ?

ล่าสุด มีคนตั้งกระทู้บนเว็บไซต์พันทิปถึงเรื่องดราม่าคนรับหิ้วสุดกวน จองเสื้อผ้าทั้งราว ก่อนถ่ายรูปที่ละชุดส่งให้ลูกค้าพิจารณาว่าจะซื้อไม่ซื้อ จนคนมองว่านักรับหิ้วเข้ามารบกวนการซื้อของคนวอล์กอินเข้ามาซื้อหน้าร้านเสียแล้ว

เขาไม่ใช่แม่ค้ารับหิ้ว แต่เขาคือคนโลภ!

สำหรับประเด็นนี้ คุณเอ (ไม่ขอระบุชื่อนามสกุลจริง) แม่ค้ารับหิ้วมากประสบการณ์ วัย 31 ปีให้ข้อมูลว่า “เราว่าเขาไม่ใช่แม่ค้ารับหิ้วแน่นอน แต่เขาคือคนโลภที่เอาเปรียบคนอื่น แต่เราไม่กล้าทำแบบนี้แน่นอน แทบจะไม่หยิบจับสินค้าจนกว่าจะซื้อด้วยซ้ำ และถ่ายรูปที่วางโชว์แทน เพราะหากไปเจอร้านที่เข้มงวด เขาจะบอกเลยว่า ถ้าจองให้จ่ายเงินก่อน แล้วค่อยถ่ายรูปทีละรูป ก็จะแก้ปัญหาตรงนี้ได้”

ทั้งนี้ คนที่มีพฤติกรรมลักษณะนี้ได้ จะต้องมีการตีซี้กับพนักงานแต่ละร้านด้วยหรือไม่ น้องบี (ไม่ขอระบุชื่อนามสกุลจริง) นักหิ้ววัยนักศึกษา ให้คำตอบแก่ข้อสงสัยนี้ว่า “มีแม่ค้ารับหิ้วบางคนเข้าตีสนิทพนักงาน ประมาณว่า ของชิ้นนี้สวยฝากเก็บไว้ให้หน่อย เดี๋ยวมาเอาเหมาหมดเลย ซึ่งพนักงานก็ใจดีเก็บสินค้าไว้ให้ ซึ่งบางทีเราไม่ได้เข้าไปพูดคุยอะไรมาก แต่พนักงานเข้ามาคุยเอง เสนอขายสินค้า เช่น เดี๋ยวพี่เก็บไว้ให้นะ เอาไหม เพราะว่าพนักงานเองเขาก็อยากขาย ได้ค่าคอมมิชชั่น ดังนั้น ไม่แปลกที่เขาอยากจะขายของให้ได้เยอะๆ โดยเฉพาะการขายให้กับแม่ค้ารับหิ้ว”

แม่ค้าจับมือแบนช็อป! ร้านไหนไม่ให้ถ่ายรูปไม่รับหิ้ว

ทั้งคู่บอกกับผู้สื่อข่าวคล้ายกันว่า หากร้านไหนที่ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปจะไม่รับหิ้วสินค้า โดยให้เหตุผลว่าลูกค้าเลือกไม่ได้ เพราะไม่เห็นรูปสินค้าจริง แต่จะเห็นจากรูปจากในเพจที่เซลส์เท่านั้น ซึ่งมีโอกาสที่ลูกค้าไม่พอใจสินค้า และไม่อยากซื้อ ทำให้บรรดาพ่อค้าแม่ค้ารับหิ้วเสียเวลาไปเปล่าๆ ด้วย

และบางร้านไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปเลย เพราะกลัวเรื่องลิขสิทธิ์ ซึ่งหากร้านไหนไม่ให้ถ่ายรูปเราจะไม่รับหิ้วร้านนั้น เพราะส่งรูปไปให้ลูกค้าดูไม่ได้ แต่ช่วงหลังมานี้ หลายร้านเริ่มเปลี่ยนนโยบาย เพราะเห็นว่ากลุ่มรับหิ้วมีฐานลูกค้าเยอะ และเข้ามาซื้อแต่ละครั้งก็ซื้อเยอะ ซื้อจริง จ่ายจริง หากไม่มีรับหิ้วทางร้านก็จะขาดรายได้ในส่วนนี้

มองสองมุม! เจ้าของแบรนด์ขายสินค้าได้มากขึ้น VS ไม่แฟร์กับลูกค้าบางกลุ่ม

ด้าน นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย วิเคราะห์ธุรกิจรับหิ้วของว่า เป็นเรื่องของกลไกการตลาด ดีมานด์ ซัพพลาย เมื่อความต้องการของผู้บริโภคมีมากก็จะยอมจ่ายเงิน เพื่อให้ได้สินค้าตามต้องการ

“ผมมองสองมุม มุมของเจ้าของสินค้า มันอาจจะมีรูปแบบใหม่ในการซื้อ ที่มากวาดสินค้าทุกอย่างในระยะเวลาอันสั้น ในเชิงแบรนด์ก็ถือว่าดีเพราะเขาขายสินค้าได้ และคนกลุ่มนี้ก็ช่วยได้เยอะ หากแบรนด์ทำการตลาดกับคนกลุ่มนี้ได้ก็จะดี เนื่องจากคนกลุ่มนี้เป็นคนที่มีฐานลูกค้า และกำลังซื้อเยอะ

ส่วนในเชิงของผลกระทบ จะเป็นในเรื่องของการขาดแคลนสินค้า ซึ่งเมื่อมองมุมธุรกิจถือเป็นปัญหาที่ดี แสดงให้เห็นว่าสินค้าคุณเจ๋ง แต่สำหรับผู้บริโภคอาจจะรู้สึกว่า ถูกคนรับหิ้วของเอารัดเอาเปรียบ ไม่แฟร์กับผู้บริโภคบางกลุ่ม แต่สิ่งเหล่านี้บอกได้เลยว่าจะไม่กระทบในวงกว้าง เพราะเป็นเพียงเซกเมนต์หนึ่งเท่านั้น ไม่เกิดกับทุกสินค้า มีบางตัว บางชิ้น บางสินค้าเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ เช่น สินค้าแฟชั่น” นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย วิเคราะห์

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองมูลค่าค้าปลีกออนไลน์ ปี 60 ขยับขึ้น 2.1 แสนล้านบาท

ทางด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้เปิดเผยข้อมูลวิจัยในประเด็น ‘ช่องทาง Online เพิ่มบทบาทใน Modern Trade ผู้ประกอบการเร่งงัดกลยุทธ์ ยึดส่วนแบ่งตลาด’ โดยระบุว่า ตลาด Online Shopping ของไทยมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ช่องทางการทำการตลาดแบบ Offline เริ่มส่งสัญญาณการเติบโตที่ชะลอตัวลงจากอดีต ก็น่าจะจูงใจให้ผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติหันมารุกตลาดดังกล่าวมากขึ้น

ท้ายที่สุด เมื่อตลาด Online Shopping เข้ามากินส่วนแบ่งตลาดค้าปลีก Offline อย่างต่อเนื่อง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การปรับกลยุทธ์การแข่งขันในตลาด Online Shopping ก็น่าจะเข้มข้นและรุนแรงขึ้น ซึ่งให้ภาพที่ซ้ำรอยกับกลยุทธ์การแข่งขันที่เกิดขึ้นในตลาด Offline กล่าวคือ การแข่งขันในตลาดออนไลน์จะเปลี่ยนจากการแข่งภายใน Segment เดียวกันไปสู่การแข่งขันข้าม Segment การปรับกลยุทธ์การตลาดเพื่อจับตลาดลูกค้าทั่วไป (Mass Market) ก็น่าจะพัฒนาไปสู่การทำกลยุทธ์การตลาดที่เน้นตลาดเฉพาะ (Niche Market) มากขึ้น หรือนำไปสู่การทำกลยุทธ์การตลาดที่ต่อไปจะเน้นเฉพาะลูกค้าแต่ละราย (Customized หรือ Tailor-Made) มากขึ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า มูลค่าค้าปลีก B2C E-Commerce (กลุ่มสินค้าอุปโภค บริโภค) จะขยับข้ึนเป็น 2.1 แสนล้านบาทในปี 2560 หรือขยายตัวราว 15-25% และการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จะทำให้สัดส่วน ค้าปลีกออนไลน์ (Social Commerce + Market Place + Brand.com) ขยับเพิ่มข้ึนเป็นใกล้เคียง 5% ของค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคท้ังหมด อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไปต้องติดตามนโยบายของภาครัฐโดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ต้องปรับตัว

คำถามน่าคิด? เพิ่มขายออนไลน์ ต้องลดหน้าร้านด้วยหรือไม่

ท้ายที่สุด ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า นอกจากตลาด Online Shopping จะเป็นช่องทางการจัดจำหน่ายรูปแบบใหม่ที่มารองรับกับกลุ่มผู้บริโภคยุคดิจิตอลแล้ว การเติบโตของ Online Shopping อาจจะนำไปสู่การปรับมุมมองหรือกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ Modern Trade ให้แตกต่างไปจากเดิม นำมาซึ่งคำถามที่ว่า ต่อไปในระยะข้างหน้า การบริหารจัดการในส่วนของหน้าร้าน (Offline) และช่องทาง Online จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร สัดส่วนของพื้นที่จัดวางสินค้าจำเป็นต้องมีสัดส่วนเท่าเดิมหรือไม่ หรือลดพื้นที่วางสินค้าลงและหันไปใช้ช่องทาง Online ในการโปรโมตสินค้าและสร้างความหลากหลายของสินค้ามากขึ้นหรือไม่ ในขณะที่ พื้นที่หน้าร้านเดิมจะปรับเปลี่ยนรูปแบบอย่างไรให้ยังคงทำรายได้ให้กับธุรกิจเพิ่มขึ้น (พื้นที่เช่า หรือพื้นที่ทำกิจกรรมส่วนกลาง) ซึ่งจุดนี้ นับเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้ประกอบการค้าปลีก Modern Trade จะต้องวางแผนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

แหล่งข่าวจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังให้ความเห็นด้วยว่า “แบรนด์ต่างๆ จำเป็นที่จะต้องมีพื้นที่โชว์สินค้า เมื่อลูกค้าดูสินค้าของจริงและชอบจึงค่อยกลับมาเลือกช่องทางในการสั่งซื้อที่ถูก ขณะที่บางครั้งเจ้าของแบรนด์ที่เปิดช่องทางออนไลน์เพื่อค้นหาแพลตฟอร์มที่สามารถกระจายสินค้าไปสู่ลูกค้าได้ ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ขายในเว็บออนไลน์ สร้างความหลากหลาย แต่อย่าลืมว่ายังมีคนรุ่นเก่าที่ยังคงเดินช็อปปิ้งในห้างอยู่ ดังนั้น มองว่าแบรนด์หรูๆ คงไม่ขายทางออนไลน์อย่างเดียว คงมีหน้าร้านด้วย”

รับหิ้วของ ไม่ใช่อาชีพระยะยาว มองอนาคตมีโอกาสอวสาน

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวต่อว่า อาชีพรับหิ้วสินค้า ไม่ใช่อาชีพระยะยาว เกิดขึ้นเพราะความต้องการระยะสั้น โดยยุคนี้เทรนด์เปลี่ยนตลอดเวลา โดยเฉพาะสมัยนี้ ธุรกิจเริ่มหันมาทำออนไลน์มากขึ้นด้วย

ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคชอบซื้อของออนไลน์ จะมีแนวโน้มในอนาคตที่แบรนด์ต่างๆ หันมาทำออนไลน์ โดยปิดบางสาขาในห้างเพื่อไม่ต้องเสียค่าเช่าบ้างหรือไม่ นายภาวุธ ตอบว่า ปัจจุบัน แบรนด์สินค้าบางประเภท โดยเฉพาะเครื่องสำอางหลายยี่ห้อ ได้มีการปิดช็อปในห้างบ้างแล้ว บางยี่ห้อ ยอดขายผ่านทางออนไลน์สูงกว่ายอดขายจากช็อปในห้างด้วยซ้ำไป ตอนนี้ คนเดินห้างเริ่มลดลง เพราะผลพวงจากเศรษฐกิจ หรือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เริ่มหันมาซื้อของออนไลน์มากขึ้น โดยไม่เกี่ยวกับอาชีพหิ้วของ เพราะไม่ใช่เซกเมนต์ที่ใหญ่

“ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การเติบโตของธุรกิจ ขายสินค้าออนไลน์ มีการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 30% และอีก 3-4 ปี ข้างหน้า คาดการณ์ว่า ธุรกิจ ขายสินค้าออนไลน์ยังคงมีการเติบโตอยู่ประมาณ 25-30% ต่อปีด้วย” นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย เผย

คิดว่าต่อไปในอนาคตคนรับหิ้วสินค้า จะยังทำได้อยู่หรือไม่ นายภาวุธ ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า “ผมว่าไม่น่าจะยังอยู่ได้เพราะว่าจะทำมาหากินลำบากมากขึ้น เพราะอย่างที่บอก ว่าปัจจุบันช็อปเครื่องสำอางตามห้างมีคนซื้อหน้าร้านลดลงกว่าทางออนไลน์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในอนาคตแบรนด์สินค้าอื่นๆ มีแนวโน้มที่จะทำโปรโมชั่นและขายผ่านทางออนไลน์ ซึ่งก็ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้บริการอาชีพเหล่านี้ เพราะของเซลส์ขายออนไลน์ได้หมดทั้งนั้น แบรนด์ก็เปิดให้จองผ่านทางออนไลน์ เหมือนที่อเมริกาก็จองคิวผ่านทางออนไลน์และคลิกซื้อได้เลย และการสั่งซื้อออนไลน์ยิ่งจะทำให้แบรนด์รู้ถึงความต้องการของสินค้า เพื่อที่จะผลิตออกมาได้ตรงตามความต้องการด้วย”

ห้างฯ ยัน อาชีพรับหิ้วของยังไม่ก่อปัญหากลุ่มลูกค้าทั่วไป

ขณะที่ แหล่งข่าวจากห้างหรูชื่อดังใจกลางเมืองแห่งหนึ่ง เปิดเผยว่า การจัดเซลส์สินค้าในห้างส่วนใหญ่แบรนด์ต่างๆ จะจัดทำกันเอง แต่ทางห้างจะช่วยประชาสัมพันธ์ว่ามีแบรนด์ใดเซลส์บ้าง โดยจะมีการโฆษณาผ่านสื่อ Owned Media เช่น สื่อในห้าง หรือสื่อออนไลน์ของห้าง เป็นต้น

ทั้งนี้ ทางห้างไม่ได้รับผลกระทบจากกลุ่มนักหิ้วของมากนัก เพราะคนกลุ่มนี้มักจะหิ้วสินค้าแบรนด์แพงๆ เป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะแบรนด์ของดีไซเนอร์ดังๆ ซึ่งจะมีการลดราคาอยู่เป็นประจำในทุกๆ ปี ซึ่งลูกค้าประจำของแบรนด์นั้นๆ ก็จะทราบดี และจะเห็นแม่ค้ารับหิ้วมารอคิวซื้อสินค้าอยู่บ่อยๆ

“มีบางแบรนด์ที่เช่าพื้นที่ของห้างจัดโปรโมชั่นลดราคามากๆ ทำให้กลุ่มคนรับหิ้วของแห่มาจับจองสินค้าจำนวนมาก โดยจะมานั่งรอ ถ่ายรูป ส่งให้ลูกค้า และที่ผ่านมา ในส่วนของทางห้างไม่เคยได้รับร้องเรียนจากลูกค้า กรณีถูกพ่อค้าแม่ค้ารับหิ้วเอารัดเอาเปรียบหรือแย่งของเลย และก็ยังไม่เคยเจอปัญหาจากคนกลุ่มนี้ด้วย” แหล่งข่าวจากห้างดัง เผย

ปัจจุบัน มีการขายของออนไลน์มากขึ้น จะส่งผลต่อการปิดบูธบางสาขาในห้างด้วยหรือไม่ แหล่งข่าวคนเดิมตอบว่า “ยังไม่มี” พร้อมอธิบายว่า “น่าจะนโยบายของทางร้านมากกว่า หากเขามีช่องทางด้านออนไลน์ในการขายของเพื่อขยายกลุ่มลูกค้ามากขึ้น แต่สำหรับตอนนี้ยังไม่มีช็อปไหนปิดตัว”

อนาคตอาชีพรับหิ้วของจะเป็นอย่างไร จะถึงคราวอวสานแล้วหรือไม่ ต้องรอดูต่อไป.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เจาะอาชีพรับหิ้วของ EP.1 วิ่งช็อปชิงของ Sale รายได้อู้ฟู่หลักแสนต่อเดือน

 

ไอจี-ทวิตเตอร์ลุ้นโอทีที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 มิ.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/982293

พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ประเภทบริการ Over The Top (โอทีที) หรือทีวีที่ให้บริการผ่านแอพพลิเคชันกล่าวว่า โอทีทีเป็นกิจการที่ต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ปี 2551 ที่ผู้ให้บริการโอทีที ทั้งให้บริการเนื้อหาโอทีที (คอนเทนต์) และให้บริการโครงข่ายโอทีที (แพลตฟอร์ม) จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย เพื่อความเท่าเทียมในการทำธุรกิจ ถ้าไม่มาขึ้นทะเบียนก็ถือว่าไม่ได้รับอนุญาตให้บริการโอทีที และเมื่อถึงเวลาจะต้องดำเนินคดีตามกฎหมายไทย

สำหรับผู้ประกอบการที่เข้าข่ายว่าจะต้องมาแจ้งการประกอบกิจการโอทีทีหรือมาขึ้นทะเบียนกับ กสทช.นั้น จะต้องเป็นผู้ได้รับหนังสือแจ้งจาก กสทช.เท่านั้น หากรายใดไม่ได้รับหนังสือจาก กสทช.ให้มาขึ้นทะเบียน ก็ยังไม่เข้าข่ายการประกอบกิจการโอทีที ทั้งนี้ในช่วงแรกจะเน้นการมาขึ้นทะเบียนของผู้ให้บริการโครงข่ายโอทีที ซึ่งมีจำนวน 14 ราย ปัจจุบันมาขึ้นทะเบียนแล้ว 11 ราย เหลือ 2 รายที่ยังไม่ได้ติดต่อมา คือ เฟซบุ๊ก ยูทูบ ส่วนอีก 1 ราย คือ เน็ตฟลิกซ์ ได้ติดต่อมาแล้ว ส่วนการให้บริการเนื้อหาโอทีทีนั้น ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบกิจการทีวีดิจิทัลซึ่งทุกรายมาขึ้นทะเบียนแล้ว

ทั้งนี้เมื่อกลุ่มที่ให้มาลงทะเบียนเหล่านี้ ได้เข้าสู่ระบบการประกอบกิจการโอทีทีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในลำดับถัดไปก็จะทำหนังสือเชิญผู้ให้บริการอินสตาแกรม (ไอจี) และทวิตเตอร์ เพื่อมาทำความเข้าใจร่วมกัน ซึ่งกรณีของไอจีและทวิตเตอร์นั้น ต้องพิจารณาอย่างละเอียด เพราะการให้บริการของไอจีและทวิตเตอร์ ส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นข้อความและภาพถ่ายเป็นหลัก ไม่ใช่ลักษณะการแพร่ภาพและเสียง ซึ่งขณะนี้ยังมีเวลาไปจนถึงวันที่ 22 ก.ค.2560 สำหรับผู้ประกอบการโอทีทีที่ได้รับหนังสือรับแจ้งจาก กสทช.ให้มาขึ้นทะเบียน และหลังจากนั้นหากไม่มาขึ้นทะเบียน ก็ต้องพิจารณาความผิดตามกฎหมาย ส่วนจะใช้วิธีการใดนั้น ขณะนี้ยังไม่ได้พิจารณา.

 

จับลักไก่!ลดขนาดสินค้าแต่ราคาเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 มิ.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/982288

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงกรณีที่มีผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคปรับลดขนาดบรรจุสินค้า โดยจำหน่ายในราคาเดิม ได้แก่ น้ำยาซักฟอก บรีส เอกเซล จากขนาดบรรจุเดิม 800 มิลลิลิตร (มล.) ลดลงเหลือ 750 มล. จำหน่ายในราคาเดิมถุงละ 79 บาท และครีมอาบน้ำโพรเทคส์ จากขนาดบรรจุเดิม 500 มล.ลดลงเหลือ 450 มล.จำหน่ายในราคาเดิมขวดละ 165 บาทว่า ขณะนี้บริษัท ยูนิลีเวอร์ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ได้แจ้งมายังกรมฯ ว่าจะปรับลดราคาจำหน่ายน้ำยาซักฟอกบรีส เอกเซล ขนาดบรรจุ 750 มิลลิลิตร ลง 2 บาท จากเดิมที่จำหน่ายถุงละ 79 บาท เหลือถุงละ 77 บาท โดยจะมีผลช่วงต้นเดือน ก.ค.นี้ โดยสาเหตุที่ยังไม่สามารถปรับลดราคาลงได้ทันที เพราะยังมีสต๊อกสินค้าขนาดเดิมคงเหลืออยู่ในตลาด และต้องจำหน่ายในราคาเดิมให้หมดก่อน

ส่วนบริษัท คอลเกต-ปาล์มโอลีฟ (ประเทศไทย) จำกัด ได้แจ้งว่าไม่สามารถลดราคาจำหน่ายครีมอาบน้ำโพรเทคส์ได้ โดยยังคงจำหน่ายในราคาขวดละ 165 บาท เพราะกำหนดราคาตามกลไกตลาด แต่จะมีการส่งเสริมการขายสินค้าชนิดนี้แทน ซึ่งกรมฯได้มีหนังสือแจ้งไปยังบริษัท ให้จัดส่งข้อมูลโครงสร้างต้นทุนการผลิต เพื่อตรวจสอบ และพิจารณาราคาจำหน่ายให้สอดคล้องกับต้นทุนต่อไปแล้ว

ด้านนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า จากนี้ไปผู้ผลิตที่จะปรับลดขนาดบรรจุสินค้า จะต้องแจ้งรายละเอียด พร้อมราคาขายใหม่ ให้กับกรมการค้าภายในรับทราบล่วงหน้า 15 วัน เพื่อที่จะได้ติดตามสถานการณ์สินค้าได้ เพราะการปรับลดขนาด ถ้าปรับลดจาก 500 มล. ลงมาเหลือ 300 มล. แล้วตั้งราคาใหม่ แบบนี้ถือว่าทำชัดเจน ตรงไปตรงมา เพราะปรับลดปริมาณสินค้าลงมาก แต่ถ้าลดเพียงเล็กน้อยจาก 500 มล. เหลือ 450 มล. แล้วขายราคาเดิม แบบนี้เหมือนหลอกลวงผู้บริโภค

“อย่าคิดหลอกลวงประชาชน จะลดขนาดสินค้า จะตั้งราคาใหม่ ก็ต้องชัดเจน ไม่ใช่ทำแบบแอบๆ ทำให้ประชาชนไม่รู้ มารู้อีกทีสินค้าขึ้นไปแล้ว แบบนี้กระทรวงพาณิชย์ยอมไม่ได้ ถ้าคุยกันดีๆแล้ว ผู้ผลิตทำตามไม่ได้ คงต้องให้ผู้บริโภคใช้มาตรการทางสังคมเข้าไปกดดัน เพราะเดี๋ยวนี้ข่าวต่างๆแพร่กระจายในโลกโซเชียลรวดเร็วมาก เชื่อว่าผู้ผลิตคงไม่ยอมแลกกับการที่ประชาชนต้องสูญเสียความเชื่อมั่นในแบรนด์สินค้า เพราะการจะทำให้กลับมาเชื่อมั่นอีกเป็นเรื่องยาก” นายสนธิรัตน์กล่าว.

 

“พาวเวอร์มอลล์” ชูไลฟ์สไตล์อิเล็กทรอนิกส์ เดสติเนชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย วานิชหนุ่ม 24 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/981453

ถึงแม้โลกดิจิทัลจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคนี้ อำนวยความสะดวกสบาย โดยเฉพาะการช็อปปิ้ง สามารถสั่งซื้อสินค้า อาหาร เสื้อผ้า เครื่องประดับผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น เพียงแค่นั่งอยู่ที่บ้านก็จิ้มนิ้วสั่งซื้อสินค้ามาส่งตรงถึงบ้านได้

แต่สำหรับสินค้าในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า การจำหน่ายในรูปแบบของดิสเพลย์และการได้ทดลองรวมทั้งการแนะนำการมีประสบการณ์กับสินค้านั้นๆ ยังเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้บริโภคจำเป็นต้องมีประสบการณ์ในการสัมผัส ทดลองสินค้า

ซึ่งทาง นายจักรกฤษณ์ กีรติโชคชัยกุล ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส บริหารสินค้า POWER MALL ในกลุ่มเดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “เราสร้างประสบการณ์ของผู้บริโภคด้วยการกระตุ้นความ ต้องการของสินค้าในรูปแบบใหม่ๆ ก่อนการตัดสินใจซื้อ ผ่านการสร้างความต้องการโดยมีการจัดกิจกรรมกับสินค้ารุ่นใหม่ และรุ่นยอดนิยมในทุกกลุ่มสินค้า ให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์ตรงจากการเลือกซื้อสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในพื้นที่สโตร์ ด้วยความครบครันของสินค้าจากแบรนด์ชั้นนำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทีวี เครื่องเสียง เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน สมาร์ทโฟน สินค้าไอที ฯลฯ และเกิดการเปรียบเทียบ ในขณะเดียวกัน การสร้างโปรโมชั่นที่เร่งการตัดสินใจและการให้บริการเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ ดังนั้น พาวเวอร์มอลล์จึงใช้สิ่งเหล่านี้ เป็นกลยุทธ์หลักในการทำการตลาดเรื่อยมา และมั่นใจว่ายังสามารถปรับใช้ได้ต่อเนื่อง”

นอกจากนี้ การให้ความสำคัญกับตลาดในเมืองที่มียอดขายสูง เป็นเรื่องที่พาวเวอร์มอลล์ทำต่อเนื่อง ทั้งโปรโมชั่นและอีเวนต์ ซึ่งล่าสุดกำลังร่วมกับผู้ประกอบการเครื่องใช้ไฟฟ้า ไอที แบรนด์ชั้นนำกว่า 200 แบรนด์ จัดงาน Power Mall Electronica Showcase ตั้งแต่วันนี้ถึง 16 ก.ค.นี้ เพื่อให้เป็นมหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ไอที และสมาร์ทโฟนครั้งสำคัญรองรับกำลังซื้อของลูกค้าในย่านใจกลางเมืองตลอดแนวถนนสุขุมวิท ซึ่งเป็นย่านธุรกิจที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร โดยจัดขึ้นพร้อมกัน 2 สาขา คือ ที่พารากอน และเอ็มโพเรียม ดี-พาร์ทเม้นท์ สโตร์

สำหรับงานในปีนี้การันตีด้วยคุณภาพสินค้าใหม่ที่สุด และจำหน่ายก่อนใครถูกที่สุดกับสินค้าลดต่ำกว่าทุน เป็นสินค้าวันเดย์ สเปเชียล คุ้มที่สุดกับโปรโมชั่นที่ร่วมกับสถาบันการเงินชั้นนำ โปรโมชั่นที่ดีที่สุดไม่ควรพลาด ได้แก่ สินค้าราคาพิเศษจากแบรนด์ชั้นนำลดสูงสุด 50%, ช็อปสินค้ารับคืนรวมสูงสุด 40%, ผ่อนสินค้า 0% นาน 10 เดือนทุกชิ้นทั้งงาน และโปรโมชั่นจากบัตรเครดิตมากมาย และในทุกๆวันเสาร์-อาทิตย์ บัตรเครดิตจากสถาบันการเงินชั้นนำ ลดสูงสุด 25% รวมถึงกิจกรรมพิเศษมากมายจากแบรนด์ต่างๆ

“แนวโน้มของเพาเวอร์มอลล์ในครึ่งปีหลังคาดว่ากลุ่มสินค้าที่ยังได้รับความนิยมจากลูกค้ายังคงเป็นสินค้า 5 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ สมาร์ทโฟน, คอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊ก, ทีวี ขนาดซุปเปอร์ไซส์ รวมถึง ทีวี แพล็ตฟอร์มใหม่ เช่น OLED, QLED ที่ให้ความคมชัดในระดับจอใหญ่, เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านชิ้นใหญ่ และกล้องดิจิตอลต่างๆ ในส่วนของการจัดงานในครั้งนี้ เชื่อมั่นว่าจะเป็นงานขายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งที่ลูกค้าให้ความสนใจเข้าร่วมงานจำนวนมาก ด้วยทำเลการจัดงาน รวมถึงช่วงเวลาของความคึกคักของธุรกิจต่างๆในช่วงกลางปีจะช่วยเป็นปัจจัยเสริมให้การจัดงานในครั้งนี้สามารถสร้างยอดขายได้รวมกว่า 390 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดขายรวมของพาวเวอร์มอลล์ในครึ่งปีแรกของปีนี้จะเติบโตประมาณ 5%”

นายจักรกฤษณ์กล่าวว่า สำหรับสินค้าไฮไลต์ในครั้งนี้ที่น่าสนใจและจับตามอง คือ สินค้าในกลุ่มทีวีที่กำลังเกิดการก้าวข้ามผ่านจากยุคของ LED ไปสู่นวัตกรรมทีวีล้ำสมัย คือ OLED และ QLED TV ที่จะสร้างประสบการณ์ใหม่ๆในการรับชมให้กับลูกค้า ภายในงานนี้จะได้เห็นเทคโนโลยีทีวีล่าสุดของโลกจากซัมซุง, แอลจี, โซนี่, พานาโซนิค

พร้อมยังจะได้รับประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ล้ำสมัยจากนวัตกรรมล่าสุด อาทิ เครื่องซักผ้า Samsung แบบ 3 in one (รวมเครื่องซัก ฝาบน, ฝาหน้า และอบผ้าในเครื่องเดียว) ที่เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยที่งานนี้, หุ่นยนต์ดูดฝุ่นฟิลิปส์ บางที่สุดในโลก เพียง 5.8 ซม., เครื่องชงกาแฟ De’Longhi เครื่องชงกาแฟสำหรับยุคดิจิทัล ที่สามารถ

สั่งงานได้จากสมาร์ทโฟน ผ่านแอพพลิเคชั่น, คอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป Tt esports ตัวเดียวในโลกที่เร็วและแรงที่สุดสำหรับคอเกม, Acer Predator 21X คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กจอโค้งขนาด 21 นิ้วเครื่องแรกของโลก

รวมถึงพบกับโซนสมาร์ทโฮม สัมผัสเทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะ จาก Future Lifestyleที่สามารถควบคุมทุกระบบภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นระบบการปิด-เปิดไฟ, ระบบตั้งเวลาอุปกรณ์ ไฟฟ้าภายในบ้าน รวมถึงระบบความปลอดภัยต่างๆ ในระบบไร้สาย ผ่านแอพพลิเคชั่นก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมยุคดิจิทัลที่ล้ำสมัย และโซนไอทีโฉมใหม่ที่จับมือกับไมโครซอฟท์พัฒนาขึ้น เพื่อให้เป็นเดสติเนชั่นใหม่ของคนไอทีโดยเฉพาะ

สำหรับคนที่ชื่นชอบนวัตกรรม เทคโนโลยีใหม่ๆในยุคไลฟ์สไตล์ล้ำสมัยไม่ควรพลาด!!

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th

 

ต่อยอดเศรษฐกิจฐานราก รัฐอัดเพิ่มเงินกองทุนหมู่บ้าน 1.5 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/982283

บอร์ดกองทุนหมู่บ้านอนุมัติงบปี 2560 อีก 15,000 ล้านบาท เพิ่มให้ 70,000 กว่ากองทุนทั่วประเทศ ต่อยอดปฏิรูปเศรษฐกิจฐานราก หลังเห็นผลโครงการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐของปีก่อน 35,000 ล้านบาท มียอดเงินเพิ่มขึ้นเกือบ 3,000 ล้านบาท คิดเป็นผลตอบแทน 4.96% ในเวลา 6 เดือน พร้อมแต่งตั้งคณะอนุกรรมการบริหารกองทุน ช่วยบอร์ด กทบ.ขับเคลื่อนงาน

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) ว่า ที่ประชุมได้อนุมัติงบประมาณประจำปี 2560 จากโครงการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจฐานรากในระดับหมู่บ้านตามแนวทางประชารัฐให้กับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั้ง 70,000 กว่ากองทุนทั่วประเทศ โดยจะได้รับงบก้อนนี้ภายในเดือน ก.ค.นี้ เพื่อให้นำไปต่อยอดการเสริมศักยภาพเศรษฐกิจฐานรากในระดับหมู่บ้านให้เป็นกลไกสำคัญและสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศ

ด้านนายนที ขลิบทอง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง กล่าวว่า ในปี 2559 รัฐบาลได้จัดสรรงบ 35,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ โดยโครงการที่เสนอขอและได้รับการสนับสนุน 5 อันดับแรกได้แก่ 1.ร้านค้าชุมชน 2.น้ำดื่มชุมชน 3.ปุ๋ย ยา เมล็ดพันธุ์ 4.บริการเครื่องจักรกลทางการเกษตร 5.บริการจัดเลี้ยง ซึ่งปรากฏว่ามีผลกำไรเกิดขึ้น 2,988 ล้านบาท แสดงว่ากองทุนได้ดำเนินการแล้วมีผลตอบแทนจากโครงการเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 4.96% จากจำนวนเงินที่โอนไป 31,981 ล้านบาท ในระยะเวลา 6 เดือน ให้กับ 65,405 กองทุน

ดังนั้น ที่ประชุมครั้งนี้จึงอนุมัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2560 เป็นเงิน 15,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการเพิ่มศักยภาพหมู่บ้านและชุมชนเพื่อความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ ซึ่งได้หารือกันที่จะต้องรีบจัดทำระเบียบให้รอบคอบ รัดกุม ชัดเจนและโปร่งใส และจะนำมาหารือในที่ประชุม กทบ.ครั้งต่อไปในวันที่ 5 ก.ค.นี้ จึงจะมีผลอนุมัติให้โอนเงินได้ ซึ่งขณะนี้มีกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองได้ส่งโครงการที่ขอรับการสนับสนุนจากแบบสำรวจความต้องการ 64,276 กองทุน 70,992 โครงการ ภายใต้วงเงินที่เสนอขอมา 13,565 ล้านบาท คิดเป็น 90.44% ของเป้าหมาย

ทั้งนี้ แยกเป็นประเภทต่างๆคือ 1.กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่ดำเนินการต่อยอดโครงการเดิม 30,922 กองทุน 31,792 โครงการ วงเงินงบประมาณ 6,359 ล้านบาท คิดเป็น 42.39% 2.กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่ดำเนินการโครงการใหม่ 26,473 กองทุน 28,963 โครงการ วงเงิน 5,547 ล้านบาท คิดเป็น 36.99% 3.กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่มีทั้งดำเนินการต่อยอดโครงการเดิม และเสนอโครงการใหม่ 2,196 กองทุน 5,023 โครงการ วงเงิน 660 ล้านบาท คิดเป็น 4.40%

4.กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่ยังไม่เคยรับงบประมาณตามโครงการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ แต่ขอรับสนับสนุนงบประมาณกับโครงการเพิ่มศักยภาพหมู่บ้านและชุมชนเพื่อความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ 4,685 กองทุน 5,214 โครงการ วงเงิน 998 ล้านบาท คิดเป็น 6.66% 5.ที่เหลืออยู่ระหว่างการปรับปรุงแก้ไข เพื่อเสนอขอรับการสนับสนุน โดยการกำหนดให้เสนอภายในเดือน มิ.ย.2560 นี้

ทั้งนี้ 5 อันดับแรกที่เสนอขอรับการสนับสนุน ได้แก่ โครงการเกี่ยวกับ 1.ปุ๋ย/ยา/เมล็ดพันธุ์ คิดเป็น 15.23% 2.ร้านค้าชุมชน 12.85% 3.น้ำดื่มชุมชน 9.41% 4.บริการงานชุมชน 5.56% 5.บริการตู้หยอดเหรียญ 5.22% ตามลำดับ คาดจะสามารถโอนเงินให้กองทุนได้ไม่น้อยกว่า 90% ของเป้าหมายภายในเดือน ก.ค.2560

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้อนุมัติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ เพื่อให้มาช่วยบอร์ด กทบ.ขับเคลื่อนงาน และบอร์ด กทบ.จะได้คุยกันในเรื่องนโยบายใหม่และให้เป็นแผนเชิงรุก ทั้งนี้ องค์ประกอบของคณะอนุกรรมการบริหารได้หารือกันไว้ว่าน่าจะมีภาคประชาชนและผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาร่วมด้วยซึ่งจะสรุปกันในการประชุมครั้งหน้าเช่นกัน.

 

“วัชมนฟู้ด” ตั้งเป้าเป็น “ฮับ” ผลไม้นำเข้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/981438

“ไทยแลนด์ 4.0 เป็นการย่อประเทศไทยให้เล็กลง ผู้ค้าสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้รวดเร็วกว่า ซึ่งเป็นข้อดีทั้งต่อตัวผู้ค้า และผู้บริโภค ทุกอย่างเชื่อม ต่อกัน และเปลี่ยนแปลงไป เราต้องเป็นคนเข้าถึงลูกค้า ไม่ใช่รอให้ลูกค้าเข้าถึงเรา”

นี่คือคำพูดของ วิภาวี วัชรากร กรรมการผู้จัดการบริษัท วัชมนฟู้ด จำกัด สาวเท่ ทายาทรุ่นที่ 2 ของผู้นำเข้า และจำหน่ายผลไม้เกรดพรีเมียมอันดับ 1 ของประเทศไทย กล่าวถึง โครงสร้างธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงจากภาคอุตสาหกรรม ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมขั้นสูงอันเป็นจุดเปลี่ยนของธุรกิจ วัชมนฟู้ด ที่โดดลงสู่สนามตลาดออนไลน์ เสิร์ฟบริการถึงมือผู้บริโภคอย่างไม่รีรอ!

“เรารุกตลาดออนไลน์เต็มตัวแล้ว และสร้างช่องทางการสื่อสารเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคโดยการประชาสัมพันธ์ ให้ข้อมูลต่างๆ และอัดโปรโมชั่น ผ่านแอพพลิเคชั่นยอดนิยมของคนไทย ได้แก่ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม เว็บไซต์ และไลน์ ซึ่งสามารถส่งข้อมูลถึงมือผู้บริโภคได้รวดเร็ว”

สำหรับในช่วงสิ้นปีนี้จนถึงต้นปีหน้า คุณวิภาวี ตั้งเป้าทำโครงการสร้างตลาด วัชมนฟู้ด ให้เป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าในเมือง (Hub) และเพิ่ม หน้าร้าน (Display) ไปพร้อมๆกันเพื่อย่นระยะทาง การขนส่งสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภคเร็วขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการผู้บริโภคที่ชอบความแตกต่าง และยังออกสินค้าหลากหลายรูปแบบมากขึ้นทั้งในแบบขายปลีกทั่วไป จัดเป็นกิฟต์เซต หรือจัดเป็นกระเช้าพรีเมียม เป็นต้น

“เรายังวางแผนการตลาดเชิงรุก เน้นทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดกับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพิ่มจุดกระจายสินค้าในเมืองเพื่ออำนวยความสะดวก เข้ากลุ่มผู้บริโภค และลงพื้นที่ตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ เพื่อให้ผู้บริโภคได้ทดลองชิมผลไม้นำเข้าคุณภาพดีเยี่ยมในหลายห้าง ขณะเดียวกันก็จัดให้มีขบวนคาราวานผลไม้ตามหัวเมืองใหญ่ๆ เช่น ชลบุรี นครราชสีมา หนองคาย เป็นต้น

คุณวิภาวี กล่าวถึงภาพรวมทิศทางตลาดผลไม้นำเข้าปีนี้ว่า ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ตลาดนำเข้าผลไม้จะมีอัตราขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นกว่าช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากช่วงเดือน ก.ค.และ ธ.ค.เป็นช่วงเทศกาลสำคัญๆตั้งแต่ เทศกาลกินเจ สารทจีนไปจนถึงคริสต์มาส และปีใหม่

ปีที่ผ่านมา วัชมนฟู้ด ได้นำเข้า แอปเปิ้ล แจ๊ส (Apple Jass) แอปเปิ้ลสายพันธุ์ใหม่นำเข้าจากนิวซีแลนด์ ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นตรงสามารถคงความสด และกรอบตลอดทั้งปี มีรสชาติเข้มข้น ซึ่งเป็นสินค้าที่ทำให้บริษัทเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคทำให้ยอดขายทะลุเป้าที่วางไว้ ในปีนี้จึงตั้งเป้าโตถึง 10%

คุณวิภาวีกล่าวว่า ปีนี้ได้ทุ่มงบประมาณกว่า 1 ล้านบาท จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด คือ “มหกรรมผลไม้ เกรดพรีเมียม ราคาสุดช็อก!” ที่ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ ซึ่งจัดไปก่อนหน้านี้ และได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะ Apple Jass แพ็กละ 100 บาท ลดเหลือ 9 บาท และเชอร์รี่แพ็กละ 200 บาท ลดเหลือ 39 บาท และขอการันตีว่า ผลไม้ทุกลูกอัดแน่นด้วยคุณภาพ ความสดใหม่ และมั่นใจได้ว่า คุ้มค่าคุ้มราคาแน่นอน! วัชมนฟู้ด ยังปรับโลโก้ใหม่ แอปเปิ้ล แจ๊ส ให้ทันสมัยมากขึ้นตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา พร้อมทั้งดึง “อาเล็ก” ธีรเดช เมธาวรายุทธ ดาราดังจากละครเรื่อง “สุภาพบุรุษจุฑาเทพ” มาเป็น แบรนด์-แอมบาสเดอร์ เพราะภาพลักษณ์เขาเป็นคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ มีความสดใส สดชื่น และกระตือรือร้นเหมือน แอปเปิ้ล แจ๊ส นั่นเอง

เธอยังดึง “เก้า” จิรายุ ละอองมณี มาสร้างสีสันในฐานะตัวแทนของเด็กรุ่นใหม่ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของสินค้าวัชมนฟู้ดที่ต้องการเจาะตลาดกลุ่มคนระหว่างอายุ 20-30 ปี ซึ่งจะเป็นฐานลูกค้าที่สำคัญต่อไปในอนาคตด้วย

“สิ่งที่ “วัชมนฟู้ด” ไม่เคยเปลี่ยนแปลงตลอด 30 ปี คือความคงเส้นคงวาในคุณภาพ และมาตรฐาน ด้วยราคาที่สมเหตุสมผลภายใต้ความสด สะอาด ปลอดภัย เพราะวัชมนฟู้ดใส่ใจในทุกๆเรื่องของผู้บริโภค เสมือนเป็นคนในครอบครัวเดียวกันเสมอมา” คุณวิภาวีตบท้าย.

 

AEC Go On 24/06/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/981468

ประเทศใน AEC ที่ไม่ได้มีพรมแดนติดกับไทย แต่ผูกพันทางการค้าระหว่างประเทศกับไทยมากอีกประเทศหนึ่งคือ ฟิลิปปินส์ ซึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่าสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ (Republic of the Philippines) จัดเป็นประเทศที่นานาชาติสนใจและเข้าไปลงทุนเป็นจำนวนมากในระยะหลังๆ

จากข้อมูลของ IMF ในปี 59 ฟิลิปปินส์มีขนาดเศรษฐกิจหรือ GDP อยู่ที่ 3.047 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ใหญ่เป็นอันดับที่ 36 ของโลก และอันดับ 3 ของ AEC รองจากอินโดนีเซียและไทย หรือมีขนาด 3 ใน 4 ของไทย ที่มีขนาด GDP ประมาณ 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังโดดเด่นด้านความใหญ่ของตลาด หรือกำลังซื้อ คือ มีประชากร 102.25 ล้านคน (ข้อมูลปี 59 ของสหประชาชาติ) สูงสุดเป็นอันดับ 12 ของโลก และอันดับ 2 ของอาเซียน รองจากอินโดนีเซีย

ประชากรของฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่เป็นคนวัยทำงาน มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปอย่างน้อย 56.1% ของประชากรทั้งหมด ส่วนช่วงอายุ 15-24 ปีมี 19.2% และช่วงอายุ 25-54 ปี ประมาณ 36.9% ขณะเดียวกันก็เป็นประเทศแห่งอนาคตที่มีเด็กและเยาวชนจำนวนมาก ที่จะเป็นกำลังซื้อและกำลังแรงงานในอนาคต เพราะมีประชากรอายุ 0-14 ปี สูงถึง 33.7% ส่วนอายุ 55-64 ปี และ 65 ปีขึ้นไปมี 5.9% และ 4.4% ตามลำดับ นั่นหมายความว่า ฟิลิปปินส์มีประชากรที่อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไปน้อยกว่า 10% ของประชากรทั้งหมด พูดง่ายๆฟิลิปปินส์ยังไม่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) เหมือนไทยและฟิลิปปินส์เป็นเพียง 1 ใน 3 ประเทศในเอเชียแปซิฟิก (รวมถึงอินเดียและอินโดนีเซีย) ที่ IMF ระบุว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากสังคมผู้สูงอายุ เพราะมีประชากรอายุน้อยที่อยู่ในช่วง 0-14 ปีจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม คนฟิลิปปินส์ยังมีรายได้ต่อคนต่อปีต่ำเพียง 2,924 ดอลลาร์สหรัฐฯ อยู่ในอันดับ 124 ของโลก หรืออันดับ 5 ของ AEC รองจากสิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย และไทย ดังนั้น ฟิลิปปินส์ยังไม่ใช่ตลาดหลักในปัจจุบันของ AEC แต่เป็นตลาดแห่งอนาคตที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงและผู้คนจำนวนมาก.

ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 24/06/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/982203

รัฐบาลทุ่มงบปรับโฉมสนามบินขอนแก่น รองรับผู้โดยสารมากกว่าปีละ 2 ล้านคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 มิ.ย. 2560 03:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/981742

ท่าอากาศยานขอนแก่น เร่งสร้างอาคารผู้โดยสาร-ขยายหลุมจอดรองรับ มากถึง 12 ลำ เพื่อรองรับผู้โดยสารที่มีมากกว่าปีละ 2 ล้านคน พร้อมติดตั้งและทดสอบระบบเครื่องส่งสัญญาณเสียงไร้สาย หลังได้รับการพิจารณาจัดสรรงบจากรัฐบาล…

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 23 มิ.ย.2560 ว่าที่ ร.ต.อัธยา ลาภมาก ผู้อำนวยการท่าอากาศยาน จ.ขอนแก่น กล่าวว่า เข้าสู่ช่วงไตรมาสที่ 3 ของงบประมาณประจำปี 2560 ซึ่งสนามบินขอนแก่นยังคงดำเนินการพัฒนาศักยภาพในด้านต่างๆ ในภาพรวมของสนามบินเพื่อให้บริการต่อผู้โดยสาร ที่มีอัตราเฉลี่ยการเข้ารับบริการทั้งฝั่งขาเข้าและขาออก วันละไม่ต่ำกว่า 1,800 คน ขณะที่สายการบินพาณิชย์ที่เปิดให้บริการในปัจจุบันนั้นรวม 18 เที่ยวบินต่อวัน หากนับรวมไปและกลับอยู่ที่ 36 เที่ยวบิน เชื่อมโยงทุกภูมิภาคของไทย

โดยในงบประมาณไตรมาสที่ 3 ที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้นั้น คือการติดตั้งระบบไมค์เครื่องเสียงและอุปกรณ์การกระจายเสียงแบบไร้สาย เชื่อมโยงทั้งอาคารและลานจอดรถ การปรับปรุงระบบเครื่องปรับอากาศ และการก่อสร้างถนนทางเข้าสนามบิน เพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสารที่มีอัตราการใช้บริการที่มากขึ้นทุกวัน นอกจากนี้ในงบประมาณดังกล่าวยังคงมีการเปลี่ยนบันไดเลื่อนทั้งหมด 4 ตัว ลิฟต์ในอาคารผู้โดยสาร 2 จุด รวมไปถึงไฟส่องสว่างภายในอาคาร ซึ่งทั้งหมดมีอายุการใช้งานมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี

สำหรับงบประมาณปี 2561 สนามบินได้เสนอขอรับการอนุมัติในเรื่องการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ซึ่งติดกับอาคารผู้โดยสารหลังเดิมจำนวน 4 ชั้น อาคารจอดรถ 7 ชั้น ในงบประมาณรวม 2,250 ล้านบาท เพื่อรองรับการให้บริการกับผู้โดยสารที่มีมากกว่าปีละ 2 ล้านคน และหากมีการเปิดเที่ยวบินในเส้นทางระหว่างประเทศก็จะมีสัดส่วนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นในปี 2561 อีกทั้งยังคงมีการขยายหลุมจอดเครื่องบิน จากเดิมที่มีอยู่ในปัจจุบัน 5 หลุมจอด เพิ่มเป็น 12 หลุมจอด รองรับอากาศยานขนาดกลาง ที่สายการบินพาณิชย์ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน คือ โบอิ้ง 737-800 และ แอร์บัส เอ 320-200

ขณะเดียวกัน ยังคงมีงบประมาณที่รัฐบาลได้มีการจัดสรรในงบกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่สนามบินขอนแก่นได้รับงบประมาณสนับสนุนในการส่งเสริมและให้บริการนักท่องเที่ยว ด้วยการได้รับการสนับสนุนงบประมาณสร้างสะพานเทียบอากาศยาน หรืองวงช้าง เพิ่มอีก 1 จุด จากเดิมที่มีอยู่ในปัจจุบันแล้ว 2 จุด โดยสะพานเทียบอากาศยานจุดใหม่ จะสร้างบริเวณติดกับอาคารที่จอดรถเดิม มีลักษณะเป็นกระจกใส โดยกำหนดสร้างในฝั่งประตูผู้โดยสารขาออก 4 หรือ Gate 4 เพื่อให้บริการผู้โดยสารได้อย่างคล่องตัว โดยเฉพาะในช่วงที่มีอัตราการเดินทางที่หนาแน่น

อย่างไรก็ตาม สายการบินพาณิชย์ในประเทศ ในการประสานขอเปิดเส้นทางการบินเชื่อมโยงภูมิภาคขณะนี้มีเพียงเส้นทางขอนแก่น-ภูเก็ต เท่านั้น ซึ่งรอการพิจารณาและอนุมัติตารางการบิน ขณะที่ในปัจจุบันนี้นั้นขอนแก่นมีเที่ยวบินพาณิชย์เดินทางทั้งจากต้นทางและปลายทางไปยังสนามบินดอนเมือง, สนามบินสุวรรณภูมิ, สนามบินเชียงใหม่ และสนามบินหาดใหญ่ อีกทั้งยังคงมีเที่ยวบินแบบเช่าเหมาลำ ทั้งเส้นทางในประเทศและต่างประเทศทำการบินอย่างต่อเนื่อง

รวมทั้งที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการด้านการท่องเที่ยว สนช.ได้เชิญผู้บริหารสนามบินขอนแก่นและนครราชสีมา เข้าร่วมนำเสนอศักยภาพข้อมูลและความพร้อมในด้านต่างๆ ซึ่งสนามบินขอนแก่นได้รับการพิจารณาในการนำเสนอให้กับเมืองคุณหมิง ประเทศจีน ในการเปิดเส้นทางบินตรงแบบเช่าเหมาลำ เพื่อนำนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจเดินทางเข้ามาในพื้นที่เพื่อเชื่อมโยงด้านการค้า การลงทุน ซึ่งในขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง.

 

พาณิชย์ แก้มันราคาตก ประสานโรงแป้ง-โรงงานเอทานอลช่วยซื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 มิ.ย. 2560 19:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/981973

‘พาณิชย์’ ประสานโรงแป้ง-โรงงานเอทานอล รับซื้อหัวมันสดจากเกษตรกร ในราคาที่เป็นธรรม รองรับผลผลิตที่ยังเก็บเกี่ยวไม่หมด หลังเกษตรกรร้องนายกฯ หัวมันราคาตกต่ำ พร้อมถกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแผนรับมือผลผลิตปี 60/61 แล้ว

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง จังหวัดนครราชสีมา มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ผ่านนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ช่วยเหลือปัญหาราคามันสำปะหลังตกต่ำ ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ขอความร่วมมือให้โรงงานผลิตแป้งมัน และโรงงานเอทานอลรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรอย่างต่อเนื่องในราคาที่เป็นธรรม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวผลผลิตในขณะนี้

“ขณะนี้เป็นช่วงปลายฤดูการผลิตปี 59/60 ซึ่งผลผลิตส่วนใหญ่ออกสู่ตลาดใกล้หมดแล้ว ยังคงเหลือตกค้างอยู่บ้าง ประกอบกับ ขณะนี้เป็นช่วงฤดูฝน ทำให้หัวมันสดมีเปอร์เซ็นต์เชื้อแป้งต่ำ และลานมันส่วนใหญ่หยุดรับซื้อแล้ว เพราะไม่สามารถตากมันเส้นได้ จึงส่งผลกระทบให้ราคาหัวมันสดลดลง แต่กระทรวงฯ ได้แก้ปัญหา โดยขอให้โรงแป้ง และโรงงานเอทานอลเข้ามาช่วยรับซื้อแล้ว

สำหรับ มาตรการรองรับผลผลิตฤดูกาลผลิตปี 60/61 นั้น ได้หารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เกี่ยวกับข้อกำหนด กฎหรือระเบียบที่เป็นข้อจำกัดในการผลิตและจำหน่ายเอทานอล เพื่อที่จะสามารถผลักดันให้มีการใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรมเอทานอลเพิ่มขึ้น โดยได้ร่วมกับสมาคมการค้าผู้ผลิตเอทานอลไทย และสมาคมเอทานอลจากมันสำปะหลัง จัดทำบันทึกความร่วมมือ (เอ็มโอยู) เพื่อเชื่อมโยงรับซื้อมันเส้นสะอาดจากเกษตรกรแล้ว