ญี่ปุ่นแห่ลงทุน“อีอีซี”100 ราย “อุตตม” แจงผลสำรวจเหนือความคาดหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 มิ.ย. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/980180

นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังนายโซจิ ซาคาอิ ประธานหอการค้าญี่ปุ่นประจำประเทศไทย (เจซีซี) เข้าพบเพื่อหารือความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนระหว่างกัน โดยเจซีซีได้รายงานผลการสำรวจบริษัทญี่ปุ่นที่ลงทุนในประเทศไทย ในขณะนี้พบว่าล่าสุดมีบริษัทญี่ปุ่นสนใจที่เข้ามาลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) มากถึง 100 บริษัท จากเดิมก่อนหน้านี้ผลสำรวจออกมาว่ามีเพียง 50 บริษัทเท่านั้น ถือเป็นปรากฏการณ์ที่เหนือความคาดหมายของตนมาก

นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มว่าบริษัทญี่ปุ่นที่ยังไม่เคยเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมาก่อน สนใจที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่อีอีซี ตามบริษัทแม่ที่ขยายการลงทุนเข้ามาก่อนหน้านี้ด้วยเช่นกัน

“นักลงทุนญี่ปุ่นสนใจและให้ความสำคัญในการเข้ามาลงทุนในพื้นที่อีอีซี เพราะนโยบายของญี่ปุ่นต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันทางการค้าและการลงทุนให้เพิ่มมากขึ้นในเวทีโลก เนื่องจากเห็นถึงศักยภาพในการเป็นจุดเชื่อมโยงของญี่ปุ่นเข้าไปยังตลาดอาเซียน รวมทั้งยังสามารถเชื่อมโยงเข้าไปตลาดโลกผ่านอีอีซี”

ทั้งนี้ บริษัทญี่ปุ่นที่แสดงความสนใจจะเข้ามาลงทุนในพื้นที่อีอีซี ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนอยู่ใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อุปกรณ์เครื่องมือแพทย์และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ขณะที่ในเดือน ก.ย.นี้ ประเทศไทยจะมีการจัดงานใหญ่ เพื่อฉลองความสัมพันธ์ไทยกับญี่ปุ่นครบรอบ 130 ปี ซึ่งภายในงานจะมี รมว.กระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (เมติ) และองค์กรส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) มาร่วมงาน และยังได้เชิญคณะนักธุรกิจจากญี่ปุ่นเข้ามาร่วมงานด้วย เพื่อรับฟังรายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนในอีอีซี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนญี่ปุ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ว่า ปีที่ผ่านมา นักลงทุนญี่ปุ่นยังคงเป็นต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากที่สุดรวม 264 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 57,400 ล้านบาท ขณะที่ใน 2 เดือนแรกปีนี้มีนักลงทุนทั่วโลกได้ยื่นขอรับบีโอไอรวม 99 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 15,300 ล้านบาท.

 

“บิ๊กตู่”นำทีมโชว์ยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 กองทุนยักษ์ใหญ่ตบเท้าคึก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 มิ.ย. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/980178

“นายกฯ” นำทีมเศรษฐกิจ ถกเวที “Thailand’s Big Strategic Move” จัดโดยตลาดหลักทรัพย์พบผู้จัดการกองทุนขนาดใหญ่จากทั่วโลกวันนี้ ชูแผนยุทธศาสตร์ Thailand 4.0 เรียกความเชื่อมั่น เผยกองทุนต่างชาติขนาดใหญ่ให้ความสนใจมาร่วมฟังข้อมูลอย่างคึกคัก

นายสันติ กีระนันท์ รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 22-23 มิ.ย.นี้ ตลาดหลักทรัพย์ได้จัดงาน “Thailand’s Big Strategic Move” โดยเชิญนักลงทุนและผู้จัดการกองทุนจากทั่วโลกรวมทั้งนักลงทุนสถาบันของไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนไทย มาร่วมรับฟังข้อมูลและแผนยุทธศาสตร์ชาติและโครงการสำคัญที่จะขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศ โดยในงานนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้นำทีม ครม.เศรษฐกิจ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง และ นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม และ นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) มาร่วมให้ข้อมูลและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน โดยนำเสนอความน่าสนใจของประเทศไทยและตลาดทุนไทยแก่กลุ่มผู้ลงทุนสถาบันทั้งไทยและต่างประเทศที่มาร่วมงานครั้งนี้มากกว่า 700-800 คน

โดยเป็นผู้จัดการกองทุนจากต่างชาติมากกว่า 200 คน เป็นตัวแทนกองทุนขนาดใหญ่ของโลก 60-70 กองทุน ที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวมกันทั่วโลกมากกว่า 7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เช่น JP Morgan Asset Management, Captital International, Capital Global, Pictet Asset Management (Singapore), Nomura Asset Manage-ment, GIC Singapore, Morgan Stanley Investment, Daiwa Asset Management Singapore, Citic Group และ Franklin Templeton

ทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะพูดถึงสิ่งที่รัฐบาลได้ทำมาและทิศทางข้างหน้าที่จะเกิดขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทย ขณะที่นายสมคิดจะฉายให้เห็นถึงภาพรวมเศรษฐกิจ การดำเนินเชิงกลยุทธ์ของประเทศที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แผนยุทธศาสตร์ชาติและโครงการสำคัญที่จะขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศอย่างก้าวกระโดดตามโมเดล Thailand 4.0 เพื่ออนาคตของประเทศใน 20 ปีข้างหน้า โดยพูดในหัวข้อ Thailand’s Big Strategic Move และนายอภิศักดิ์ จะพูดในหัวข้อ Fiscal and Financial Landscape โดยเน้นถึงนโยบายการเงินการคลังที่มีการเปลี่ยนแปลงของไทย ซึ่งจะเป็นตัวสนับสนุนการเติบโตของประเทศในอนาคต

ส่วนนายอุตตม และนายคณิศ เลขาธิการอีอีซี จะพูดในหัวข้อ “Thailand Gateway : Eastern Economic Corridor โดยจะพูดถึงการขยายขอบเขตการลงทุนในเขตเศรษฐกิจการลงทุนพิเศษ EEC ในกลุ่ม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่ง EEC มีจุดเด่นคือเป็นทำเลที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่เชื่อมต่ออาเซียน เอเชียตะวันออกและเอเชียใต้ ซึ่งตัวเลข GDP จากกลุ่มประเทศดังกล่าวคือ 1 ใน 3 ของ GDP โลก

นอกจากนี้ ในฝั่งของเอกชน ตัวแทนกลุ่มทุนขนาดใหญ่ยังมาร่วมให้ข้อมูลถึงกลยุทธ์ในการทำธุรกิจ และประสบการณ์ในการทำธุรกิจข้ามชาติการรุกขยายออกไปลงทุนทำธุรกิจในต่างประเทศ โดยในเซ็กชั่นนี้จะมีการเสวนาในหัวข้อ Thailand: Strategic Move of Private Sector โดย 3 ผู้บริหารภาคเอกชน คือ นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และนายศุภชัย เจียร-วนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์.

 

ประเทศไทยถูกหวยไข้หวัดนก เกาหลีใต้นำเข้าไข่ไก่พุ่งทะลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 มิ.ย. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/980177

นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงการที่รัฐบาลเกาหลีใต้ อนุญาตให้นำเข้าไข่ไก่สดจากต่างประเทศเป็นกรณีพิเศษ เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลน เพราะการแพร่ขยายของไข้หวัดนกในประเทศว่า ไทยได้ยื่นหนังสือแสดงความจำนงในการส่งออกไข่ไก่สดไปยังเกาหลีใต้ และกระทรวงเกษตรของเกาหลีใต้ประกาศว่า ไข่ไก่สดจากไทยสามารถส่งออกไปยังเกาหลีใต้ได้ในเดือน มิ.ย.นี้ ส่วนประเทศอื่นๆที่ได้รับอนุมัติให้ส่งไข่ไก่สดไปจำหน่ายเกาหลีใต้ อาทิ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย แคนาดา นับเป็นครั้งแรกที่ไข่ไก่สดจากอาเซียนนำเข้าไปจำหน่ายในเกาหลีใต้ ไข่ไก่สดจากไทย 2 ล้านฟอง จะถึงเกาหลีใต้โดยทางเรือสัปดาห์นี้ คาดว่า เกาหลีใต้จะนำเข้าไข่ไก่สดจากไทย 2-2.3 ล้านฟองต่อสัปดาห์ จำหน่ายฟองละ 100 วอน หรือ 0.09 เหรียญสหรัฐฯ ต่ำกว่าราคาเฉลี่ยในท้องตลาดของเกาหลีใต้ ซึ่ง 1 แผง หรือ 30 ฟอง เฉลี่ย 7,936 วอน หรือ 7 เหรียญสหรัฐฯ

นางสาววิลาสินี โนนศรีชัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล เกาหลีใต้ กล่าวว่า สำนักงานฯ ขอเชิญชวนผู้ประกอบการไทย ที่มีความพร้อมในการส่งออกไข่ไก่สด และไข่แปรรูปยื่นความจำนงไปยังกรมปศุสัตว์ เพื่อรับการตรวจสอบจากหน่วยงานของเกาหลีใต้เพิ่มเติม เพราะเกาหลีใต้ยังมีความต้องการไข่สดอีกมาก ถือเป็นการเปิดตลาดไข่ไก่สดที่มีอนาคตของไทยอีกตลาดหนึ่ง.

 


เครื่องใช้ไฟฟ้าส่งออกไตรมาสแรกคึกคักขยายตัว 7% ภาครัฐดันสินค้าตีตรา Made in Thailand ลุยตลาดโลกในยุคไทยแลนด์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Advertorial 22 มิ.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/979790

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยยืนยันธุรกิจส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มดี ไตรมาสแรกปีนี้ขยายตัวกว่า 7% เหตุเพราะลูกค้าต่างชาติเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าที่ได้รับตรา Made in Thailand และแนะผู้ประกอบการให้อัพเดตเทคโนโลยีและนวัตกรรมเตรียมตัวเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 กับงาน Bangkok RHVAC 2017 และงาน Bangkok E&E 2017 จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศที่ไบเทค บางนา วันที่ 7 – 10 ก.ย.ที่จะถึงนี้

นายกำจร คุณวพานิชกุล รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม เป็นสินค้าส่งออกอันดับ 1 ของประเทศมาโดยตลอด โดยมีมูลค่าการส่งออกปี 2559 สูงถึง 55,100 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 2 ล้านล้านบาท ขณะที่ไตรมาสแรกของปีนี้ มูลค่าการส่งออกขยายตัวต่อเนื่องกว่า 7% สินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และกลุ่มสินค้าไอที นอกจากมียังมีสินค้าโทรคมนาคมอีกกลุ่ม เช่น สายเคเบิลใยแก้วนำแสง สินค้าซัพพอร์ตการควบคุมระบบโทรคมนาคมต่างๆ โดยประเทศที่เป็นตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ อเมริกา อาเซียน ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ตามลำดับ ขณะที่ตลาดในภูมิภาคอย่างกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนามก็เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงเช่นกัน ซึ่งทางกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ได้ส่งเสริมผู้ประกอบการรุกตลาดนี้ พร้อมกับสนับสนุนให้เริ่มเปิดตลาดใหม่ที่น่าจับตามอง เช่น ตะวันออกกลาง บังกลาเทศ และอินเดีย”


นายกำจร คุณวพานิชกุล รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

รองประธานกลุ่มฯ ได้ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพรวมด้านการแข่งขันของอุตสาหกรรม
ว่าสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดส่งออกว่า ไทยมีศักยภาพสูงมาก เนื่องจากตราสัญลักษณ์ Made in Thailand หรือสินค้าที่ผลิตในไทยนั้นได้รับการยอมรับจากลูกค้าทั่วโลก
ทั้งมาตรฐานการผลิตและคุณภาพของสินค้า นอกจากนี้ ไทยยังมีจุดแข็งในด้านระบบสาธารณูปโภค ตลอดจนวัตถุดิบต่างๆ ที่เอื้อต่อการผลิตได้ทั้งซัพพลายเชนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ดังระดับโลกหลายรายใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต

ในส่วนของการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี นายกำจรกล่าวว่า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ภาคอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม ต้องการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการปรับตัวเพื่อให้สอดรับกับนโยบายของประเทศ ไทยแลนด์ 4.0 ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตและการบริการ อาทิ การใช้แขนกลในภาคอุตสาหกรรม การนำหุ่นยนต์ต้อนรับมาใช้ในภาคธุรกิจบริการ รวมทั้งการคิดค้นนวัตกรรมโดยให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อและใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ต หรือที่เรียกว่า IoTs – Internet of Things ที่สามารถควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าระยะไกลผ่านสมาร์ทโฟน หรือตั้งเวลาการเปิดปิดด้วยแอพพลิเคชั่นบนมือถือ ในส่วนนี้ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ตลาดอุตสาหกรรมนานาประเทศด้วยการจัด
งานแฟร์โชว์สินค้าและนวัตกรรมมาอย่างต่อเนื่อง

นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

นางมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวเสริมว่า “ปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของโลกในการผลิตและส่งออก ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) และผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศอันดับสองของโลก และผลิตตู้เย็นเป็นอันดับสี่ของโลก ดังนั้น เรื่องคุณภาพสินค้าจากประเทศไทยจึงเป็นที่ยอมรับในระดับสากลอย่างแท้จริง จุดแข็งอีกด้านคือสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยมีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง”

“งานแสดงสินค้าด้านอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ Bangkok RHVAC และ Bangkok E&E ถือเป็นงานที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียนที่จัดขึ้นเพื่อแสดงศักยภาพและความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ทั้งในด้านคุณภาพสินค้าที่ได้มาตรฐานสากล และด้านนวัตกรรมสินค้าที่ตอบรับเทรนด์สินค้าโลก โดยงาน Bangkok RHVAC 2017 จะจัดขึ้นภายใต้แนวคิด ‘Eco Innovation for a Sustainable Future” ให้ความสำคัญกับสินค้าที่มิตรกับสิ่งแวดล้อม ขณะที่งาน Bangkok E&E 2017 จะจัดขึ้นภายใต้คอนเซปต์ ‘Smart Innovation for an Ultimate Lifestyle’ เพื่อนำเสนอสินค้าใหม่ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาเชื่อมต่อเพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันแก่ผู้ใช้งาน โดยกรมฯ ตั้งเป้าว่าจะมีผู้เข้าจัดแสดงสินค้าทั้งสองงานกว่า 1,000 คูหา และมีผู้เข้าชมไม่น้อยกว่า 10,000 คน ทั้งจากในประเทศและกลุ่มผู้ซื้อในภูมิภาคเป้าหมาย ท้ายสุดได้ตั้งเป้ามูลค่าการสั่งซื้อสินค้าภายในงานสูงกว่า 3,000 ล้านบาท” อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกล่าว

งานแสดงสินค้าเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น (Bangkok RHVAC 2017) และงานแสดงสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Bangkok E&E 2017) จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 – 10 กันยายน 2560 เวลา 10.00-18.00 น. ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ผู้สนใจสามารถชมข้อมูลเพิ่มเติมและลงทะเบียนเข้าชมงานล่วงหน้าได้ที่ www.bangkok-rhvac.com  และ www.bangkok-electricfair.com หรือโทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายตรงการค้าระหว่างประเทศ 1169

 

จัดหาพื้นที่ “สตรีท ฟู้ด-ฟู้ด ทรัก” คืนความสุขพ่อค้าแม่ค้าริมทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 มิ.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/980173

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า วันที่ 29 มิ.ย.นี้ ตนจะลงนามความร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อทำแผนพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการรายย่อย 7-8 โครงการ เช่น การพัฒนาร้านอาหารริมทางเท้า (สตรีท ฟู้ด) ให้อยู่ร่วมกับสังคมได้, การจัดหาพื้นที่ให้กับผู้ค้าแผงลอยที่ได้รับความเดือดร้อนจากการจัดระเบียบทางเท้าของ กทม., การจัดหาสถานที่ขายของให้กับรถขายอาหาร (ฟู้ด ทรัก) ซึ่งโครงการได้เน้นไปที่การพัฒนาศักยภาพของพ่อค้าแม่ค้าใน กทม. หลังได้รับความเดือดร้อนจากการจัดระเบียบพื้นที่ไปก่อนหน้านี้ เพื่อให้คนเหล่านี้ได้กลับมามีอาชีพ มีที่ค้าขายอีกครั้ง เนื่องจากไทยเป็นผู้นำในเรื่องของอาหารสตรีท ฟู้ด ของโลก หาก กทม.ในฐานะเจ้าของพื้นที่ ร่วมมือกับกระทรวงฯสนับสนุนการตลาด จะเป็นโอกาสของธุรกิจดังกล่าวเพิ่มขึ้น

“กทม.เป็นผู้จัดหาสถานที่ให้ใหม่ เพื่อให้ผู้ค้าได้มีสถานที่ขายของและมีรายได้เหมือนเดิม ส่วนการจัดหาสถานที่ให้กับกลุ่มฟู้ด ทรัก จะเริ่มในกรุงเทพฯก่อน ซึ่งต้องให้ กทม.จัดหาพื้นที่ให้อีกเช่นกัน โดยอาจทำเป็นพื้นที่สำหรับฟู้ด ทรัก โดยเฉพาะ ซึ่งอาจรวมผู้ค้าหาบเร่แผงลอยเข้าไปด้วย เพื่อเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของ กทม. ส่วนการจัดทำตลาดเคหะประชารัฐ ที่จะร่วมกับการเคหะแห่งชาติ พัฒนาตลาดการเคหะให้เป็นตลาดเคหะประชารัฐที่มีคุณภาพ จำหน่ายสินค้าราคาถูกในชุมชน ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการนำร่องใน 4 แห่งคือ ห้วยขวาง, คลองจั่น, ดินแดง, บ่อนไก่”.

 

ธปท.เผยต่างชาติซื้อตราสารหนี้เพิ่มขึ้นกว่า9.2หมื่นล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 มิ.ย. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/980168

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานสรุปตราสารหนี้คงค้างจำแนกตามกลุ่มผู้ถือ ในทุกประเภทตราสารหนี้ในประเทศไทย ล่าสุดวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา พบว่ายอดตราสารหนี้คงค้างสิ้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาอยู่ที่ 8,056,299 ล้านบาท หรือ 8.06 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือน เม.ย. 100,729 ล้านบาท โดยกลุ่มผู้ถือที่เพิ่มการถือครองตราสารหนี้ไทยมากที่สุดในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาคือ นักลงทุนต่างชาติ โดยในเดือน พ.ค.ถือครองตราสารหนี้ไทยทั้งสิ้น 722,570 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 31,407.2 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ การถือครองตราสารหนี้ของไทยของผู้ที่มีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศมีทิศทางที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอด 5 เดือนแรกของปีนี้ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการนำเงินระยะสั้นเข้ามาพักในสกุลเงินบาท ทำให้ค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง โดยยอดถือครองตราสารหนี้ไทยของนักลงทุนต่างชาติในช่วง 5 เดือน เพิ่มขึ้น 92,556.7 ล้านบาท

สำหรับผู้ถือครองตราสารหนี้ของไทยกลุ่มอื่นๆสิ้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ประกอบด้วย ธปท.ถือครองตราสารหนี้ 673,461 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 18,522 ล้านบาท สถาบันการเงินที่รับฝากเงิน 2.35 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 13,800 ล้านบาท สถาบันการเงินอื่น 2.71 ล้านล้านบาท ธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน 213,306 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า
6,439 ล้านบาท.

 

“เอ็มพีเม็ก” จอดป้ายดอนเมือง บอร์ด ทอท.การันตีขั้นตอนประมูลโปร่งใสไร้มลทิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 มิ.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/980163

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ในฐานะประธานคณะกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ทอท.ว่า บอร์ด ทอท.ได้มีมติเห็นชอบให้ว่าจ้างบริษัทเอ็มพีเม็ก จำกัด เข้ามาดำเนินโครงการสร้างและบริหารจัดการอาคารจอดรถยนต์ ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง วงเงินค่าก่อสร้าง 551.73 ล้านบาท ระยะเวลาสัมปทานในการจัดเก็บค่าที่จอดรถ 14 ปี โดยขั้นตอนหลังจากนี้ ฝ่ายบริหารจะไปดำเนินการเพื่อนำไปสู่ขั้นตอนการลงนามในสัญญาว่าจ้าง ส่วนข้อร้องเรียนว่าเอกชนรายนี้ขาดคุณสมบัตินั้น บอร์ดได้มีการตรวจสอบในทุกประเด็นที่มีการร้องเรียนโดยไม่พบว่ามีปัญหาแต่อย่างใด

“เนื่องจากเอกชนรับภาระในการก่อสร้างอาคารจอดรถ เมื่อก่อสร้างเสร็จต้องโอนมอบให้กับ ทอท.โดยค่าตอบแทนมีการประกันรายได้ขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 2 ล้านบาท และ ทอท.จะได้ตึกอาคารจอดรถจึงถือว่าเป็นตัวเลขที่เหมาะสม”

ด้านนายวิชัย บุญยู้ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจและการตลาด ทอท.กล่าวว่า บอร์ด ทอท.ได้อนุมัติให้ว่าจ้างบริษัทเอ็มพีเม็ก จำกัด เข้ามาดำเนินการก่อสร้างและบริหารจัดการอาคารจอดรถยนต์ ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง โดยทางเอกชนได้เสนอระยะเวลาในการก่อสร้าง 8 เดือน ซึ่งจะทำให้ระยะเวลาสัมปทานลดลงเหลือประมาณ 14 ปี จากเดิมที่กำหนดในร่างทีโออาร์ระบุว่า 15 เดือน เนื่องจากระยะเวลาในการทำสัญญาเช่าที่ดินดังกล่าวจากกรมธนารักษ์จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย.2575 จึงทำให้ระยะเวลาสัมปทานลดลงจากที่กำหนดไว้เดิม ส่วนระยะเวลาก่อสร้างเอกชนเสนอ 8 เดือน หากก่อสร้างล่าช้าจากที่กำหนดจะต้องถูกปรับตามสัญญาด้วย

สำหรับส่วนแบ่งรายได้เฉพาะอาคารจอดรถจะคิดจาก 7.5% ของรายได้ โดยมีการประกันรายได้ขั้นต่ำต้องไม่น้อยกว่า 2.234 ล้านบาทต่อเดือน รวมทั้งยังเปิดให้เอกชนสามารถจัดสรรพื้นที่อาคารจอดรถเพื่อบริหารเชิงพาณิชย์ เช่น ติดตั้งป้ายโฆษณาและร้านกาแฟ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสาร ทั้งนี้ อาคารก่อสร้างที่จอดรถมีขนาด 10 ชั้น วงเงินค่าก่อสร้างอาคาร 551 ล้านบาท รองรับรถได้ 2,600 คัน.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 22/06/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/980087

ต้าน พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ บริษัทจดทะเบียนค้านดึงกำไร 90% เข้ากองทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/980157

สมาคมบริษัทจดทะเบียนร่อนหนังสือถึง ก.ล.ต.ค้าน พ.ร.บ.ใหม่ที่ระบุว่า ตลาดหลักทรัพย์ ต้องนำส่งกำไรไม่น้อยกว่า 90% เข้ากองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน หรือ CMDF ด้าน “ไพบูลย์ นลินทรางกูร” อดีตประธานสภาตลาดทุนไทย โพสต์เฟซบุ๊กคัดค้าน

นางอรนุช อภิศักดิ์ศิริกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย เปิดเผยว่า สมาคมได้ทำจดหมายแสดงความเห็นถึงสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กรณีเปิดรับฟังความคิดเห็นการแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 เรื่องการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ซึ่งเบื้องต้นเห็นด้วยกับแนวคิดแยกการพัฒนาตลาดทุนออกจากตลาดหลักทรัพย์

นางอรนุชกล่าวว่า แต่สมาคมฯไม่เห็นด้วยที่ตลาดหลักทรัพย์ต้องจ่ายเงินรายปีให้กองทุน ไม่น้อยกว่า 90% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษี เพราะจะทำให้ตลาดมีเงินไม่เพียงพอกับการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขันให้ทันประเทศอื่นในภูมิภาค และเงินทุนประเดิม 8,000 ล้านบาท ที่ตลาดหลักทรัพย์ต้องส่งมอบนั้น น่าจะเพียงพอต่อการดำเนินงานของกองทุนนี้ เพราะกองทุนสามารถนำเงินก้อนนี้ไปบริหารจัดการต่อได้

นอกจากนี้ ยังมีความเห็นว่า กองทุนดังกล่าวควรมีสถานะเป็นนิติบุคคล ไม่ใช่หน่วยงานรัฐ เพื่อ ให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารงาน เหมือนเช่นตลาดที่มีสถานะเป็นนิติบุคคล ที่สามารถบริหารงานได้อย่างแข็งแกร่ง และยังเห็นว่าคณะกรรมการกองทุน CMDF ควรเป็นบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญในวงการตลาดทุน เพราะผู้ที่อยู่ในวงการตลาดทุน จะมีแรงผลักดันที่ดีในการพัฒนาตลาดทุนให้เติบโตอยู่แล้ว เช่น เลขาธิการ ก.ล.ต. ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หน่วยงานสมาคมที่อยู่ในวงการตลาดทุน เช่น สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย สมาคมบริษัทจัดการลงทุน สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เป็นต้น ทั้งนี้ การตั้งกองทุนดังกล่าวในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์จะดำรงตำแหน่งเป็นประธานกองทุนโดยตำแหน่ง

ด้านนางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการตลาดปลายเดือนนี้ จะมีวาระพิจารณาเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ. และประเด็นการตั้งกองทุน CMDF

ขณะที่นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ในฐานะอดีตประธานสภาตลาดทุนไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า การที่ภาครัฐกำลังแก้กฎหมายเพื่อโอนเงิน 8,000 ล้านบาท จากตลาดหลักทรัพย์มาใส่ในกองทุน CMDF ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ในรูปแบบหน่วยงานของรัฐ โดยคณะกรรมการ CMDF จะมีทั้งหมด 11 คน ประกอบด้วย ตัวแทนจากตลาดหลักทรัพย์ (ประธาน) โดยตำแหน่ง 1 คน ตัวแทนจากภาครัฐโดยตำแหน่ง 4 คน และผู้ทรงคุณวุฒิอีก 6 คน ที่แต่งตั้งโดยคณะกรรมการ ก.ล.ต. และที่สำคัญกฎหมายยังบอกอีกว่า ตลาดหลักทรัพย์ มีภาระต้องส่งเงินให้กับ CMDF ทุกปี ไม่น้อยกว่า 90% ของกำไรสุทธิของตลาดหลักทรัพย์นั้น

โดยส่วนตัวตนเห็นด้วยกับการจัดตั้งกองทุน CMDF ให้เป็นหน่วยงานอิสระ ที่แยกออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ เพราะจะทำให้บทบาทและภารกิจของกองทุนนี้ชัดเจนขึ้น แต่มี 3 ประเด็นในร่างกฎหมายนี้ที่ไม่เห็นด้วยคือ รูปแบบองค์กร โดยตนไม่เห็นด้วยที่จะให้ CMDF มีฐานะเป็น “นิติบุคคลซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ” เพราะเงินจัดตั้งไม่ได้มาจากงบประมาณ และเจ้าของเงินคือตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งไม่ได้มีสถานะเป็นหน่วยงานของรัฐ ผมจึงไม่เห็นความจำเป็น นอกเสียจากว่าการเป็นหน่วยงานของรัฐจะช่วยให้การดำเนินพันธกิจของ CMDF คล่องตัวขึ้น ซึ่งก็ไม่น่าจะใช่ ประเด็นที่ 2 คือ โครงสร้างคณะกรรมการแบบที่เสนอไว้ในร่างกฎหมาย ไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุนจากภาคเอกชนโดยตำแหน่งแม้แต่คนเดียว แต่มีคนที่คณะกรรมการ ก.ล.ต.แต่งตั้งเข้าไปในฐานะ ผู้ทรงคุณวุฒิถึง 6 คน บวกกับเลขาธิการ ก.ล.ต. ซึ่งมาโดยตำแหน่ง

และประธานตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งบ่อยครั้งก็มาจากคนที่ ก.ล.ต.ส่งเข้าไปเป็นกรรมการตลาดหลักทรัพย์ กลายเป็นว่าคณะกรรมการ CMDF มาจากคนที่ ก.ล.ต. เห็นชอบถึง 8 คน และประเด็นที่ 3 คือ เรื่องทรัพย์สินของกองทุน ตนเห็นด้วยกับการโอนเงินไปไว้ใน CMDF แต่น่าจะทำแผนการดำเนินการของกองทุนและงบประมาณที่จำเป็นต้องใช้ เพื่อประเมินได้ว่า ตัวเลขจำนวน 8,000 ล้านบาท สูงไปหรือต่ำไปอย่างไร

แต่ที่ตนไม่เห็นด้วยคือ มาตรา 182/1 ของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ที่กำหนดให้ตลาดหลักทรัพย์ต้องจ่ายเงินให้ CMDF ตามอัตราที่ รมว.คลังกำหนด ซึ่งไม่น้อยกว่า 90% ของกำไรสุทธิของตลาดหลักทรัพย์ การกำหนดเช่นนี้เปรียบเสมือนเป็นการคุมกำเนิดตลาดหลักทรัพย์ เพราะไม่น่าจะสามารถลงทุนอะไรใหม่ๆได้อีกในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นระบบซื้อขายหุ้น เป็นต้น เพราะไม่มีเม็ดเงินให้เหลือสะสมไว้เพื่อการลงทุน และยังเป็นการปิดทางการแปรสภาพตลาดหลักทรัพย์ เพราะไม่มีนักลงทุนรายใดสนใจลงทุนในธุรกิจที่มีเงินเหลือเก็บให้ผู้ถือหุ้น 10% ของกำไรสุทธิเท่านั้น.

 

พาณิชย์ ร่วม กทม. เร่งหาสถานที่ช่วยผู้ค้า เดือดร้อนจัดระเบียบทางเท้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 มิ.ย. 2560 19:04

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/979897

พาณิชย์ เตรียมลงนามเอ็มโอยู 8 โครงการร่วม กทม. 29 มิ.ย.นี้ เร่งหาสถานที่ทำร้านอาหารริมทาง และที่รถขายอาหาร ช่วยเหลือผู้ค้าได้รับผลกระทบจากการจัดระเบียบทางเท้า หลังนายกฯ จี้แก้ไขความเดือดร้อน หวังขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก..

วันที่ 21 มิ.ย. 60 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยถึงการเดินหน้าผลักดันเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลว่า วันที่ 29 มิ.ย.นี้ กระทรวงเตรียมลงนามความร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อทำแผนพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการรายย่อย ที่เป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก จำนวน 7 – 8 โครงการ เช่น การพัฒนาร้านอาหารริมทางเท้า (สตรีท ฟู้ด) ให้อยู่ร่วมกับสังคมได้, การจัดหาพื้นที่ให้กับผู้ค้าแผงลอยที่ได้รับความเดือดร้อนจากการจัดระเบียบทางเท้าของ กทม., การจัดหาสถานที่ขายของให้กับรถขายอาหาร (ฟู้ด ทรัก) เป็นต้น

สำหรับโครงการความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นในครั้งนี้ กระทรวงจะเน้นหลักไปที่การพัฒนาศักยภาพของพ่อค้าแม่ค้าใน กทม. หลังได้รับความเดือดร้อนจากการจัดระเบียบพื้นที่ไปก่อนหน้านี้ เพื่อให้คนเหล่านี้ได้กลับมามีอาชีพ และมีสถานที่ค้าขายอีกครั้ง ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการโดยตรงให้เร่งดำเนินการ

ทางด้านกทม. จะเป็นผู้จัดหาสถานที่ให้ใหม่ เพื่อให้ผู้ค้าที่ได้รับความเดือดร้อน จากการจัดระเบียบทางเท้าของกทม. ได้มีสถานที่ขายของแห่งใหม่ และมีรายได้เหมือนเดิม ส่วนการจัดหาสถานที่ให้กับกลุ่มฟู้ด ทรัก จะเริ่มในกรุงเทพฯ ก่อน โดยกทม.จะจัดหาพื้นที่ให้อีกเช่นกัน อาจทำเป็นพื้นที่สำหรับฟู้ด ทรักโดยเฉพาะ

ซึ่งอาจรวมผู้ค้าหาบเร่แผงลอยเข้าไปด้วย และต้องทำให้เป็นระเบียบเรียบร้อย มีที่จอดรถสะดวกสบาย ไม่ใช่เดินลงมาจากสะพานลอยก็เจอเหมือนในปัจจุบัน ถือเป็นการแก้ไขปัญหาการจัดระเบียบพ่อค้าหาบเร่ และเป็นการยกระดับกลไกสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากด้วย.