‘พาณิชย์’ โชว์ ส่งออก พ.ค.พุ่งกระฉูด คาดทั้งปีโตแน่ 5%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 มิ.ย. 2560 18:53

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/980895

พาณิชย์ เผยส่งออก พ.ค.พุ่งสูง 13.21% ขยายตัวสูงสุดรอบ 52 เดือน คาดทั้งปีขยายตัว 5% หลังการค้าโลกฟื้นตัวชัดเจน ยันไม่ห่วงบาทแข็ง เชื่อกระทบระยะสั้น แนะผู้ส่งออกทำประกันความเสี่ยงค่าเงิน..

วันที่ 22 มิ.ย. 60 น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เผยว่า สถิติการค้าระหว่างประเทศของไทย เดือนพ.ค.60 การส่งออกมีมูลค่า 19,944.2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 13.21% เทียบกับเดือน พ.ค.59 ซึ่งเป็นอัตราขยายตัวสูงสุดในรอบ 52 เดือน คิดเป็นเงินบาทมูลค่า 680,124.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.19%

ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 19,000 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 18.16% คิดเป็นเงินบาทมูลค่า 655,985.2 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 16% ส่งผลให้เกินดุลการค้า 944 ล้านเหรียญฯ หรือ 25,083.5 ล้านบาท โดยมูลค่าการส่งออกเดือนพ.ค.60 ที่ขยายตัว 13.21% เมื่อหักรายการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันและทองคำออกไป จะขยายตัว 16.4%

ขณะที่การส่งออกในช่วง 5 เดือน (เดือน ม.ค.-พ.ค.) ปี 60 มีมูลค่า 93,264.9 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 7.21% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอัตราขยายตัวสูงสุดในรอบ 6 ปี เมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 3.244 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.51% ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 88,211 ล้านเหรียญฯ เพิ่มขึ้น 15.24% เมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 3.106 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.52% ส่งผลให้เกินดุลการค้า 5,053.6 ล้านเหรียญฯ หรือ 143,475 ล้านบาท

สำหรับ สาเหตุที่ทำให้การส่งออก พ.ค. ขยายตัวสูงสุดในรอบ 52 เดือน เป็นผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะมูลค่าการค้าโลกในเดือน เม.ย. เพิ่มขึ้น 2.8% ซึ่งขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 สะท้อนถึงการฟื้นตัวของการค้าโลกที่กลับมาแข็งแรงมากขึ้น

ทั้งนี้ เชื่อว่ามูลค่าการส่งออกของไทยในปีนี้ จะขยายตัวได้ 5% ตามเป้าหมายแน่นอน เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าสำคัญฟื้นตัวชัดเจนต่อเนื่อง ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ ราคาสินค้าเกษตรสำคัญ และราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันดิบอยู่ในระดับดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ส่วนเงินบาทแข็งค่า เชื่อว่ากระทบระยะสั้น แต่ในเดือน พ.ค.การส่งออกยังไม่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่า โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รับมือได้ แต่ผู้ประกอบการควรทำประกันความเสี่ยงค่าเงิน รวมถึงนำเข้าสินค้าวัตถุดิบจากต่างประเทศในช่วงที่เงินบาทแข็งค่า จะทำให้ต้นทุนถูกลง

อย่างไรก็ตาม การส่งออกในเดือน พ.ค.ที่เพิ่มขึ้น 13.21% มาจากการเพิ่มขึ้นของการส่งออกสินค้าเกษตร/อุตสาหกรรมการเกษตร 17.6% และสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่ม 12.8% ขณะที่ตลาดส่งออก พบว่า ตลาดหลักส่งออกเพิ่ม 15.2% ตลาดศักยภาพสูง เพิ่ม 20% ตลาดศักยภาพรอง เพิ่ม 6.3 เป็นต้น ส่วนสินค้านำเข้า พบว่า มีการนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิง เพิ่มขึ้น 19.80% สินค้าทุนนำเข้าเพิ่มขึ้น 15.59% สินค้าวัตถุดิบ/กึ่งสำเร็จรูป นำเข้าเพิ่ม 22.20% สินค้ายานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่งนำเข้าเพิ่ม 14.58% เป็นต้น.

 

การบินไทยรับ ศึกธุรกิจการบินครึ่งปีหลังแข่งเดือด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 มิ.ย. 2560 17:44

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/980593

การบินไทย รับธุรกิจการบินครึ่งปีหลังแข่งดุ คาดอัตราการบรรทุกผู้โดยสารทั้งปีเฉลี่ย 78-79% เหตุการณ์ท่องเที่ยวโตต่อเนื่อง ส่วนเพิ่มทุนนกแอร์ยังไม่ได้ข้อสรุป มั่นใจกลางเดือน ก.ค.ทราบใครเป็นพันธมิตร..

วันที่ 22 มิ.ย. 60 นายณรงค์ชัย ว่องธนะวิโมกษ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการเงินและการบัญชี ปฏิบัติหน้าที่แทน รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เผยว่า ภาพรวมของการแข่งขันธุรกิจการบิน ในครึ่งปีหลัง 60 นั้น มั่นใจว่าจะยังมีการแข่งขันที่รุนแรง โดยอัตราการบรรทุกผู้โดยสารนั้น 4 เดือนแรกของปี 60 (ม.ค.-เม.ย.) อยู่ที่ 84% และคาดว่าตลอดทั้งปี 60 อัตราการบรรทุกผู้โดยสารจะเฉลี่ยอยู่ที่ 78-79%

เนื่องจากมองว่า ภาพรวมของการท่องเที่ยวยังดีขึ้น โตต่อเนื่อง ส่วนความคืบหน้าการเข้าไปถือหุ้นเพิ่มทุนในสายการบินนกแอร์ของการบินไทยนั้น ยืนยันว่าการบินไทยยังไม่ได้ข้อสรุปแน่ชัด ว่าจะเข้าไปเพิ่มทุนในสายการบินนกแอร์หรือไม่ เนื่องจากต้องดูข้อมูลรายละเอียดความชัดเจนของการดำเนิน การปรับโครงสร้างของนกแอร์ก่อน

ทั้งนี้ สัดส่วนการถือหุ้นการบินไทยในนกแอร์ยังอยู่ในสัดส่วนที่ 21.5% จากเดิมที่ถือหุ้น 39.2% และขณะเดียวกัน การบินไทย ก็ยังเป็นบอร์ดบริหารในนกแอร์ด้วย ส่วนที่ว่าจะมีเอกชนที่สนใจเข้ามาเป็นพันธมิตรในนกแอร์กี่รายนั้น ในเรื่องนี้ทราบว่ามีการหารืออยู่ 2-3 รายในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม กลางเดือน ก.ค. 60 นี้ บอร์ดนกแอร์ จะมีการประชุมเพื่อสรุปรายละเอียดของการเสนอขายหุ้นแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งตอนนั้นจะชัดเจนว่าจะขายหุ้นเพิ่มทุนเท่าไร และขายให้กับใคร.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับขึ้น 3.90 ดัชนีอยู่ที่ 1,580 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 มิ.ย. 2560 17:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/980877

หุ้นไทยปิดตลาดปรับขึ้น 3.90 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,580.91 จุด มูลค่าซื้อขาย 38,761.37 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 22 มิ.ย. 60 ช่วงครึ่งวันบ่ายพบว่า ดัชนีปรับตัวขึ้น 3.90 จุด อยู่ที่ 1,580.91 เปลี่ยนแปลง 0.25% มูลค่าการซื้อขาย 38,761.37 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,583.67 จุด และต่ำสุดที่ 1,577.63 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) 4.บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) 5.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

 

เนสกาแฟชูกลยุทธ์ “กาแฟคุณภาพ” ส่งต่อต้นกล้าพันธุ์ดีเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 มิ.ย. 2560 13:07

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/980448

“เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู” ชูกลยุทธ์กาแฟคุณภาพส่งต่อต้นกล้ากาแฟคุณภาพดี 10,000 ต้น หวังสร้างความยั่งยืนแก่เกษตรกรไทยตั้งแต่ต้นน้ำ…

น.ส.มุนินทร์ สุภานุรัตน์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด กาแฟปรุงสำเร็จ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า กาแฟปรุงสำเร็จเนสกาแฟเบลนด์แอนด์บรูผสมกาแฟคั่วบดละเอียดเดินหน้ากลยุทธ์กาแฟคุณภาพ
ส่งแคมเปญมัดใจคนรักกาแฟ ตอกย้ำจุดยืนการเป็นแบรนด์คุณภาพสูงดึงพีชญา วัฒนามนตรี ร่วมไขความลับที่มาของเนสกาแฟเบลนด์แอนด์บรูในคลิปวิดีโอ พร้อมชวนคนรักกาแฟแชร์คลิป โดยทุกๆ 1 แชร์ จะมอบต้นกล้ากาแฟโรบัสต้าพันธุ์ดี 1 ต้น แก่เกษตรกรใน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งล่าสุด มีการมอบและปลูกต้นกล้ากาแฟ 10,000 ต้น

ทั้งนี้ จากการสำรวจโดยเดอะ พับลิก เลดเจอร์ พบว่า ปัจจุบันความต้องการกาแฟคุณภาพระดับโลก มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยปริมาณความต้องการในการบริโภคกาแฟของผู้บริโภคมีเพิ่มขึ้นกว่า 30% ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา แม้ประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในแหล่งปลูกกาแฟโรบัสต้าคุณภาพที่มีขั้นตอนการปลูกรวมถึงการเก็บเกี่ยวและคัดเลือกผลกาแฟด้วยมือ แต่ปัจจุบันเผชิญความท้าทายการปลูกกาแฟที่มีจำนวนลดลง เนื่องจากปัจจัยด้านการดูแลต้นกาแฟที่ต้องใช้ความพิถีพิถัน เกษตรกรจำนวนหนึ่งจึงหันไปเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น จึงเป็นที่มาของการริเริ่มแคมเปญกาแฟคุณภาพกับเนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟตัวจริง ควบคู่ไปกับการให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ภายใต้ โครงการเนสกาแฟ แพลน ซึ่งเป็นโครงการระดับโลกของเนสกาแฟที่มุ่งสร้างความยั่งยืนผ่านการเพาะปลูก การผลิต และการจัดหาเมล็ดกาแฟ อย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อพัฒนาชุมชนเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟให้แข็งแกร่งและมีรายได้ที่มั่นคงยั่งยืน

น.ส.มุนินทร์ กล่าวต่อว่า ผลจากการแชร์คลิปวิดีโอดังกล่าวเป็นจำนวนมากทำให้เราสามารถส่งมอบต้นกล้ากาแฟโรบัสต้าพันธุ์ดีจำนวน 10,000 ต้น ให้กับเกษตรกรใน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งแคมเปญนี้สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของเนสท์เล่ เพื่อเพิ่มพูนคุณภาพชีวิต เสริมสร้างสุขภาพดีสู่อนาคต โดยหวังว่า แคมเปญนี้จะจุดประกายให้เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟชาวไทย หันมาปลูกกาแฟโรบัสต้าคุณภาพมากขึ้น เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับอนาคตของกาแฟไทย.

 

อีสท์วอเตอร์ โชว์ศักยภาพการบริหารจัดการน้ำครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 มิ.ย. 2560 11:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/980398

“อีสท์วอเตอร์” โชว์ศักยภาพการบริหารจัดการน้ำครบวงจรในงาน ASEAN Sustainable Energy Week 2017 และ Thai Water Expo 2017…

นายมงคลยา รุ่งเวชวุฒิวิทยา ผู้จัดการแผนกระบบคุณภาพและนวัตกรรม ฝ่ายกลยุทธ์องค์กร บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสวอเตอร์ กล่าวว่าอีสวอเตอร์ ได้เข้าร่วมงาน “ASEAN Sustainable Energy Week 2017” และงาน “Thai Water Expo 2017” ซึ่งเป็นงานแสดงเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทน การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอาเซียน และงานแสดงเทคโนโลยีประชุมสัมมนาด้านการบริหารจัดการน้ำ จัดขึ้น ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา พร้อมร่วมบรรยายในหัวข้อ Smart solution for industrial water management

ทั้งนี้ งานดังกล่าว อีสท์วอเตอร์ได้โชว์ศักยภาพการบริหารจัดการน้ำครบวงจรสู่ผู้นำการบริหารจัดการน้ำครบวงจรของประเทศ ด้วยระบบควบคุมแบบรวมศูนย์และระบบสูบส่งน้ำผ่านการควบคุมการสูบส่งน้ำทางไกลแบบศูนย์รวม เพื่อวางแผนและบริหารจัดการแหล่งน้ำและการใช้น้ำได้อย่างเหมาะสม ลดการสูญเสียน้ำ.

 

ทำธุรกิจต้องรู้ใจผู้บริโภค แนะ 3 กลยุทธ์ พิชิตขาช็อปออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 มิ.ย. 2560 08:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/980005

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ แนะธุรกิจปรับกลยุทธ์พิชิตพฤติกรรมผู้บริโภคไทยในยุค 4.0 หลัง อินเทอร์เน็ตและโซเชียลเข้ามีบทบาทเพิ่มขึ้น 75% แนะหาช่องทางใหม่ควบคู่ไปด้วย

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ อีไอซี เผย พฤติกรรมผู้บริโภคไทยยุค 4.0 เน้นเสพสื่อบันเทิง และชอบท่องเที่ยวเป็นอันดับหนึ่ง ช่างเลือก และหาข้อมูลมากขึ้น โดยหันมาซื้อสินค้าและบริการทางออนไลน์มากขึ้น ซึ่งตรงกับผลสำรวจของอีไอซี ที่พบว่า 75% ของผู้บริโภค ใช้เวลาว่างกับการเล่นอินเทอร์เน็ตมากขึ้น เมื่อเทียบกับ 5 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ยังมีผลสำรวจพบว่า กว่า 80% ของผู้บริโภค ยินดีจ่ายเงินเพิ่ม เพื่อให้ได้สินค้าและบริการแบบเฉพาะบุคคล หรือคุณภาพที่สูงขึ้น ขณะที่ ตลาดซื้อขายออนไลน์ (e-commerce) ก็มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นต่อเนื่องเฉลี่ยถึง 13% ต่อปีอีกด้วย

ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคอายุต่ำกว่า 40 ปี ล้วนเคยซื้อของออนไลน์ถึง 90% เพียงแต่ไม่ใช่ช่องทางหลัก โดยใช้บริการเพียง 1-2 ครั้งต่อเดือน โดย อีไอซี มองว่า ตรงจุดนี้จะมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ธุรกิจยังต้องพัฒนาช่องทางเข้าถึงลูกค้าหลายๆ ช่องทางไปพร้อมกันๆ

สำหรับ 3 กลยุทธ์ง่ายๆ พิชิตผู้บริโภคในยุค 4.0 มีดังนี้

1. ร่วมมือเป็นพันธมิตรกันภายในห่วงโซ่คุณค่า หรือ value chain และอาศัยเทคโนโลยี big data ช่วยวางแผนธุรกิจ เพราะธุรกิจควรมีการเชื่อมโยงข้อมูลกัน เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้า โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย

2. เน้นสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า เพราะในปัจจุบัน คำว่า ความภักดีในตราสินค้า หรือ brand loyalty ไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว ในส่วนนี้ ตอกย้ำให้เห็นว่า การรักษาฐานลูกค้าเดิม ก็มีความสำคัญเช่นเดียวกับการหาลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะการบริการหลังการขาย เนื่องจากผลสำรวจพบว่า ผู้บริโภคไทยให้ความสำคัญด้านบริการหลังการขาย สูงถึง 80% เลยทีเดียว

3. การเข้าถึงลูกค้า มีหลายช่องทางอย่างเดียวไม่พอ จะต้องเชื่อมโยงกันได้ทั้งหมด เหมือนเป็นช่องทางเดียวกัน (omni-channel) เพราะเดี๋ยวนี้ ผู้บริโภคหาข้อมูลได้จากหลายช่องทาง เพื่อเปรียบเทียบสินค้าและบริการ โดยเฉพาะออนไลน์ จนกลายเป็นช่องทางตัวเลือกที่สำคัญ และจำเป็นต้องมี เพื่อตอบสนองลูกค้าได้อย่างทันที โดยช่องทางอื่นๆ ก็จะต้องช่วยกันส่งเสริมกันด้วย ทั้งการนำเสนอโปรโมชั่น หรือเชื่อมโยงข้อมูล ให้บริการลูกค้าได้ทุกช่องทางเหมือนกัน

 

“ทียู” เข็น “เรดล็อบสเตอร์” บุกแดนมังกร พร้อมจับมือยักษ์ใหญ่ลุยตลาดออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 มิ.ย. 2560 07:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/980192

นายฤทธิรงค์ บุญมีโชติ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจอาหารแช่แข็งและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือทียู เปิดเผยว่า ในปี 2560 บริษัทตั้งเป้าจะมีรายได้เติบโตมากกว่า 10% หรือมากกว่า 4,100 -4,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และภายในปี 2020 หรือปี 2563 ทียูตั้งเป้ายอดรายได้ 8,000 ล้านเหรียญ ซึ่งเหลือเวลาประมาณ 3 ปีครึ่ง โดยการขยายธุรกิจ 3 ด้านคือ 1.รายได้จากธุรกิจพื้นฐาน ที่เติบโตเฉลี่ยปีละ 7-8% 2.รายได้มาจากธุรกิจใหม่ และ 3.นโยบายการซื้อกิจการ

สำหรับภายใน 3 ปีนี้ ตั้งเป้าจะรุกตลาดประเทศจีน โดยเตรียมเปิดธุรกิจแฟรนไชส์ภัตตาคาร “เรดล็อบสเตอร์” จากแคนาดา ซึ่งทียูซื้อกิจการมาเมื่อปีที่ผ่านมา และเป็นภัตตาคารอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยตอนนี้อยู่ระหว่างตัดสินใจเรื่องผู้ร่วมทุนในจีน เนื่องจากมีเอกชนหลายรายสนใจเป็นจำนวนมาก

“ทียูได้ตั้งทีมงานเข้าสำรวจความต้องการและรสนิยมของคนจีน พบว่า คนจีนชอบสีแดง จึงเปลี่ยนแพ็กเกจแบรนด์คิงออสการ์ ทียู ที่อยู่นอร์เวย์ เป็นสีแดงให้ถูกจริตคนจีน ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท ไทยยูเนี่ยน ไชน่า ซึ่งผลิตอาหารกระป๋อง และอาหารแช่แข็ง เบื้องต้นตลาดจีนให้การตอบรับดี นอกจากนี้ยังได้ทำสัญญากับตลาดออนไลน์ในจีน เช่น ทีมอลล์ อาลีบาบา และกลุ่มเปา เปา เพื่อขายสินค้าออนไลน์ไปสู่คนจีนมากขึ้น”

อย่างไรก็ตาม ทียูได้เพิ่มช่องทางเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคให้รวดเร็วขึ้น จึงเปิดตัว “คิวเฟรช” อาหารทะเลแช่แข็งคุณภาพสูงระดับพรีเมียม ส่งตรงถึงบ้าน 24 ชั่วโมง เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งได้กระแสตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค ดังนั้นจึงตั้งเป้ายอดขายคิวเฟรชปี 2560 ไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท ในปี 2561 เพิ่มขึ้น 500 ล้านบาท และภายใน 5 ปี คาดจะมียอดขายเติบโตในประเทศถึง 1,000 ล้านบาท.

 

“โออิชิ”โอ่แข็งแกร่งเกินตลาด ชูกลยุทธ์สื่อสารจับกลุ่มวัยรุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 มิ.ย. 2560 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/980190

นางนงนุช บูรณะเศรษฐกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาสสองตามรอบปีบัญชีของบริษัท (ม.ค.-มี.ค.2560) มีรายได้รวม 3,463 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยแบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจเครื่องดื่ม 1,869 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% และจากธุรกิจอาหาร 1,549 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% ในส่วนกำไรสุทธิเท่ากับ 417 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44% จากธุรกิจเครื่องดื่ม 368 ล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้น 46% และจากธุรกิจอาหาร 49 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32%

“สถานการณ์ตลาดชาพร้อมดื่มในไตรมาสสองของปีนี้ ติดลบโดยมูลค่าตลาดลดลงจาก 3,650 ล้านบาท มาอยู่ที่ 3,187 ล้านบาท หรือติดลบ 12.7% ในแง่มูลค่า ส่วนในแง่ปริมาณ ลดลงจาก 111 ล้านลิตร เหลือ 95 ล้านลิตร หรือติดลบ 14.3% (ข้อมูลจาก : Nielsen ณ สิ้น มี.ค.60) สาเหตุหลักมาจากกำลังการซื้อของผู้บริโภคลดลง แต่ด้วยการกำหนดกลยุทธ์การตลาดที่แม่นยำของโออิชิ คือการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ในกลุ่มฟรุตทีอย่างโออิชิองุ่น เคียวโฮ ประสบความสำเร็จทั้งในแง่ยอดขายและภาพลักษณ์ การทำการตลาดและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ตรงกับกลุ่มเป้าหมายหลักที่เป็นวัยรุ่น การขยายกำลังการผลิต รองรับการเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดของโออิชิเพิ่มขึ้น จาก 43.1% เป็น 46.2%”

ส่วนธุรกิจอาหารก็ต้องมีการปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของตลาด ไม่เพียงแค่การแข่งขันที่รุนแรงเท่านั้น แต่ยังมีการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เป็นความท้าทายสำคัญ เร่งให้ต้องรีบปรับตัวให้ทันกับแนวโน้มที่เกิดขึ้น มีการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค พร้อมเสริมแนวคิด Premiumisation เข้าไปในการพัฒนาแบรนด์ร้านอาหาร ที่ไม่ได้เน้นแค่ Functional เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างความประทับใจด้วย

 

ส.อ.ท.แจงดัชนีเชื่อมั่นวูบ 2 เดือนติด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 มิ.ย. 2560 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/980188

นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงผลสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย เมื่อเดือน พ.ค.2560 ว่า ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการอยู่ที่ 85.5 ลดลงจากเดือน เม.ย.ที่อยู่ในระดับ 86.4 ซึ่งลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 7 เดือน ตั้งแต่เดือน ต.ค.2559 ที่อยู่ในระดับ 86.5 เนื่องจากผู้ประกอบการมีความกังวลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่มีแนวโน้มเงินบาทอาจแข็งค่าต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อการบริหารต้นทุนของผู้ประกอบการส่งออก อีกทั้งผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) มีปัญหาเรื่องเงินทุนหมุนเวียน การขาดแคลนแรงงาน และต้นทุนด้านราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า ผู้ประกอบการที่ตอบแบบสอบถามคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 99.6 ลดลงจากเดือนก่อนอยู่ที่ 100.0 เนื่องจากยังมีความกังวลเกี่ยวกับกำลังซื้อภายในประเทศ โดยเฉพาะในส่วนภูมิภาคที่ยังไม่ฟื้นตัว และผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ต้องการให้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีนี้อีกครั้งหนึ่ง

“เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรม ของผู้ประกอบการที่ขายสินค้าในประเทศเป็นหลัก มีตัวเลขที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด หรือลดลงมาอยู่ที่ระดับ 81.4 จากเดือน เม.ย.ที่เคยดีดตัวไปที่ระดับ 84.0 แต่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่เน้นจำหน่ายสินค้าไปยังต่างประเทศ กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 99.6 จากเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาที่อยู่ที่ระดับ 96.2”

นายเจนกล่าวว่า ส.อ.ท.ต้องการให้รัฐบาลเร่งหามาตรการขยายโอกาสตลาดส่งออกไปต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีที่ต้องการให้หาทางช่วยเหลือ อาทิ การจัดงานแสดงสินค้า เจรจาหาผู้ซื้อ จับคู่พันธมิตรทางธุรกิจ และโรดโชว์ในตลาดอาเซียน เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าไทยที่ตลาดยังให้การยอมรับและเชื่อมั่นในคุณภาพ แม้ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน แต่ยังมีโอกาสค้าขายได้อีกมากในตลาดอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี.

 

เปิดโผสินค้าโฆษณาออนไลน์ไม่ปังชี้บางประเภทยังต้องใช้สื่อเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 มิ.ย. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/980182

นายวิธาน เจริญผล ผู้อำนวยการคลัสเตอร์ธุรกิจบริการ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (อีไอซี) ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจผลพฤติกรรมผู้บริโภคไทย หัวข้อ ถอดหน้ากากผู้บริโภคยุค 4.0 ว่า แม้สื่อออนไลน์ และโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ยูทูบ จะมีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าของคนไทยมากขึ้น โดยมีผู้บริโภคเกือบ 50% เชื่อการโฆษณาและข้อมูลที่แชร์บนโลกออนไลน์ แต่พบว่ายังมีสินค้าบางประเภทที่สื่อโซเชียลมีเดียยังไม่สามารถเข้าถึงได้เต็มที่ และจำเป็นต้องใช้การโฆษณาแบบดั้งเดิม อาทิ โฆษณาผ่านหน้าร้าน สื่อโทรทัศน์ หรือทีวี และการบอกต่อกันปากต่อปาก ช่วยกระตุ้นยอดขายอยู่

โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ต้องพึ่งการโฆษณาผ่านโทรทัศน์ เพราะกลุ่มสินค้าเหล่านี้ไม่ต้องใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจมาก อีกทั้งผู้ซื้อยังคุ้นเคยกับยี่ห้อและพรีเซ็นเตอร์ที่คุ้นตามากกว่า ส่งผลให้มีผู้บริโภคถึง 1 ใน 4 เชื่อโฆษณาจากจอโทรทัศน์อยู่ นอกจากนี้โทรทัศน์ยังมีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าของผู้สูงอายุ โดย ผู้สูงอายุกว่า 32% เห็นว่าสื่อทีวีมีอิทธิพลในการเลือกซื้อสินค้าทุกประเภท

ส่วนสินค้ากลุ่มความงามและบริการเสริมความงาม การใช้วิธีโฆษณาแบบปากต่อปาก ยังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อและใช้บริการอยู่มากเช่นกัน ขณะที่สินค้าแฟชั่น สินค้าหรูหรา และเฟอร์นิเจอร์ จำเป็นต้องอาศัยโฆษณาผ่านป้ายหน้าร้านและป้ายตามท้องถนน เนื่องจากผู้บริโภค 20% เห็นว่า ป้ายโฆษณาช่วยกระตุ้นให้รู้สึกอยากเข้าไปทดลองซื้อสินค้า ดังนั้นการสำรวจชี้ให้เห็นว่าผู้ประกอบการจำเป็นต้องลงโฆษณาในสื่อดั้งเดิม เพียงแต่ต้องเลือกลงให้เหมาะกับประเภทสินค้าและกลุ่มเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม กลุ่มท่องเที่ยวและร้านอาหาร เป็นกลุ่มสินค้าและบริการประสบความสำเร็จในโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดียสูดสุด โดยมีปริมาณเกินครึ่งเมื่อเทียบกับสื่อประเภทอื่น.