ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 มิ.ย. 2560 07:41
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/981277

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 มิ.ย. 2560 07:41
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/981277

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 มิ.ย. 2560 07:30
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/981172

นายอภิศักดิ์กล่าวยอมรับว่า การใช้จ่ายเงินของตลาดหลักทรัพย์ฯบางครั้งใช้จ่ายเงินไม่เข้าท่าเรื่องที่ควรใช้ก็ไม่ใช้ เรื่องที่ไม่จำเป็นก็ใช้มาก นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายโครงการที่ตั้งวงเงินศึกษาเรื่องต่างๆ และเรื่องดังกล่าวก็ยังเป็นโครงการที่ไปซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นๆ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีคนเข้าไปดูแลบริหารจัดการ แต่ซึ่งที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งมีโครงการในการพัฒนาตลาดทุนจำนวนมากแต่ก็ไม่มีเงิน ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ฯมีเงินแต่ใช้เงินไม่เป็น จึงจำเป็นต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยเฉพาะ ก.ล.ต. รอบนี้คลังก็จะเพิ่มอำนาจให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาตลาดเงินทุน ซึ่งจะทำให้หน้าที่ของตลาดหลักทรัพย์ฯ เหลือเพียงรับผิดชอบการซื้อขายและการชำระเงิน ส่วน ก.ล.ต.มีอำนาจเหมือนกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า สำนักงาน ก.ล.ต จะรวบรวมผลการรับฟังความเห็น (Hearing) การแก้ไข พ.ร.บ.หลักทรัพย์ปี 2535 เพื่อรองรับการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) เพื่อให้คณะกรรมการ ก.ล.ต.พิจารณาในวันที่ 6 ก.ค.นี้ และนำข้อมูลความคิดเห็นของคณะกรรมการ ก.ล.ต. เสนอให้กระทรวงการคลัง พร้อมเอกสารความเห็นของหน่วยงานต่างๆ หลังจากนั้นกระทรวงการคลังจะเป็นผู้พิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 มิ.ย. 2560 07:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/981167

“คาดว่าจะเปิดให้บริการเป็นทางการได้ในวันที่ 11 ส.ค.นี้ โดยค่าโดยสาร 1 สถานีดังกล่าวจะคิดบวกรวมอยู่ในรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน โดยยืนยันว่าค่าโดยสารตลอดสายสีน้ำเงินยังใช้อัตราเดิม คือ 16-42 บาท ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ส่วนโปรโมชั่นลดค่าราคาโดยสารในช่วงวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ และนักขัตฤกษ์ อาจจะต้องยกเลิกเนื่องจากมีการเชื่อมต่อระบบที่สมบูรณ์แล้ว ซึ่งตามระเบียบกำหนดให้มีการแจ้งให้ผู้โดยสารทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน ก่อนจะมีการปรับเปลี่ยนอัตราค่าโดยสาร”
ผู้สื่อข่าวรายงานจาก รฟม.ว่า ปริมาณผู้โดยสารที่เข้ามาใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ในช่วงเวลาปกติ จันทร์-ศุกร์มีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากช่วงแรกของการเปิดให้บริการ โดยปัจจุบันผู้โดยสารได้ปรับเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ย 30,000 คน/วัน จากช่วงแรกประมาณ 22,000 คน/วัน โดยหากเชื่อมต่อ 1 สถานี จากเตาปูนไปยังบางซื่อ คาดว่าจะมีผู้โดยสารจากสายสีม่วงประมาณ 20,000 คน เดินทางต่อไปใช้บริการสายสีน้ำเงิน
ส่วนความคืบหน้าโครงการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก เชื่อมต่อสถานีสะพานพระนั่งเกล้ากับท่าเรือพระนั่งเกล้านั้น รฟม.จะก่อสร้างเป็นทางเดินเชื่อมเป็นสกายวอล์คจากสถานีรถไฟฟ้ามายังท่าเรือพระนั่งเกล้า วงเงิน 99 ล้านบาท โดยขณะนี้ได้ออกแบบก่อสร้างเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างนำเสนอให้กรมเจ้าท่าตรวจสอบรายละเอียดแบบ คาดว่าจะเปิดประกวดราคางานก่อสร้างได้ในเดือน ก.ค.นี้ และเปิดให้บริการได้ใน ก.ย. ปี 61.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 มิ.ย. 2560 06:30
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/981162

“การจัดเก็บภาษีดังกล่าว เป็นแนวทางที่หลายประเทศทั่วโลกจัดเก็บภาษีจากราคาอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นจากโครงการของรัฐ ส่วนประชาชนที่ถือครองที่ดินตั้งแต่ดั้งเดิม ไม่ได้ซื้อขาย หรือได้รับจากมรดกก็จะไม่เสียภาษีตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ แต่หากซื้อขายเปลี่ยนมือเพราะเจริญหรือได้รับประโยชน์จากโครงการของรัฐก็ควรจะเสียภาษี”
ส่วนเรื่อง พ.ร.บ.ทรัพย์อิงสิทธินั้น เป็นกฎหมายที่เปิดโอกาส ให้ผู้เช่าที่ดินนำสัญญาเช่าไปซื้อขายเปลี่ยนมือได้โดยมีกฎหมายรองรับ จากที่กฎหมายเช่าที่ดินไม่เอื้อต่อการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากการแก้ไขสัญญาเช่ากรณีที่ให้เช่าช่วงต้องเห็นชอบจากเจ้าของที่ดิน และกรณีที่เจ้าของที่ดินเสียชีวิตต้องทำสัญญาเช่ากับเจ้าของที่ดินรายใหม่.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 มิ.ย. 2560 06:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/981157

พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธาน คณะอนุกรรมการกิจการ กระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ประเภทบริการ Over The Top (โอทีที) หรือทีวีที่ให้บริการผ่านแอพพลิเคชั่น เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา กสทช.ได้เปิดให้ผู้ประกอบการบริการโอทีที มาแจ้งขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบกิจการโอทีทีกับ กสทช.เพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ผลปรากฏว่า มีผู้มาแจ้งการประกอบกิจการโอทีที รวม 34 ราย แบ่งเป็น กลุ่มผู้ประกอบกิจการโอทีทีที่เป็นการผลิตเนื้อหา (คอนเทนต์) 24 ราย ได้แก่ ทีวีดิจิทัล 22 ช่อง, ทีวีรัฐสภา, ไทยพีบีเอส และกลุ่มผู้ประกอบการให้บริการโครงข่ายโอทีที หรือแพลตฟอร์ม 11 ราย ได้แก่ ไลน์ทีวี, ทรูวิชั่นส์ แอนีแวร์, เอไอเอส เพลย์, โมโน แมกซ์, กระปุก, ดูนี่, ไพร์มไทม์, Viu ส่วนเฟซบุ๊ก, ยูทูบ และเน็ตฟลิกซ์ (NetFlix) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรายใหญ่ระดับโลก ยังไม่มา ซึ่ง กสทช.จะให้เวลา 30 วัน สิ้นสุดวันที่ 22 ก.ค.2560
“สำหรับเน็ตฟลิกซ์นั้น แจ้งว่าจะมาลงทะเบียนเข้าระบบต้นเดือน ก.ค.นี้ คงเหลือแต่เฟซบุ๊กและยูทูบที่ยังนิ่ง โดยหลังขึ้นทะเบียนแพลตฟอร์มและช่องหลักๆเรียบร้อยแล้ว คิวต่อไปจะเปิดให้ผู้ผลิตช่องบนยูทูบหรือยูทูบเบอร์ (YouTuber) ยอดนิยม 50 ช่องแรก ซึ่งเป็นช่อง Gold Channel มาขึ้นทะเบียนต่อไป ส่วนเพจเฟซบุ๊กดังที่มียอดติดตามมากกว่า 1 ล้านคนขึ้นไปนั้น จะต้องเข้าระบบตามมา”
อย่างไรก็ตาม การมาแจ้งเป็นผู้ประกอบการโอทีทีกับ กสทช.นั้น ไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะไม่ต้องการสร้างภาระให้กับผู้ประกอบการ จึงไม่ต้องเสียค่า ธรรมเนียมรายได้ ไม่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์มัสแครี่ (Must Carry) ไม่ต้องส่งผังรายการให้ตรวจสอบก่อน และไม่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดเวลาของการโฆษณาด้วย “ผู้ให้บริการโอทีทีที่มาขึ้นบัญชีกับ กสทช.นั้น ถือเป็นผู้ให้บริการภายใต้กฎหมายถูกต้อง จากนี้การจัดการกับผู้ประกอบการที่ไม่ดี จะทำได้ง่ายขึ้น หากเฟซบุ๊กและยูทูบไม่มาขึ้นทะเบียน ก็คงต้องบอกว่ายังให้บริการได้อยู่ แต่จะทำธุรกิจได้ยากลำบากขึ้นแน่ ส่วนหลักเกณฑ์ที่ว่า การจะเป็นผู้ให้บริการโอทีทีที่ถูกต้องนั้น ต้องมาจัดตั้งสำนักงานในไทย ก็ต้องเป็นเช่นนั้น แต่ยืนยันว่า ผู้ประกอบการโอทีทีรายใหญ่อย่างเฟซบุ๊กและยูทูบนั้น มีนิติบุคคลถูกต้อง ติดต่อได้ทุกราย”
ในวันเดียวกันนายไมเคิล มิคาลัก รองประธานอาวุโส สภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา-อาเซียน (US-ASEAN Business Council : usabc) ได้นำนักธุรกิจสหรัฐฯ ชั้นนำ ประกอบด้วย กูเกิล, แอปเปิล, ออราเคิล, อเมซอน, อูเบอร์, ไทม์ วอร์เนอร์ และ 21st Century Fox เข้าพบ พ.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธาน กสทช.และคณะเพื่อหารือถึงความร่วมมือในการทำงานและขอความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายการกำกับดูแลกิจการโอทีที
โดย พ.อ.นที กล่าวว่า กสทช.ได้ทำหนังสือเชิญไปยังเฟซบุ๊ก, ยูทูบ ถึง 4-5 ครั้ง แต่ไม่ได้รับการติดต่อและประสานงานกลับมา กสทช.จึงถือโอกาสแจ้งต่อสภาธุรกิจสหรัฐฯรับทราบว่า จำเป็นต้องจัดระเบียบธุรกิจโอทีทีเช่นเดียวกับ อินโดนีเซีย เวียดนาม และสหภาพยุโรป ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่
นายฐากรกล่าวว่า ขณะนี้ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 หรือ พ.ร.บ.กสทช. ได้มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย.2560 เป็นต้นไป ทำให้ต้องยุบคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ให้เหลือเพียงบอร์ด กสทช.เท่านั้น ซึ่งจะนัดประชุมบอร์ดในวันที่ 26 มิ.ย.นี้ เพื่อปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ด้วย.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 มิ.ย. 2560 05:30
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/979960

ท่ามกลางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนผัน ได้ผุดช่องทางการทำเงินรูปแบบใหม่ จากบรรดาพ่อค้าแม่ค้าที่เคยเปิดร้านช็อปปิ้งออนไลน์ ตุนสต๊อกของจนบางเจ้าเจ๊งไม่เป็นท่า แปรเปลี่ยนหันมาเป็นพ่อค้าคนกลาง รับหิ้วสินค้าของแบรนด์ชั้นนำที่ขยันตั้งโปรโมชั่นลดราคากันแบบกระหน่ำซัมเมอร์เซลส์ชนิดที่เรียกได้ว่าไม่เกรงใจลูกค้าที่ซื้อราคาเต็มกันเลยทีเดียว ก่อนคิดราคาค่าหิ้วตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักพันต่อชิ้น เพียงแค่นี้ก็อยู่ได้สบาย
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ พาไปเจาะลึกธุรกิจทำเงิน “รับจ้างหิ้วของ” เขาเรียกกันแบบนี้ ซึ่งมีหลายประเด็นที่น่าสนใจมาก และสิ่งที่ได้ยินแล้วสะดุดหูมากที่สุด ก็ตรงที่บอกว่า มีรายได้หลักแสนต่อเดือนนี่แหละ อ่านไม่ผิดหรอกที่บอกว่าได้เงินเป็นแสนบาทต่อเดือน หลายคนคงยังไม่เชื่อว่า อาชีพรับจ้างหิ้วของอะไร ทำไมถึงมีรายได้งามขนาดนี้ ดังนั้น ผู้อ่านต้องติดตามตั้งแต่บรรทัดนี้เป็นต้นไป…

ศึกษา รีวิว โฆษณา จัดส่ง แจงทุกขั้นตอนการรับหิ้วละเอียดยิบ
คุณเอ (ไม่ขอเปิดเผยชื่อสกุล) หญิงสาววัย 31 ปี ก้าวเข้าสู่อาชีพรับหิ้วของมาได้ 1 ปีแล้ว เธอเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า จุดเริ่มต้นของการทำอาชีพนี้ เนื่องจากเห็นตามเพจโปรโมตสินค้าลดราคา มีคอมเมนต์รับหิ้วมากมาย จึงลองทำดูบ้างเพราะเธอไปซื้อของที่ช็อปนี้อยู่แล้ว และเผื่อว่าจะได้ค่าขนมเป็นส่วนลดเสื้อผ้าที่ต้องการอยู่ในงานนั้นด้วย เมื่อเห็นว่ารายได้ดี มีเวลาว่างให้ครอบครัว จึงหันมาทำอย่างจริงจัง โดยปัจจุบันเธอรับหิ้วสินค้าแฟชั่นทั่วไป เสื้อผ้า กระเป๋า นาฬิกา รองเท้า
คุณเอ ยังแจกแจงถึงขั้นตอนการรับหิ้วของด้วยว่า…
1. เริ่มต้นจากการหาข้อมูลว่า งานลดราคาจัดที่ไหน วันไหน เวลาอะไร เป็นสินค้าที่อยู่ในกระแสหรือไม่ เป็นช่วงที่ตลาดกำลังต้องการด้วยไหม เช่น รองเท้าผ้าใบที่ลดราคามากๆ หรือเสื้อผ้าแบรนด์นี้ที่ไม่เคยลดราคาเลยแล้วมาลดช่วงกลางปี
“แหล่งรับหิ้วสินค้าส่วนใหญ่ก็จะเป็นตามห้างสรรพสินค้าที่มีงานลดราคาทั่วไป ศูนย์สิริกิติ์ฯ ไบเทคบางนา เมืองทองธานี และงานลดราคาสินค้าอื่นๆ หรือตามประกาศที่แบรนด์ต่างๆ แจ้งส่วนลดลงบนสื่อโซเชียลมีเดีย ดังนั้น สิ่งที่เราต้องทำคือ ต้องติดตามเพจเฟซบุ๊ก หรือโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่ให้ข้อมูลการลดราคาของแบรนด์สินค้า หรืองานลดราคา
รวมไปถึงสื่อเฉพาะของแบรนด์นั้นๆ ด้วย เพื่อจะได้ทราบว่าแบรนด์ใดมีโปรโมชั่นลดราคาบ้าง และนำข้อเสนอรับหิ้วสินค้าไปประชาสัมพันธ์ให้แก่ผู้ที่ต้องการ เช่น จะมีคนมาคอมเมนต์อยากได้สินค้าชิ้นนั้นชิ้นนี้ เราก็ไปตอบคอมเมนต์รับหิ้วสินค้า” แม่ค้าขาช็อป เผย

2. ต้องสร้างรีวิวการันตีความน่าเชื่อถือให้กับร้านรับหิ้วด้วยเช่นกัน เช่น ได้ของแน่นอน ราคาถูกใจ สินค้ามีสภาพดีไม่มีตำหนิเหมือนไปช็อปปิ้งด้วยตัวเอง โดยการทำแฟนเพจเฟซบุ๊ก สร้างแอคเคาท์ไอจี อ้างอิงรีวิวจากลูกค้าเก่าที่เคยใช้บริการ เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือว่าทางร้านไม่ได้หลอกลวงเอาเงินไปซื้อของให้ตัวเอง
3. เมื่อไปถึงร้านถ้าทางร้านเคยโปรโมตสินค้านั้นไว้อยู่แล้ว ลูกค้าก็จะสั่งกับคนรับหิ้วโดยตรงเลยว่าเอาชิ้นนี้ รุ่นนี้ และคนรับหิ้วไปหยิบสินค้าในร้านและจ่ายเงินได้ทันที คล้ายกับการรับพรีออเดอร์จากต่างประเทศ แต่จะต่างตรงที่ไม่ต้องรอนานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน แค่รอเข้าในงานลดราคาตามวันเวลาที่ระบุได้เลย
ส่วนการรับออเดอร์หน้างานในลักษณะที่อยู่ในร้านและมีลูกค้าสั่งของ และคนรับหิ้วไปหยิบมาถ่ายรูปให้ลูกค้าดูนั้น มีอยู่ตลอด เพราะต้องไปดูราคาในร้านด้วยว่าลดราคากี่เปอร์เซ็นต์เหลือราคาเท่าไร ซึ่งต้องถ่ายรูปไปให้ลูกค้าดูด้วยว่า สินค้าเป็นอย่างไร
4. เมื่อได้สินค้าเรียบร้อยก็จัดส่งทางไปรษณีย์หรือผู้ให้บริการส่งของรายอื่นๆ ได้ หรือส่งตามแนวรถไฟฟ้า สำหรับค่าจัดส่งนั้น ขึ้นอยู่กับจำนวนชิ้น ขนาดของสินค้า น้ำหนักสินค้า แบรนด์ต่างๆ และราคาส่วนลด
“ค่าหิ้วเริ่มต้นของร้านเรา 50 บาทขึ้นไป ตามความยากง่ายของสินค้าด้วย เช่น งานลดวันแรก งานแย่งชิงของกัน งานที่มีสินค้าจำนวนจำกัด ส่วนราคาค่าหิ้วสูงสุดหลักพันบาท หากเป็นสินค้าแบรนด์เนม อย่างกระเป๋าหลุยส์ ส่วนค่าส่งคิดตามจริง ไปรษณีย์อยู่ที่ราคา 40 บาทขึ้นไปแบบลงทะเบียน” คุณเอ อธิบายถึงเรตราคา

โดนเท! บทเรียนแม่ค้าใจดี ลูกค้าสั่งจองแต่หายเงียบ ของค้างสต๊อก
ด้าน น้องบี (ไม่ขอเปิดเผยชื่อสกุล) สาววัย 25 ปี นักศึกษาม.รัฐ ผู้ผันตัวมาเป็นแม่ค้ารับหิ้วพาร์ตไทม์ เผยว่า เกณฑ์การตั้งราคารับหิ้วขึ้นอยู่กับแบรนด์ หากคนสนใจเยอะราคาต้องสูงตามไปด้วย โดยค่าหิ้วเริ่มต้นที่ 20 บาทขึ้นไป หากเป็นเสื้อผ้าชุดละ 100 บาท ส่วนรองเท้าคู่ละ 100-150 บาท เหตุที่แพงเพราะมีข้อจำกัดในการหิ้วและสินค้าหนัก อาจจะหิ้วได้น้อยจึงต้องตั้งราคาสูง นอกจากนี้ ยังคิดค่าส่งต่างหากอีก 40 บาทด้วย
“บางทีไม่ได้ให้ลูกค้าโอนเงินมาก่อน เพราะเกรงใจหากไม่ได้ของต้องโอนคืนกันไปมา ทำให้ลูกค้าต้องเสียค่าธรรมเนียมฟรี เราก็เลยซื้อให้ก่อน และให้โอนมาทีหลัง แต่ก็เจอลูกค้าไม่โอนเงินมาหายเงียบอยู่บ่อยครั้ง ประมาณสัปดาห์ละ 2-3 คน เราก็เลยแคปและโพสต์ลงเพจ ติดแบล็กลิสต์ แต่ตอนนี้ไม่ทำแล้ว เราก็ต้องระวังมากขึ้น ถ้าเป็นคนอื่นก็คงให้โอนก่อนซื้อ แต่บางทีเราสงสารลูกค้าต้องเสียค่าธรรมเนียมแต่ไม่ได้ของ เราก็เลยเลือกเฉพาะลูกค้าประจำโอนช้าได้ ส่วนลูกค้าใหม่ให้โอนเงินก่อนซื้อ” นักหิ้ววัยเรียน เล่าถึงประสบการณ์โดนลูกค้าเท

ลูกค้าชอบสั่งหิ้วของ ไม่พึ่งสั่งออนไลน์ผ่านแบรนด์
เพราะเหตุใดลูกค้ามักจะฝากหิ้วสินค้า โดยไม่นิยมสั่งผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ของแบรนด์นั้นๆ น้องบี ให้เหตุผลว่า ปัจจุบันนี้คนบ้าของเซลส์ที่เพจข่าวสารโปรโมชั่นของเซลส์เอามาโพสต์ ทำให้คนเกิดความรู้สึกว่าอยากได้ พอยิ่งมีคนมาคอมเมนต์เยอะว่าอยากได้ ร้านรับหิ้วสินค้าก็จะมาเสนอขาย อย่างไรก็ตาม หากเพจเซลส์ไม่โพสต์คนเหล่านี้ก็จะเฉยๆ
นอกจากนี้ ของเซลส์ไม่ได้มีในเว็บออนไลน์ของแบรนด์นั้นด้วย และที่สำคัญคนจะชอบเห็นสินค้าของจริงก่อนตัดสินใจซื้อ โดยที่เขาสามารถสอบถามทุกคำถามที่อยากรู้ได้ แต่ในขณะเดียวกัน หากเป็นเว็บออนไลน์ เขาไม่สามารถสอบถามรายละเอียดหรือพูดคุยกับพนักงานได้อย่างรวดเร็วทันใจ เพราะการฝากหิ้วของก็เหมือนส่งคนมาซื้อของแทนโดยที่ไม่ต้องเหนื่อยเดินทางหรือเสียเวลา

รายได้งาม! ช่วงพีคสุด หิ้วหลักร้อยชิ้นต่อวัน เงินเข้ากระเป๋าเหยียบแสนต่อเดือน
ทั้งนี้ แม่ค้ารับหิ้ววัย 31 ปี เปิดเผยว่า เคยรับหิ้วของสูงสุดถึงหลักร้อยชิ้นต่อวัน และมีรายได้เฉลี่ยตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพันบาท แต่หากเป็นงานลดราคาที่เป็นกระแสและเจาะกลุ่มลูกค้าได้จริงๆ ได้ถึงหลักหมื่นบาทต่อวัน ส่วนรายได้ต่อเดือนช่วงพีคๆ เกือบแสนบาท ขณะที่บางร้านที่มีกลุ่มลูกค้าเยอะ รายได้ต่อเดือนเป็นแสนบาทก็มีให้เห็นมาแล้วด้วย แต่รายได้ก็ไม่แน่นอน บางวันไปแล้วไม่ได้สินค้าตามที่ลูกค้าต้องการ หรือของขาดตลาดก็มี โดยในแต่ละเดือนเธอไม่ได้ทำทุกวัน แต่จะมีหยุดบางวันที่ต้องนั่งแพ็กสินค้าส่ง
นอกจากค่าหิ้วแล้ว เธอยังได้ยอดจากบัตรเครดิตที่มีส่วนลดให้จากการซื้อสินค้า ได้แต้มสะสมของบัตรเครดิต ได้ส่วนลดเพิ่มจากเปอร์เซ็นต์ของธนาคารนั้นๆ รวมทั้งได้บัตรเมมเบอร์ส่วนลดในการซื้อสินค้าของแบรนด์อีกด้วย
ขณะที่ต้นทุนมีเพียงค่าเดินทาง ค่าน้ำมันรถ และค่าแรงการหาสินค้า หรือขนสินค้า และค่าใช้จ่ายจิปาถะทั่วไปไม่กี่บาทเมื่อเทียบกับรายได้ที่ได้มาก็ถือว่า เป็นอาชีพที่รายได้ดีอาชีพหนึ่งเลยก็ว่าได้

แต่อย่างไรก็ตาม อาชีพนี้ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน ปัญหาที่เจอส่วนมากจะเป็นการ “การดองจอง” ลูกค้าบางคนสั่งของแล้วแต่ยังไม่พร้อมโอนเงินมาต้องรออีก 2 วัน แต่จู่ๆ ก็หายเงียบไปเลยก็มี ซึ่งจะเสี่ยงตรงที่แม่ค้าได้ค่าหิ้วแค่ไม่กี่ร้อยบาท แต่ต้องมาซื้อของในราคาหลักพันให้ลูกค้าก่อน เรียกได้ว่าได้ไม่คุ้มเสียด้วยซ้ำ ซึ่งวิธีป้องกันส่วนใหญ่ของแม่ค้าบางร้าน จะระบุว่า ลูกค้าที่จะสั่งสินค้า จะต้องพร้อมโอนภายในกี่โมง หากไม่มียอดโอนเงินมาจะไม่ซื้อสินค้าให้ ซึ่งจะช่วยป้องกันลูกค้าเบี้ยวจองได้ หรือดวงซวยเจอจองแล้วไม่จ่าย ก็ต้องเอาสินค้าไปปล่อยต่อแทน
ขณะที่ แม่ค้าวัยนักศึกษา ให้ข้อมูลว่า รายได้ขึ้นอยู่กับความขยัน โดยเธอไม่ได้รับหิ้วของทุกวันและทั้งวัน แต่จะทำงานวันละ 4-5 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งจะมีรายได้ราว 1,000-1,200 บาทต่อวัน รับหิ้วมากที่สุดวันละประมาณ 10 ชิ้น
นอกจากนี้ น้องบี ยังแอบบอกอีกด้วยว่า มีเงินทุนแค่ 3,000 บาทก็เป็นแม่ค้ารับหิ้วได้แล้ว

เปิดลิสต์ 4 ข้อ เช็กพ่อค้าแม่ค้ารับหิ้ว แบบไหนไม่ถูกหลอกชัวร์
1. รีวิวการันตี : ต้องดูรีวิวการรับหิ้ว ว่า รับหิ้วมานานหรือยัง รีวิวจากลูกค้าเก่าการันตีได้ของชัวร์ ไม่โกง ถ้าไม่ได้สินค้าโอนเงินคืนแน่นอน
2. พวกโปรไฟล์ดี : เคยรับหิ้วสินค้าตัวไหนอยู่ในกระแสหรือที่เป็นความต้องการของตลาดบ้าง
3. จำนวนฐานลูกค้า : ดูว่ามีจำนวนลูกค้าในแฟนเพจเฟซบุ๊ก ในลูกค้าในกลุ่มไลน์รับหิ้วของร้านมีเยอะแค่ไหน
4. รับหิ้วราคาถูก ไม่ได้ดีเสมอไป : เพราะพ่อค้าแม่ค้าบางคน ตั้งราคาค่าหิ้วถูกเข้าไว้ล่อตาล่อใจลูกค้า แต่พอถึงเวลาโอนเงินไปให้ได้ของมาจริง แต่กลับไม่ส่งของให้เอาสินค้าไปใช้เอง และหายเข้ากลีบเมฆไปตามตัวไม่เจอก็มี
สำหรับในตอนต่อไป จะเป็นการนำเสนอเกี่ยวกับผลกระทบจากอาชีพรับหิ้วของ ใครจะได้รับผลกระทบบ้าง โปรดติดตามตอนต่อไป.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 มิ.ย. 2560 05:30
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/981153

ทั้งนี้บริษัทจะเน้นเปิดโครงการบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียม ได้แก่ 1.โครงการ ณุศา มายโอโซน เขาใหญ่ โซน G และโซน B C D มีสนามบินส่วนตัวและโรงจอดเครื่องบินภายในบ้าน 2.โครงการ เลค โคโม่ บ้านหรูริมทะเลสาบกว่า 30 ไร่ ในโครงการณุศาศิริ ซิตี้ พระราม 2 3.โครงการณุศา รายา ภูเก็ต มาพร้อมกับคอนโด เรสซิเดนซ์ และศูนย์ดูแลสุขภาพระดับไฮเอนด์ พานาซี และ 4.เปิดให้บริการ Parc Health Family Center ที่โครงการ Parc Exo บนถนนเกษตร-นวมินทร์ภายในเดือน ต.ค.นี้เป็นศูนย์ดูแลฟื้นฟูสุขภาพให้กับกลุ่มครอบครัว โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเด็กเล็ก
นางศิริญา เทพเจริญ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายการตลาดและขาย เปิดเผยว่า ครึ่งปีหลังมีแผนรุกตลาดประเทศจีน โดยได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลท้องถิ่นในการลงทุนในอาคารสถานที่ระยะสัญญา 20 ปี โดยนำธุรกิจดูแลสุขภาพระดับไฮเอนด์ “Panacee Wellness” เป็นธุรกิจแรกที่จะไปเปิดให้บริการ จับกลุ่มลูกค้าชาวจีนระดับ B+ ที่รักสุขภาพซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก กำหนดเปิดสาขาแรกต้นปี 61 ที่เป่ยไต้เหอ เมืองฉินหวงเตา มณฑลเหอเป่ย ใช้งบลงทุนกว่า 10 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ คาดว่าจะคืนทุนภายใน 3-5 ปี และมีแผนในการเปิดให้บริการที่ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เป็นสาขาต่อไป โดยมีเป้าหมายเปิดให้ครบ 10 สาขาที่เมืองสำคัญของจีนภายใน 5 ปี.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 มิ.ย. 2560 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/981223


ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 23 มิ.ย. 2560 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/981150

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์สอบถามไปยังร้าน FIX YOU ซึ่งเป็นร้านที่จำหน่ายสินค้าดังกล่าว ตั้งอยู่ในห้างเค วิลเลจ ได้รับการชี้แจงว่า สินค้าภายในร้านจะรับมาไม่ได้ผลิตเอง และมีขายในร้านออแกนิกทั่วไป ไม่ได้ขายร้านนี้เพียงร้านเดียว ส่วนเหตุผลที่ทางร้านรับสินค้านี้มาขายเพราะมีลูกค้ามาสอบถามถึงจึงติดต่อผู้ขายผ่านทางแอพพลิเคชั่นไลน์ ในตอนแรก
ที่เห็นสินค้าต้องบอกว่าเป็นสินค้าคุณภาพดี และหาจุดขาย ตัวเองไม่ได้โลกสวย ภาษาแบบนี้บอกตามตรงว่าเกิน 90% คนได้ยินกันอยู่แล้ว คน 9 ใน 10 คนก็เคยพูดไม่ได้หยาบคาย หรือด่าพ่อล่อแม่ใคร และใช้ภาษาจริงใจด้วยซ้ำ
ขณะที่ผู้ที่ส่งสินค้าแบรนด์ “แดกดี แคลอรี่ต่ำ” ให้ร้าน FIX YOU ได้ติดต่อมายังผู้สื่อข่าว นสพ.ไทยรัฐ เพื่อชี้แจงเพิ่มเติมว่า เป็นผู้ส่งสินค้าเพื่อสุขภาพให้กับลูกค้าที่นิยมอาหารคลีนในลักษณะเดลิเวอรี่และส่งร้านค้าทั่วไป แต่ไม่ได้ผลิตสินค้าดังกล่าว โดยนำสินค้าที่ญาติผลิตมาขายให้ โดยญาติคนนี้มีอาชีพเดิมเป็นครีเอทีพ แต่ปัจจุบันตกงาน จึงผลิตสินค้าหาเลี้ยงครอบครัว และมองว่าเป็นอาชีพสุจริต แม้จะใช้ภาษาไม่สุภาพ แต่ไม่ได้ไปว่าใคร ไม่กระทบต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์.
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 มิ.ย. 2560 01:14
อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/981092

เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. เวลา 22.00น. ตามเวลาในประเทศไทย ได้มีการประกาศรางวัล Booking.com Booster ซึ่งจัดโดย Booking.com บริษัทผู้ให้บริการจองที่พักออนไลน์ระดับโลก ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ผู้สื่อข่าวไทยรัฐ รายงานว่า จากการแข่งขันทั้งหมด 700 ทีมทั่วโลก คัดเลือกผู้เข้าแข่งขันเหลือ 10 ทีม และมีผู้ได้รับเงินสนับสนุนเพียง 7 ทีม ปรากฏว่า บริษัท Local Alike ซึ่งเป็นบริษัทท่องเที่ยวเพื่อชุมชนจากประเทศไทย ซึ่งเข้ารอบ 10 ทีมสุดท้าย สามารถคว้าเงินรางวัล จำนวน 300,000 ยูโร หรือประมาณ 11.4 ล้านบาท เพื่อนำไปต่อยอดธุรกิจ จากการแข่งขันครั้งนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ผู้ชนะเลิศที่ได้รางวัลสูงสุด ครั้งนี้ ได้รับเงินรางวัล เป็นเงิน 400,000 ยูโร หรือประมาณ 15.2 ล้านบาท ได้แก่ บริษัท Backstreet Academy จากประเทศประเทศสิงคโปร์ และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สำหรับ 10 สตาร์ทอัพที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการ Booking.com Booster รอบสุดท้าย ประกอบด้วย บริษัท MovingWorlds จากสหรัฐอเมริกา ,บริษัทAuthenticook จากอินเดีย ,บริษัทBackstreet Academy จากสิงคโปร์ และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ,บริษัท Visit.org จากสหรัฐอเมริกา ,บริษัทAwake จากโคลอมเบีย ,บริษัทSeabin จากออสเตรเลีย และสเปน ,บริษัทMEJDI Tours จากอิสราเอล และรัฐปาเลสไตน์ ,บริษัทDesolenator จากประเทศอังกฤษ ,บริษัท Local Alike จากประเทศไทย และบริษัท Good Hotel จากกัวเตมาลา

ด้านนายสมศักดิ์ บุญคำ CEO และผู้ก่อตั้งบริษัท Local Alike เปิดเผยภายหลังได้รับรางวัลว่า รู้สึกดีใจที่ Booking.Com บริษัทระดับโลก เห็นคุณค่าในสิ่งที่คนไทยตัวเล็กๆอย่างเราทำ ซึ่งก็คาดหวังว่าเงินรางวัลที่ได้รับครั้งนี้ จะทำให้การท่องเที่ยวชุมชนเป็นที่ประจักษ์ และยั่งยืน ซึ่งขณะนี้บริษัททำงานร่วมกับชุมชนกว่า 70 ชุมชนทั่วประเทศ โดยหลังจากนี้คงจะนำเงินรางวัลที่ได้ไปสร้างความเข้มแข็งในด้านการท่องเที่ยวให้กับชุมชนมากขึ้น.