คสช.ไฟเขียวปลดล็อกที่ดิน ส.ป.ก. แจง ม.44 รถไฟความเร็วสูงไม่เอื้อประโยชน์จีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 มิ.ย. 2560 08:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/979002

คสช.ออกคำสั่ง ม.44 ปลดล็อกกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม กังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้า และเหมืองแร่ ในพื้นที่ ส.ป.ก.เพื่อปลดล็อกคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ห้ามทำอย่างอื่นนอกจากทำการเกษตร ขณะที่โครงการใหม่จะพิจารณาเป็นกรณีไป พร้อมชี้แจงโครงการรถไฟไทยจีน ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้จีน เงินตกถึงจีนแค่ 25% ของโครงการเท่านั้น “อาคม” ยอมรับ “อย่าหวังมีกำไรทำไปเพื่อพัฒนาประเทศ”

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้เห็นชอบใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญ ปลดล็อกคำสั่งศาลปกครองสูงสุดกรณีการใช้ที่ดิน ในพื้นที่ของสำนักงานปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.) ที่ว่า จะนำไปใช้ประโยชน์อื่น นอกเหนือจากวัตถุประสงค์ทางการเกษตรไม่ได้ โดยคำสั่งตามมาตรา 44 ที่จะออกมานี้จะยกเว้นให้ทำกิจการอื่นได้ 3 กิจการที่รัฐบาลเคยให้ สัมปทานในพื้นที่ ส.ป.ก.มาก่อนหน้านี้ คือ 1.การสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่ อ.ลานกระบือ จ.กำแพงเพชร 2.การผลิตไฟฟ้าจากกังหันลม 3.การสำรวจเหมืองแร่
อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่กำลังยื่นขอทำประโยชน์อื่นที่นอกเหนือจากด้านการเกษตรในพื้นที่ ส.ป.ก.จะให้พิจารณาเป็นกรณีไปภายใต้หลักเกณฑ์ คือ 1.ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 2.ต้องกำหนดชัดเจนว่ามีค่าตอบแทนในการใช้ประโยชน์ 3.เงินที่ได้มาจากค่าตอบแทนจะต้องนำไปจัดหาที่ดินเพื่อให้เกษตรกรได้ทำประโยชน์

“คำสั่ง คสช.ดังกล่าว เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน เนื่องจากตั้งแต่ปี 2530 สำนักงาน ส.ป.ก. ได้อนุญาตให้บริษัทเข้ามาสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่ อ.ลานกระบือ เสริมสร้างรายได้ให้กับรัฐบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) วันละ 40-50 ล้านบาท แต่เมื่อมีเอกชนไปร้องต่อศาลว่า การใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์มีการต่อสู้กันครบทุกศาล และในที่สุดศาลปกครองสูงสุดตัดสิน ทำให้บริษัทต้องหยุดการผลิตจนถึงปัจจุบันเกือบ 1 เดือนจนทำให้ทุกอย่างสับสน และกระทบกับการผลิตพลังงานที่อาจขาดแคลน กระทบกับความเชื่อมั่นของนักลงทุน”

นอกจากนี้ สำนักงาน ส.ป.ก. ในอดีตได้อนุญาตให้บริษัทเอกชน 17-18 แห่ง เข้ามาลงทุนผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมรวมมูลค่าเงินลงทุน 30,000-40,000 ล้านบาท เช่นที่ จ.ชัยภูมิ จ.ชัยนาทและ จ.นครราชสีมา สิ่งใดมีการสร้างถนนหนทางและเดินท่อเครื่องนำไฟฟ้าไปขายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งเมื่อศาลตัดสินว่าทำกิจการอื่นไม่ได้ทำให้ทุกคนเกิดความไม่มั่นใจแม้ว่าจะเกิดกรณีกับบริษัท เทพสถิตย์ วินฟาร์ม เพียงแห่งเดียวก็ตาม แต่บริษัทที่เหลือก็รู้สึกว่าไม่ปลอดภัย รวมทั้งมีการที่อนุญาตให้สำรวจและทำกิจการเหมืองแร่ด้วย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ที่ประชุม คสช.ยังได้หารือถึงคำสั่งมาตรา 44 ที่ปลดล็อกการดำเนินการก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้วว่า ไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับจีน แต่เหตุผลสำคัญที่ต้องดำเนินโครงการนี้เนื่องจากเป็นพันธสัญญาที่ทำมาจากรัฐบาลก่อนหน้า และจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทย ที่ได้ดำเนินการตามโครงการเส้นทางสายไหมของจีนเพราะจะสามารถเชื่อมโยงโครงการรถไฟผ่านจีน ไปถึงยุโรปและตะวันออกกลาง ขณะที่การออกคำสั่งมาตรา 44 เป็นการขอยกเว้นให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.)ดำเนินการได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ไม่มีการนำกฎหมายใดของจีนมาใช้ในกรณีนี้

ซึ่งนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว. คมนาคมได้ยืนยันกับ คสช.ว่า ที่มีการเจรจากับจีนถึง 18 ครั้ง เพราะได้เจรจากันทุกเม็ดเพื่อไทยไม่ต้องเสียประโยชน์โดยมูลค่าโครงการจาก 220,000 ล้านบาทได้ลดลงเหลือ 179,000 ล้านบาท โดยไทยจะให้จีนออกแบบ ใช้รางรถไฟ ตัวรถ และอาณัติสัญญาณของจีน คิดเป็น 25% ของวงเงินทั้งสิ้นหรือประมาณ 40,000 ล้านบาท ส่วนอีก 75% หรือ 130,000 ล้านบาท เป็นส่วนที่บริษัทไทยจะได้รับ เพราะไทยจะรับผิดชอบงานด้านโครงสร้างพื้นฐาน งานโยธาและการบริหาร

ด้านนายอาคมยังเปิดเผยว่า การดำเนินการในโครงการรถไฟไทย-จีน เส้นทาง กทม.-โคราช ระยะทาง 252.5 กิโลเมตร มูลค่ากว่า 179,412 ล้านบาทนั้น คาดว่าจะเสนอ ครม.ได้ในเดือน มิ.ย.-ก.ค.นี้ และภายในเดือน ส.ค.- ก.ย.นี้ จะเริ่มก่อสร้างได้ โดยโครงการดังกล่าวรัฐบาลไทย โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เป็นผู้ลงทุนเอง ทั้งโครงการ ซึ่งรูปแบบการลงทุนจะไม่เหมือนประเทศอื่น หรือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยเฉพาะการใช้พื้นที่บริเวณสถานีรถไฟ, พื้นที่ 2 ข้างทางรถไฟและพื้นที่ระหว่างทางรถไฟ จะเป็นอำนาจสิทธิขาดของประเทศไทย
“ต้องเข้าใจว่าการสร้างรถไฟความเร็วสูง ไม่มีประเทศไหนที่ได้กำไรจากส่วนนี้ ขนาดญี่ปุ่นยังใช้เวลากว่า 50 ปี ถึงจะมีกำไรจากการบริการ ส่วนจีนซึ่งเป็นประเทศต้นตำรับรถไฟความเร็วสูง รัฐบาลยังเป็นผู้สนับสนุนอยู่เลย ดังนั้นการลงทุนรถไฟความเร็วสูงจะคำนวณแค่การเงินไม่ได้ ต้องมองถึงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจมากกว่า เพราะเมื่อมีการก่อสร้างรถไฟ การขยายตัว การเติบโตของเมืองจะยิ่งขยายความเจริญขึ้นไปด้วย”.

 

ถอดโมเดลมาเลเซียแก้ปัญหายาง “บิ๊กตู่”ผวาราคาตกต่ำตามหลอน “ฉัตรชัย”วอนหมดยุคประท้วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 มิ.ย. 2560 07:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/979000

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สอบถามในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงความคืบหน้าเรื่องการแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ โดย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงว่า ราคายางแผ่นดิบรมควันชั้น 3 เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.60 อยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 59.20 บาท จากราคาเมื่อ 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาอยู่ที่ กก.ละ 50 บาท ซึ่งใกล้เริ่มฤดูการเปิดกรีดยางจึงมีความเป็นห่วงว่า ราคาจะตกต่ำเหมือนตอนที่รัฐบาลชุดนี้เริ่มเข้ามาบริหาร “ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินการมา 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับเกษตรกรว่ายางในสต๊อกประมาณ 80,000 ตัน ส่วนนี้มีความชัดเจนว่าจะไม่นำออกมาขาย และอีกหลายเรื่องที่เป็นมาตรการแก้ไขซึ่งเคยเสนอ ครม.ไปแล้ว ระยะที่ 2 กระทรวงเกษตรฯ จะตั้งตลาดกลางรับซื้อยางขนาดใหญ่ 6 แห่ง ในลักษณะซื้อมาขายไป”

ด้าน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังการเข้าพบของนายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (สยยท.) พร้อมผู้แทนเกษตรกรชาวสวนยางจากเครือข่ายฯ 9 องค์กร ว่า สยยท.ได้ยื่นข้อเสนอแนะเร่งด่วน 12 ข้อ พร้อมเร่งรัดให้ใช้ยางในประเทศมากขึ้น ด้วยการตั้งงบประมาณปี 61 มาดำเนินการ เพื่อกระตุ้นการซื้อขายผ่านตลาดเอกชนและตลาดของการยางแห่งประเทศ (กยท.) 108 แห่ง และตลาดกลางซื้อขายยาง 6 แห่ง รวมทั้งผลักดันให้ตลาดกลางท้องถิ่น ซื้อขายยางจริงของทั้ง 3 ประเทศคือ ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย โดยระบุว่าการประท้วงไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา แต่ควรหาทางออกร่วมกัน

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการ กยท. กล่าวว่า ได้หารือกับเจ้าหน้าที่ของทั้ง 3 ประเทศแล้ว ซึ่งมาเลเซียมีมาตรการกรณีราคาตกต่ำเกษตรกรจะหยุดกรีดทันที ส่วนอินโดนีเซีย ราคายางที่ตกต่ำในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ไม่กระทบกับค่าครองชีพ และเมื่อราคาตกต่ำเกษตรกรจะหยุดและหารายได้ด้านอื่นทดแทน ต่างกับเกษตรกรไทยที่ส่วนใหญ่ไม่มีรายได้ส่วนอื่น ทำให้ได้รับผลกระทบหนักเมื่อราคายางตกต่ำ แต่อย่างไรก็ตามทั้ง 3 ประเทศมีความเห็นตรงกันว่า ระดับราคายางจะปรับเพิ่มขึ้นในเร็วๆนี้.

 

กสทช.ผงะ“คนเดียว”ลงทะเบียน 2,900 ซิม “เงิบซ้ำสอง”พบทำได้เพราะไม่ผิดกฎหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 มิ.ย. 2560 07:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/978995

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการบุกจับชาวจีนที่จังหวัดสระแก้ว โดยมีของกลางเป็นไอโฟน 500 เครื่อง และซิมการ์ดโทรศัพท์เคลื่อนที่อีก 347,000 เลขหมาย สำหรับใช้รับจ้างเพื่อกดไลค์และแชร์บนโซเชียลมีเดียนั้น กสทช.ได้ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นซิมของค่าย

มือถือเอไอเอส 105,485 เลขหมาย เป็นเบอร์ที่ใช้งานได้ 6,650 เบอร์ ซึ่งมีการลงทะเบียนแล้วทั้งหมด นอกนั้นเป็นซิมที่หมดอายุการใช้งานไปแล้ว ส่วนซิมดีแทค 104,339 เลขหมาย ใช้งานได้ 42,471 เบอร์ ส่วนที่เหลือใช้งานไม่ได้ ขณะที่ทรูมูฟมี 105,458 เบอร์ สามารถใช้งานได้อยู่ 9,777 เบอร์

“ซิมทั้งหมดนี้ถูกซื้อครั้งละจำนวนมากๆ จากตัวแทนจำหน่ายของค่ายมือถือในหลายจังหวัด และมีการลงทะเบียนชื่อผู้ใช้งานในนามบุคคลธรรมดา ซึ่งมีบางรายใช้ชื่อบุคคลเพียงคนเดียวลงทะเบียนใช้งานมากถึง 2,900 เลขหมาย แต่ส่วนใหญ่จะมีการลงทะเบียนราว 200-300 เบอร์ต่อคน”

นายฐากร กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน กสทช.ยังไม่มีกฎหมายที่กำหนดจำนวนการใช้งานเลขหมายต่อคน เพราะเป็นการจำกัดสิทธิ์ของบุคคลหรือนิติบุคคลที่จำเป็นต้องมีตามกฎหมาย ดังนั้น การที่บุคคลหรือนิติบุคคลจะลงทะเบียนใช้งานเลขหมายจำนวนมากจึงไม่มีความผิดตามกฎหมาย แต่สำนักงาน กสทช.จะมีหนังสือแจ้งถึงผู้ประกอบการค่ายมือถือ เพื่อกำชับเตือนว่าการลงทะเบียนใช้งานซิมการ์ดต้องเป็นไปอย่างถูกต้อง.

 

ฉาว“ท่าเรือ”ไม่จบร้องสอบ“ประธาน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 มิ.ย. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/978993

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา พนักงานการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) รวมตัวเดินทางมาที่กระทรวงคมนาคม เพื่อยื่นหนังสือถึงนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม และนายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม เรียกร้องให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ พล.ร.อ.อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ ประธานกรรมการ กทท. หลังจากก่อนหน้านี้ ร.อ.สุทธินันท์ หัตถวงษ์ ผู้อำนวยการ กทท. ได้ยื่นหนังสือลาออกกับประธานกรรมการ กทท. เนื่องจากมีปัญหาด้านสุขภาพ เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.60 โดยขอให้มีผลตั้งแต่วันที่ 17 มิ.ย.60 แต่ปรากฏว่าประธานบอร์ดได้มีคำสั่งให้ผู้อำนวยการ กทท.พ้นจากตำแหน่งทันที ส่งผลให้เกิดความไม่เชื่อมั่นต่อการดำเนินงานของ กทท. รวมทั้งกระทบต่อขวัญ และกำลังใจพนักงาน จึงได้เดินทางมาเพื่อเรียกร้องให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงใน 2 ประเด็นหลัก

คือกรณีการจัดซื้อจัดจ้างงานบริการยกขนเคลื่อนย้ายตู้สินค้าขึ้นลงรถไฟที่ท่าเรือแหลมฉบัง เป็นระยะเวลา 7 เดือน ปรากฏว่าบริษัทที่มีความเชื่อมโยงเป็นเครือญาติกับเลขานุการ พล.ร.อ.อภิวัฒน์ กลับได้งานดังกล่าวไปดำเนินการโดยวิธีพิเศษ ซึ่งสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้มีหนังสือขอให้ กทท.ชี้แจง จนมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และนำไปสู่การยกเลิกสัญญาทำให้เกิดความไม่พอใจ จนเป็นเหตุให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงผู้ทำหน้าที่ ผอ.กทท. รวมถึงการจัดซื้อและติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดหรือซีซีทีวีพร้อมอุปกรณ์ ณ สนามฟุตบอลโดยวิธีพิเศษเช่นกัน และกรณีที่ 2 การแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงของ กทท. ซึ่งตามปกติผู้อำนวยการ กทท. จะเป็นผู้พิจารณาเสนอรายชื่อผู้ที่เหมาะสมจะดำรงตำแหน่งให้บอร์ด กทท.เป็นผู้พิจารณา แต่การแต่งตั้งที่ผ่านมาเป็นอำนาจของบอร์ดไม่ได้ให้ผู้อำนวยการ กทท.เป็นผู้เสนอ และ พล.ร.อ.อภิวัฒน์ ยังมีคำสั่งให้ยกเลิกแนวทางการพิจารณาคัดเลือกที่ กทท.ถือปฏิบัติ โดยอ้างว่าเป็นอำนาจบอร์ด ถือว่าเป็นการก้าวล่วงอำนาจของคณะกรรมการฝ่ายบริหาร กทท.

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า วันเดียวกัน นายราเชนทร์ หรั่งมะเร็ง ประธานสหภาพรัฐวิสาหกิจฯ กทท. ได้ยื่นหนังสือถึง รมช.คมนาคมเช่นกัน และแจ้งว่าหากกระทรวงฯ ไม่ดำเนินการใดๆ จะยื่นหนังสือถึงสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้ามาตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างภายในท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเรือกรุงเทพว่ามีความโปร่งใสหรือไม่ รวมทั้งขอให้นำข้อมูลการลาออกของ ร.อ.สุทธินันท์มาเปิดเผยต่อสาธารณชนและพนักงาน กทท. เพราะถ้าต่างคนต่างพูดอาจทำให้เกิดความสับสนและกระทบต่อภาพรวมของ กทท.

 

“เฮียฮ้อ” รีแบรนด์อาร์เอสปีหน้า ปรับภาพรองรับการขยายตัวสู่ธุรกิจใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 มิ.ย. 2560 06:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/978987

“อาร์เอส” เตรียมรีแบรนด์ธุรกิจครั้งใหญ่ต้นปีหน้า รองรับการขยายตัวของธุรกิจใหม่ๆ นอกเหนือจากธุรกิจสื่อและธุรกิจสุขภาพความงาม มั่นใจเดินมาถูกทาง หลังธุรกิจสุขภาพ–ความงามโตวันโตคืน ขยายตัว 600% คาดกินสัดส่วนรายได้สูงกว่าธุรกิจสื่อภายในปีหน้า

นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หลังปรับให้กลุ่มธุรกิจสุขภาพและความงาม (Health and Beauty) ภายใต้บริษัท ไลฟ์สตาร์ ขึ้นเป็นธุรกิจหลัก ควบคู่กับธุรกิจสื่อ ถือว่าเป็นการปรับแผนธุรกิจใหม่ที่มาถูกทางแล้ว เพราะธุรกิจสุขภาพและความงามเติบโตเร็วมาก สิ้นปี 60 คาดว่าจะทำได้ทะลุ 1,200 ล้านบาท จากเป้าหมายเดิมที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะทำได้ 440 ล้านบาท เติบโต 600% จากปี 59 ที่ทำได้ 220 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 40% ของยอดรายได้รวมบริษัท ที่คาดว่าสิ้นปี 60 จะทำได้ 3,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 59 ที่ทำได้ 3,000 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจสื่อ ที่มีช่อง 8 เป็นหัวหอกมีสัดส่วนรายได้ 60% หรือประมาณ 2,300 ล้านบาท

“ครึ่งปีแรกผลประกอบการของบริษัทถือว่าทรงๆ ได้รับผลกระทบกับภาวะเศรษฐกิจบ้าง โดยเฉพาะธุรกิจสื่อ ช่อง 8 ที่พลาดเป้าหรือต่ำกว่าเป้าหมาย 5% เนื่องจากเม็ดเงินโฆษณายังไม่กลับมาอย่างที่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม ช่อง 8 ยังมีจำนวนคนดูเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าสิ้นปีจะมีมากถึง 500,000 คนต่อนาที จากปัจจุบันมีอยู่ที่ 430,000-440,000 คนต่อนาที ที่หลายคนมองว่าภาพรวมธุรกิจสื่อ โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ไม่ดูทีวีหรือดูทีวีน้อยลง หันไปอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้นนั้น ภาพรวมผมเห็นด้วย แต่หากมองให้ลึก โทรทัศน์หลายช่องยังมีอัตราการเติบโต มีจำนวนคนดูเพิ่มขึ้น ซึ่งโดยส่วนตัวเชื่อว่ากลุ่มคนดูโทรทัศน์ที่หายไป คือกลุ่มคนที่อายุต่ำกว่า 30 ปี ขณะที่กลุ่มคนที่ยังดูโทรทัศน์ คือ กลุ่มคนที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของช่อง 8 จึงเป็นเหตุผลที่ว่าช่อง 8 ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก”

ส่วนการทำตลาดกลุ่มธุรกิจสุขภาพและความงาม ภายใต้บริษัท ไลฟ์สตาร์ ยังคงเน้นทำตลาดใน 3 กลุ่มสินค้า คือ 1.กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ภายใต้แบรนด์มาจีค โนเบิล ไวท์ 2.กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แบรนด์ S.O.M (Science of Body&Mind) ไทม์แคปซูล 3.กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ภายใต้แบรนด์รีไวฟ์ ผ่านช่องทางขายผ่านทีวีหรือ Telesale ทาง Call Center โทร.1781 ประมาณ 85% ออนไลน์ 10% และห้างค้าปลีกสมัยใหม่ 5% ซึ่งนอกจากขายสินค้าของบริษัทแล้ว ยังมีแผนร่วมกับพันธมิตรนำสินค้าเข้ามาขายผ่านช่องทางดังกล่าวด้วย ซึ่งปัจจุบันมี 1 ราย สิ้นปีจะมีสินค้าใหม่ให้มาช่วยทำตลาด ผ่านช่องทางต่างๆเพิ่มอีก 4 แบรนด์ ความถี่และการใช้จ่ายต่อบิลในการซื้อสินค้าของลูกค้ามีเพิ่มขึ้น คือ ประมาณ 60-90 วันมีการกลับมาซื้อซ้ำ และการซื้อต่อครั้งประมาณ 2,000 บาทในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ประมาณ 1,800 บาทในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิว

นายสุรชัยกล่าวอีกว่า คาดว่าปีหน้า 2561 สัดส่วนรายได้ของบริษัทจะเปลี่ยนแปลงคือธุรกิจสุขภาพและความงามจะครองสัดส่วนรายได้สูงกว่าเป็น 60% ส่วนธุรกิจสื่อลดเหลือ 40% แสดงให้เห็นว่าแผนการทำธุรกิจที่จะปั้นช่อง 8 ให้ประสบความสำเร็จและระหว่างทางจะใช้ช่อง 8 สร้างธุรกิจใหม่ทำคู่ขนาน ถือว่าประสบความสำเร็จ ดังนั้นในช่วงต้นปีหน้า อาร์เอสจึงเตรียมแผนที่จะรีแบรนด์หรือปรับภาพธุรกิจใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของอาร์เอสที่มีแผนขยายธุรกิจเพิ่มเติมไปสู่กลุ่มอื่นๆนอกเหนือจากที่มีอยู่ โดยคาดว่าในปี 2562 จะขยายการทำธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้นอีก 1 ธุรกิจด้วย

“ในมุมมองของผม การทำธุรกิจในภาวะที่โลกเปลี่ยนแปลงเร็ว เราจะทำอะไรอย่างเดียวไม่ได้ พึ่งพาธุรกิจอย่างเดียวไม่ได้ ต้องพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพราะโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วกำลังฆ่าธุรกิจบางธุรกิจ”.

 

ก.ล.ต.กล่าวโทษ 2 อดีตผู้บริหาร AIE กรณีจัดทำบัญชี-งบการเงินไม่ถูกต้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 มิ.ย. 2560 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/978982

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า ได้กล่าวโทษอดีตกรรมการและผู้บริหาร บริษัท เอไอ เอนเนอร์จี จำกัด (มหาชน) (AIE) ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษคือนายอนุรักษ์ ธารีรัตนาวิบูลย์ และนายนพพล ธารีรัตนาวิบูลย์ กรณีจัดทำบัญชีและงบการเงินไม่ถูกต้อง เพื่อลวงบุคคลทั่วไปให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับฐานะการเงินและผลประกอบการของ AIE

โดย ก.ล.ต. ตรวจสอบงบการเงิน AIE พบว่า ในช่วงปี 2557 นายอนุรักษ์ และนายนพพล ซึ่งขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัท AIE ได้ร่วมกันสั่งการให้ AIE ไม่จัดทำเอกสารที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องในธุรกรรมการขายน้ำมันและรับจ้างกลั่นน้ำมันให้ครบถ้วน และไม่ได้บันทึกบัญชีรายได้และบัญชีอื่นที่เกี่ยวข้องในระบบบัญชีของ AIE จนเป็นเหตุให้งบการเงินงวดไตรมาส 1-3 ปี 2557 และงบการเงินประจำปีเดียวกันของ AIE แสดงรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริงจำนวน 135 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสาระสำคัญต่องบการเงิน

การกระทำดังกล่าวถือเป็นการลวงบุคคลอื่นให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับฐานะการเงินและผลประกอบการที่แท้จริงของกิจการ และเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 312 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ก.ล.ต. จึงกล่าวโทษบุคคลทั้ง 2 ราย ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อให้พิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

อนึ่ง การกล่าวโทษของ ก.ล.ต. เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการบังคับใช้กฎหมายทางอาญาเท่านั้น ภายใต้กระบวนการนี้ การพิจารณาวินิจฉัยว่าบุคคลใดเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายเป็นขั้นตอนในอำนาจการสอบสวนของพนักงานสอบสวน การสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการ ตลอดจนดุลพินิจของศาลยุติธรรม.

 

กสทช.เดินหน้าโครงการ เน็ตในฝันเดือนละ 50 บาท พื้นที่ชายขอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 มิ.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/978980

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์มือถือและบริการอินเตอร์เน็ตในพื้นที่ชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน หรืออินเตอร์เน็ตประชารัฐ ที่ดำเนินการโดย กสทช. ภายใต้วงเงิน 13,000 ล้านบาท ว่า กสทช.จะเปิดให้ซื้อเอกสารการประมูลตั้งแต่วันนี้-16 ก.ค.60 และเปิดให้ยื่นซองประมูลวันที่ 17 ก.ค.60 หลังจากนั้นจะพิจารณาคุณสมบัติและการเสนอราคาประมูลของผู้ยื่นซอง และวันที่ 1 ส.ค.60 เปิดให้เคาะราคาหาผู้ชนะประมูล

ทั้งนี้ คาดว่า กสทช.จะสามารถลงนามในสัญญาจ้างเอกชนภายในเดือน ส.ค.60 เพื่อติดตั้งสัญญาณมือถือ อินเตอร์เน็ต จุดให้บริการไว-ไฟ ฟรี จำนวน 5,229 จุดใน 3,920 หมู่บ้าน และศูนย์บริการอินเตอร์เน็ตสาธารณะ (uso net) 763 แห่ง เชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงไปยังโรงเรียน 1,210 แห่ง และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล (รพ.สต.) 107 แห่ง โดย กสทช.จะดูแลค่าบำรุงรักษาเป็นเวลา 5 ปี หลังจากนั้นก็โอนทรัพย์สินของโครงการให้กับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อบริหารจัดการต่อไป “ค่าบริการอินเตอร์เน็ตประชารัฐจะต้องถูกกว่าแพ็กเกจปกติความเร็ว 30/10 Mbps ที่ให้บริการอยู่ในตลาดราคาเดือนละ 599 บาท ส่วนตัวตั้งใจว่าจะกำหนดราคาต่ำสุด 50-100 บาทต่อความเร็ว 20Mbps เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยได้ใช้งาน แต่ในเบื้องต้นจะออกแพ็กเกจให้เลือกใช้บริการ 3 แพ็กเกจ ได้แก่ 1.รุ่นจิ๋ว ความเร็ว 10 Mbps ราคาไม่เกิน 100 บาทต่อเดือน 2.รุ่นเล็ก ความเร็ว 15 Mbps ราคาไม่เกิน 150 บาทต่อเดือน 3.รุ่นกลาง ความเร็ว 20 Mbps ราคาไม่เกิน 200 บาทต่อเดือน”

 

“บี.กริม”คุยกระแสตอบรับหุ้นดี เปิดจอง 3-6 ก.ค.นี้ราคา 16.50 บ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 มิ.ย. 2560 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/978975

นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) (BGRIM) เปิดเผยว่า ผลจากการเดินสายโรดโชว์นำเสนอข้อมูลการขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) ให้กับนักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศ ถือว่าได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากนักลงทุนอย่างมาก และบริษัทได้ลงนามในสัญญาลงทุนในหุ้นกับนักลงทุนสถาบันที่เป็น Cornerstone Investors แล้ว 3 รายได้แก่ สถาบันการเงินที่มีชื่อเสียงระดับสากลอย่าง Asian Development Bank, บริษัทประกันชีวิตแถวหน้าของไทยอย่าง บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้ตกลงจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายเป็นจำนวนรวม 201 ล้านหุ้น จากจำนวนหุ้นที่เสนอขายครั้งนี้รวมทั้งสิ้น 716.9 ล้านหุ้น โดย “BGRIM” จะเปิดให้ประชาชนทั่วไปจองซื้อหุ้นวันที่ 3-6 ก.ค.นี้ ในราคาหุ้นละ 16.50 บาท ซึ่งเป็นราคาเสนอขายสูงสุดของช่วงราคาเสนอขายที่ 15-16.50 บาท และคาดว่าจะเคาะราคาเสนอขายสุดท้ายได้ 7 ก.ค.นี้ โดยนักลงทุนสามารถมา ฟังข้อมูลเพิ่มเติมได้ในงานโรดโชว์วันที่ 26 มิ.ย.นี้ ที่อาคารตลาดหลักทรัพย์

“การทำไอพีโอครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญที่จะหนุนการดำเนินงานของ บี.กริม เพาเวอร์ ให้บรรลุเป้าหมายมีกำลังผลิตไฟฟ้า 5,000 เมกะวัตต์ และเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผ่านการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งบริษัทมีแผนนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปลงทุนโรงไฟฟ้า SPP และโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ทั้งในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมชำระคืนเงินกู้ สำหรับผลการดำเนินงาน 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 57-59) รายได้มีอัตราการโตเฉลี่ย 18.2% และมีกำไรสุทธิปรับปรุงส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่โต 89% ส่วนไตรมาสแรกปี 60 มีรายได้ 7,651 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.8% จากช่วงปีก่อน มีกำไร 421 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.1% จากช่วงปีก่อน.

 

แชร์วิธีเก็บเงินไปทัศนศึกษา พาส่อง 29 ประเทศที่คนไทยไม่ต้องขอ ‘วีซ่า’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 มิ.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/978438

เชื่อว่า หลายคนมีความฝันที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวที่ไหนสักแห่งในโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นในประเทศ หรือต่างประเทศ เพื่อพักผ่อน เรียนรู้การใช้ภาษา เปิดประสบการณ์ต่างๆ รวมถึงการเรียนรู้วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น แต่สิ่งที่จะนำพาเราไปถึงฝันนั้นได้ คือ การมีเงินเก็บสักก้อนที่ไม่เดือดร้อนตัวเอง เพื่อนำพาเราไปถึงสถานที่ในฝัน

‘ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์’ เก็บเทคนิคดีๆ มาฝาก เพื่อสานฝันเงินเก็บเพื่อไปท่องเที่ยว ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้

1. กำหนดแผนไว้ก่อนว่าประเทศ หรือสถานที่ท่องเที่ยว ที่เราจะไปนั้น คือที่ไหน ประเทศอะไร

2. กำหนดวันเดินทาง ว่าจะไปช่วงต้นปี กลางปี หรือปลายปี เนื่องจากแต่ละช่วง ค่าเดินทางจะมีราคาไม่เท่ากัน

3. วางแผนทริปการท่องเที่ยวแบบคร่าวๆ เช่น วันแรกจะเดินทางไปจุดไหน วันที่สองจะไปจุดใด ซึ่งตรงนี้จะช่วยให้เรามองเห็นค่าใช้จ่ายในแต่ละวันแบบคร่าวๆ

4. คำนวณค่าใช้จ่ายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่ากิน เงินช็อปปิ้ง รวมไปถึงอัตราแลกเปลี่ยนเงินในสกุลประเทศที่เราจะเดินทางไป จากนั้นนำมาคิดรวมกัน จุดนี้เองเราจะพบกับจำนวนคร่าวๆ ที่เราจะต้องใช้ในการออกทริปนี้

5. เมื่อได้ตัวเลขแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือ ดูรายได้ต่อเดือนของเราเสียก่อนว่า หากจะต้องเก็บเงินได้จำนวนเท่านี้ จะต้องเก็บนานแค่ไหน ถึงจะเก็บกระเป๋าเสื้อผ้าแล้วออกเดินทาง ที่สำคัญควรเปิดบัญชีธนาคารเอาไว้ต่างหาก โดยบอกตัวเองว่าเงินก้อนนี้มีไว้เพื่อท่องเที่ยว แนะนำให้ใช้วิธีการตัดเงินอัตโนมัติจากบัญชีเงินเดือน หรือบัญชีที่มีรายได้

ยกตัวอย่างเช่น เรามีแพลนไปญี่ปุ่น 5 วัน ช่วงเดือน ส.ค. 61 โดยมีค่าใช้จ่ายทั้งหมด 50,000 บาท หากเราจะเริ่มเก็บเงินช่วงปลายเดือน มิ.ย. 60 เราก็ควรจะเริ่มเก็บเงินเดือนละ 3,500 – 4,000 บาท แยกบัญชีไว้ แต่ก็ควรพิจารณาด้วยว่า การเก็บเงินนี้ จะไม่กระทบต่อรายได้ และจะต้องไม่เป็นการสร้างภาระ และหนี้ให้กับตนเอง

ทั้งนี้ หากต้องการท่องเที่ยวอย่างสนุก อย่าลืมทำ ประกันการเดินทาง ก่อนไปเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่เราไม่คาดคิด เรียกว่าทำไว้อุ่นใจแน่นอน

สำหรับ ประเทศที่คนไทยสามารถเดินทางไปได้ โดยไม่ต้องขอวีซ่า (VISA) มีทั้งหมด 29 ประเทศ ดังนี้

โดยประเทศที่อยู่ได้ไม่เกิน 14 วัน คือ บาห์​เรน, บรูไน, กัมพูชา, และเมียนมา ประเทศที่อยู่อาศัยได้ไม่เกิน 15 วัน คือ ญี่ปุ่น

ประเทศที่อยู่ได้ไม่เกิน 30 วัน คือ ฮ่องกง, อินโดนีเซีย, ลาว, มาเก๊า, มองโกเลีย, มาเลเซีย, มัลดีฟส์, ฟิลิปปินส์, รัสเซีย, เซเชลส์, สิงคโปร์, แอฟริกาใต้, ไต้หวัน, ตุรกี และเวียดนาม

ประเทศที่อยู่ได้ไม่เกิน 90 วัน คือ อาร์เจนตินา, บราซิล, ชิลี, เอกวาดอร์, เกาหลีใต้, เปรู และวานูอาตู

ประเทศที่อยู่ได้ไม่เกิน 180 วัน คือ ปานามา

ประเทศที่อยู่ได้ไม่เกิน 365 วัน คือ จอร์เจีย

ทั้งนี้ การท่องเที่ยวในต่างประเทศ ถือเป็นการเปิดหูเปิดตา เพื่อเรียนรู้วัฒนธรรม วิถีชีวิต และภาษาของแต่ละประเทศ รวมถึงเข้าใจประวัติศาสตร์และความเป็นมาของแต่ละเชื้อชาติ ศาสนา อีกด้วย เป็นว่าท่องเที่ยวในต่างประเทศแล้ว ก็แบ่งเวลา หรือหยุดพักร้อน ไปท่องเที่ยวในประเทศไทยบ้าง ยังมีที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่ง ในแต่ละจังหวัด ที่เราเชื่อว่าท่านทั้งหลายยังไม่เคยไปอย่างแน่นอน

 

ซิตี้แบงก์แนะกระจายความเสี่ยงการลงทุน มองหุ้นตลาดเกิดใหม่ถูกสวนทางกำไรโต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 มิ.ย. 2560 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/978970

นายเอเดรียน ไวสส์ หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาการบริหารความมั่งคั่ง ธนาคารซิตี้แบงก์ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ โดยประเมินเศรษฐกิจโลกปีนี้จะขยายตัว 3% และปี 61 ขยายตัว 3.4% ส่วนเศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโต 3.4% และปี 61 เติบโต 3.6% ปัจจัยที่หนุนวัฏจักรการฟื้นตัวให้แข็งแกร่ง คือ กำไรจากภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้น กิจกรรมด้านอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ และการฟื้นตัวของการลงทุน

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่อาจมีผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ คือการชะลอตัวอย่างรุนแรงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของจีน ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความกังขาต่อนโยบายการปฏิรูปภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ธนาคารกลางส่วนใหญ่ ทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ยังคงนโยบายการเงินผ่อนคลาย ทำให้ส่วนใหญ่ปีนี้ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม ยกเว้นธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง “อัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังผันผวนเนื่องจากการเมืองซึ่งกดดันไม่ให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าขึ้น ขณะที่การปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดก็จะไม่ช่วยให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าเช่นกัน ดังนั้นนักลงทุนควรกระจายความเสี่ยงในการลงทุน”

นายเอเดรียน ไวสส์ กล่าวอีกว่า ซิตี้แบงก์ให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่รวมทั้งเอเชีย ละตินอเมริกา ยุโรปตะวันออก เนื่องจากได้รับผลบวกจากเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันดิบที่ฟื้นตัว คาดว่าราคาน้ำมันจะอยู่ที่ 60-65 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ส่งผลดีต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดเกิดใหม่ให้ขยายตัวไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 รวมทั้งที่ผ่านมาราคาหุ้นในตลาดเกิดใหม่ยังถูกกว่าตลาดหุ้นหลัก โดยอัตราราคาต่อกำไรสุทธิ หรือพีอี เรโชอยู่ที่ 13 เท่า ขณะที่ตลาดหุ้นหลัก เช่น อเมริกา อยู่ที่ 19 เท่า โดยกลุ่มที่น่าสนใจ คือ กลุ่มการเงิน เทคโนโลยี และพลังงาน.