มือฝืดยอดรูดปื๊ดพลาดเป้าบาน เซ็งเมกะโปรเจกต์อืดหมดกำลังใจใช้บัตรเครดิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/978965

นายพิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ยอมรับว่ายอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในไตรมาสแรกของกสิกรไทยและระบบธนาคารพาณิชย์ทำได้ต่ำกว่าเป้าหมาย โดยธนาคารมียอดใช้จ่ายเพียง 120,000 ล้านบาท เติบโตเพียง 1% น้อยกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 10% ขณะที่การใช้จ่ายทั้งระบบโตเพียง 2% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าปกติจะโต 10% สาเหตุเนื่องจากผู้ถือบัตร และภาคธุรกิจมีความรู้สึกไม่อยากจับจ่ายใช้สอย หลังเศรษฐกิจยังชะลอตัว โดยเฉพาะโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐบาลที่ทำได้น้อยกว่าที่หวังไว้

“ภาคธุรกิจคาดหวังไว้มากว่าการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐจะมาในไตรมาสแรก แต่ตอนนี้ยังมาช้ากว่าที่หวัง ทำให้ไม่มีเม็ดเงินลงมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ จนหลายคนกังวลไม่กล้าใช้บัตร ประกอบกับภาคการท่องเที่ยวที่แม้จะดี แต่บางส่วนก็ถูกกระทบจากการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญทำให้การใช้จ่ายเป็นไปอย่างระมัดระวัง แต่สิ่งที่ช่วยประคองคือการส่งออกที่เริ่มฟื้นตัวขึ้นมาช่วยได้บ้าง แต่เชื่อว่าในไตรมาสสองน่าจะเห็นสัญญาณดีขึ้น หลังบรรดาห้างสรรพสินค้าขยับแผนกระตุ้นยอดขายให้เร็วขึ้นจากเดิมจัดในเดือน ก.ค. แต่ปีนี้เริ่มทำกันแล้วตั้งแต่ช่วงสงกรานต์เป็นต้นมา”

อย่างไรก็ตาม ธนาคารกสิกรไทยยังคงเป้าหมายการใช้จ่ายบัตรเครดิตทั้งปี 60 โต 10% หรือ 396,000 ล้านบาทเหมือนเดิม และตั้งเป้าหมายออกบัตรใหม่ 280,000 บัตร จากไตรมาสแรกมีอยู่ที่ 2.6 ล้านบัตร โดยล่าสุดธนาคารกสิกรไทยร่วมกับเจซีบี อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ให้บริการบัตรเครดิตชั้นนำของญี่ปุ่น ออกบัตรเครดิตเจซีบีกสิกรไทย เนื่องจากเห็นโอกาสคนไทยเดินทางไปท่องเที่ยวญี่ปุ่นเมื่อปีที่ผ่านมาถึง 900,000 คน มีการใช้จ่ายสูงเป็นอันดับ 6 จากนักท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งลูกค้ามียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตกสิกรไทยในญี่ปุ่นประมาณ 3,300 ล้านบาท ซึ่งหมวดที่ได้รับความนิยม คือ ที่พัก เครื่องแต่งกายและร้านค้าปลีก ส่วนภาพรวมหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ของธนาคารปีนี้ ยังไม่ได้กังวล เพราะคุณภาพหนี้ยังดีอยู่ โดยตั้งเป้าหมายว่าเอ็นพีแอลทั้งปี 3.3-3.4%ซึ่งใกล้เคียงปี 59 ที่อยู่ 3.32%”.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 21/06/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/979013

ทหารไทย เผย ยอดลูกค้าทำธุรกรรมการเงิน ผ่านแอปฯ ทีเอ็มบี ทัช โต 221%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 มิ.ย. 2560 21:59

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/978900

ธนาคารทหารไทย เผย ยอดลูกค้าทำธุรกรรมการเงิน ผ่านแอปฯ ทีเอ็มบี ทัช ปี 59 เติบโต 221% คาดยังโตต่อเนื่อง พร้อมเพิ่มบริการเอาใจลูกค้าชอบออนไลน์

นางสาวมิ่งขวัญ พัฒนวงศ์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร ส่งเสริมการตลาดลูกค้าบุคคล ทีเอ็มบี เปิดเผยว่า ปริมาณธุรกรรมโดยรวมที่ลูกค้าทีเอ็มบีทำผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ มีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยนับตั้งแต่ ปี 2558 เป็นต้นมา ลูกค้าที่ใช้ทีเอ็มบี ทัชได้หันมาทำธุรกรรมผ่าน ทีเอ็มบี ทัชเป็นหลัก

ทั้งนี้ ส่งผลให้อัตราการเติบโตของจำนวนธุรกรรมที่เกิดบน ทีเอ็มบี ทัช สูงขึ้น 221% เทียบกับปี 2559 และมีแนวโน้มที่จะเติบโตต่อไป ทำให้สัดส่วนของการทำธุรกรรมผ่านช่องทางเอทีเอ็มหรือสาขาของทีเอ็มบีลดลงอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ สัดส่วนของลูกค้าที่ลงทะเบียนใช้งานทีเอ็มบี ทัชและใช้งานประจำก็มีอัตราเติบโตที่สูงด้วย เพราะความสะดวก ง่าย และมีประสิทธิภาพสามารถตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าได้ โดยในปัจจุบันลูกค้าที่ใช้งานประจำมีการเติบโต 85% เมื่อเทียบกับปี 2559 ของลูกค้าที่ลงทะเบียนทั้งหมด

ล่าสุด ธนาคารเปิดบริการใหม่บนทีเอ็มบี ทัชนี้ ให้ลูกค้าสามารถบริหารจัดการบัตรเดบิต บัตรเครดิต และบัตรกดเงินสดเรดดี้แคช ครบวงจรได้ด้วยตนเองบนทีเอ็มบี ทัช โดยไม่ต้องโทรเข้าคอลเซ็นเตอร์ หรือไปทำรายการที่เครื่องเอทีเอ็ม ตั้งแต่เปิดการใช้งานบัตร เปลี่ยนแปลงรหัส และขอรับรหัสบัตรใหม่ อายัดบัตร และสามารถขอให้ออกบัตรใบใหม่ได้ทันที รวมทั้งลูกค้ายังสามารถเบิกเงินสดจากบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดเรดดี้แคชผ่านทีเอ็มบี ทัช เข้าบัญชีเงินฝากทีเอ็มบีได้ด้วยตัวเองอีกด้วย

 

สรท. ถกผู้ว่าแบงก์ชาติ วอนดูแลเงินบาท หวั่นแข็งค่าเกินคู่แข่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 มิ.ย. 2560 21:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/978862

สรท. ถกผู้ว่าแบก์ชาติ ยันห่วงบาทแข็ง กระทบส่งออกไทยตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป วอนดูแลค่าเงินไม่ให้แข็งค่าเกินคู่แข่ง

นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยภายหลังการนำคณะกรรมการ สรท. เข้าพบ นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อหารือถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทว่า ได้ยืนยันกับผู้ว่า ธปท.ว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างมากในขณะนี้ จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการส่งออกของไทยตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป

โดยเฉพาะการกำหนดราคาขายสินค้ากับคู่ค้า ที่เศรษฐกิจประสบภาวะเงินเฟ้อ และค่าเงินอ่อนค่า เพราะจะทำให้สินค้าไทยแพงขึ้นมากในสายตาของผู้บริโภค โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งสำคัญ อย่าง จีน เวียดนาม และประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ที่ค่าเงินแข็งค่าน้อยกว่าค่าเงินบาท ทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

ทั้งนี้ ได้เสนอให้ ธปท. ดำเนินการอย่างสม่ำเสมอในการรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนให้ไม่สูงกว่าประเทศคู่แข่ง ให้ข้อมูลและทิศทางของค่าเงินบาท รวมถึงสาเหตุของการแข็งค่าและอ่อนค่าในแต่ละครั้ง เพื่อให้ส่งออกเข้าใจและใช้เป็นแนวทางในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้อย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ ธปท. พิจารณาแนวทางสนับสนุนให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) เข้าถึงบริการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนให้มากขึ้น และมีต้นทุนที่ไม่สูงเกินไป เช่น การลดค่าธรรมเนียม การเพิ่มวงเงินสำหรับการใช้บริหารป้องกันความเสี่ยง เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ผู้ส่งออกใช้บริการป้องกันความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องมากขึ้น

“สรท. ได้รับฟังคำชี้แจงแนวทางการบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนของ ธปท. ในปัจจุบัน ตลอดจนแนวทางการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องในอนาคต ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เกิดจากความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของไทยเอง และมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้หลายประการ โดยเฉพาะการเมืองระหว่างประเทศ และการเข้ามาลงทุนในตลาดทุนและตลาดการเงินระยะสั้น ซึ่งทำให้เกิดการแข็งค่าอย่างรวดเร็วและรุนแรง อย่างไรก็ตาม สรท.และ ธปท.จะมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิด ทั้งการจัดประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูล และวิเคราะห์สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศ เพื่อหาข้อสรุปและทิศทางของอัตราแลกเปลี่ยน สำหรับแจ้งให้กับผู้ส่งออกได้รับทราบสถานการณ์ที่แท้จริง และรับมือได้ทัน”

ขณะเดียวกัน จะร่วมมือกันส่งเสริมศักยภาพในการแข่งขันของผู้ส่งออก การผลักดันการอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างประเทศของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการผลักดันให้มีการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการซื้อขายสินค้ากับประเทศคู่ค้าให้มากขึ้น โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้าน

นอกจากนี้ สรท. ยังได้หารือกับ ธปท. ถึงประเด็นด้านการเงินอื่นที่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ เช่น ความแตกต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายและดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นต้นทุนที่สำคัญของผู้ประกอบการ โดยมีความเห็นร่วมกันว่า ธนาคารพาณิชย์จำเป็นต้องยกระดับประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจให้ดีขึ้นเพื่อลดต้นทุน ตลอดจนหันมาให้ความสำคัญกับ ฟินเทค (FINTECH) ให้มากขึ้น เพื่อให้มีความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการ และทำให้ต้นทุนในการทำธุรกรรมแต่ละครั้งลดต่ำลง

 

TMA จับมือภาครัฐ เปิดเวทีเรียนรู้ ร่วมมือพัฒนาด้านเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 มิ.ย. 2560 19:37

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/978710

“ทีเอ็มเอ” ชู 5 ประเด็นเร่งด่วน จับมือภาครัฐ สู่การพัฒนาธุรกิจเวทีการแข่งขันสร้างความเชื่อถือพัฒนาพร้อมปรับตัวบนยุทธศาสตร์พัฒนาอย่างยั่งยืน จัดสรรพื้นที่เหมาะสม

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.60 ที่โรงแรมพลาซ่าแอทธินีรอยัลเมอริเดียน สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย(TMA) และกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกันเปิดเวทีสัมมนาสร้างความตระหนักรู้ ความเข้าใจ และผลักดันให้เกิดความร่วมมือด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม บนพื้นฐานแห่งของการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมเปิดรับมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ถึงโอกาสที่ประเทศไทยจะเดินหน้าสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ในงาน Global Business Dialogue: Sustainable Development Goals

น.ส.วรรณวีรา รัชฎาวงศ์ กรรมการบริหาร สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย หรือ ทีเอ็มเอ (TMA) เปิดเผยว่า การทำธุรกิจหรือการพัฒนาธุรกิจในปัจจุบัน จะต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสภาพเศรษฐกิจ สถานการณ์ทางการเมือง รวมไปถึงสังคม สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ แต่ประเด็นสำคัญที่ทุกๆ องค์กรจะต้องคำนึงถึง คือ จะพัฒนาธุรกิจอย่างไรให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง ซึ่งองค์กรธุรกิจสามารถใช้แนวทางของ “เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals : SDGs” ทั้ง 17 เป้าหมาย ในการดำเนินธุรกิจได้ และเป้าหมายเหล่านั้นยังเป็นแนวทางให้เราทุกคนได้ช่วยกัน สร้างโลกที่มีความยั่งยืนและมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษยชาติในอนาคตอีกด้วย

ทั้งนี้ ภายในงานสัมมนานี้ได้หยิบยกประเด็นสำคัญและเร่งด่วนที่สอดคล้องกับการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยมาเผยแพร่ ทั้งหมด 5 ประเด็น ได้แก่ การมีพลังงานที่ทุกคนเข้าถึงได้ เชื่อถือได้ ยั่งยืนทันสมัย (Affordable and Clean Energy) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมการปรับตัวให้เป็นอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนและทั่วถึง และสนับสนุนนวัตกรรม (Industry, Innovation and Infrastructure) การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเลเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Life Below Water) การบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน (Responsible Consumption and Production) และการขจัดความหิวโหย บรรลุความมั่นคงทางอาหาร และการส่งเสริมเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน (Zero hunger)

ด้าน นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวในการเป็นประธานเปิดงานสัมมนาว่า รัฐบาลให้ความสำคัญในเรื่องของเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน 17 เป้าหมาย ตามแผนยุทธศาสตร์ Sustainable development Goals(SDGs) โดยที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อเตรียมแผนงานสำหรับขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยเฉพาะ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้มีบทบาทในฐานะ คณะจัดทำรายงานเสนอต่อคณะกรรมการความยั่งยืนของสหประชาชาติ อย่างไรก็ดี ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีแม่แบบ เรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนมานานแล้ว นั่นก็คือ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งรัฐบาลไทยได้น้อมนำหลักดังกล่าว มาช่วยในการบริหารงานของประเทศอยู่แล้ว อีกทั้งยังนำไปเผยแพร่ต่อในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หรือ กลุ่ม 77 ของยูเอ็นอีกด้วย ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมจากนานาประเทศเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นหลักการที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้จริงจนเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และสอดรับกับแผนการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามเป้าหมายของยูเอ็นด้วย

ขณะที่ นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ประธานมูลนิธิมั่นพัฒนา ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ Thailand ‘s Sufficiency Economy Philosophy and the SDGs ว่า หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) ได้ถูกพิสูจน์มาแล้วกว่า 20 ปี สามารถช่วยสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในทุกมิติ ตั้งแต่ระดับประชาชน เอกชน จนถึงรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของหลักบริหารความเสี่ยง ที่ภาคเอกชนใช้กันทุกวันนี้ ก็มีพื้นฐานมาจากหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หรือแม้แต่ในเรื่องการจัดทำกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ โครงการซีเอสอาร์ ล้วนแล้วแต่มีรากมาจากหลักปรัชญานี้เช่นเดียวกัน โดยหากสังเกตให้ดีจะเห็นว่า นับตั้งแต่มีการนำหลักปรัชญานี้มาใช้ ประเทศไทยไม่เคยต้องประสบกับปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจอีกเลย

นายปรีชา ศิริ ผู้ได้รับรางวัลวีรบุรุษผู้รักษาป่า (Forest Hero) ในการประชุมอนุสัญญาพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งสหประชาชาติครั้งที่ 10 ปี 2556 เปิดเผยว่า ชุมชนห้วยหินลาดใน ถูกยกให้เป็นชุมชนต้นแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืน คนอยู่ร่วมกับป่า ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ชุมชนจะให้ความสำคัญกับป่าไม้ และพื้นที่อยู่อาศัย โดยไม่เบียดเบียน หรือ หาประโยชน์จากป่าไม้ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการดำรงชีพด้วยวิถีธรรมชาติ มีการจัดสรรพื้นที่อย่างเหมาะสม ในการปลูกพืชผักสำหรับเป็นอาหารในชุมชน ไม่เคยคิดทำการเกษตรด้วยการทำลายธรรมชาติ พร้อมกันนี้ชาวบ้านชุมชนห้วยหินลาดใน ยังตระหนักถึงการพัฒนาเยาวชน ให้รู้จักดูแลป่าไม้ที่อยู่อาศัย ชาวบ้านซึ่งเป็นชาวกะเหรี่ยงจะเน้นการทำอาชีพเกษตรแบบเลี้ยงดูตัวเอง ไม่ใช่ปลูกพืชเกษตรตามข้อเสนอของนายทุน

 

ดิจิทัล เวนเจอร์ส เร่งปั้นสตาร์ตอัพไทย ต่อยอดธุรกิจแบงก์-ลูกค้าองค์กร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 มิ.ย. 2560 17:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/978638

‘ดิจิทัล เวนเจอร์ส’ เร่งปั้นสตาร์ตอัพป้อนตลาดไทย พร้อมดึงผู้เชี่ยวชาญหลากหลายวงการติดปีกสตาร์ตอัพ พร้อมเปิดตัว ‘DVAb1’ อีกครั้ง หลังสตาร์ตอัพรุ่นแรกประสบความสำเร็จ ต่อยอดธุรกิจได้ยั่งยืน

นายอรพงศ์ เทียนเงิน ประธานกรรมการบริหารบริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด เปิดเผยว่า โครงการ Accelerator ในปีแรกประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยสตาร์ตอัพที่เข้าร่วมโครงการ นอกจากจะได้รับการนำเสนอเงินลงทุนสูงสุด 8.5 ล้านบาทแล้ว ยังได้มีโอกาสร่วมงานกับลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ของธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อต่อยอดธุรกิจ อาทิ OneStockHome สตาร์ตอัพที่สร้างแพลตฟอร์มการซื้อวัสดุก่อสร้างออนไลน์ ซึ่งได้รับการต่อยอดธุรกิจจากเครือซีเมนต์ไทย

ขณะที่ Seekster ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันหางานด้านการบริการสำหรับลูกค้าทั่วไป และ SMEs ได้รับการต่อยอดธุรกิจจาก อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ทั้งยังมีสตาร์ตอัพอีกหลายรายที่กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีร่วมกับทางธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของสตาร์ตอัพไทยของเรา

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของโครงการ DVAb0 ในปีแรก เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความโดดเด่นของโครงการ Accelerator ของดิจิทัล เวนเจอร์ส ที่มีต่อสตาร์ตอัพ และต่อยอดความสำเร็จได้เป็นอย่างดี ซึ่งตลอดระยะเวลา 6 เดือนของ DVAb0 สตาร์ตอัพที่เข้าร่วมโครงการสามารถเติบโตได้มากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ดังนี้

PetInsure สตาร์ตอัพที่เอาใจคนรักสัตว์ด้วยการทำประกันภัยให้กับสัตว์เลี้ยงออนไลน์เป็นครั้งแรกในไทย มีจำนวนลูกค้าเติบโตเพิ่มขึ้น 45 เท่า (ข้อมูลในช่วง ต.ค. 59 – มี.ค. 60)

Seekster มีรายได้เติบโตเพิ่มขึ้น 77% (ข้อมูลในช่วง พ.ย. 59 – เม.ย. 60)

ทั้งนี้ โครงการ DVA ได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์มากมายในหลากหลายวงการที่มาร่วมกันเพิ่มศักยภาพแก่สตาร์ตอัพ ทั้งการสนับสนุนจากธนาคารไทยพาณิชย์ และพันธมิตรที่มีชื่อเสียงระดับโลกจากหลากหลายวงการ อาทิ Baker & McKenzie, PrimeStreet Advisory, Google และ Microsoft เป็นต้น

“เราจึงได้จัดโครงการ DVAb1 ต่อเนื่องทันที เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จให้แก่สตาร์ตอัพไทย โดยคาดหวังให้สตาร์ตอัพในโครงการเติบโตไม่น้อยกว่า 2 เท่า และมุ่งมั่นที่จะสร้างระบบนิเวศที่ดีให้กับสตาร์ตอัพในบ้านเราให้เติบโตได้จริงและยั่งยืน พร้อมทั้งเอื้อประโยชน์ให้กับลูกค้าองค์กรของธนาคารฯ” นายอรพงศ์ กล่าว

นายชาล เจริญพันธ์ Head of Accelerator บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้โครงการ Accelerator ของเราโดดเด่นคือ ทีมที่ได้รับการคัดเลือก 10 ทีมนั้น นอกจากจะได้รับเงินทุนตั้งต้นทีมละ 300,000 บาท เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ระหว่างที่อยู่ในโครงการแล้ว ยังจะได้รับความรู้ต่างๆ จาก หลักสูตรที่ได้รับออกแบบและพัฒนา ให้สอดคล้องกับเป้าหมายมากที่สุดตลอด 6 เดือนเต็ม

ทั้งนี้ 3 เดือนแรกจะปูพื้นฐานความรู้ที่จำเป็นต่อการทำธุรกิจให้แน่น ด้วย Startup Essential Program โดยสุรวัฒน์ พรหมโยธิน ความรู้ด้านกฎหมายโดย Baker & McKenzie และความรู้ด้านการเงินโดย PrimeStreet Advisory

ส่วน 3 เดือนหลัง เราจะเร่งให้สตาร์ตอัพสามารถเติบโตแบบก้าวกระโดดด้วยโปรแกรม Growth Hacking พร้อมมีเมนเทอร์พิเศษที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่เหมาะสมกับธุรกิจของแต่ละทีมมาให้คำปรึกษาแบบทีมต่อทีม (Specialist & Dedicated Mentor) เพื่อให้สตาร์ตอัพเติบโตขึ้นอย่างยั่งยืนหลังจากจบโครงการ อีกทั้ง ยังมีโอกาสที่จะได้รับเงินลงทุนจากธนาคารไทยพาณิชย์ ขั้นต่ำ 1 ล้านบาท หลังจากจบโครงการอีกด้วย

ขณะเดียวกัน สตาร์ตอัพที่เข้าโครงการ ยังมีโอกาสได้รับการต่อยอดทางธุรกิจทั้งจากธนาคารไทยพาณิชย์เอง และลูกค้าองค์กรของธนาคารฯ พร้อมทั้งโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์การทำสตาร์ตอัพกับ Accelerator ชั้นนำในต่างประเทศ ด้วยความมุ่งหวังของ ดิจิทัล เวนเจอร์ส ที่จะให้ DVA เป็น Accelerator ที่ดีที่สุดในไทยและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับลด 2.52 ดัชนีอยู่ที่ 1,578 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 มิ.ย. 2560 17:14

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/978708

หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับลดลง 2.52 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,578.62 จุด มูลค่าการซื้อขาย 35,925.04 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 20 มิ.ย. 60 ช่วงครึ่งวันบ่ายพบว่า ดัชนีปรับลดลง 2.52 จุด อยู่ที่ 1,578.62 เปลี่ยนแปลง -0.16% มูลค่าการซื้อขาย 35,925.04 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,584.15 จุด และต่ำสุดที่ 1,577.67 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) 4. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 5. บริษัท ซุปเปอร์บล๊อก จำกัด (มหาชน)

 

‘พาณิชย์’ วอนผู้ค้าน้ำมันเพิ่มสต๊อกไบโอดีเซล หวังดันราคาผลปาล์มขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 มิ.ย. 2560 16:07

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/978525

กรมการค้าภายใน ขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันเก็บสต๊อกไบโอดีเซลเพิ่มเป็น 90 ล้านลิตร จากเดิม 50 ล้านลิตร หวังดูดซับน้ำมันปาล์มออกจากตลาด และดันราคาผลปาล์มปรับตัวขึ้น..

วันที่ 20 มิ.ย. 60 นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผย ภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการปาล์มน้ำมัน ว่า จากการหารือกับกรมธุรกิจพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาผลปาล์มสดให้กับเกษตรกร ที่ประชุมมีมติให้ผู้ค้าน้ำมันเก็บสต๊อกน้ำมันไบโอดีเซลเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 90 ล้านลิตร จากปัจจุบันที่เก็บสต๊อกเดือนละ 50 ล้านลิตร

ทั้งเป็นการช่วยดึงผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบ (ซีพีโอ) ออกจากตลาดได้เพิ่มขึ้นเป็น 76,000 ตัน จากเดิมที่ 40,000-50,000 ตัน โดยมาตรการนี้จะช่วยผลักดันให้ราคาผลปาล์มสด ที่เกษตรกรขายได้ปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับ ในอีก 1 สัปดาห์จากนี้ คาดว่าปริมาณผลปาล์มสดจะเริ่มลดลง ซึ่งจะส่งผลให้ราคาขยับขึ้นได้เช่นกัน

นอกจากนี้ กรมการค้าภายใน ยังได้กำหนดราคาแนะนำรับซื้อผลปาล์มสด เปอร์เซ็นต์น้ำมัน 17% ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 4.30 บาท มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 มิ.ย. 60 ขณะที่ ราคาผลปาล์มสด ณ วันที่ 20 มิ.ย. 60 อยู่ที่ กก.ละ 4.10 บาท

สำหรับสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบของประเทศปัจจุบัน มีอยู่ประมาณ 370,000 ตัน โดยราคาน้ำมันปาล์มดิบของไทยอยู่ที่ กก.ละ 23 บาท ใกล้เคียงกับของมาเลเซียที่อยู่ที่ กก.ละ 21.65 บาท โดยคาดว่าปีนี้ไทยจะมีผลผลิตผลปาล์มสด 11.7 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 6.4% จากปีที่ผ่านมา คิดเป็นผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบ 1.99 ล้านตัน มีความต้องการใช้น้ำมันปาล์มเพื่อการบริโภคที่ 1 ล้านตัน และใช้อุตสาหกรรมไบโอดีเซล 890,000 ตัน.

 

10 จุดเซลฟี่สุดฮิต !! ที่ต้องไปแชะ เมื่อแวะมาที่ “เขื่อนสิริกิติ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 20 มิ.ย. 2560 16:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/978595

เชื่อว่าหนึ่งกิจกรรมยอดฮิตในการเดินทางท่องเที่ยวคงไม่พ้นการถ่ายภาพ และแชร์ไปยัง Social Network ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทาง Facebook Line หรือ Instagram และหากท่านต้องการได้ภาพสวย ๆ ของทัศนียภาพภายในเขื่อนสิริกิติ์

วันนี้จะมาแนะนำ 10 จุดถ่ายภาพ ที่จะทำให้การท่องเที่ยวในเขื่อนสิริกิติ์นั้น เป็นทริปที่สวยงาม เต็มไปด้วยความทรงจำที่ดี และยังสามารถอวดภาพสวยๆ ให้กับเพื่อนๆ ได้อีกด้วย

จุดที่ 1 แม่น้ำสองสี บริเวณสะพานแม่น้ำปาด พบแม่น้ำ 2 สี คือ สีเขียวซึ่งเกิดจากการระบายน้ำของเขื่อนสิริกิติ์ และสีแดงเกิดจากการชะล้างหน้าดินในช่วงฤดูฝนของแม่น้ำปาด ไหลมาบรรจบกัน จึงเกิดเป็นแม่น้ำ 2 สี ขึ้น

จุดที่ 2 Welcome to Sirikit Dam บริเวณทางเข้าประตู 2

จุดที่ 3 สะพานเฉลิมพระเกียรติบรมราชินีนาถ สะพานแขวนเชื่อม 2 ฝั่งแม่น้ำน่าน ที่เขื่อนสิริกิติ์ สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 72 พรรษา

จุดที่ 4 จุดชมวิวทางขึ้นสันเขื่อน เขื่อนสิริกิติ์ ด้านซ้ายมือได้จัดมุมถ่ายภาพสวยๆ สามารถเห็นทิวทัศน์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ และลานไกไฟฟ้า

จุดที่ 5 พระพุทธสิริสัตตราช (หลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์) หมายถึง พระผู้เป็นสิริของแผ่นดิน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งฝน และความร่มเย็น เป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก หน้าตักกว้าง 39 นิ้ว

จุดที่ 6 สันเขื่อนสิริกิติ์ สถานที่ยอดฮิต สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมเขื่อนสิริกิติ์ จะพบทัศนียภาพอันสวยงามของอ่างเก็บน้ำ และป้ายเขื่อนสิริกิติ์ขนาดใหญ่ ดึงดูดนักท่องเที่ยวกว่าหนึ่งแสนห้าหมื่นคนต่อปี

จุดที่ 7 สะพานแม่น้ำน่าน อีกหนึ่งสะพานที่เชื่อมระหว่างสองฝั่งแม่น้ำน่าน อยู่บริเวณหน้าโรงไฟฟ้าเขื่อนสิริกิติ์ ประดับด้วยดอกไม้สีสันสดใส เป็นอีกหนึ่งจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมแวะถ่ายภาพ

จุดที่ 8 สวนสุมาลัย จัดสร้างขึ้นเพื่อทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในโอกาสที่พระองค์มีพระชนพรรษา 50 พรรษา ภายในสวนมีประติมากรรมสู่แสงสว่างอันเป็นสัญลักษณ์ของสวนสุมาลัย

จุดที่ 9 จุดชมวิว บริเวณถนนสายอุตรดิตถ์-น้ำปาด จุดนี้เป็นจุดชมวิวใหม่ล่าสุดที่เขื่อนสิริกิติ์จัดแต่งขึ้น ถึงแม้ท่านจะไม่ได้เข้าชมภายในเขื่อนสิริกิติ์ ท่านสามารถแวะพัก ถ่ายภาพ ระหว่างทางได้ ซึ่งอยู่บริเวณทางไปอำเภอน้ำปาด ตรงข้ามหมวดทางหลวงท่าปลา

จุดที่ 10 พันธุ์ไม้หลากสี ในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม

เขื่อนสิริกิติ์

เป็นเขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ก่อสร้างขึ้นตามโครงการพัฒนา ลุ่มน้ำน่าน เดิมชื่อ “เขื่อนผาซ่อม” ต่อมาได้รับพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถขนานนามว่า “เขื่อนสิริกิติ์” เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2511 ก่อสร้างขึ้น ปิดกั้นแม่น้ำน่าน ณ บริเวณเขาผาซ่อม ตำบลผาเลือด อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ อยู่ห่างจากตัวเมืองอุตรดิตถ์ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 58 กิโลเมตร

Credit : แผนกประชาสัมพันธ์และชุมชนสัมพันธ์ เขื่อนสิริกิติ์

 

กรมทางหลวง ปรับปรุงผิวจราจร-ร่องระบายน้ำ ถนนทางเข้าสนามบินสุวรรณภูมิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 มิ.ย. 2560 15:27

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/978418

กรมทางหลวง เสริมการจราจรทางเข้าสนามบินสุวรรณภูมิ ด้านถนนบางนา–บางวัว รวมถึงปรับปรุงทางเท้าและร่องระบายน้ำ พร้อมขออภัยในความไม่สะดวก เนื่องจากระหว่างดำเนินงานก่อสร้างอาจมีการปิดการจราจรชั่วคราว..

วันที่ 20 มิ.ย. 60 นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวว่า เพื่อเป็นการเสริมการจราจรทางเข้าสนามบินสุวรรณภูมิทางกรมทางหลวง โดยแขวงทางหลวงสมุทรปราการ ได้มีโครงการปรับปรุงผิวจราจรบนทางหลวงหมายเลข 370 ตอนทางเข้าสนามบินสุวรรณภูมิ ด้านถนนบางนา–บางวัว ระหว่าง กม.0+000-กม.2+742.12 (ทางขนานด้านซ้ายทาง) ระยะทางประมาณ 2.74 กม. โดยจะเริ่มดำเนินงานในวันที่ 26 มิ.ย. 60 แล้วเสร็จตามสัญญาวันที่ 21 ก.ย. 60 โดยงานดังกล่าวเป็นงานปรับปรุงผิวจราจร แทนผิวจราจรเดิมที่ได้รับความเสียหาย รวมถึงงานปรับปรุงทางเท้าและร่องระบายน้ำ

ทั้งนี้ กรมทางหลวงต้องขออภัยผู้ใช้เส้นทางในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้ เนื่องจากระหว่างดำเนินงานก่อสร้างอาจมีการปิดการจราจรเป็นบางช่วงชั่วคราว ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคและเกิดความไม่สะดวกแก่ผู้ใช้ทาง ทั้งนี้ ขอให้ผู้ใช้เส้นทางวางแผนการเดินทางล่วงหน้า ขอความร่วมมือขับรถด้วยความเร็วที่กำหนด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้ร่วมเดินทาง ปฏิบัติตามป้ายเตือน สังเกตป้ายแนะนำ และใช้ช่องทางเบี่ยงอย่างระมัดระวัง โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือแจ้งเหตุต่างๆ ระหว่างดำเนินการได้ที่แขวงทางหลวงสมุทรปราการ 02-521-0409 ต่อ 222 หรือสายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง)

สำหรับทางหลวงเส้นดังกล่าว เป็นเส้นทางที่เข้าสนามบินสุวรรณภูมิ แยกจากทางหลวงหมายเลข 34 (ขาออก) ประมาณ กม.15 มีปริมาณรถเฉลี่ย 23,580 คันต่อวัน เป็นรถบรรทุกขนาดใหญ่ 5,632 คันต่อวัน ทั้งนี้ เมื่อดำเนินการปรับปรุงแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรองรับปริมาณจราจรให้สามารถเดินทางได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยแก่ผู้ใช้ทางมากขึ้น.