ทองไทยเปิดตลาดปรับลง 50 รูปพรรณขายบาทละ 20,850

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 มิ.ย. 2560 09:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/973305

ทองไทยวันที่ 15 มิ.ย. 2560 เปิดตลาด ราคาปรับลง 50 ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,250 ขายออกบาทละ 20,350 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,889.92 ขายออกบาทละ 20,850 บาท…

วันที่ 15 มิ.ย. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทยเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.28 น. ราคาลดลง 50 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,250 ขายออกบาทละ 20,350 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,889.92 ขายออกบาทละ 20,850 บาท.

 

เฟด ประกาศขึ้นดอกเบี้ย 0.25 จุด ตามที่นักลงทุนคาดไว้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 มิ.ย. 2560 08:34

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/973268

นางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) ของสหรัฐ

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.2560 ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นอีก 0.25 จุด นับเป็นการปรับเพิ่มครั้งที่ 3 พร้อมทั้งย้ำว่า พื้นฐานของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังอยู่บนพื้นฐานที่แข็งแกร่ง…

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2560 ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นขึ้นอีก 0.25 จุด เมื่อวานนี้ (14 มิ.ย.) โดยเป็นการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเป็นครั้งที่ 3 นับตั้งแต่เดือน ธ.ค.ปี 2559 ทั้งนี้ แถลงการของเฟดระบุว่า เฟดเชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่แข็งแกร่ง

ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบต่อชาวอเมริกันหลายล้านคน ตั้งแต่ผู้ที่ซื้อบ้าน ผู้ถือบัตรเครดิต ไปจนถึงผู้ที่ออมเงินในธนาคาร แต่คาดว่าอัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อที่อยู่อาศัยยังไม่ปรับขึ้นในทันที

สำหรับการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้จะทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ระหว่าง 1 – 1.25% และในภาพรวมถือว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับหลายๆ ทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่บรรดานักลงทุนในตลาดวอลสตรีทไม่ค่อยประหลาดใจมากนักกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้

จากที่ผลสำรวจระบุว่า มีนักลงทุนมากถึง 96% ที่ประเมินว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลังการประชุมกำหนดนโยบายเป็นเวลา 2 วัน ครั้งนี้การตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยของเฟด มีขึ้นหลังจากมีสัญญาณหลายอย่างบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาอยู่ในสถานการณ์ที่ดี โดยอัตราการว่างงานเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ลดลงมาอยู่ที่ 4.3% ที่เป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2544 และเศรษฐกิจสามารถสร้างงานเพิ่มได้ 80 เดือนติดต่อกัน และในภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตในอัตราความเร็วที่ช้าลง แต่เป็นไปอย่างมั่นคงมาตั้งแต่ปี 2552 ที่ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ.

 

คลังยกเครื่องกฎหมายร่วมทุน ชง ครม.ทุกโครงการเข้า “พีพีพี-ฟาสต์แทร็ก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 มิ.ย. 2560 08:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/973212

สคร.เสนอคลังแก้ พ.ร.บ.ร่วมทุนเป็นครั้งที่ 2 หลังจากแก้ไข พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535 มาเป็นปี 2556 โดยต้องการเพิ่มความรวดเร็วและความโปร่งใสในการทำงานให้แก่คณะกรรมการ PPP หลังแจ้งเกิดโครงการร่วมลงทุนปีนี้ไปแล้ว 190,000 ล้านบาท และยังมีโครงการค้างท่อที่จะอนุมัติอีก 140,000 ล้านบาท

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า สคร.จะเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการให้เอกชนร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 หลังจากที่กระทรวงการคลังได้เคยแก้ไข พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวที่ออกมา เมื่อปี พ.ศ.2535 หรือ “พ.ร.บ.ร่วมลงทุนปี 35” ไปแล้วหนึ่งครั้ง โดยร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ สคร.จะเสนอให้ทุกโครงการที่ให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ หรือ Public Private Partnership : PPP มีระบบการทำงานเร็วขึ้น หรือเรียกว่า PPP Fast Track

“กฎหมายปัจจุบันใช้ระยะเวลาในการพิจารณาโครงการนานถึง 25 เดือน แต่หากเป็นโครงการที่เข้าสู่กระบวน การพิจารณาของ PPP Fast Track (พีพีพี-ฟาสต์แทร็ก) จะลดระยะเวลาเหลือเพียง 9 เดือน สคร.จึงมีความคิดว่า โครงการใดๆก็ตามหากเป็นการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน ก็ควรจะเข้าสู่กระบวนการ PPP Fast Track ทั้งหมด โดยจะยกเลิกระบบเดิมที่มีความล่าช้า ซึ่ง สคร.จะเสนอให้ รมว.คลัง พิจารณาในเดือน ก.ค.นี้

นายเอกนิติกล่าวว่า การปรับปรุง พ.ร.บ.ร่วมลงทุน พ.ศ.2556 เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีที่ต้องการส่งเสริมให้เอกชนมีส่วนร่วมในการลงทุนโครงการต่างๆของภาครัฐที่จะช่วยทำให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศได้เร็ว มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ เพื่อพัฒนาคุณภาพ
ชีวิตของประชาชนดีขึ้น และสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่กำหนดให้มีการลงทุนจากความร่วมมือภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานเฉลี่ยปีละ 47,000 ล้านบาท

สำหรับกระบวนการพิจารณาของกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ หรือคณะกรรมการ PPP ที่ผ่านมา ได้เร่งรัดโครงการ PPP Fast Track รถไฟฟ้า 3 สาย มูลค่าโครงการ 190,000 ล้านบาทได้สำเร็จภาย ใน 9 เดือน ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ (โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย) มูลค่าโครงการ 83,877 ล้านบาท โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี (โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู) มูลค่าโครงการ 56,691 ล้านบาท และโครงการรถ ไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง (โครงการรถไฟฟ้าสายเหลือง) มูลค่าโครงการ 54,644 ล้านบาท

“โครงการรถไฟฟ้า 3 สาย ได้ดำเนินการคัดเลือกเอกชนตาม พ.ร.บ.ร่วมลงทุนปี 2556 เสร็จสิ้นแล้ว โดยโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายได้มีการลงนามในสัญญาแล้วเมื่อวันที่ 31 มี.ค.2560 และโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและโครงการรถไฟฟ้าสายเหลืองจะมีการลงนามในสัญญาในวันที่ 16 มิ.ย.นี้”

นอกจากนี้ สคร.อยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงคมนาคมเพื่อเตรียมเสนอคณะกรรมการ PPP ภายในปลายเดือน มิ.ย.นี้ เพื่อพิจารณาโครงการลงทุนใหม่เข้าสู่ PPP Fast Track ได้แก่ โครงการสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงด้านใต้ จากช่วงเตาปูน-ถนนกาญจนาภิเษก รถไฟฟ้าสายสีส้ม และรถไฟฟ้าในต่างจังหวัดคือภูเก็ตและเชียงใหม่ มูลค่า 600,000 ล้านบาท และยังเตรียมเสนอโครงการ PPP Fast Track สำหรับการบริหารดูแลบำรุงรักษามอเตอร์เวย์เส้นทางบางปะอิน-นครราชสีมา และเส้นทางบางใหญ่-กาญจนบุรี รวมมูลค่าอีก 140,000 ล้านบาท

“ในปีนี้มีการอนุมัติ PPP Fast Track ไปแล้ว 3 โครงการจากทั้งหมด 5 โครงการที่ สคร.เสนอไปยังคณะกรรมการ PPP โดยอีก 2 โครงการที่ยังไม่ได้อนุมัติคือ งบการบริหารและบำรุงมอเตอร์เวย์เส้นทางบางปะอิน-นครราชสีมาและเส้นทางบางใหญ่-กาญจนบุรี ซึ่งคาดว่าจะอนุมัติได้ทั้งหมดภายในปีนี้”

นางปานทิพย์ ศรีพิมล ที่ปรึกษาด้านพัฒนารัฐวิสาหกิจ สคร. กล่าวว่า PPP Fast Track เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะขับเคลื่อนนโยบายการลงทุนของรัฐบาล โดยการบูรณาการความร่วมมือในการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ในการทำงานในบางขั้นตอนให้คู่ขนานกันไป โดย สคร.ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการ PPP ทำหน้าที่เป็นตัวกลางกำหนดรายการข้อมูลที่จำเป็นในการศึกษาและวิเคราะห์โครงการร่วมลงทุนให้ชัดเจน (Checklist) และบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ซึ่งได้ลดระยะเวลาการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ร่วมลงทุน พ.ศ.2556 ที่จะใช้เวลาตั้งแต่เริ่มทำการศึกษาโครงการจนถึงการประ-กาศเชิญชวนให้เอกชนร่วมลงทุน จากเวลาปกติประมาณ 25 เดือน ให้เหลือเพียง 9 เดือน นอกจากนี้ จะได้นำบทเรียนต่างๆ รวมถึงกลไกสำคัญของมาตรการ PPP Fast Track มาใช้ในการปรับปรุง พ.ร.บ.ร่วมลงทุน พ.ศ.2556 ด้วย ซึ่ง รมว.คลังได้เห็นชอบหลักการแล้ว โดยมีหลักการสำคัญในการส่งเสริมโครงการร่วมลงทุนให้มากขึ้น มีขั้นตอนที่กระชับชัดเจน แต่ยังคงความโปร่งใส เปิดเผย และตรวจสอบได้.

 

“อภิศักดิ์” ยันหนี้ต่อจีดีพีไม่เกิน 60%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 มิ.ย. 2560 08:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/973210

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ความสำคัญในเรื่องการผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ยุค 4.0 คือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งมี 5 เรื่องที่เร่งดำเนินการคือ 1.การสร้างความมั่นคงด้านการเงิน การคลัง 2.การเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ เพราะสามารถช่วยแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง เช่น ความยากจนและการกระจายรายได้ 3.การเพิ่มประสิทธิภาพ 4.การลดความเหลื่อมล้ำของคนภายในประเทศ และ 5.เรื่องการจัดเก็บรายได้รัฐบาล

“สิ่งที่รัฐบาลพยายามทำคือ มีกฎหมายวินัยทางการเงิน การคลัง เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยใช้จ่ายมากเกินไป ไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต ซึ่งตรงนี้จะช่วยทำให้เราก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ยกตัวอย่าง เงินกู้ของประเทศต้องทำไม่ให้หนี้ไม่เกิน 60% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จากปัจจุบัน 42% ของจีดีพี โดยสิ่งที่รัฐบาลกำลังลงทุนทางด้านโครงสร้างพื้นฐานในขณะนี้ จะทำให้สัดส่วนหนี้สูงสุดไม่เกิน 48-49% ต่อจีดีพี ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า โดยการขาดดุลงบประมาณจะไม่เกินปีละ 3% ของจีดีพี และในการจัดทำงบประมาณต้องมีเงินลงทุน 20-25% เพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศ และเป็นตัวชี้วัดว่าประเทศไทยจะมีความมั่นคงทางด้านการเงิน การคลัง”

ทั้งนี้ หากประเทศไทยจะก้าวข้ามประเทศมีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว ต้องเข้าไปสู่การพัฒนา การวิจัยและการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ หรือ S-curve แต่การตอบรับในขณะนี้ ยังไม่มาก จึงเกิดโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี เพื่อดึงดูดคนที่เก่งทั่วโลกมาอยู่ด้วยกัน ดังนั้น อีอีซีจะเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อดึงคนเก่งมาช่วยพัฒนาประเทศไทย เช่น ประเทศสหรัฐฯที่เจริญเติบโตขึ้นมาได้ เนื่องจากมีคนเก่งทั่วโลกมาอยู่และช่วยกันสร้างสหรัฐฯ ขณะที่วงการแพทย์ไทยต้องเป็นแพทย์คนไทย วิศวะก็ต้องเป็นวิศวกรไทยเพราะต้องสอบใบประกอบวิชาชีพภาษาไทยได้ จึงถือเป็นเรื่องที่ติดขัดและไม่มีต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศไทย ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลแก้ไขด้วยการจัดทำโครงการอีอีซี โดยนำสิ่งที่เป็นปัญหาและติดขัดในขณะนี้มาแก้ไข ซึ่งล่าสุดดึงมหาวิทยาลัยคาร์เนกี้
เมลลอน แห่งสหรัฐฯ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยทางด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และไอทีระดับโลกมาเปิดที่อีอีซี

“ในช่วงนี้การลงทุนเอกชนยังไม่โตมาก ทำให้เศรษฐกิจยังไม่โตเต็มที่ รัฐบาลจำเป็นต้องเติมเงินการใช้จ่ายภาครัฐลงไปเพื่อเสริมเตรียมการให้เอกชนลงทุน เช่น ในการผลักดันโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้เอกชนลงทุนตาม และเป็นการ
สร้างพื้นฐานให้ประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ 4-5%”.

 

เจาะทุกมุม ‘ประกันการเดินทาง’ ฟันธงไปเลย คุ้ม หรือ ไม่คุ้ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 มิ.ย. 2560 07:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/965907

อุบัติเหตุ หรือ การเจ็บป่วย แบบกะทันหัน เป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเดินทางไปท่องเที่ยวทั้งในประเทศ และต่างประเทศ หลายต่อหลายครั้ง ที่มีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปต่างประเทศ เกิดอุบัติเหตุ หรือ เจ็บป่วยกะทันหัน ซึ่งหากใครมีประกันการเดินทางก็ถือว่าโชคดีไป แต่หากใครไม่ได้ทำประกันเอาไว้ ก็เรียกว่างานเข้าพอสมควร

ทั้งนี้ ‘ไทยรัฐออนไลน์’ ขอนำเสนอข้อมูล ‘ประกันการเดินทาง’ ที่จำเป็น สำหรับคนที่กำลังจะเดินทางไปท่องเที่ยวในต่างประเทศ หรือคนที่กำลังจะแพลนทริปไปพักผ่อนสมอง ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง สหรัฐฯ ฝรั่งเศส เป็นต้น

ใครควรจะซื้อ

นักท่องเที่ยว หรือคนที่ต้องการเดินทางไปต่างประเทศ มีทั้งไปคนเดียว หมู่คณะ และครอบครัว ซึ่งหากไปกับบริษัททัวร์ จะมีการทำประกันการเดินทางคุ้มครองไว้อยู่แล้ว ส่วนคนที่ไปคนเดียว หรือนักท่องเที่ยวที่ไปกันเองนั้น ควรจะต้องซื้อประกันเอาไว้ ไม่ว่าจะเดินทางไปประเทศไหนก็ตาม

ทั้งนี้ ประเทศในกลุ่มเชงเก้น บังคับไว้ว่า คนที่จะเดินทางเข้าประเทศ ออสเตรีย เบลเยียม สาธารณรัฐเช็ก เดนมาร์ก เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี กรีซ ฮังการี อิตาลี ลัตเวีย ลิทัวเนีย ลักเซมเบิร์ก มอลตา เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ โปรตุเกส สโลวาเกีย สโลวีเนีย สเปน สวีเดน นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ ต้องทำประกันการเดินทาง และต้องมีทุนอย่างน้อย 1.5 ล้าน เพื่อขอวีซ่าเข้าประเทศ (Schengen Visa)

วิธีการซื้อ

ส่วนใหญ่ ประกันการเดินทางจะซื้อผ่านออนไลน์เป็นหลัก ซึ่งหากใครอยากรู้ข้อมูลต่างๆ สามารถโทรศัพท์ไปสอบถามบริษัทประกันที่เราเลือกไว้ได้เลย ในขณะที่สายการบินบางแห่ง ก็มีบริการประกันการเดินทางให้เลือกซื้อความคุ้มครองระหว่างจองตั๋วเครื่องบินด้วยเช่นกัน

คุ้มครองอะไรบ้าง

สำหรับประกันการเดินทางส่วนใหญ่ จะเน้นคุ้มครอง ดังต่อไปนี้

1. อุบัติเหตุส่วนบุคคล

2. ค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ หรือ เจ็บป่วย

3. การบอกเลิกการเดินทาง

4. การลดจำนวนวันเดินทาง

5. การจี้โดยสลัดอากาศ

6. การล่าช้าของการเดินทาง ต้องล่าช้า 12 ชั่วโมงขึ้นไป

7. การสูญเสียหรือเสียหายของกระเป๋าเดินทาง

8. การล่าช้าของกระเป๋าเดินทางต้องมากกว่า 12 ชั่วโมง

9. ความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก

10. บริการความช่วยเหลือในการเดินทาง

11. การจี้เครื่องบิน

12. การเคลื่อนย้ายเพื่อการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน หรือการเคลื่อนย้ายกลับประเทศภูมิลำเนา ค่าใช้จ่ายในการส่งศพ หรืออัฐิกลับประเทศภูมิลำเนา

13. ชดเชยค่าโทรศัพท์ในกรณีฉุกเฉิน

เคลมประกันอย่างไร

หากมีอุบัติเหตุ และการรักษาเกิดขึ้น เราต้องสำรองเงินจ่ายไปก่อน และนำบิลมาเบิกกับบริษัทประกันภายหลัง แต่หากมีปัญหาเรื่องการสำรองจ่ายเงิน เช่น เงินไม่พอ ก็สามารถโทรติดต่อบริษัทประกันที่เราซื้อกรมธรรม์ได้ทันที โดยต้องดูเงื่อนไขด้วยว่า วงเงินที่คุ้มครองนั้นสูงสุดเท่าไร ในขณะที่บริษัทประกัน บางแห่งก็ไม่ต้องให้ลูกค้าสำรองจ่าย สามารถเคลมได้ทันทีที่เกิดการรักษา

สำหรับการเคลมอื่นๆ เช่น กระเป๋าเดินทางชำรุด หรือเสียหายนั้น เราสามารถเลือกว่าจะเคลมกับบริษัทประกัน หรือสายการบิน ซึ่งหากเคลมกับบริษัทประกัน เราจะต้องนำส่งซ่อมก่อน หรือหากต้องการจะเปลี่ยนกระเป๋าเดินทางใหม่ ก็สามารถโทรไปสอบถามกับบริษัทประกันได้เช่นกัน เนื่องจากเงื่อนไขของการรับประกันของแต่ละบริษัทไม่เหมือนกัน ที่สำคัญการเลือกแพ็กเกจประกัน และวงเงินคุ้มครองก็แตกต่างกัน ฉะนั้นควรศึกษารายละเอียดให้ดี

ฟังธง คุ้ม หรือไม่คุ้ม

บอกได้คำเดียวว่า ‘สุดจะคุ้มค่า’ ด้วยเบี้ยประกัน ราคาเริ่มต้นเพียงหลักร้อย ไล่เรียงจนถึงหลักพัน แต่คุ้มครองเราถึงหลักล้าน บางคนบอกเสียดาย เพราะซื้อประกันนี้เหมือนทิ้งเปล่า หากกลับมาไทย ไม่ได้เคลมก็ไม่คุ้ม แต่หลายกรณีที่เกิดขึ้นกับคนไทย ที่ไปท่องเที่ยวต่างประเทศ เกิดอุบัติเหตุ เจ็บป่วยกะทันหัน เช่นเคสนี้ วอนช่วยสาวสันป่าตอง ไม่ได้ทำประกัน เที่ยวญี่ปุ่นหัวใจวาย ค่ารักษา3ล. หรือ วอนช่วย ‘น้องมิน’ สาวกาฬสินธุ์เป็นเจ้าหญิงนิทราที่เกาหลี กลับมาไทย

อย่างไรก็ตาม อุบัติเหตุ การเจ็บป่วย โดยเฉพาะหากเกิดขึ้นระหว่างการเดินทางไปต่างประเทศ เชื่อว่าไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นแน่นอน สิ่งที่เราจะป้องกัน และควบคุมค่าใช้จ่ายเหล่านี้ได้ คือ การทำประกันเพื่อควบคุมความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นเอง

 

พลิกฟื้นชีวิต “เอสเอ็มอี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 มิ.ย. 2560 07:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/973207

นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดงานสัมนาเชิงปฏิบัติการ “คลินิกเอสเอ็มอีสัญจรตามแนวทางประชารัฐ” ครั้งที่ 3 ที่จังหวัดชลบุรี โดยมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จากจังหวัดฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง เข้าร่วมงาน 800 คน ว่า ขณะนี้พื้นที่ภาคตะวันออก มีเอสเอ็มอียื่นขอสินเชื่อต่างๆ รวม 253 ราย วงเงิน 1,260 ล้านบาท จากเป้าหมายที่ต้องการปล่อยสินเชื่อ 293 ราย วงเงิน 879 ล้านบาท และได้รับการอนุมัติแล้ว 42 ราย วงเงิน 128 ล้านบาท ซึ่งภาครัฐ มีโครงการปล่อยสินเชื่อต่างๆ อาทิ กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี 20,000 ล้านบาท โครงการสินเชื่อเอสเอ็มอี ทรานฟอร์เมชั่น โลน 15,000 ล้านบาท โครงการเงินทุนพลิกฟื้นวิสาหกิจขนาดย่อม 1,000 ล้านบาท โครงการฟื้นฟูเอสเอ็มอี 2,000 ล้านบาท โครงการสินเชื่อประชารัฐเพื่อไมโครเอสเอ็มอี 200,000 บาทต่อราย

“ปัจจุบันเอสเอ็มอีที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายภาคตะวันออกที่รอเข้าร่วมโครงการ มีอาทิ จังหวัดชลบุรีมีจำนวน 85,822 ราย ระยองมีจำนวน 34,143 ราย สมุทรปราการจำนวน 5,972 ราย ฉะเชิงเทรามีจำนวน 1,400 ราย โดยอุตสาหกรรมหลักๆ ได้แก่ กลุ่มยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เคมีภัณฑ์ ขณะเดียวกัน ผลการดำเนินงานของ ณ วันที่ 14 มิ.ย.ท่ีผ่านมา มีคำขอสินเชื่อท้ังประเทศรวม 6,663 ราย อนุมัติไปแล้ว 2,251 ราย วงเงิน 4,257 ล้านบาท”.

 

ติดวีเอ็มเอสเรือบรรทุกน้ำมัน “อียู”ลุยตรวจเข้มประมงไทย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 มิ.ย. 2560 07:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/973203

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตนได้ลงนามประกาศกระทรวงเกษตรฯ เรื่องการกำหนดประเภทของเรือสนับสนุนการประมง พ.ศ.2560 เรื่องการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (ไอยูยู) เพิ่มเติมครั้งที่ 4 ข้อ 10 ที่กำหนดให้ รมว.เกษตรฯมีอำนาจออกประกาศ เรื่องกำหนดประเภทของเรือสนับสนุนการประมงได้ ประกาศนี้ได้กำหนดประเภทเรือสนับสนุนประมง ซึ่งหมายถึงเรือที่ให้บริการน้ำมันในมหาสมุทร ต้องอยู่ในบังคับติดตั้งระบบติดตามเรือ (วีเอ็มเอส) และดำเนินการแจ้งเข้าออกท่าเทียบเรือประมงทุกครั้ง เนื่องจากมีเรือบรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมัน ซึ่งมีขนาดตั้งแต่ 30 ตันกรอส แต่ไม่เกิน 1,000 ตันกรอส ที่ไม่ติดตั้งระบบติดตามเรือ ทำให้กรมประมงไม่สามารถตรวจสอบเส้นทางการเดินเรือได้ จึงมีความเสี่ยงในการให้บริการน้ำมันแก่เรือประมงที่อยู่กลางทะเล ซึ่งเข้าลักษณะของเรือสนับสนุนการประมงผิดกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เรือบรรทุกน้ำมันที่ลอยลำอยู่กลางมหาสมุทร ที่ต้องเข้ามาติดตั้งวีเอ็มเอสมีจำนวน 42 ลำ ซึ่งเป็นกลุ่มที่สหภาพยุโรป (อียู) ตั้งข้อสังเกตว่ามีส่วนสนับสนุนให้บริการน้ำมันกับเรือประมงที่ลอยลำอยู่ในมหาสมุทร ที่เข้าข่ายการทำประมงผิดกฎหมาย ขณะที่อียูก็จะส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบอุตสาหกรรมประมงของไทย วันที่ 5-16 ก.ค.นี้ที่เป็นการตรวจสอบระดับเข้มข้นที่สุด ตั้งแต่มีการให้ใบเหลืองกับไทยเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา.

 

พาณิชย์ปลื้มสินค้าไอจีขายทะลัก ท่ัวโลกแห่เปิบผลผลิตจากชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 มิ.ย. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/973198

นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยถึงการผลักดันให้ผู้ประกอบการสินค้า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) 16 ราย 14 สินค้า เข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหาร (ไทยเฟกซ์) เมื่อวันที่ 31 พ.ค.-4 มิ.ย. ว่าเกิดการเจรจาธุรกิจ มียอดสั่งซื้อ 27 ล้านบาท และยอดเจรจาเพิ่มเติมหลังการจัดงานอีก 111 ล้านบาท สินค้าที่ได้รับความสนใจจากผู้ซื้อหลายประเทศ อาทิ จีน รัสเซีย อินเดีย ไนจีเรีย มาเลเซีย สหภาพยุโรป สหรัฐฯ เกาหลีใต้ เวียดนาม ฮ่องกง ฯลฯ เช่น ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ของวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง จากจังหวัดศรีสะเกษ มียอดสั่งซื้อ 50 ล้านบาท

ทั้งนี้ ยังมีสินค้าข้าวเจ๊กเชยสาวไห้ ของบริษัท ฟรีไลฟ์ ดีไซน์ จำกัด จากจังหวัดสระบุรี มียอดสั่งซื้อ 48 ล้านบาท โดยเฉพาะข้าวนึ่งจากข้าวเจ๊กเชยสาวไห้ ที่นำข้าวเปลือกมานึ่งแล้วอบแห้ง แล้วนำไปปอกเปลือกเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่กักเก็บคุณค่าทางอาหารไว้ในเมล็ดข้าว ส้มโอนครชัยศรี จากจังหวัดนครปฐม มียอดสั่งซื้อ 11 ล้านบาท รวมทั้งมีน้ำหมากเม่าสกลนคร และลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน ก็ได้รับความสนใจ ถือเป็นอนาคตอันสดใสของผู้ประกอบการในการทำตลาดต่างประเทศ ทั้งนี้ ในส่วนของสินค้า 14 รายการที่เข้าร่วมงานดังกล่าว อาทิ สับปะรดภูแล กาแฟดอยตุง มะขามหวานเพชรบูรณ์ ชาเชียงราย ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง ขาวแต๋นลำปาง ฯลฯ กรมก็จะสนับสนุนให้ผู้ผลิตสามารถเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้เพิ่มขึ้นในอนาคต.

 

เงินบาทแข็งโป๊กในรอบ3ปี นโยบาย“ทรัมป์”ป่วนโลกทำเงินไหลเข้าเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 มิ.ย. 2560 06:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/973193

ค่าเงินบาทแข็งโป๊กในรอบ 3 ปี ทะยานขึ้น 33 บาทต่อดอลลาร์ หลังเงินทุนต่างชาติทะลักครึ่งปี 1.37 แสนล้าน ด้านแบงก์ชาติยอมรับบาทแข็งเพราะเงินนอกไหลเข้าไทยเพิ่ม เหตุความผันผวนเศรษฐกิจและการเมืองสหรัฐฯทำให้ดอลลาร์อ่อน แต่ ธปท.ยันดูแลใกล้ชิด

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในขณะนี้ว่า เนื่องจากมีเงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับภูมิภาคนี้ โดยสาเหตุมาจากปัจจัยความผันผวนจากต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะนโยบายการเงินและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าลงในช่วงที่ผ่านมา ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยในประเทศจากเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวชัดเจนส่งผลให้ความเชื่อมั่นในการเข้ามาลงทุนในไทยมีมากขึ้น

นอกจากนั้นในช่วงนี้ยังมีเงินทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาเพิ่มทุนในธุรกิจธนาคารพาณิชย์ของไทยส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น “ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ จากกรณีการคว่ำบาตรของกลุ่มประเทศมุสลิมต่อประเทศการ์ตา อาจจะส่งผลให้เงินทุนของคนไทยที่เข้าไปลงทุนในประเทศการ์ตากว่า 200,000 ล้านบาทอาจทยอยไหลกลับเข้ามาในระยะต่อไป แต่คาดว่าจะมีผลกระทบไม่มาก เพราะตลาดรับรู้ และได้คำนวณปัจจัยดังกล่าวเข้าไปในราคาสินทรัพย์แล้วก่อนหน้า โดย ธปท.ได้ติดตามและดูแลเงินทุนไหลเข้าและค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด”

ผู้ว่าการ ธปท.ยังได้กล่าวถึงเงินเสมือนจริง หรือสกุลเงินที่ยอมรับกันโลกออนไลน์ เช่น บิทคอยน์ ว่า จนถึงในขณะนี้ ธปท.ยังไม่ยอมรับว่าเป็นเงินตราที่สามารถแลกเปลี่ยน หรือชำระหนี้ได้ตามกฎหมายไทย โดยกำลังติดตามการใช้ และผลกระทบต่างๆ จากการใช้เงินสกุลบิทคอยน์อย่างต่อเนื่อง โดยเหตุผลที่ ธปท.ยังไม่มีการรับรองบิทคอยน์ เพราะมองใน 2 ประการคือ เป็นสกุลเงินที่มีการสวิงของการเงินสูงมากและมีความผันผวนที่สูงเกินไป และ ความรู้ความเข้าใจของคนไทยต่อเงินเสมือนจริงเหล่านี้ยังมีค่อนข้างน้อย ทำให้มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายได้

ด้านนางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายยุทธศาสตร์ และความสัมพันธ์องค์กร ธปท. กล่าวเพิ่มเติมถึง ค่าเงินบาทวานนี้ (14 มิ.ย.) ที่แข็งค่าขึ้นมานั้นว่า สอดคล้องกับภูมิภาคนี้ โดยค่าเงินบาทของไทยแข็งขึ้น 0.09% แข็งเป็นอันดับ 5 รองจากเงินวอน เกาหลีใต้ที่แข็งค่าขึ้นมากที่สุด 0.23% เงินดอลลาร์ไต้หวัน แข็งขึ้น 0.16% เงินรูเปี๊ยะ อินโดนีเซีย แข็งค่าขึ้น 0.13%

นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯในวันที่ 14 มิ.ย.แข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 33.9 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯจาก 34 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา ถือว่าสูงสุดในรอบ 3 ปี นับตั้งแต่เดือน ก.ค.58 โดยสาเหตุที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาจากการปัญหาของสหรัฐฯทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจในการถือครองดอลลาร์ฯส่งผลให้มีเงินทุนต่างประเทศเคลื่อนย้ายเข้ามาในไทยตลอดทั้งปีเกินกว่า 1 แสนล้านบาท ด้านนายนริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ธนาคาร ทหารไทย กล่าวว่า ปัจจุบันมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาในไทยแล้ว 137,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่สูงมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี.

 

กสทช.ประเดิมทุนตั้งไข่กองทุนดีอี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 มิ.ย. 2560 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/973192

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) กสทช.มีมติให้นำเงินรายได้จากการประมูลคลื่นความถี่ ส่งเข้ากองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) เป็นเงินประเดิมจำนวน 127.95 ล้านบาท โดยมาจากเงินประมูลเลขหมายสวย 11.60 ล้านบาท และจากบัญชีสำนักงาน กสทช.เอง 116.34 ล้านบาท ทั้งนี้การนำส่งเงินให้กองทุนดีอีเป็นการดำเนินการตาม พ.ร.บ.การพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ.2560 ที่กำหนดให้สำนักงาน กสทช.ต้องจัดสรรเงิน 15% ที่ได้รับจากการจัดสรรคลื่นความถี่และรายได้ของสำนักงานฯเข้ากองทุนโดยจะต้องนำส่งทุกไตรมาส

นอกจากนี้ ที่ประชุม กสทช.ยังเห็นชอบในหลักการให้การสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาระบบอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจแบบครบวงจร (Doing Business Portal) ของสำนักงาน ก.พ.ร.วงเงิน 4,000 ล้านบาท และให้นำเรื่องส่งให้คณะกรรมการบริหารกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (บอร์ด กทปส.) พิจารณาให้สอดคล้องตามระเบียบของกองทุน กปทส.แล้วให้เสนอกลับมาที่ กสทช. โดยด่วน โดยปัจจุบันกองทุน กปทส.มีเงินอยู่ราว 30,000 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ประชุมคณะกรรมการโทรคมนาคม (กทค.) ได้มอบหมายให้สำนักงาน กสทช.กลับไปพิจารณารายละเอียดของการยื่นใบอนุญาตประกอบกิจการดาวเทียม ของบริษัททีซี บรอดคลาสติ้ง จำกัดในเครือบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เพื่อประกอบกิจการดาวเทียมไอพีสตาร์ 4 โดยเห็นว่าดาวเทียมดวงนี้ไม่ได้อยู่ในสัญญาสัมปทาน อีกทั้งไทยคมยังเป็นคู่สัญญาสัมปทานกับกระทรวงดีอีหากอนุมัติให้ทีซีได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการดาวเทียมแล้วอาจส่งผลกระทบต่อคู่สัญญารัฐคือกระทรวงดีอีได้ จึงควรพิจารณารายละเอียดให้รอบคอบ.