“Dark Sky” ช่วยกันทำให้ “ฟ้ามืด” เพื่อโลก และ ดวงดาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 15 มิ.ย. 2560 06:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/972755

หากลองละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์ แล้วแหงนมองท้องฟ้าในยามค่ำคืน จะพบว่า การเห็นดาวบนฟ้าสักดวงกลายเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง แล้วเคยคิดไหมว่า ดวงดาวหายไปไหน ?

“ฟ้ามืด” ช่วยให้บางชีวิตเห็นหนทาง

มลภาวะทางแสง ไม่เพียงบดบังการมองเห็นดวงดาวเท่านั้น ยังอาจส่งผลต่อพืช สัตว์ และระบบนิเวศอย่างน่าตกใจ เพราะพืชและสัตว์ ต้องดำรงชีวิตอยู่ด้วย การหาอาหาร การพักผ่อน และซ่อนตัวเพื่อความอยู่รอดจากการถูกล่า การที่มีแสงมากไปในเวลากลางคืน ได้สร้างปัญหาให้กับวงจรชีวิตของมัน อย่างเช่น นกที่ออกหากินในตอนกลางคืน แต่เมื่อมันต้องเผชิญกับเมืองที่แสงสว่างมาก อาจทำให้มันหลงทิศทาง หรือมีผลกระทบกับการหาอาหาร และวางไข่ นอกจากนี้แมลงที่เป็นอาหารของสัตว์หลายชนิดก็ประสบกับปัญหานี้ พวกมันบินไปตามแรงดึงดูดของแสงสว่างจากไฟฟ้า ทำให้บินผิดทิศผิดทาง บินไปตาย ส่งผลกระทบกันเป็นทอด ๆ ต่อวงจรชีวิตของสัตว์อื่นอีกด้วย

สำหรับพืช แสงที่สว่างมากจนเกินไปในเวลากลางคืน กระทบต่อระยะเวลาในการออกดอกออกผล มนุษย์ก็เช่นกัน แสงไฟเป็นสิ่งที่รบกวนการนอนหลับ เพราะความมืดจะกระตุ้นให้ร่างกายผลิตฮอร์โมน “เมลาโทนิน” ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการควบคุมระบบนาฬิกาชีวิต และมีบทบาทสำคัญในระบบการทำงานของร่างกาย ได้แก่ ปรับการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด เสริมระบบภูมิคุ้มกัน ฯลฯ แต่แสงสว่างจะไปยับยั้งการผลิตฮอร์โมนที่ว่านี้
แสงสว่างที่มากจนเกินความจำเป็นในยามค่ำคืน ยังเป็นการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อโลกในหลายด้าน แล้วเราจะช่วยลดผลกระทบ และเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ให้ดีขึ้นอย่างไร

“ฟ้ามืด” ทำโลกสวยและมีดาวเต็มท้องฟ้า

กฟผ.ร่วมมือกับสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้เริ่มโครงการศึกษาและวิจัย “Dark Sky” ที่แปลงปลูกดอกเบญจมาศบนดอยอินทนนท์ ซึ่งเป็นแปลงการเกษตรที่ได้นำความรู้เรื่องแสง มาใช้ในการทำการเกษตร โดยใช้แสงในการยับยั้งการออกดอกเอาไว้ในช่วงเวลาหนึ่ง ด้วยการเปิดแสงไฟฟ้าคืนละ 3–4 ชั่วโมง จนกว่าลำต้นจะสูงเท่าที่ต้องการ จึงหยุดการให้แสง วิธีนี้จะทำให้ได้ดอกเบญจมาศที่มีก้านดอกยาว ซึ่งขายได้ราคาดี

แต่แสงไฟที่ใช้ในแปลงเกษตรส่วนใหญ่ใช้หลอดตะเกียบ (CFL) ซึ่งจะก่อให้เกิดมลภาวะทางแสง เนื่องจากแสงที่เรืองไปบนท้องฟ้า ชักนำแมลงที่เป็นศัตรูพืชเข้าไปยังแปลงเกษตร สิ่งที่ตามมาก็คือการใช้สารเคมีเพื่อกำจัดแมลงเหล่านั้น สารเคมีที่ตกค้างในแปลงเหล่านี้ จะปนเปื้อนและส่งผลกระทบต่อพื้นที่ของเกษตรกร และระบบนิเวศในชุมชน นอกจากนี้ แสงสว่างที่เจิดจ้าเกินความจำเป็นจากแปลงเกษตร ก็ส่งกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในอุทยานแห่งชาติ ดอยอินทนนท์ ด้วยเช่นกัน

การศึกษายังพบว่า การเปลี่ยนหลอดไฟในแปลงเบญจมาศเดิมให้เป็นหลอด LED เพื่อให้แสงไฟมีประสิทธิภาพเหมาะสมกับการใช้งาน จะช่วยลดค่าไฟฟ้าของเกษตรกร ช่วยประหยัดพลังงาน ในการผลิตไฟฟ้า ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และช่วยลดปัญหาในระบบนิเวศของชุมชน

นอกจากนั้น หลอด LED ที่ลดการกระจายแสงที่กระเจิงขึ้นไปบนฟ้า ยังทำให้เขตอุทยานดอยอินทนนท์ยามค่ำคืนกลายเป็น Dark Sky ที่ท้องฟ้าที่มืดมิด ชวนให้นักท่องเที่ยวได้หลงใหลและดื่มด่ำกับดวงดาวที่พร่างพราวเต็มท้องฟ้า.. 

ขอขอบคุณ ข้อมูลและภาพ จาก
www.darkskiesawareness.org
www.darksky.org
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)
free-infographics.blogspot.com
http://www.gpo.or.th/Portals/6/Newsletter/RDINewsYr22No1-5.pdf

 

มุ่งเป็นผู้นำพลังงานแบบ “สมาร์ท” ของประเทศ กฟผ. เดินหน้านโยบายพลังงาน 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 15 มิ.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/972732

กฟผ. เดินหน้านโยบายพลังงาน 4.0 มุ่งเป็นผู้นำพลังงานแบบ “สมาร์ท” ของประเทศ

นโยบาย Energy 4.0 เป็นนโยบายที่ กระทรวงพลังงานมุ่งให้การพัฒนาพลังงานเป็นพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่มุ่งสร้างรายได้ของประชาชนให้พ้นกรอบประเทศรายได้ปานกลาง และเป็นสังคมสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีหัวใจหลักคือการนำนวัตกรรม และเทคโนโลยีมาวางแผนพลังงานอย่างครอบคลุมทุกมิติ

นอกจากการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาโรงไฟฟ้าหลัก ให้มีประสิทธิภาพสูง ต้นทุนต่ำ และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดแล้ว ปัจจุบัน กฟผ. ยังมุ่งสู่การเป็นผู้นำทางด้านพลังงานหมุนเวียนของประเทศ โดยได้เสนอกระทรวงพลังงานผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน 2,000 เมกะวัตต์ (จากเดิมที่มีแผนเพียง 500 เมกะวัตต์) ที่ผสมผสานการใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) หรือที่เรียกว่า “ระบบอัจฉริยะ” (สมาร์ท) มาช่วยสร้างประสิทธิภาพ และเสถียรภาพให้แก่ระบบไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น

นโยบายพลังงาน 4.0 แบบ 4 สมาร์ท

อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดของพลังงานหมุนเวียนที่มีความไม่แน่นอน การนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ในปริมาณมากในอนาคต จะต้องพัฒนาทุกมิติ ตั้งแต่ด้านการผลิต (Supply Side) ด้านการสั่งการ (Operation Side) ด้านความต้องการ (Demand Side) และด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้ (ศูนย์การเรียนรู้) ซึ่ง กฟผ. จะดำเนินงานผ่านการพัฒนา 4 ด้าน หรือที่เรียกว่า ‘4 Smart’ ได้แก่ Smart Energy, Smart System, Smart City และ Smart Learning

ระบบผลิตทันสมัย (Smart Energy)

Smart Energy ด้านการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหลัก โดยโรงไฟฟ้าใหม่ใช้เทคโนโลยีทันสมัยล่าสุดในการควบคุมมลสารซึ่งดีกว่าที่กฎหมายกำหนด และสามารถลด CO2 ได้ตามข้อตกลงปารีส ในด้านการพัฒนา พลังงานหมุนเวียน นำเทคโนโลยีที่เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต เช่น แผงพลังงานแสงอาทิตย์แบบทุ่นลอยน้ำ ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการผลิตมากกว่าบนพื้นดินอีกราวร้อยละ 10 รวมไปถึงติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ในรูปแบบต่างๆ เช่น แบตเตอรี่แบบลิเทียมไอออน (Lithium Ion Batteries) โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ และการเก็บพลังงานในรูปของไฮโดรเจน ที่จะช่วยเสริมความต้องการไฟฟ้าในช่วงความต้องการสูง ควบคุมความถี่และแรงดันจากการผลิตจากพลังงานหมุนเวียน ตลอดจนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าพลังความร้อน ให้สามารถเดินเครื่องได้อย่างต่อเนื่อง

ระบบควบคุมอัจฉริยะ (Smart System)

Smart System (ด้านการสั่งการ) ซึ่งจะเป็นการพัฒนาระบบส่งแบบสมาร์ทกริด หรือ ไมโครกริด ที่ช่วยให้การบริหารจัดการการสั่งจ่ายไฟฟ้า เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) ในการรับข้อมูล ประมวลผล และสั่งการ

ในอนาคต ระบบสมาร์ทกริดนี้จะสามารถพยากรณ์กำลังการผลิต รวมไปถึงความต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้าได้อย่างแม่นยำ ซึ่ง กฟผ. ได้เริ่มจัดทำโครงการนำร่องที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งจะเป็นสถานที่สาธิต วิจัย และพัฒนาของโครงการระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ประกอบด้วย ทั้งระบบผลิตด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 3.5 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็ก ระบบการสั่งการจ่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ซึ่งทั้ง 2 ส่วนนี้จะทำหน้าที่จ่ายไฟฟ้าให้กับ จ.แม่ฮ่องสอน พร้อมกับที่จังหวัดนำร่องแห่งนี้ยังจะเป็นที่ตั้งของศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ที่จะถ่ายทอดความรู้เรื่องไฟฟ้าได้อย่างครบวงจร

เมืองอัจฉริยะ (Smart City)

ในด้านการใช้พลังงาน Smart City จะเข้ามาตอบโจทย์การใช้พลังงานอย่างชาญฉลาด กล่าวคือ เป็นเมืองที่มีการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ภายในเมืองให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ผ่านการอนุรักษ์ และการนำทรัพยากรมาใช้ใหม่

โครงการนำร่องสมาร์ทซิตี้ของ กฟผ. จะเริ่มที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งจะติดตั้งป้ายอัจฉริยะ มีรถบัสไฟฟ้า สถานีชาร์จรถไฟฟ้าภายในตัวเมือง นอกจากนี้ กฟผ. ยังได้ออกแบบให้พื้นที่สำนักงานใหญ่ กฟผ. ให้เป็นเมืองอัจฉริยะ ภายใต้ชื่อ ‘EGAT Eco Plus+’ โดยส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน และไม่เพียงแต่เพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่ 300 ไร่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ยังสร้างความสมดุลระหว่างโรงไฟฟ้า ป่านิเวศ และมนุษย์ให้อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน ซึ่งจะแล้วเสร็จเต็มรูปแบบในปี 2565

เพื่อสร้างเมืองอัจฉริยะอย่างแท้จริง กฟผ. ยังได้สนับสนุนงานวิจัยในการดัดแปลงรถยนต์เก่าให้เป็นรถไฟฟ้า โดยได้ร่วมมือกับทางสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนารถต้นแบบที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน เวลาในการชาร์จรถไฟฟ้าเพียง 4 ชั่วโมง แต่วิ่งได้ไกลกว่า 130 กิโลเมตร ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จ กฟผ. จะนำรถยนต์ไฟฟ้านี้มาใช้งานจริงในการปฏิบัติงานนอกสถานที่ของผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. ที่มีระยะการเดินทางไม่เกิน 100 กิโลเมตร ซึ่งการพัฒนาระยะที่ 2 จะแล้วเสร็จจนได้พิมพ์เขียว เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปดำเนินการดัดแปลงรถเก่าเป็นรถ EV ได้ในปี 2563 ภายใต้งบประมาณคันละ 2 แสนบาท

ถ่ายทอดองค์ความรู้ (Smart Learning)

Smart Learning (ด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้) เพราะการพัฒนาอย่างยั่งยืน ไม่เพียงการให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าความเพียงพอ และมั่นคงเท่านั้น แต่ยังหมายรวมไปถึงการเปิดโลกความรู้ให้กับประชาชน เยาวชน เกี่ยวกับระบบการผลิต การสั่งจ่ายไฟฟ้า และการใช้ไฟฟ้าอย่างชาญฉลาด พร้อมก้าวไปพร้อมกันสู่พรมแดนใหม่ของเทคโนโลยีและนวัตกรรมอีกด้วย ซึ่ง กฟผ. ได้ก่อสร้างศูนย์การเรียนรู้จำนวน 8 แห่งทั่วประเทศ โดยแต่ละแห่งจะมีจุดเด่นของศูนย์ที่แตกต่างกันไป ปัจจุบัน ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. แล้วเสร็จ 4 แห่ง ได้แก่

1. พิพิธภัณฑ์ศูนย์ถ่านหินลิกไนต์ศึกษา (เหมืองแม่เมาะ) เฉลิมพระเกียรติ จ.ลำปาง
2. ศูนย์การเรียนรู้ราชานุรักษ์ กฟผ. เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี
3. ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. จะนะ จ.สงขลา
4. ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์

และอยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 4 แห่ง ได้แก่
1. ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง จ.นนทบุรี
2. ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง จ.นครราชสีมา
3. ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สันกำแพง จ.เชียงใหม่
4. ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ผาบ่อง จ.แม่ฮ่องสอน

ศูนย์เรียนรู้ของ กฟผ. เหล่านี้ จะทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องพลังงานไฟฟ้าให้กับประชาชน ที่จะช่วยให้คนไทยมีความรู้ ความเข้าใจเรื่องระบบไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น องค์ความรู้เหล่านี้ยังส่งเสริมเรื่องจิตสำนึกในการอนุรักษ์พลังงาน และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

การพัฒนาพลังงานแบบ Smart ของ กฟผ. นั้น จึงไม่หยุดอยู่ที่การผลิต และการจ่ายไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้ มีความมั่นคง และความเสถียรเท่านั้น แต่จะยังจะถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์สู่สังคมไทย ให้ก้าวไปข้างหน้า พร้อมๆ กับสังคมโลกอย่างสง่างาม

 

ลุ้นรัฐดัน “กองทุนรวมประกัน” ดูแลสุขภาพคนเกษียณรับสังคมสูงอายุไหลบ่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 มิ.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/973188

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล หัวหน้าภาควิชาการธนาคารและ การเงิน จุฬาฯและกรรมการคณะกรรมการกำกับตลาดทุนเปิดเผยว่า เตรียมเสนอผลงานวิจัยการส่งเสริมการออมและการลงทุนแก่ประชาชนเพื่อรองรับการเข้าสู่วัยเกษียณต่อสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) เพื่อให้ช่วยกันผลักดันการจัดตั้ง “กองทุนรวมประกัน” ซึ่งเป็นกองทุนระยะยาว และจ่ายผลตอบแทนหลังจากผู้ลงทุนเกษียณอายุเป็นรายเดือน โดยให้ได้รับสิทธิด้านประกันสุขภาพ เพื่อดูแลผู้เกษียณอายุในประเทศไทยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

“กองทุนรวมประกันถือเป็นผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ที่คล้ายกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF แต่ที่แตกต่างคือกองทุนรวมประกันจะไม่สามารถรับเงินเป็นก้อนหลังเกษียณอายุ เพราะจะทำให้เงินของผู้ออมหมดเร็วแต่จะจ่ายเป็นรายเดือน แถมยังมีประกันด้านสุขภาพหลังเกษียณอายุด้วย เพราะคนสูงอายุจะเริ่มมีปัญหาสุขภาพตามมามากมาย ดังนั้นกองทุนดังกล่าวจะช่วยตอบโจทย์ประเทศที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุได้เป็นอย่างดี โดยแนวคิดนี้ต้องให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) เป็นผู้ดำเนินการ ส่วนรายละเอียดเงื่อนไขต่างๆต้องพิจารณาอีกครั้ง”

ทั้งนี้ จากผลงานวิจัย ในหัวข้อ “การศึกษาวิเคราะห์ระดับสินทรัพย์การออมขั้นต่ำที่ผู้เกษียณอายุพึงมีสำหรับการประกันคุณภาพชีวิตขั้นพื้นฐาน (วัยสูงอายุ)” พบว่าประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในปี 63 เนื่องจากประชากรผู้สูงอายุจะมีมากถึงกว่า 13 ล้านคน คิดเป็น 25% ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งหากผู้เกษียณ และผู้สูงอายุไม่มีเงินออมเพียงพอต่อการดำรงชีพในอนาคต จะส่งผลให้เป็นภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาล โดยพบว่า กลุ่มตัวอย่างกว่า 56.5% มีรายได้เพียงพอสำหรับช่วงเกษียณอายุ ส่วนอีกเกือบ 40% ตอบว่าไม่เพียงพอและเพียงพอเป็นบางครั้ง อย่างไรก็ตาม รายได้หลักของผู้สูงอายุหลังเกษียณยังคงมาจากเงินรายได้ของลูกหลาน

ขณะเดียวกันต้องการเสนอให้ภาครัฐส่งเสริมการออมภาคสมัครใจ และภาคบังคับเพิ่มขึ้น และให้ครอบคลุมผู้ที่อยู่นอกระบบประกันสังคมด้วยเพื่อสร้างผลตอบแทนในการลงทุนให้กับผู้ออมมากยิ่งขึ้น.

 

“เอไอเอส”จับจ้อง“ไลน์โมบาย” หากเป็น“เอ็มวีเอ็นโอ”ระอุแน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 มิ.ย. 2560 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/973182

นายปรัธนา ลีลพนัง รักษาการหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาดบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เปิดเผยกรณีค่ายดีแทคจะเปิดบริการซิมไลน์ โมบาย (Line Mobile) ใต้เครือข่ายของบริษัทดีแทค ไตรเน็ตนั้นว่า หากปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไขของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยเท่าเทียมแล้วคงไม่มีปัญหาอะไร

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ายังงงๆกันอยู่ว่า ไลน์โมบายจะเป็นผู้ประกอบการแบบไม่มีโครงข่ายเป็นของตัวเอง (เอ็มวีเอ็นโอ) หรือเป็นแค่บริการเสริมของดีแทค หากเป็นแค่บริการเสริมของดีแทค ก็คงเป็นอีกผลิตภัณฑ์หนึ่ง ซึ่งอาจสร้างสีสันให้ตลาด แต่หากไลน์โมบายต้องการเป็นเอ็มวีเอ็นโอ ก็คงถือว่าเป็นความแปลกใหม่และน่าจะกระตุ้นการแข่งขันได้พอตัว เพราะเท่ากับว่าไลน์จะผันตัวเองมาเป็นโอปะเรเตอร์ แม้จะเป็นการเช่าใช้โครงข่ายของดีแทคก็ตาม แต่ในฐานะเอ็มวีเอ็นโอไลน์โมบายก็จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของ กสทช.หลายประการ รวมทั้งต้องขอใบอนุญาตด้วย แม้จะอยู่ในขั้นทดลอง เพราะต้องอยู่บนการแข่งขันที่เท่าเทียม”

ส่วนภาพรวมการแข่งขันในธุรกิจมือถือในครึ่งปีแรกนั้น นายปรัธนากล่าวว่า ยังอยู่ในระดับที่รุนแรง โดยแต่ละค่ายจะแข่งขันกันไปคนละรูปแบบ อย่างเอไอเอสชัดเจนว่าเดินหน้ารักษาฐานลูกค้าที่มีอยู่ไว้ให้มั่น ขณะที่ดีแทคอาจอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากหน่อย เพราะคลื่นกำลังจะหมดอายุสัมปทาน ส่วนทรูมูฟเอชนั้นกำลังเดินหน้าโกยลูกค้าเพื่อขยายฐานทำให้ทรูมูฟเอชยังคงเดินหน้าแจกหรืออุดหนุนราคาเครื่องใหม่อยู่ ขณะที่เอไอเอสกำลังเดินสายกลาง รักษาลูกค้าให้มั่น พยายามตอบโจทย์ลูกค้าในต่างจังหวัดให้มากขึ้น.

 

แท็กทีมไม่ตัดน้ำไฟ! ราชการชักดาบหลายพันล้าน อ้างงบไม่พอ กระทรวงคุณครูอันดับ 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 มิ.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/972912

หลังจากที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ออกมายอมรับว่า มีหน่วยงานรัฐค้างค่าชำระสาธารณูปโภคทั้งค่าน้ำ และค่าไฟโดยตัวเลขทั้งหมดประมาณ 6 พันล้านบาท เป็นของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ประมาณ 4 พันล้านบาท การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เกือบ 2 พันล้านบาท และของการประปานครหลวง (กปน.) และการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ทั้ง 2 แห่ง รวมเป็น 100 ล้านบาท โดยที่ผ่านตั้งงบประมาณไม่พอจึงต้องหาวิธีว่าจะเอางบประมาณอะไรไปจ่ายส่วนนี้ ซึ่งต้องตั้งงบประมาณเพื่อไปจ่ายของเดิมด้วย

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง นายเสริมสกุล คล้ายแก้ว ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) นายปริญญา ยมะสมิต ผู้ว่าการประปานครหลวง (กปน.) และรศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ถึงประเด็นการค้างชำระต่างๆ

ผู้ว่าฯ กฟภ. เผย ราชการค้างค่าไฟ 3 พันกว่าล้าน กระทรวงศึกษาอันดับ 1

นายเสริมสกุล คล้ายแก้ว ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กล่าวว่า สำหรับยอดค้างชำระค่าไฟของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ยอดค้างชำระรวมทั้งสิ้น 3,000 กว่าล้านบาท ส่วนใหญ่จะเป็นของปี 2560 จำนวน 2,500 ล้านบาท แต่ที่เหลืออีก 100 กว่าล้านเป็นยอดที่ค้างชำระมาตั้งแต่ในอดีตปี 57-59 นั่นหมายความว่า หน่วยงานต่างๆ จะเคลียร์ยอดค้างชำระค่าไฟให้เสร็จสิ้นภายในปีงบประมาณ ซึ่งคือเดือนกันยายน

สำหรับหน่วยงานที่ค้างชำระค่าไฟมากที่สุด คือ 1. กระทรวงศึกษาธิการ 2. กระทรวงสาธารณสุข โดยบางหน่วยงานค้าง 1 เดือนบ้าง 2 เดือนบ้าง แต่ทั้งนี้แล้ว จะมีการชำระให้เสร็จสิ้นภายในปีงบประมาณนั้นๆ จนเกือบทั้งหมด ซึ่งทาง กฟภ. ได้เรียกเก็บเงินไปทุกเดือนตามปกติ มีการจดหน่วยทุกเดือนและแจ้งหนี้ไปทุกเดือน บางครั้งบางหน่วยงานขัดข้องก็จะรวบรวม 2 เดือนมาส่งให้ครั้งหนึ่ง โดยอาจจะไม่ใช่ทุกหน่วยงานที่ค้างชำระหนี้หรือว่าติดค้างทุกเดือน แต่ก็อาจจะมีแค่ค้างชำระในบางเดือน

“การค้างชำระค่าไฟหลายเดือนนั้น โดยปกติเราก็ไม่ได้ตัดไฟ เนื่องจากว่าหน่วยงานภาครัฐต้องให้บริการประชาชน หากไปตัดไฟอาจจะเกิดผลกระทบกับประชาชนได้ เราก็จะใช้วิธีการแจ้งค่าไฟ ติดตามหรือเรียกให้ชำระ ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีงบประมาณมาชำระเราก็ไม่ถึงขนาดที่ตัดไฟ” ผู้ว่า กฟภ. ระบุ

เงินส่วนที่ค้างชำระจะมีผลต่อการบริหารงานของ กฟภ. หรือไม่นั้น นายเสริมสกุล เผยว่า ในภาพรวมนั้น กฟภ.มีรายได้ค่าไฟ 400,000 ล้านบาทต่อปี ฉะนั้น พูดได้ว่าเงินที่หน่วยงานภาครัฐค้างชำระไม่ส่งผลกระทบอะไรมากต่อการบริหารจัดการภายในองค์กร ซึ่งแม้ว่าจะค้างชำระข้ามปีไปแต่ก็ไม่ได้เยอะมากจนเกิดผลกระทบกับหน่วยงาน

กปน. เจ้าหนี้ 205 ล้าน เผย หน่วยงานเดียวค้างค่าน้ำสูงสุด 68 ล้าน

นายปริญญา ยมะสมิต ผู้ว่าการประปานครหลวง (กปน.) เปิดเผยว่า หน่วยงานรัฐมียอดค้างชำระค่าน้ำปี 2559 ประมาณ 631,000 บาท ส่วนปี 2560 ประมาณ 204 ล้านบาท ยอดค้างชำระรวมทั้งสิ้น 205 ล้านบาท

“สำหรับปี 2560 มีหน่วยงานหนึ่งค้างชำระประมาณ 68 ล้านบาท บางหน่วยงานค้างชำระ 47 ล้านบาท และ 25 ล้านบาท แต่ขออนุญาตไม่เปิดเผยว่าเป็นหน่วยงานไหน ซึ่งผมเข้าใจว่าเขาไม่น่าจะมีเจตนาในการค้างชำระ เพียงแต่ยังไม่มีงบในการมาชำระมากกว่า” ผู้ว่า กปน. เผย

ทั้งนี้ สำหรับผู้ใช้น้ำทั่วไป กปน.จะให้ค้างชำระได้เพียง 1-2 เดือนเท่านั้น แต่กรณีนี้เป็นหน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งช่วงปี 59 อาจจะมีปัญหาเรื่องการใช้น้ำ ท่อแตก หรืออื่นๆ จึงยังไม่ได้ข้อยุติ ก็อาจทำให้ยังค้างชำระอยู่ ซึ่งปกติหน่วยงานรัฐแต่ละหน่วยงานส่วนใหญ่จะมีการชำระให้เสร็จสิ้นภายในปีงบประมาณนั้นๆ

“เรื่องการตัดน้ำนั้น เนื่องจากเป็นหน่วยงานราชการ คงไม่มีนโยบายที่จะไปตัดน้ำ เพราะไม่เหมือนกับประชาชนทั่วไปที่เราไม่แน่ใจว่า จะชำระให้กับการประปาจริงหรือไม่ แต่หน่วยงานราชการคงไม่น่ามีปัญหา ไม่เบี้ยวแน่นอนแต่อาจจะชำระช้าบ้างเท่านั้น” ผู้ว่า กปน. ปฏิเสธเรื่องการตัดน้ำ

ส่วนผลกระทบการเก็บหนี้ไม่ได้ 200 กว่าล้านบาทนั้น ผู้ว่า กปน. กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การเรียกเก็บค่าน้ำของหน่วยราชการ เดือนนึงประมาณ 150 ล้านบาท ขณะที่ยอดค้างชำระมีไม่ถึง 10% ของจำนวนยอดทั้งหมด จึงไม่มีปัญหาในการหมุนเวียนงบประมาณของการประปามาบริหารงานภายในองค์กร

อะลุ่มอล่วยจ่ายน้ำ เกรงปชช. เดือดร้อน ผู้ว่าฯ กปภ. รอชำระ 260 ล้าน

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) เปิดเผยว่า หน่วยงานรัฐมียอดค้างชำระค่าน้ำก่อนและจนถึงปี 2559 ประมาณ 40 ล้านบาท ส่วนปี 2560 ประมาณ 202 ล้านบาท ยอดค้างชำระรวมทั้งสิ้น 260 ล้านบาท

สำหรับผลกระทบต่อการบริหารงานจากเงินที่ถูกติดค้าง ผู้ว่า กปภ. ยอมรับว่า มีกระทบบ้างแต่อย่างไรก็ตามถือว่าเป็นรัฐบาลด้วยกัน กระเป๋าซ้าย กระเป๋าขวา ต่างคนต่างช่วยเหลือกัน ซึ่งทางการประปาจะอะลุ่มอล่วยกันมากกว่า ไม่ถึงขั้นที่ว่าจะต้องตัดน้ำตัดไฟ หน่วยงานราชการด้วยกันไม่ทำอยู่แล้ว เพราะจะต้องให้บริการประชาชน หากไปตัดน้ำตัดไฟประชาชนที่มาใช้บริการก็เดือดร้อนไปด้วย

แต่ทั้งนี้ ทางการประปาก็ได้มีใบแจ้งยอดชำระไปทุกเดือน ซึ่งบางหน่วยงานภาครัฐก็อาจจะยังไม่มีงบประมาณมาชำระค่าสาธารณูปโภคในส่วนนี้ เพราะหากมีเชื่อว่าจะตัดงบมาชำระหนี้อยู่แล้ว

เชื่อ เก็บหนี้ได้ หลังครม. ออกมาตรการนำงบส่วนอื่นมาชำระค่าน้ำไฟ

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ค่าสาธารณูปโภคค้างชำระของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่น โดยหนี้ที่ค้างชำระก่อนปีงบประมาณ พ.ศ.2560 ให้ปรับแผนการใช้จ่ายงบประมาณมาชำระหนี้ค่าสาธารณูปโภคที่ค้างชำระได้ และให้นำเงินนอกงบประมาณไปชำระหนี้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 25 ของค่าสาธารณูปโภคในปีนั้น ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับตั้งแต่ครม.มีมติเห็นชอบ เว้นแต่เงินนอกงบประมาณไม่เพียงพอ ส่วนค่าสาธารณูปโภคที่ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2560 เป็นต้นไป ให้ชำระให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณนั้นๆ อย่างเคร่งครัด

ด้าน นายปริญญา ยมะสมิต ผู้ว่าการประปานครหลวง (กปน.) คาดว่า หลังจากที่มีมติครม. ออกมานั้น คิดว่าน่าจะเคลียร์เงินที่ค้างชำระได้ เพราะมีการผ่อนปรนหลายเรื่อง ทั้งการอนุญาตให้เอาเงินงบประมาณเหลือจ่ายมาจ่ายค่าสาธารณูปโภคได้ และผ่อนปรนให้นำเงินนอกงบประมาณมาชำระได้ด้วย

ส่วน รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้ว่าการการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) กล่าวว่า โดยปกติรัฐบาลจะใช้งบกลาง ซึ่งสามารถจะจัดการชำระได้เลย แต่ตอนนี้ออกมาให้ใช้งบเหลือจ่าย เช่น หากหมดอันนี้ที่เหลือก็ให้มาจ่ายค่าสาธารณูปโภคก่อนก็คาดเดาได้ยาก เพราะไม่รู้ว่าแต่ละหน่วยมีงบประมาณเหลือเท่าไร อย่างเมื่อสมัยก่อนที่ค้างทั้งหมดเบิกงบกลางมาโปะให้หมดเลย ซึ่งในส่วนของ กปภ. เงินกว่า 260 ล้านบาท คาดว่าสำหรับปีนี้น่าจะเก็บได้สักครึ่งหนึ่งก็ยังดี

ขณะเดียวกัน นายเสริมสกุล คล้ายแก้ว ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ยังเชื่อว่า หน่วยงานรัฐที่ค้างชำระอยู่จะทยอยชำระหนี้ และคาดว่าน่าจะเก็บเงินส่วนที่ค้างชำระได้เกือบทั้งหมด เพราะทางครม. มีมติแล้วว่าให้หน่วยราชการเบิกจ่ายให้ครบ และส่วนที่ค้างอยู่ปีก่อนๆ ก็ให้เคลียร์ให้หมด น่าจะไม่มีปัญหา ซึ่งครม.เองก็สนับสนุนการชำระหนี้ส่วนนี้ด้วยเช่นกัน.

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

 

“เซ็นทรัล”ทุ่ม 100 ล้าน! ปรับโฉมช็อปออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 มิ.ย. 2560 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/973180

นางสาวพรชนก ตันสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจออนไลน์ บริษัท เซ็นทรัล กรุ๊ป ออนไลน์ จำกัด ในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ป เปิดเผยว่าหลังกลุ่มเซ็นทรัลเข้าซื้อกิจการซาโลร่า (ไทยแลนด์) เว็บไซต์ช็อปปิ้งออนไลน์แห่งเอเชียแปซิฟิกหรือ www.zalora.co.th  ต่อจากกลุ่มบริษัทร็อคเก็ต อินเตอร์เน็ต ไปเมื่อปี 59 ล่าสุดเมื่อต้นเดือน พ.ค.บริษัทได้ทุ่มงบกว่า 100 ล้านปรับโฉมใหม่พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น “ลุคสิ” (LOOKSI) หรือ www.looksi.com  ศูนย์รวมแฟชั่นในโลกออนไลน์ คาดว่า 3 ปียอดขายของกลุ่มธุรกิจออนไลน์ ของเซ็นทรัลจะมีมากกว่า 1,000 ล้านบาท

“ที่ผ่านมากลุ่มเซ็นทรัลพยายามสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ให้เกิดขึ้นแทบจะทุกกลุ่มธุรกิจในเครือฯ และคงมีอีกหลายแพลตฟอร์มเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ แต่ภาพลักษณ์ของเว็บไซต์ใหม่ “ลุคสิ” จะเน้นแฟชั่นเป็นหลัก ซึ่งจะสร้างความแตกต่างของเว็บไซต์ ด้วยการหาเอ็กซ์คลูซีฟแบรนด์เข้ามาจำหน่ายมากขึ้นหรือมีสัดส่วนประมาณ 10-15% ทั้งนี้ปัจจุบันเว็บไซต์ดังกล่าวมีสินค้าจำหน่ายอยู่กว่า 1,000 แบรนด์ หรือคิดเป็นกว่า 50,000 รายการ มียอดผู้เข้าชมในแฟนเพจมากถึงเดือนละ 2 ล้านคน คาดว่านับจากนี้จะเติบโตขึ้น 10% ทุกเดือน”.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 15/06/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/973112

“อนันดา”ผุด 5 คอนโดกระหึ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/973178

นายชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำตลาดคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าเปิดเผยว่า บริษัทยังคงได้รับความไว้วางใจจากพันธมิตรธุรกิจ บริษัท มิตซุย ฟูโดซัง จำกัด ในการร่วมมือกันพัฒนาโครงการติดรถไฟฟ้าที่มีคุณภาพ โดยในไตรมาส 2 นี้จะเปิดโครงการใหม่อีก 5 โครงการ มูลค่ากว่า 21,700 ล้านบาท ถือเป็นการตอกย้ำการเป็นผู้นำคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าที่ตอบโจทย์และไลฟ์สไตล์ของคนเมืองอย่างลงตัวที่สุด

ทั้งนี้ 5 โครงการใหม่ดังกล่าวประกอบด้วย 1.แอชตัน อโศก-พระราม 9 จำนวน 593 ยูนิตราคาเริ่มต้น 6.49 ล้านบาท มูลค่า 6,367 ล้านบาท 2.ไอดีโอ คิว วิคตอรี่ จำนวน 348 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 5.59 ล้านบาท มูลค่า 3,090 ล้านบาท 3.ไอดีโอ พระราม 9 ตัดใหม่ จำนวน 994 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 1.99 ล้านบาท มูลค่า 2,951 ล้านบาท 4.ไอดีโอ คิว สุขุมวิท 36 จำนวน 449 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 6.49 ล้านบาท มูลค่า 4,264 ล้านบาท และ 5.เอลลิโอ เดล เนสท์ จำนวน 1,459 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 2.29 ล้านบาท มูลค่า 5,045 ล้านบาท ซึ่งบริษัทเชื่อมั่นว่าทั้ง 5 โครงการจะยังคงสร้างความสนใจและได้รับการตอบรับจากคนเมืองได้อีกครั้ง

นอกจากนี้ ทั้งยังเตรียมจัดงานใหญ่แห่งปีเพื่อเอาใจลูกค้าที่ต้องการเป็นเจ้าของคอนโดมิเนียมคุณภาพเยี่ยมติดรถไฟฟ้าและเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงครึ่งปีหลัง ด้วยงาน “ANANDA URBAN PULSE” ระหว่างวันที่ 22-25 มิ.ย.2560 นี้ ณ ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยคัดสรรโครงการคอนโดมิเนียมคุณภาพติดรถไฟฟ้าถึง 22 โครงการทั่วกรุงเทพฯ พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษเมื่อจองซื้อภายในงาน ซึ่งคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าเช่นเคย.

 

‘ทรูมูฟ เอช’ ไปเจ้าแรก ตรวจสอบซิมโทรศัพท์ แก๊งคนจีนปั๊มไลค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 มิ.ย. 2560 21:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/972867

กสทช. สั่ง 3 ค่ายโอเปอเตอร์ไทย เร่งตรวจสอบที่มาซิมโทรศัพท์ 3 แสนชิ้น ที่ตามยึดจากแก๊งคนจีนรับจ้างกดไลค์ กดแชร์ ‘ทรูมูฟ เอช’ ประเดิมรายแรก ส่งข้อมูลเข้าบริษัทใหญ่ ควานหาต้นตอ

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. กล่าวว่า กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จ.สระแก้ว จับกุมชาวต่างชาติพร้อมเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อไอโฟนและซิมโทรศัพท์ใหม่จำนวนมาก นั้นทางสำนักงาน กสทช. ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบข้อมูลแล้ว

เบื้องต้น พบว่า โทรศัพท์ที่นำมาใช้งานเป็นโทรศัพท์ยี่ห้อไอโฟน รุ่น 5 ซี และรุ่น 5 เอส ส่วนซิมโทรศัพท์นั้น เป็นซิมของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 ค่ายใหญ่ ได้แก่ ดีแทค ทรูมูฟ เอช และเอไอเอส รวมทั้งหมดประมาณ 347,000 ซิม

ขณะนี้ ทางเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช.จะเดินทางไปยังพื้นที่เกิดเหตุเพื่อตรวจสอบรายละเอียดว่าซิมโทรศัพท์ที่ตรวจพบนั้นได้มีการลงทะเบียนใช้งานถูกต้องหรือไม่ พร้อมทั้งจะเชิญผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 3 ค่ายมาให้ข้อเท็จจริง

ทางด้านว่าที่ พ.ต.อ.เบญจพล รอดสวาสดิ์ ผกก.ตม.สระแก้ว กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ทรูมูฟ เอช ได้ทำการถ่ายโอนหมายเลข และรหัสซิมการ์ด ส่งเข้าสำนักงานใหญ่ เพื่อตรวจสอบว่า ซิมการ์ด ถูกจัดส่งไปที่สาขาใด และมีคนของบริษัทรู้เห็นด้วยหรือไม่ ขณะที่ เอไอเอส และดีแทค ได้เริ่มเข้ามาตรวจสอบซิม ที่ตรวจยึดได้รวมกว่า 4 แสนซิมแล้ว หากทราบว่า ซิมทั้งหมดที่ยึดมาได้ มีที่มาจากไหน ก็จะสามารถขยายผลคดีเพิ่มเติมต่อไปได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อวสานยอดไลค์! รวบหนุ่มจีนพร้อมไอโฟน 500 เครื่อง รับจ้างกดถูกใจ กดแชร์

พบ 3 คนจีนรับจ้างกดไลค์ มีบริษัทแม่ป้อนงาน ตะลึงเจอซิมมือถือ 3 แสนอัน

 

สคร.ใช้ PPP Fast Track ดันโครงการรถไฟฟ้า 3 สาย สำเร็จภายใน 9 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 มิ.ย. 2560 20:27

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/972897

สคร. ใช้ PPP Fast Track โครงการรถไฟฟ้า 3 สาย สำเร็จภายใน 9 เดือน กระตุ้นการลงทุนของประเทศ อีกกว่า 1.9 แสนล้านบาท

วันที่ 14 มิ.ย. 60 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (คณะกรรมการ PPP) แถลงถึงความสำเร็จของนโยบายรัฐบาล ในการเร่งรัดโครงการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP Fast Track) เพื่อพัฒนาโครงการ ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ โดยสามารถผลักดันโครงการรถไฟฟ้า 3 สาย มูลค่าโครงการ 1.9 แสนล้านบาท ได้สำเร็จภายใน 9 เดือน

ทั้งนี้ ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงหัวลำโพง – บางแค และช่วงบางซื่อ – ท่าพระ (โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย) มูลค่า 83,877 ล้านบาท โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย – มีนบุรี (โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู) มูลค่า 56,691 ล้านบาท และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว – สำโรง (โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง) มูลค่า 54,644 ล้านบาท

สำหรับ โครงการรถไฟฟ้า 3 สาย ได้ดำเนินการคัดเลือกเอกชนตามพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 (พ.ร.บ.ร่วมลงทุนฯ) เสร็จสิ้นแล้ว โดยโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายได้มีการลงนามในสัญญาแล้วเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 60 และโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลืองจะมีการลงนามในสัญญาในวันที่ 16 มิ.ย. 60 นอกจากนี้ การพัฒนาโครงการ PPP ทั้ง 3 โครงการได้เร็วขึ้นจะทำให้การเดินทางของประชาชนมีความสะดวกสบาย ลดความแออัดของการจราจร และลดการสิ้นเปลืองพลังงานของประเทศ

นางปานทิพย์ ศรีพิมล ที่ปรึกษาด้านพัฒนารัฐวิสาหกิจ สคร. กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการ PPP Fast Track เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะขับเคลื่อนนโยบายการลงทุนของรัฐบาล โดยการบูรณาการความร่วมมือในการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ในการทำงานในบางขั้นตอนให้คู่ขนานกันไป โดย สคร. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการ PPP ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในกำหนดรายการข้อมูลที่จำเป็นในการศึกษาและวิเคราะห์โครงการร่วมลงทุนให้ชัดเจน (Checklist) และบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ซึ่งได้ลดระยะเวลาการดำเนินการตาม พ.ร.บ. ร่วมลงทุนฯ ที่จะใช้เวลาตั้งแต่เริ่มทำการศึกษาโครงการจนถึงการประกาศเชิญชวนให้เอกชนร่วมลงทุนจากเวลาปกติประมาณ 25 เดือน ให้เหลือเพียง 9 เดือน

นอกจากนี้ จะได้นำบทเรียนต่างๆ รวมถึงกลไกสำคัญของมาตรการ PPP Fast Track มาใช้ในการปรับปรุง พ.ร.บ. ร่วมลงทุนฯ ด้วย ซึ่งปัจจุบันรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้เห็นชอบหลักการของการปรับปรุง พ.ร.บ. ร่วมลงทุนฯ แล้ว โดยมีหลักการสำคัญในการส่งเสริมโครงการร่วมลงทุนให้มากขึ้น มีขั้นตอนที่กระชับชัดเจน แต่ยังคงความโปร่งใส เปิดเผย และตรวจสอบได้ รวมทั้งยึดหลักวินัยการเงินการคลังเช่นเดิม ทั้งนี้ คาดว่าจะนำเสนอร่าง พ.ร.บ. ร่วมลงทุนฯ ฉบับปรับปรุงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณาได้ภายในเดือน ก.ค. 60

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการ สคร. กล่าวสรุปว่า ทั้งมาตรการ PPP Fast Track และการปรับปรุง พ.ร.บ. ร่วมลงทุนฯ เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีที่ต้องการส่งเสริมให้เอกชนมีส่วนร่วมในการลงทุนโครงการต่างๆ ของภาครัฐที่จะช่วยทำให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศได้เร็ว มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนดียิ่งขึ้น และสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่กำหนดให้มีการลงทุนจากความร่วมมือภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานเฉลี่ยปีละ 47,000 ล้านบาท.